สืบสวนตม.รวบจีนหนีคดีฉ้อโกงหลอกลงทุน มูลค่าความเสียหาย 137 ล้านหยวน หรือประมาณ 685 ล้านบาทหลบซุกไทย

สืบสวนตม.รวบจีนหนีคดีฉ้อโกงหลอกลงทุน มูลค่าความเสียหาย 137 ล้านหยวน หรือประมาณ 685 ล้านบาทหลบซุกไทย

         วันศุกร์ที่ 4 ต.ค.62 เวลา 09.45 น.​ ณ ห้องประชุมมหาเมฆ ชั้น 4 อาคาร 1 สตม.(สวนพลู) สาธร​ กทม.​ : พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วยพล.ต.ต.พรชัย ขันตี, พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์, พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รองผบช.สตม., พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.วิญญู อำนวยสมบัติ รองผบก. สส.สตม. และพ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.2 บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุม ชาวจีนแสบหลอกลงทุนให้ผลตอบแทนสูง สุดท้ายเชิดเงินหนี ทางการจีนออกหมายจับ

         จากการที่ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ได้กำชับให้ทุกหน่วย ระดมกวาดล้างการกระทำผิดของคนต่างด้าว ที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นที่กระทำความผิด หรือก่อคดีแล้วอาศัยไทยเป็นพื้นที่หลบซ่อน โดยประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งของไทยและหน่วยงานระหว่างประเทศ โดย กก.2 บก.สส.สตม. สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติจีน ซึ่งได้กระทำความผิดข้อหาฉ้อโกงแล้วหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ กล่าวว่า​ เจ้าหน้าที่​กก.2 บก.สส.สตม. จับกุม Mr.JIAO อายุ 46 ปีสัญชาติจีน ซึ่งทางการจีนได้ประสานข้อมูลมายัง บก.สส.สตม.ให้สืบสวนเฝ้าดูพฤติกรรม​เนื่องจากเป็นผู้กระทำผิดในประเทศจีน และทางการจีนได้ออกหมายจับแล้ว อาจเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำผิดอีกได้

         พฤติการณ์ของ Mr.JIAO คือการหลอกลวงชาวจีนให้นำเงินมาลงทุนอ้างว่าให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร มีผู้เสียหายชาวจีนหลงเชื่อนำเงินมาทำสัญญาลงทุนกับ Mr.JIAO หลายราย สูญเสียเงิน มูลค่าความเสียหาย 137 ล้านหยวน (ประมาณ 685 ล้านบาท) กก.2 บก.สส.สตม. ได้ทำการติดตามสืบสวนเฝ้าดูพฤติการณ์ Mr.JIAO จนกระทั่งวันที่ 4 ก.ย.62 สามารถควบคุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่ง บก.สส.สตม.จะได้ประสานทาง สอท.สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เพื่อส่งกลับให้ทางการจีนดำเนินการต่อไป

          พล.ต.ท.สมพงษ์​ฯ​ ขอฝากประชา​สัมพันธ์​ให้ทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

สำนักข่าวความมั่นคง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานมอบนโยบายแก่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ในโอกาสจัดประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบนโยบายแก่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ในโอกาสจัดประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563

          วันนี้  (3 ต.ค. 62) ‪เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานมอบนโยบายแก่สภาเกษตรกรแห่งชาติ ในโอกาสจัดประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563  พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัด  สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานในครั้งนี้

          นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะเป็นกลไกสำคัญในการทำงานระหว่างรัฐและเกษตรกรไทยทั่วประเทศ ตั้งใจมาพบตัวแทนพี่น้องเกษตรกรและเห็นชอบกับทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

          วันนี้ประเทศไทยมีพี่น้องเกษตรกรราว 7.2 ล้านครัวเรือน และยังมีธุรกิจเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรมอีกจำนวนมาก กล่าวได้ว่าประชากร 1 ใน 3 ของประเทศเกี่ยวข้องกับ “วงจรภาคการเกษตร” ถือว่าพี่น้องเกษตรกรจึงเป็นเสมือนรากแก้วที่รักษาแผ่นดินของประเทศนี้

          อย่างไรก็ตาม ปัญหาของภาคเกษตรกรรมก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งอยู่เหนือการควบคุม เช่น ภาวะฝนแล้ง-ฝนทิ้งช่วง  ปัญหาอุทกภัย ทั้งหมดนี้ อยู่ระหว่างให้การช่วยเหลือ-ฟื้นฟู ตามมาตรการต่างๆ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพ และใช้ชีวิตได้ตามปกติสุข ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างนั่น ที่เกี่ยวกับปัจจัยการผลิต ทั้งน้ำ ที่ดิน เมล็ดพันธุ์ แหล่งเงินทุน หนี้นอกระบบ การขนส่ง ตลาด จะได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาสร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตรของเราที่มีอยู่อย่างมากมาย และมีเอกลักษณ์ ทั้งหมดนี้ ก็ต้องอาศัยการวางแผนการพัฒนาในระยะยาว ต่อเนื่อง และต้องมองตั้งแต่ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง

          ที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาภาคการเกษตรอย่างมียุทธศาสตร์ เช่น นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” และ “เกษตรแปลงใหญ่” ซึ่งล้วนมุ่งแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรของไทย มีการตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ให้สอดคล้องกับฤดูกาล และพื้นที่เกษตรกรรมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต รวมทั้งการดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตได้

          นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงการส่งเสริมแนวคิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model ที่เป็นการบูรณาการการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ไปพร้อม ๆ กัน สอดคล้องกับ “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลกในปัจจุบัน ซึ่งโลกกำลังกลับไปสู่ธรรมชาติและสุขภาพ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน

          ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นการกระจายอำนาจไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น เน้นการทำงานแบบบูรณาการ ตามแนวทางประชารัฐ ประกอบด้วย แผนเงิน แผนงาน และแผนคน ด้านงบประมาณ ก็ขอให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล ขอให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อประสานภารกิจของสภาเกษตรกรฯ ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ และขอฝากในเรื่องการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่ “เกษตรอัจฉริยะ” และ “เน็ตประชารัฐ” เพื่อขยายฐานการตลาด  “ลด ละ เลิก” ใช้ยาปราบศัตรูพืช ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ และเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (สินค้า GI) เพื่อต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย สำหรับปัญหาอุปสรรคใด รัฐบาลพร้อมจะดูแลให้ทุกเรื่องรวมทั้งการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเกษตรกรก็ช่วยรัฐบาลได้ด้วยการลดการเผา

          นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า ขอให้ทุกคนยึดมั่น “ชาติ” ซึ่งประกอบด้วยประชาชนและแผ่นดิน พื้นน้ำ พื้นอากาศ ยืดโยงประเทศที่ประกอบด้วยสังคม ครอบครัวและประชาชนไทยมาจนทุกวันนี้  นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีความเคารพในทุกศาสนา ซึ่งช่วยรักษาสังคมเราไม่ให้ปั่นป่วน รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของสังคมไทย ซึ่งสำคัญคือ ทุกคนคือประชาชน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ แต่อาจมีภาระมากกว่า วันนี้เพียงขอให้ทุกคนรักชาติ รักประเทศ และรักตัวเอง ศรัทธาในการทำงานทุกอาชีพ รวมทั้งเกษตร เพราะศรัทธาจะนำมาซึ่งความสำเร็จในทำงานในอาชีพของตนได้

          อนึ่ง นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมบูธเทคโนโลยีลำไอออนพลังงานต่ำเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ข้าว การส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลของชาวสวนยางและน้ำมันปาล์ม การออกแบบและแปรรูปผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่ และทดลองนั่งเก้าอี้โซฟาที่ทำจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่  โดยขอให้ทุกคนนำเอาแนวความคิดการออกแบบสร้างสรรค์ด้วยงานฝีมือผสมผสาน กับเทคนิคการผลิตมาสร้างมูลค่าสินค้าที่เป็นวัสดุธรรมชาติพื้นบ้านให้มีที่ความน่าสนใจและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

พลเอก ประวิตรฯ ผลักดันกฎหมายป่าชุมชน ตั้งเป้า 5 ปี ตั้งป่าชุมชน 15,000 แห่ง

รอง นรม. พลเอก ประวิตรฯ ผลักดันกฎหมายป่าชุมชน ตั้งเป้า 5 ปี ตั้งป่าชุมชน 15,000 แห่ง เชิญชวนประชาชนร่วมดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

         เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 เวลา 10.00 น.  ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรม การนโยบายป่าชุมชน ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน ครั้งที่ 1/2562 โดยมีนาย วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง พิจารณาแผนการออกกฎหมายอนุบัญญัติ เพื่อเร่งขับเคลื่อนดำเนินการใช้พระราชบัญ ญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ในการส่งเสริมสิทธิชุมชน ในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการป่าที่อยู่ใกล้ชุมชน วางเป้าหมาย 5 ปี ให้มีการจัดตั้งป่าชุมชน 15,000 ป่าชุมชน โดยมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม 18,000 หมู่บ้าน และจะมีพื้นที่ป่าที่อยู่ในความดูแลของคณะกรรมการป่าชุมชนเพิ่มขึ้นถึง 10 ล้านไร่ ภายใต้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562

          กฎหมายป่าชุมชน เป็นกฎหมายที่ประชาชนรอคอยกันมานานกว่า 28 ปี รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีนโยบายที่จะรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยกำหนดให้มีการขยายป่าชุมชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการปฏิรูปเร่งรัด การออกกฎหมายป่าชุมชน รัฐบาลโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง โดยปรับชื่อเป็น ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ แต่เนื่องจาก สปช. หมดวาระ ดังนั้นสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้นำร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนมาผลักดันต่อ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมาย โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 และได้ผ่านกระบวนการพิจารณากฎหมาย และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2562

         พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 มีเจตนารมณ์ให้บุคคลและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน เกิดสำนึกในการดูแลรักษาและจัดการป่าชุมชนร่วมกับภาครัฐอย่างมีส่วนร่วม มุ่งหมายเพื่อกำหนดสาระแห่งสิทธิของบุคคลและชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟู บำรุงรักษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนเพื่อป้องกันการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ เพื่อรักษาฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ เป็นมรดกทางธรรมชาติของประเทศและของมนุษยชาติสืบไป สำหรับโครง สร้างการบริหารตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 จะเป็นในรูปแบบคณะกรรมการ 3 ระดับ เพื่อความรอบคอบและถ่วงดุลย์ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งกันและกัน ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน 2) คณะกรรมการป่าชุมชนระดับจังหวัด 3) คณะกรรมการจัดการป่าชุมชน

          ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในการออกแผนกฎหมายอนุบัญญัติ ประกอบด้วย กฎกระทรวง 2 ฉบับ ระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน 17 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชน 1 ฉบับ อาทิ เช่น กฎกระทรวงกำหนดพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กฎกระทรวงกำหนดไม้ทรงคุณค่า ระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนว่าด้วยหลักเกณฑ์กำหนดการปกครองดูแลบำรุงรักษาใช้ประโยชน์จากไม้และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชน ระเบียบคณะกรรมการนโยบายป่าชุมชนว่าด้วยการตรวจสอบติดตามและประเมินผลการจัดการป่าชุมชนในจังหวัดและการจัดทำรายงาน  รวมถึงเห็นชอบการกำหนดหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นของร่างกฎกระทรวงตามที่ฝ่ายเลขาการประชุมเสนอ

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการจัดตั้งป่าชุมชน ด้านต่างๆ
1) ด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในท้องถิ่น การดำรงชีพตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจ ทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้ฐานทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เป็นการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ของครัวเรือน มีการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากป่าชุมชนในรูปแบบ วิสาหกิจชุมชน การท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน เป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชน และนำรายได้บางส่วนคืนสู่ป่าโดยเป็นกองทุนหรือทรัพย์สินส่วนกลางไว้ใช้ในการดูแลรักษาป่าชุมชนต่อไป

2) ด้านสังคม ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน หลายชุมชนได้รับประโยชน์จากป่าชุมชนทางด้านสังคมแตกต่างกันไป ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความร่วมมือดำเนินกิจกรรมจัดการป่าอันเป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม การพัฒนาอาชีพตามศักยภาพของชุมชน ก่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง แรงงานคืนถิ่น เกิดความอบอุ่นในสถาบันครอบครัว มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับประเทศ ส่งผลให้ชุมชนสงบสุขและอยู่ร่วมกันด้วยความรักความสามัคคี

3) ด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าชุมชนได้รับการดูแลรักษา ช่วยลดการคุกคามพื้นที่ป่า รวมทั้งช่วยฟื้นฟูสภาพป่าให้ดีขึ้น ตลอดจนทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะพืชอาหารและพืชสมุนไพรในพื้นที่ป่าชุมชน รวมทั้งเป็นการแก้ไข บรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น โคลนถล่ม น้ำท่วม ภัยแล้ง และที่สำคัญยังเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร คืนความชุ่มชื้นสู่ผืนป่า สัตว์ป่า ได้อยู่อาศัย ชุมชนได้ใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคในครัวเรือนอีกด้วย

ขอบคุณเรื่องแนะนำจากกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

จันทบุรี-โรงพยาบาลพระปกเกล้า นำเสนอ ระบบการจัดการขยะติดเชื้อ โดยการบดย่อยและฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ

โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี นำเสนอระบบการจัดการขยะติดเชื้อ โดยการบดย่อยและฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

         วันนี้ ( 4 ต.ค.62 ) ที่อาคารบริหารจัดการขยะติดเชื้อ โรงพยาบาลพระปกเกล้า นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พร้อมด้วย นางสุกานดา สุทธิพัฒนกุล นายกเทศมนตรีเมืองจันทบุรี, นายวิสุทธิ์ ประกอบความดี ท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี, นายดิลก บัวเกิด นายกเทศมนตรี ตำบลมะขามเมืองใหม่ นำเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเทศบาลเมืองจันทบุรี บริษัทนำวิวัฒน์(การช่าง) 1992 จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องจัดการขยะ ลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ระบบการจัดการขยะติดเชื้อ โดยการบดย่อยและฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำของโรงพยาบาลพระปกเกล้า

         โดยมี นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการรพ.พระปกเกล้า คณะกรรม การบริหารและบุคลากรของรพ. ให้การต้อนรับ ในการนี้โรงพยาบาลพระปกเกล้า ได้เชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการจัดการขยะติดเชื้อของโรงพยาบาลพระปกเกล้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการสมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ “เสื่อจันทบูร” เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรีสมัครขอใช้ตราสัญลักษณ์ “เสื่อจันทบูร” เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

         นางสาวนิพัทธา จันย่อง พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า จังหวัดจันทบุรี ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “เสื่อจันทบูร” ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา และได้รับอนุญาตโดยมีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงขอเชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก ที่มีภูมิสำเนาอยู่ในเขต 6 อำเภอของจังหวัดจันทบุรี ได้แก่ อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอแหลมสิงห์, อำเภอขลุง, อำเภอท่าใหม่, อำเภอนายาอาม และอำเภอมะขาม ร่วมสมัครเพื่อขอใช้ลิขสิทธิ์

โดยคุณสมบัติของผู้สมัคร มีดังนี้

  1. ผู้ผลิต คือ เกษตรกรผู้ผลิตเสื่อกก หรือผลิตภัณฑ์แปรูปจากเสื่อกก และวัตถุดิบที่ผลิตเป็นกก และ ปอกระเจา ที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและชายฝั่งทะเล
  2. ผู้ประกอบการค้า คือ ผู้ประกอบการค้าเกี่ยวกับสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ สินค้า “เสื่อจันทบูร” ได้แก่ เสื่อกก หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจกเสื่อกก โดยต้องซื้อวัตถุดิบ /สินค้า จากผู้ผลิตที่ได้รับตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สินค้า “เสื่อจันทบูร”
  3. ผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้า คือ เกษตรกรผู้ผลิตและประกอบการค้า เสื่อกก และวัตถุดิบที่ผลิตเป็นกกและปอกระเจาที่ปลูกในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำและชายฝั่งทะเล ซึ่งสามารถมาขึ้นทะเบียนและขอใช้ตราสัญลักษณ์ เสื่อจันทบูร ได้ เพื่อแสดงแหล่งกำเนิดและรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเสื่อกก

          ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ถนนท่าแฉลบ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 039-325963 ในวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น.ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

จังหวัดจันทบุรี – ประชุมเตรียมความพร้อมต้อนรับสมาชิกวุฒิสภา

จังหวัดจันทบุรี ประชุมเตรียมความพร้อมต้อนรับสมาชิกวุฒิสภาและคณะที่จะเดินทางมาประชุม โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนในพื้นที่ตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและรับทราบปัญหาข้อร้องเรียน/ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่

         วันนี้ ( 4 ต.ค.62 ) ที่ห้องประชุม 2 ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี นายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมเตรียมความพร้อมการจัดประชุม และต้อนรับคณะสมาชิกวุฒิสภาและคณะที่จะเดินทางมาร่วม “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน” ในพื้นที่ตะวันออก เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับฟังประเด็นการขับเคลื่อนยุทธ ศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศ และปัญหาข้อร้องเรียน/ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายและผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับให้สอดคล้องกับหลักตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 รวมทั้งปฏิบัติตามภารกิจตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 257 บัญญัติให้วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจในการติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนเสนอแนะและเร่งรัดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การปฏิรูปประเทศตามที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ

         โดยคณะสมาชิกวุฒิสภาจะเดินทางมาจัด “โครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน”ในพื้นที่ตะวันออกจังหวัดระยอง จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี ในระหว่างวันที่ 9 ถึง 11 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้จังหวัดจันทบุรี ได้เตรียมความพร้อมไว้ครอบคลุมทุกด้านและกำหนดจัดโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีในวันศุกร์ที่ 11 ต.ค. 2562 เวลา 09.00 – 13.00 น. ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี

ภาพ/ข่าว จรัล บรรยงคเสนา  ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย  พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ตำรวจบางขัน-บุกไร่กัญชากลางสวนยาง ได้ของกลางหลายรายการ

         เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ทาง สภ.บางขันได้รับแจ้งจากพลเมืองดี ว่ามีการลักลอบปลูกกัญชากลางสวนยางพาราเป็นจำนวนมาก พ.ต.อ.คมสันต์ พฤศวานิช ผกก. สภ. บางขัน จึงสั่งการให้ ร.ต.อ.ธนสิทธิ์ ดินเด็ม รอง สว.สส.สภ.บางขัน, ร.ต.อ.วิโชติ พริกชูผล รอง สวป.สภ.บางขัน เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.บางขัน นาย วิรัตน์ แก้วเมือง ปลัดอำเภอบางขัน พร้อมชุดเข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ตามที่สายได้รายงานใน ต.บ้านลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช พบเป็นไร่กัญชาที่ปลูกกลางสวนอย่างขนาดใหญ ในพื้นที่ปลูกประมาณ 1 ไร่ มีการถางและเตรียมพื้นที่เป็นอย่างดี โดยบางส่วนลงดินแล้วหลายต้น หลายขนาด รวมๆแล้วประมาณ 100 กว่าต้น รวมถึงตรวจค้นในบ้านพบกัญชาแห้งอีก บรรจุถุงพลาสติกใส จำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวม 9.5 กรัม อุปกรณ์การเสพกัญชา (บ้องกัญชา) จำนวน 1 อัน

         ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา นายเสวี จีนพันธ์ อายุ 58 ปี อยู่ 77/1 ม.16 ต.บ้านลำนาว อ.บางขันจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเจ้าบ้านและรับสารภาพว่าปลูกกัญชาเพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าสายเขียวในพื้นที่ใกล้เคียง โดยจำหน่ายให้ลูกค้าทั้งต้นสดและต้นแห้ง เพราะ ช่วนนี้เป็นช่วงที่นิยมกันในกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการทั้งต้นสดและต้นแห้งเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา มีไว้และผลิตต่อนายเสวี จีนพันธ์ เพื่อส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ธีรศักดิ์ อักษรกูล /รายงาน

มุกดาหาร # ตร.ป.ป.ส. จับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติด ในเขตพื้นที่อำเภอดงหลวง

         เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 62 พ.ต.ต.กุลโรจน์ ปัททุม สว.กก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ทำการได้มีสายลับ (ขอปิดนาม) ประสงค์ขอรับรางวัลสินบนนำจับเมื่อคดีสิ้นสุด แจ้งว่า นายสาธิตไชยเพชร อายุ 37 ปีพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 76 หมู่ 2 ต.ชะโนดน้อย อ.ดงหลวง จว.มุกดาหาร มีพฤติการณ์เสพยาเสพติด และนำยาบ้ามาจำหน่ายให้กับผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่ ต.ชะโนดน้อยฯ อยู่เป็นประจำ ขณะนี้ได้นอนพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ดังกล่าวและมียาบ้าซุกซ่อนอยู่ด้วย เมื่อได้รับแจ้งแล้ว พ.ต.ต.กุลโรจน์ ฯ ได้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วได้สั่งการให้ตรวจสอบและทำการจับกุม เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจึงได้ร่วมกันเดินทางไปตามที่ได้รับแจ้งเมื่อไปถึงบ้านเลขที่ดังกล่าว

         ร.ต.อ.มนตรี ใจดี ได้แสดงตนเป็นจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.หมายเลข 61200 พร้อมได้แจ้งเหตุแห่งการตรวจค้น โดยมีเหตุอันควรสงสัย ตามสมควรว่ากระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลบซ่อนอยู่หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดหรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออาจพึงใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่า เนื่องจากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้บุคคลนั้นจะหลบหนีหรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม

         พบนายสาธิต ไขยเพชร อยู่ภายในบ้านแสดงอาการตกใจหน้าซีดตัวสั่น นายสาธิตฯ เมื่อรับทราบแล้ว ยินยอมให้ตรวจค้นและเป็นผู้นำการตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบของกลางจำนวน 2 จุด

จุดที่ 1 วางอยู่บริเวณใต้ชั้นวางโทรทัศน์ติดกับที่นอนของนายสาธิต ฯ พบยาบ้าสีส้มแดง จำนวน 5 เม็ด บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำวน 1 หลอด ยาบ้าสีสัมแดง จำนวน 1 เม็ด บรรจุในถุงพลาสติกใสและพบยาไอซ์ หนักประมาณ 1.50 กรัม บรรจุในถุงพลาสติกใส,

จุดที่ 2 บริเวณข้างตู้เก็บของติดกับที่นอนของนายสาธิตฯ พบวัตถุถูกพันด้วยเทปกาวสีดำจำนวน 2 ห่อ แบ่งเป็นห่อที่มีขวดพลาสติกฝาสีขาว เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าสีส้มแดง บรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าคาดขาว ลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 21 หลอด หลอดละ 10 เม็ด รวมยาบ้า 210 เม็ด, ห่อพลาสติกสีน้ำตาลเมื่อแกะออกดูพบยาบ้าสีเขียวจำนวน 3 เม็ดบรรจุในหลอดพลาสติกสีฟ้าขาวลักษณะลนปิดหัวท้ายด้วยความร้อน จำนวน 1 หลอด และกล่องพลาสติกฝาสีเขียวห่อด้วยถุงพลาสติก มัดด้วยยางวง เมื่อแกะออกพบถุงพลาสติกใส จึงแกะออกดูพบถุงพลาสติกสีน้ำเงินชนิดกดรูดปิดจำนวน 2 ถุง เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าจำนวน 203 เม็ดแบ่งเป็นสีส้มแดง จำนวน 198 เม็ด สีเขียวจำนวน 5 เม็ด จึงได้ตรวจจดไว้เป็นของกลาง

         สอบถามนายสาธิต ฯ รับว่ายาบ้า, ยาไอซ์ ที่ตรวจพบเป็นของตนจริง และรับว่าตนได้เสพยาบ้าด้วยวิธีการสูดรมควัน ล่าสุดวันที่ 30 กันยายน 2562 เวลาประมาณ 22.00 น.จำนวน 3 เม็ด เป็นความจริงได้ตรวจสอบน้ำปัสสาวะด้วยน้ำยาตรวจหาสารเสพติดเบื้องตันมีผลเป็นบวก จึงได้ควบคุมตัวมาตรวจสอบน้ำปัสสาวะที่โรงพยาบาลมุกดาหารโดยนายสริต ฯ ยินยอมให้ตรวจน้ำปัสสวะแต่โดยดี ผลการตรวจตัวอย่างน้ำปัสสาวะพบผลบวก มีสารเมทแอมเฟตามีนในน้ำปัสสาวะ เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้แจ้งให้นายสาธิต ฯ ทราบว่าต้องถูกจับ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิ์ให้ผู้ถูกจับทราบแล้ว จึงนำตัวมาที่ทำการ กก.สสภ.จ.มุกดาหารเพื่อสืบสวนขยายผลแล้วจัดทำบันทึกการจับกุม และได้ควบคุมตัวนายสาธิต ฯ ผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ดงหลวง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


พวงเพชร หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร
////////เดวิด มุกดาหาร รายงาน ////////

กองปราบฯ​ รวบไต้ก๋งยิงไต้ก๋ง​ บาดเจ็บลูกน้องเสียชีวิตเหตุแย่งพื้นที่ลากอวนหนีคดีมา 20 ปี

          วันนี้ วัน​พฤหัสบดี​ที่​ 3 ตุลาคม​ 2562​ ที่กอง​ปราบปราม​ : พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. พร้อมด้วย​ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รองผบก.ป.สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป.,พ.ต.ท.สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ รองผกก.5 บก.ป. ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป.ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายวิทยา ประสาทศิลป์ อายุ 58 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 118 หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดชุมพรที่ 976/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2547 ซึ่งต้องหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพยายามฆ่า”

          ทั้งนี้สืบเนื่องจากก่อนเกิดเหตุ นายวิทยาฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเรือโชคกฤษณะ และเรือโชควิษณุ ประกอบอาชีพเป็นไต้ก๋งเรือลากอวน โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 เวลาประมาณ 18.30 น. นายวิทยาฯ ได้ออกเรือลากอวนตามปกติที่บริเวณอ่าวบางสน ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร มีลูกน้องบนเรือประมาณ 8 คน ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันเดียวกัน นายวิทยาฯ ได้ทะเลาะกับ นายสำรวล นันทโก อายุ 50 ปี (ผู้บาดเจ็บ)

          ซึ่งเป็นไต้ก๋งเรืออีกลำที่กำลังลากอวนอยู่บริเวณใกล้เคืยง อย่างรุนแรง เนื่องจากมีปัญหาตกลงกันไม่ได้เรื่องพื้นที่ลากอวน นายวิทยาฯ จึงร่วมกับ นายทนงศักดิ์ รุ่งเรือง (ซึ่งถูกจับกุมแล้ว) ลูกน้องบนเรือ ใช้อาวุธปืนลูกซองยิงไปที่เรือของนายสำรวลฯ กระสุนถูกนายปราโมทย์ รสมณี อายุ 49 ปี​ (ผู้เสียชีวิต) ซึ่งเป็นลูกเรือ จากนั้น นายวิทยาฯ ได้ขับเรือชนเรือของนายสำรวลฯ เป็นเหตุให้เรือของนายสำรวลฯ จมลง นายสำรวลฯ สามารถเกาะไม้กระดานเรือ ลอยคอมาขึ้นฝั่งได้ ส่วน นายปราโมทย์ฯ จมไปพร้อมกับเรือ และพบศพลอยน้ำขึ้นมาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2542

          เจ้าหน้าที่กองปราบชุดจับกุมได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ทำการตรวจสอบจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ​ ในคดีอุฉกรรจ์และคดีสำคัญต่างๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงทำการตรวจสอบ​ จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพักอาศัยอยู่พื้นที่หมู่ 2 ตำบลขามป้อม อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น

         เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้ลงพื้นที่เพื่อทำการตรวจสอบติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2562 เวลาประมาณ 06.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมนายวิทยาฯ ผู้ต้องหา ดำเนินคดีตามหมายจับและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปะทิว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป โดยผู้ต้องหารายนี้หลบหนีคดีนานเกือบ 20 ปี ซึ่งคดี จะขาดอายุความวันที่ 19 ธันวาคม 2562​ จากการซักถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

Cr.​เจริญ​ผล​ เอี่ยม​พึ่ง
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ตม.จังหวัดพังงา สร้างสุขปลุกรอยยิ้มในใจลูกๆนักกีฬา ชาวบ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา

         เมื่อวันพุธที่​ 2 ตุลาคม 2562​ เวลา​ 16.30​ น. ณ​ บ้านพักเด็กเเละครอบครัวจังหวัดพังงา ได้รับโอกาสดีๆ​ จาก​ พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี​ ผกก.ตม.จ.พังงา​ พร้อมด้วยบุคลากรจากสำนัก งานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา เพื่อมาดำเนินกิจกรรม ตัดผม & มอบพิซซ่าหน้าซีฟู๊ด​ อันเเสนอร่อย เพื่อบำรุงขวัญเเละกำลังใจแก่ลูกๆในบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพังงา

         นอกจากนี้วันนี้ยังมีความพิเศษเเรงสปรีด ..ประเภทที่ว่า นัดไหนที่ว่าพิเศษเเล้ว เเต่นัดนี้ซิพิเศษมากกว่ามาก.. เพราะท่านกรุณาจัดหารองเท้าสตั๊ส ร่วมกับอุปกรณ์กีฬาประเภทต่างๆมาให้ลูกๆ​ บ้านพักฯ เเบบเต็มที่เต็มกำลังเพื่อให้นักกีฬาฮ้าไฮ้..ห้าไร่..ได้ใช้ประโยชน์กันถ้วนหน้า ใจพร้อมเเล้วกายพร้อมไปกว่า ด้วยพี่ๆทีมสร้างสุขตม.พังงา ยังกรุณาพาลูกๆลงสนามฟาดเเข้งกันในศึกฟุตบอลกระชับมิตรเเบบฉบับจัดเต็มเล่นเข้มข้น เล่นกันติดลมกัน เเบบฝนไล่หลังมาไวๆ ทุกคนก็ยังยืนหยัดว่ามิใช่จะหวั่น เเละมันไม่ใช่อุปสรรค

         วันนี้ได้เห็นความสุขทั้งผู้ให้ ความอบอุ่นใจทั้งผู้รับ บทเรียนดีๆ ที่พัฒนาทักษะทางสังคม ด้วยวิธีการเป็นต้นเเบบที่ดี ที่เด็กๆทุกคนได้เกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่เห็น ได้ด้วยตนเอง เพราะสำรวจเห็นรอยยิ้มในเเววตาเเละสีหน้าสุขสุดๆ ที่ปรากฎให้เห็นของเด็กๆทุกคน อีกหนึ่งวันดีๆที่ต้องจดจำ ที่เห็นทีจะต้องขอบพระคุณผกก.ช้าง เเละพี่ใจดีจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดพังงา​ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ร่วมด้วยช่วยกันสละเวลาสละเเรงกาย สละทุนทรัพย์ สละความสุขส่วนตัวช่วงหลังเลิกงาน ทุกท่าน♡ขอคาราวะด้วยหัวใจ♡

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​