ฉก.ทพ.นย.ทร.ร่วมกับส่วนราชการ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส จัดหาแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค

          เมื่อ ๔ ต.ค.๖๒ เวลา ๑๔.๐๐ ฉก.นย.ทร.โดย ฉก.ทพ.นย.ทร.เข้าร่วมกับส่วนราชการ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส เพื่อหาแนวทางการจัดหาแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ที่มีคุณภาพให้แก่ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๙ และ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๑๐ โดยทำการขุดบ่อบาดาลจากหน่วยทหารช่างพัฒนา สนง.พัฒนาภาค ๔ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ณ รร.ราชประชานุเคราะห์ ๙ ม.๗ ต.ลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จว.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูล : ราชนาวีที่ปลายด้ามขวาน

ต้นกำเนิดการทำเทริดมโนราห์ที่ชุมชนหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา

          คุณอริยวัตน์ ฉิมประดิษฐ์ ผู้สืบทอดการทำเทริดมโนราห์​เล่าให้ฟังว่า​มโนราห์​มีเอกลักษณ์​ที่โดดเด่นโดยเฉพาะการแต่งกายของผู้แสดง ที่ต้องมีการประดับสวยงามทั้งตัว ประกอบด้วย เครื่องสิราพร กว่า 20 ชิ้น ที่สำคัญ คือเทริด ซึ่งเป็นเครื่องสวมศรีษะ ของโนราห์ มีลักษณะเป็นมงกุฎอย่างเตี้ย มีกรอบหน้า มีด้ายมงคลประกอบ ซึ่งเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นที่สถิตของครูโนราห์ โดยที่ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา เป็นชุมชนเก่าแก่ที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรม​นี้ไว้อย่างเหนียวแน่น สำหรับความคิดที่จะทำเทริดนั้น​คุณอริยวัฒน์บอกว่าเกิดจากการแสดงมโนราห์แต่ละครั้ง​ผู้แสดงมีเทริดสวมใส่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงใช้ความรู้ประสบการณ์ และแนวทางที่ถูกต้องในการทำ ด้วยการนำวัสดุที่มีในท้องถิ่นมาประดิษฐ์​จนกลายเป็นเทริดที่สวยงาม

          คุณอริยวัฒน์ยังบอกอีกว่าได้ฝึกหัดเรียนรู้​การทำเทริดมาตั้งแต่เด็กๆ​พบว่าเทริดเป็นสิ่งที่สวยงาม และเป็นของชั้นสูงที่มโนราห์ทุกคณะ ลูกหลานที่มีเชื้อสายมโนราห์ ให้ความนับถือ วางเก็บไว้เหนือหัว บนที่สูง ส่วนเรื่องการเรียนรู้การทำเทริด การขึ้นลายกนก การผสมแป้ง การขึ้นโครง ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจาก มหาวิทยาลัยทักษิณสงขลา แล้วนำมาปรับปรุงเป็นเทริด ที่สมบูรณ์ สวยงาม ตามความคิดความเชื่อจน สามารถใช้ในพิธีและใส่รำมโนราห์ได้

          สำหรับเทริด ที่ผ่านการทำพิธีบูชาครูมโนราห์แล้ว ถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ใช้ในพิธีผูกผ้าใหญ่ หรือแต่งพอกซึ่งหมายถึงการแต่งกายเพิ่มเติมหรือ “พอก” เพิ่มจากเครื่องแต่งกายโนราธรรมดา เพื่อทำพิธียอมรับการเป็นศิลปินโนราคนใหม่ หรือพิธีมโนราห์โรงครู โดยมีการจัดวางเทริดไว้บนปะรำพิธีด้านบน และยกเทริดเพื่อครอบให้กับมโนราห์ที่ฝึกรำ ทั้งนี้องค์ประกอบต่างๆ ของเทริดต้องครบถ้วน ลวดลายประณีต สวยงาม ถูกต้องตามแบบของเทริดมโนราห์


          ปัจจุบันมีการรวมกลุ่มเป็นชมรมการแสดงศิลปะการแสดงพื้นพื้นบ้านมโนราห์จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของเยาวชน ผู้ที่สนใจ สืบสานการทำเทริดและการรำมโนราห์​มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีเวทีรองรับการแสดง ทั้งในจังหวัดยะลาและพื้นจังหวัดชายแดนภาคใต้​เป็นอาชีพที่สร้างรายได้จากภูมิปัญญาดั้งเดิม รวมทั้งได้ถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นกระบวนการ​ สามารถสืบสานอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ทัดเทียมกับศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ ต่อไป

ขอบคุณข้อมูล : ปัตตานีบ้านฉัน

ย้อนรอยประวัติศาสตร์มีชีวิต กับวิถีอัสลีบ้านนากอ – อัยเยอร์เวง

 หากใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวชุมชนอัยเยอร์เวง – เบตง นอกจากความประทับใจในสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย อาหารการกินสารพัดรสอร่อย และอัธยาศัยอันดีของผู้คนที่นั่นแล้ว อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมชอบเรื่องราวทางมานุษยวิทยา คือ การไปสัมผัสวิถีชีวิตกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า “โอรังอัสลี” หรือคนพื้นเมืองดั้งเดิม

          ทำไมถึงเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “ประวัติศาสตร์มีชีวิต” นั่นเพราะหากย้อนรอยทางกลับไปในอดีต มีหลักฐานการอยู่อาศัยของชนพื้นเมืองในพื้นที่มาตั้งแต่ 3,000 ปีที่ผ่านมา เรียกโดยรวมว่า โอรังอัสลี (Orang Asli) ได้แก่ กลุ่มนิกริโต (Nigrito) เช่น เซมัง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มซีนอย (Senoi) เผ่ามองโกลอยด์ใต้ ได้แก่ บรรพบุรุษชาวสยามและชาวมลายู อยู่อาศัยมานานนับพันปีเช่นกัน หลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำศิลป์ จังหวัดยะลา และเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ขวานหิน ซึ่งพบหลายแห่งตามถ้ำและที่ราบทั่วไป อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของผู้คนเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

           ปัจจุบัน วิถีของชาวโอรังอัสลี หรือ คนพื้นเมืองดั้งเดิม ปรากฏอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลา คือกลุ่มชนซึ่งเคยอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเบตง อำเภอธารโต บันนังสตา และยะหา จังหวัดยะลา รวมถึงบางอำเภอของจังหวัดนราธิวาส และรัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขาเป็นกลุ่มไม่ใหญ่มาก ขนาดประมาณ 10-30 คน ไม่มีการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ หาของป่าตามฤดูกาล ที่อยู่อาศัยสร้างเป็นเพิงชั่วคราวมุงด้วยใบตองหรือเรียกกันว่า “ทับ” ปกติจะไม่นุ่งห่มเสื้อผ้า ปิดอวัยวะพึงสงวนด้วยใบไม้ แต่ภายหลังรู้จักใส่ผ้าปกปิดร่างกายเช่นผู้คนสมัยใหม่

           เรื่องราวของ “โอรังอัสลี” พื้นที่ปลายแหลมมลายู ปรากฏอยู่ในเอกสาร บันทึกทางประวัติศาสตร์ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับชาวเบตงแล้ว มีภาพถ่ายขาว-ดำ ที่กลายเป็นภาพจำและถือเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ในสวนยางแห่งหนึ่งของเบตงยุคบุกเบิกปี พ.ศ.2497 เรื่องราวในภาพคือหลักฐานชิ้นสำคัญสะท้อนและบอกเล่าถึงรอยต่อความเป็นมาเป็นไปทางประวัติศาสตร์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเบตง หรือในพื้นที่คาบสมุทรมลายู นับตั้งแต่อดีตตราบกระทั่งปัจจุบัน

          ข้อมูลล่าสุดจาก อบต.อัยเยอร์เวง พบว่า ชาวโอรังอัสลีในพื้นที่ป่าฮาลา-บาลา อำเภอเบตง ทุกวันนี้กลุ่มใหญ่สามารถไปสัมผัสได้ที่บ้านนากอซึ่งอาศัยในที่ตั้งนานเวลามากขึ้น ถึงแม้จะยังคงยึดวิถีของการเคลื่อนย้ายเป็นวงรอบตามวิถีเดิม ๆ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็อาศัยอยู่ในผืนป่าฮาลา-บาลา เช่นกัน และเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แต่โดยรวมแล้วชาวโอรังอัสลีที่ยังคงดำรงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่อำเภอเบตง เขตป่าฮาลา-บาลา พื้นที่รอยต่อไทย-มาเลเซีย มีอยู่จำนวนประมาณ 100 กว่าชีวิต

          นายซูไฮมี มีนา พัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลอัยเยอร์เวง (อบต.อัยเยอร์เวง) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ผู้ประสานงานและได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากชาวโอรังอัสลีมายาวนาน บอกเล่าว่า “เท่าที่มีการสำรวจเวลานี้พบชาวโอรังอัสลีอยู่ 5 กลุ่ม”

          ชาวโอรังอัสลีทั้ง 5 กลุ่มซึ่งอยู่กระจายในพื้นที่แถบผืนป่าฮาลา – บาลา สร้าง “ทับ” หรือที่อยู่อาศัยอยู่ที่ชุมชนบ้านนากอ หมู่ 9 ตำบลอัยเยอร์เวง รวมแล้วประมาณ 50 คน ตอนนี้ปักหลักอยู่อาศัยอย่างค่อนข้างถาวรมากขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง มีการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านชาวเมืองมากขึ้น มีการรับจ้างตัดหรือโยงกิ่งทุเรียน แต่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ถึงเวลาย้ายก็ย้าย แต่ไปไม่นานจะกลับมาอยู่ที่เดิม

          ล่าสุด ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้จัดทำฐานข้อมูล ทำบัตรให้สิทธิเป็นบัตรพิเศษที่ออกให้เพื่อให้ความช่วยเหลือ เริ่มที่บ้านนากอนก่อน จากนั้นจึงขยายสู่กลุ่มอื่นที่สนใจ ที่สำคัญ ศอ.บต. มีแผนจะทำเป็นแหล่งเรียนรู้ที่บ่อน้ำร้อนนากอในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ชนเผ่า” เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาอัสลี ให้ผู้สนใจทำความรู้จักข้อมูล ปรับความเข้าใจชาวเมืองก่อนให้เขาวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้

          กลุ่มคนที่ยังคงวิถีชีวิตชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเช่นอดีต ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขา ดำรงวิถีความเชื่อเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ขณะเดียวกันด้วยปัจจัยแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน ส่งผลให้คนเหล่านี้ต้องพยายามปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ผู้มาก่อน และเรายังคงสามารถไปสัมผัสเรียนรู้วิถีชนเหล่านี้ได้อย่างเคารพ ให้เกียรติ ผ่านการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

โฆษกกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ยัน การตัดสินของผู้พิพากษาในคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นดุลพินิจศาลไม่มีใครแทรกแซงได้

“โฆษกกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า” ยันฝ่ายความมั่นคง ไม่เคยแทรกแซง ก้าวก่าย การตัดสินของผู้พิพากษาในคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย 15 ปีที่ผ่านมา มียกฟ้องมากมาย เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ยัน เป็นดุลยพินิจของศาล ไม่มีใครแทรกแซงได้

          พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน่า กล่าวถึง กระแสสังคม จับจ้องมาที่ฝ่ายทหารฝ่ายความมั่นคงหลังจาก นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษายะลา ยิงตัวเองในศาลหลังโพสต์ ขอคืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา และคืนความยุติธรรมให้ประชาชน ว่า คดีนี้ เป็นคดีสำคัญ แต่ไม่ใช่คดีความมั่นคง

เหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงราษฎรมุสลิมเสียชีวิตจำนวน 5 ราย ในพื้นที่ ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อ 11 มิ.ย.2561 โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องมีจำเลย 5 คน

นายสุกรี มูเซะ (จำเลยที่ ๑)
นายสะแปอิง สะเตาะ (จำเลยที่ ๒)
นายแวอาแซ แวยูโซะ (จำเลยที่ ๓)
นายมัสสัน เจะดือเระ (จำเลยที่ ๔)
นายอับดุลเลาะ มะสาเม็าะ (จำเลยที่ ๕)

โดยศาลชั้นต้นจังหวัดยะลา พิพากษาให้ ยกฟ้อง จำเลยทั้ง 5 ราย เนื่องจากพยานและหลักฐานไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่า จำเลยทั้ง 5 ราย กระทำความผิดจริงตามฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยระหว่างอุทธธรณ์

         พันเอกปราโมทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายทหาร ไม่เคยมีใครเข้าไปก้าวก่ายในกระบวนการยุติธรรม การสั่งฟ้องหรือไม่. ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและดุลยพินิจของศาล มีการยกฟ้องคดีตั้งมากมาย ก็ไม่เคยปรากฏว่าผู้พิพากษาจะถูกย้าย หรือถูกปลด ไล่ออก และคงไม่มีใคร ที่จะมีอำนาจทำเช่นนั้นได้ อำนาจฝ่ายทหาร ฝ่ายบริหาร ไม่สามารถเข้าแทรก แซงหรือก้าวก่ายอำนาจฝ่ายตุลาการได้ ที่ผ่านๆมาได้เคยมีคำพิพากษายกฟ้องคดีความมั่นคงมากมาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนเข้าใจดีว่า การใช้ดุลยพินิจ ต้องยึดมั่นพยานหลักฐานที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าจำเลยได้ทำความผิดจริง

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

มุกดาหาร # นรข.เขตหนองคายยึดกัญชาอัดแท่ง 12 กระสอบ จำนวน 466 แท่ง/ก.ก.

กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้ตรวจยึดกัญชาแห้งอัดแท่ง 12 กระสอบ จำนวน 466 แท่ง/กก. ในพื้นที่ จ.หนองคาย

         เมื่อ 4 ต.ค. 62 เวลา 13.00 น. กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดยหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตหนองคาย ได้รับแจ้งว่ากลุ่มขบวนการค้ายาเสพติด ได้ลำ เลียงยาเสพติด อ้อมผ่านจุดสกัดกั้นมุ่งหน้าไปทาง บ.ฝ้าย ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย จึงได้รวมกำลังไล่ติดตาม

          จนกระทั่งเวลา 15.20 น ได้รับแจ้งจากประชาชน ว่าพบกระสอบปุ๋ยสี่เหลี่ยมห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำจำนวนหลายกระสอบ วางทิ้งกระจายอยู่บนถนนทางเกษตร พื้นที่ บ.เดื่อ ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย จึงเข้าตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว พบว่าเป็นกัญชาแห้งอัดแท่ง บรรจุในกระสอบปุ๋ย จำนวน 12 กระสอบ จึงได้ตรวจยึดนำมายัง กองกำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ พร้อมเชิญ เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย ร่วมตรวจนับ โดยสรุปสามารถตรวจยึด กัญชาแห้งอัดแท่ง จำนวน 466 แท่ง/กก. นำของกลางส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.


พวงเพชร / หัวหน้าศูนย์ข่าวมุกดาหาร
////// เดวิด มุกดาหาร รายงาน///////

สำนักข่าวความมั่นคง

NIA ประกาศสุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2562​

          เมื่อ​วันที่​ 5 ตุลาคม 2562 : สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบ “รางวัลนวัตกรรม ประจำปี 2562” (Innovation Awards 2019) ให้แก่สุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2562 ภายในงาน Innovation Thailand Expo 2019 เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่คนไทยที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีความโดดเด่นในหลากหลายด้าน สร้างให้เกิดคุณค่าที่ชัดเจนทั้งระดับองค์กร ระดับประเทศและระดับโลก และสื่อสารศักยภาพนวัตกรรมของคนไทยให้รับรู้ในวงกว้าง มุ่งสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม

         ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ตุลาคมของทุกปี คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านนวัตกรรม เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหา ราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ และได้พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการแกล้งดิน ซึ่ง NIA ได้ริเริ่มและจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ” มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมในหลากหลายด้านร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคสถาบันการศึกษา รวมถึงภาคสัง คม ได้แก่ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างให้เกิดความตื่นตัวและเกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมในหลากหลายด้านขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม สร้างให้เกิดความภาคภูมิใจในศักยภาพนวัตกรรมที่สร้างสรรค์โดยคนไทย เพื่อคนไทยและคนทั่วโลก รวมถึงนำสุดยอดนวัตกรรมของประเทศไปสื่อสารสร้างภาพลักษณ์และสร้างให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างทั้งในประเทศและในเวทีสากล เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ไปสู่การเป็น “ประเทศแห่งนวัตกรรม”หรือ Innovation Nation

ทั้งนี้ สุดยอดนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี 2562 ที่ NIA จัดประกวดขึ้นเอง รวมถึงจัดประกวดร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มีทั้งหมด 10 รางวัล ดังนี้

รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2562
จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามขนาดองค์กร ได้แก่ องค์กรขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลาง และวิสาหกิจขนาดย่อม
รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ1 ประเภทวิสาหกิจขนาดย่อม ได้แก่ เว็บไซต์ชิปป๊อปดอทคอม พัฒนาโดย บริษัท ชิปป๊อป จำกัด เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาค่าขนส่งและจองการส่งสินค้าออนไลน์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2559 ในประเทศไทยและมาเลเซีย โดยวาง platform Online ระบบจะเชื่อมต่อกับบริษัทขนส่งชั้นนำมากกว่า 15 บริษัท เช่น ไปรษณีย์ไทยFlash Express, Kerry Express, SCG Express และ lalamove เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาค่าจัดส่ง และประหยัดเวลาในการติดต่อ และติดตาม เป็นการสร้างระบบจองขนส่งออนไลน์ e-Logistic รายแรกในตลาด และเปิด API ในการเชื่อมต่อกับระบบ Logistic แบบ Full Service โดยผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องมีรถขนส่งแม้แต่คันเดียว โดยทุกประเภท ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสังคม ประจำปี 2562
          จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่สร้างให้เกิดคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมของประเทศ
แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามประเภทองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร
ผู้ชนะเลิศ ประเภทหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ Local Alike.com : แพลตฟอร์มท่องเที่ยวโดยชุมชนเพื่อชุมชน พัฒนาโดย บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด เป็นนวัตกรรมระดับประเทศที่ใช้เทคโนโลยีเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับชุมชน และแก้ไขปัญหาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนภาคท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์และได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น โดยกระบวนการสำคัญคือ การพัฒนาชุมชน มีขั้นตอนการทำงานที่เปิดโอกาสให้ชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็น เส้นทางการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพชีวิต การเสนอประสบการณ์ท้องถิ่น และเพิ่มศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวด้วยชุมชน รวมถึงคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพให้ชุมชน ส่งผลให้มีการสร้างอาชีพเสริมและเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนหรือผู้ประกอบการท้องถิ่น ก่อให้เกิดการถ่ายทอดและอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพิ่มทางเลือกการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว ส่วนประเภทองค์กรไม่แสวงหากำไร และหน่วยงานภาครัฐ ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านการออกแบบ ประจำปี 2562
จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมที่นำการออกแบบมาสร้างให้เกิดคุณค่าเพิ่มและประโยชน์ในด้านต่างๆ
แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.การออกแบบผลิตภัณฑ์ 2.การออกแบบบริการ

ผู้ชนะเลิศ ประเภทออกแบบบริการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ My Platform ผลิตโดย MY PLATFORM CO.,LTD เป็น Platform สำหรับบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ประกอบไปด้วย My Living แพลตฟอร์มสำหรับบริหารจัดการโครงการที่อยู่อาศัย ให้นิติ บุคคล และผู้พักอาศัยได้ติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้การบริหารจัดการโครงการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้พักอาศัยได้ครบถ้วน และสะดวกรวดเร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนพัสดุ การแจ้งซ่อม/ติดตามงาน การร้องเรียนปัญหา ระบบแชท/จัดกลุ่ม/การจัดประชุม การแจ้งบิลค่าน้ำ ค่าส่วนกลาง ฯลฯ ผ่านแอปพลิเคชัน My Living รวมถึงยังเป็น Everyday App สำหรับผู้พักอาศัยในการเชื่อมโยงกับบริการมากมายผ่าน My Service และเข้าถึงบริการต่างๆ ง่ายขึ้น อาทิ บริการแม่บ้านทำความสะอาด บริการล้างแอร์ ซักอบรีด ล้างรถเคลื่อนที่ บริการสั่งอาหาร บริการสั่งสินค้าอุปโภคบริโภค บริการจองสถานที่ บริการรับส่งพัสดุ ฯลฯ โดยนวัตกรรมนี้ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับชุมชนเข้าด้วยกัน สร้างความสะดวกสบาย ให้กับผู้ใช้ทั้งฝั่งโครงการและฝั่งผู้อยู่อาศัย และสร้างโอกาส ชุมชน และสังคมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ส่วนประเภทการออกแบบผลิตภัณฑ์ ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านสื่อ ประจำปี 2562​ จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ริเริ่มสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อ ทั้งด้านเทคโนโลยีและเนื้อหาสื่อสารในแง่มุมใหม่ที่ก่อให้เกิดคุณค่าเชิงสร้างสรรค์ในการเผยแพร่สู่สังคม แบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1. สารคดีสั้น 2. สปอตโฆษณา 3. เนื้อหา 4. สื่อมวลชน

รางวัลชนะเลิศ ประเภทสารคดีสั้น ได้แก่ เปลี่ยนเป็น “เข้าใจ” โดย บริษัท คิดส์-คิสส์ สตูดิโอ จำกัด ซึ่งนำเสนอมุมมองปัญหาของระบบการเรียนการสอนที่ไม่สามารถทําให้นักเรียนเข้าใจหรือไม่ทําให้เกิดความสนใจในเนื้อหาหนังสือ รวมถึงวิธีสอนของอาจารย์ที่ไม่เหมาะกับนักเรียน และอีกหลายปัญหาที่เป็นปัจจัยให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย โดยแนวคิดใหม่นี้จะนำเสนอแนวทางที่ใช้หลักการ “เปลื่ยนจากท่องจําเป็นเข้าใจ” โดยใช้นวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม นําเอาหลักการออกแบบ และเทคโยโลยีมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสื่อกลางของการเรียนการสอนระหว่าง นักเรียนและอาจารย์ทดลองใช้จริง จนทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และสนุก โดยมีเป้าหมายการนำเสนอที่ทำให้เกิดการตระหนักถึงความสำคัญของระบบการศึกษาในสังคม และชี้ให้เห็นถึงข้อเสียที่ควรปรับปรุงในระบบการเรียนการสอนแบบเก่า พร้อมนําเสนอการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สู่สังคม และใช้ได้จริง ส่วนประเภทเนื้อหา สื่อมวลชน และสปอตโฆษณา ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น ประจำปี 2562
จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติหน่วยงานที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมภายในองค์กรที่สนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมขึ้นในองค์กรอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 3 ประเภท ตามขนาดขององค์กร ได้แก่ 1.ธุรกิจขนาดเล็ก 2. ธุรกิจขนาดกลาง 3. ธุรกิจขนาดใหญ่
ผู้ได้รางวัลเกียรติคุณดีเด่นประเภทธุรกิจขนาดเล็ก ได้แก่ บริษัท เอ็กซ์ซี จำกัด องค์กรที่มีการกำหนดโครงสร้างองค์กรชัดเจนในการพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีการดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจ ใช้ BI เชื่อมโยงกับกลุ่มงานที่ทำงานกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลในการพัฒนาโปรเจคต่างๆ ซึ่งองค์กรมีการทำงานแบบ Design Thinking process และมีการใช้กระบวนการ Agile โดยเฉพาะในทีมงานที่มีการพัฒนาเทคโนโลยี ก่อให้เกิดผลผลิตด้านนวัตกรรมที่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ได้รางวัลเกียรติคุณดีเด่นประเภทธุรกิจขนาดกลาง ได้แก่ บริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก จำกัด องค์กรที่มีการระดมทุนในระดับ Series A และมีแผนเพิ่มการระดมทุน ดังนั้น องค์กรจึงมีการปรับโครงสร้างเพื่อเตรียมความพร้อม โดยมีโครงการพัฒนาต่อยอดแพลทฟอร์มและบริการ MiClaim สำหรับปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการขยายขนาดของกลุ่มงาน Operation โดยปัจจุบัน มีรูปแบบธุรกิจเป็นการทำงานร่วมกับคู่ค้าที่หลากหลายใน Ecosystem ซึ่งปีที่ผ่านมารายได้และยอดผู้ใช้งานแพลทฟอร์มเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีแพลทฟอร์มใหม่เกิดขึ้นตามกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนั้น องค์กรยังเน้นการใช้ Tacit Knowledge ระหว่างบุคคลมากกว่า Explicit Knowledge โดยผ่านกระบวนการ Agile อีกด้วย
ผู้ได้รางวัลเกียรติคุณดีเด่นประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) องค์กรที่มีการกำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนในการนำเทคโนโลยีมาใช้กับธุรกิจ Property โดยคำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก พร้อมๆ กับการสื่อสารไปถึงพนักงานและเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนผ่านกิจกรรม วัฒนธรรมองค์กร และบรรยากาศ ทั้งนี้ องค์กรได้มุ่งสู่การทำธุรกิจแบบ Smart Property โดยมีการกำหนดเป้าหมายแยกตามกลุ่มงานอย่างเป็นแบบแผน มีการปรับปรุงกระบวนการในรูปแบบของ Tech Company และนำ AGILE มาใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำร่องก่อนขยายผลทั่วทั้งองค์กร โดยนวัตกรรมที่สร้างขึ้นเน้นการสร้างภาพลักษณ์ให้องค์กรมากกว่าการสร้างรายได้โดยตรง

รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2562
จัดประกวดโดย มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้พัฒนานวัตกรรมจากข้าวไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์ในหลากหลายรูปแบบที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าวของประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. กลุ่มอุตสาหกรรม 2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
ผู้ชนะเลิศ ประเภทนวัตกรรมข้าวไทยในระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องเร่งกระบวนการแช่และเพาะงอก ข้าวเปลือกสำหรับ การผลิตข้าวฮางงอก พัฒนาโดยคณะวิศวกรรมมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น โดยเป็นเครื่องเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเร่งกระบวนการแช่และการงอกของข้าวเปลือกในการผลิตข้างฮางงอก โดยการพ่นละอองน้ำใส่ข้าวในภาชนะปิดเป็นระยะเวลา 15 – 18 ชั่วโมง ส่งผลให้เมล็ดเริ่มงอกเร็วขึ้น โดยการข้าวจะเริ่มงอกภายใน 2 – 3 ชั่วโมงหลังจากที่หยุดพ่นน้ำ นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยลดระเวลาการงอกของข้าวจะ 2 – 3 วัน เหลือเพียงภภายใน 24 ชั่วโมง และสามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 5 เท่า นอกจากนั้น กลิ่นและเนื้อของข้าวจะมีคุณภาพที่ดีและหอมกว่าข้าวเปลือกที่งอกตามธรรมชาติ ทั้งนี้ กลุ่มชุมชนหรือชาวนา สามารถซื้อนวัตกรรมนี้ได้ในราคาเริ่มต้นประมาณ 20,000 บาท สำหรับกำลังการผลิต 100 กิโลกรัมต่อวัน โดยมีจุดคุ้มทุนของการซื้อเครื่องอยู่ที่ 1.39 ปี ส่วนประเภทนวัตกรรมข้าวไทยในระดับในระดับวิสาหกิจช ส่วนประเภทนวัตกรรมข้าวไทยในระดับในระดับวิสาหกิจชุมชน ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งส่วนประเภทนวัตกรรมข้าวไทยในระดับในระดับวิสาหกิจชุมชน ไม่มีผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ

รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2562
จัดประกวดโดย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ เพื่อเชิดชูเกียรติเยาวชนไทยในระดับนักเรียน นักศึกษา ปวช. ปวส. ที่สามารถนำความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาให้เกิดผลงานประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ที่มีศักยภาพในการนำไปต่อยอดสร้างให้เกิดคุณค่าในด้านต่างๆ
แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2. สาขานวัตกรรมกิจกรรมทางกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับปริญญาตรี หรือ ปวส ได้แก่อุปกรณ์แจ้งเตือนการลืมกุญแจและป้องกันการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ DTEC โดยวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม
รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1 สาขานวัตกรรมกิจกรรมทางกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ปวช. ได้แก่ Fitness In the air โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยปทุมธานี

รางวัล Prime Minister Award: National Startup และ Startup Thailand League
จัดประกวดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ และกระทรวงการอุดมศึกษา

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ปทุมธานี – สาวเมืองชลถูกหวยแก้บนประทัดหมื่นนัดที่อาศรมฤๅษีเณร

          เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 5 ต.ค.62 ที่อาศรมฤๅษีเณร ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับจังหวัดปทุมธานี น.ส.พรีญา สมคิด ได้เดินทางมาแก้บนจุดประทัดหมื่นนัดเบื้องหน้ากุมารเจ้าสัวเฮง หลังถูกลอตเตอรี่เลขท้าย และยังมีประชาชนนำฟักทองมาแก้บนและแวะเวียนเดินทางเข้ามากราบไหว้บูชาขอโชคลาภตลอดทั้งวัน

           โดยบรรยากาศนั้นมีประชาชนเข้ามาร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ตัดกรรม เสริมดวงรับโชคลาภ ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ประชาชนที่แสวงหาการเสี่ยงโชคมักจะเข้ามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ภายในอาศรมฤๅษีเณร ทั้งนี้การได้อาบน้ำมนต์ที่อาศรมฤๅษีเณรนั้นนับว่ามีชื่อเสียงมาก หลังจากที่ประชาชนได้ผ่านพิธีนี้มักจะพูดกันปากต่อปากว่าศักดิ์สิทธิ์นัก

         ด้าน น.ส.พรีญา สมคิด กล่าวว่า ตนมาจากจังหวัดชลบุรี ได้มีโอกาสเดินทางมาไหว้ กุมารเจ้าสัวเฮงและปู่ฤๅษีพรหมเมศหลังได้ดูตัวเลขในอ่างน้ำมนต์ ตนก็ถูกหวยจำนวนมาก วันนี้เลยมามาแก้บนด้วยประทัดหมื่นนัด นอกจากนี้ยังมีผู้โชคดีรายอื่นที่นำฟักทองมาถวายปู่ฤๅษีพรหมเมศอีกจำนวนมาก

CR. พี่อนันต์ ปทุมธานี

สำนักข่าวความมั่นคง

ปทุมธานี – 2 สาวปราจีนบุรีนำฟักทองแก้บน 500 ลูก หลังบนแล้วประสบความสำเร็จ

         เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 ต.ค.62 ที่อาศรมฤๅษีเณร ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับจังหวัดปทุมธานี สองสาวชาวปราจีนบุรีไม่ประสงค์ออกนาม ได้เดินทางมาถวายฟักทองแก้บนพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ หลังจากมีความสำเร็จในหน้าที่การงาน จำนวน 500 ลูก และนาย ภัก พลับถม อายุ 59 ปี ต.ห้วยแถลง อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา และได้มอบเงินจำนวน 10,000 บาท หลังจากมาขอโชคแล้วได้โชคใหญ่จากการที่ได้มาไหว้พ่อปู่ฤษีพรหมเมศครั้งก่อน เพื่อร่วมสร้างรูปปั้นพ่อปู่ฤๅษีพรหมเมศ องค์ใหญ่ที่สุดในโลกและมอบเป็นทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนในอุปถัมภ์ของมูลนิธิพลังพุทธคุณ

          โดยบรรยากาศนั้นมีประชาชนเข้ามาร่วมพิธีอาบน้ำมนต์ตัดกรรม เสริมดวงรับโชคลาภ ซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ประชาชนที่แสวงหาการเสี่ยงโชคมักจะเข้ามากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธ์ภายในอาศรมฤๅษีเณร ทั้งนี้ฤๅษีเณรได้เชิญประชาชนร่วมงาน พิธียกเศียรปู่ฤๅษีพรหมเมศ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก พิธีพุทธาภิเษกเหรียญปู่ฤๅษีพรหมเมศ และกำไรปู่ฤๅษีพรหมเมศ รุ่น รวยทรัพย์ พร้อมงาน มุทิตาจิตอาจารย์ฤๅษีเณร ธาตุพุทธคุณ ในวันที่ 22-23 ตุลาคม 2562

CR. ภาพ-ข่าว พี่อนันต์ ปทุมธานี

สำนักข่าวความมั่นคง

ชาวไทยเชื้อสายจีนในจันทบุรี พร้อมใจใส่ชุดขาว ร่วมพิธีลอยกระทง และปล่อยสัตว์ ในช่วงของการถือศีลกินเจ อย่างคึกคัก

ชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดจันทบุรี ต่างพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว เข้าร่วมในพิธีลอยกระทง และปล่อยสัตว์ ลงแม่น้ำจันทบุรี ในช่วงของการถือศีลกินเจ

         ชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดจันทบุรี ต่างพร้อมใจกันนุ่งขาวห่มขาว เข้าร่วมในพิธีลอยกระทง และปล่อยสัตว์ ลงแม่น้ำจันทบุรี ในช่วงของการถือศีลกินเจ โดย 2 โรงเจใหญ่ ในเขตเทศบาลเมืองจันทบุรี ประกอบด้วย โรงเจบ้วนเฮงเจตั๊ว วัดเขตต์นาบุญญาราม และโรงเจเม่งหงีเจตั๊ว สมาคมสว่างกตัญญูธรรมสถานจันทบุรี ได้ร่วมกันประกอบพิธีขึ้น ภายในศาสพิธีท่าน้ำวัดจันทนาราม ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

         การประกอบพิธีในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในช่วงของการถือศีลกินเจ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยพิธีลอยกระทง และปล่อยสัตว์ ถือเป็นการสักการบูชาต่อพระแม่คงคา โดยเฉพาะแม่น้ำจันทบุรีที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองจันท์ ทั้งจังหวัด โดยสัตว์ที่นำมาปล่อยเป็นเต่า ซึ่งถือเป็นสัตว์แห่งความเชื้อของคนจีน และพร้อมกันนี้ ในพิธียังได้เชิญวิญญาณไร้ญาติ 36 จำพวก ไปรับส่วนบุญในพิธีไทยทานทิ้งกระจาด ณ โรงเจ ในเวลาต่อมาหลังจากพิธีลอยกระทงในค่ำคืนนี้แล้ว เทศกาลถือศิลกินเจ ประจำปี 2562 ของจังหวัดจันทบุรี จะเหลือเวลาอีก 2 วัน ก่อนสิ้นสุดเทศกาลกินเจปีนี้อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของเทศกาลกินเจ พบว่า มีประชาชนและชาวไทยเชื้อสา     ยจีนให้ความสนใจเข้าร่วมเทศกาลกันอย่างคึกคัก

ภาพ/ข่าว สุปราณี  แก้วหุง ผู้สื่อข่าว จ.จันทบุรี
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

สำนักข่าวความมั่นคง

กสอ. คืนความสุข SMEs เปิดคลินิกอุตสาหกรรมเคลื่อนที่ ขานรับ 7 มาตรการ กระทรวงอุตฯ “ทำทันที” ซ่อม สร้าง ฟื้นฟูช่วยผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดภาคอีสาน

         จังหวัดอุบลราชธานี 4 ตุลาคม 2562 – นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมคณะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่เปิดคลินิกอุตสาหกรรมเคลื่อนที่ ขานรับ 7 มาตรการของกระทรวงอุตสาหกรรม “ทำทันที” ซ่อม สร้าง ฟื้นฟู ช่วยผู้ประสบอุทกภัย 4จังหวัดภาคอีสาน พร้อมเยียวยาผู้ประกอบการ 190 ราย ในโครงการคืนความสุข SMEs ซ่อมเครื่องจักรโรงงาน ซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า เปลี่ยนน้ำมันเครื่องฟรี และดำเนินการพักชำระหนี้ลดดอกเบี้ยผู้ประกอบการที่กู้เงินในโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยจำนวน 30 ราย มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

         นายภาสกร ชัยรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมอุตสาห กรรม(กสอ.)ได้รับมอบนโยบายและขับเคลื่อนตามมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ที่ประสบอุทกภัย 7 มาตรการ “ทำทันที” ซ่อม สร้าง ฟื้นฟู ช่วยเหลือผู้ประกอบกิจการโรงงานเอสเอ็มอีหรือวิสาหกิจ โดยได้จัดทำโครงการคืนความสุข SMEs (SMEs Happy Work and Happy Life) ขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งใน 7 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูสถานประกอบการเอสเอ็มอี

          โดยการจัดกิจ กรรม Big Cleaning เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ให้แก่สถานประกอบการกิจกรรม Maintenances ซ่อมแซม ปรับปรุง ฟื้นฟู อุปกรณ์เครื่องจักร รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยผู้เชี่ยว ชาญเฉพาะด้าน, กิจกรรม Renovate (ปรับปรุง) ฟื้นฟูอาคาร สถานประกอบการ และระบบสาธารณูปโภคขณะที่วิสาหกิจชุมชน, การจัดกิจกรรมปรับปรุงฟื้นฟูผลิตภัณฑ์ที่เคยผลิตให้กลับมาผลิตและจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ซึ่งเน้น  Design & Product  Renovate การออกแบบ บรรจุภัณฑ์ ฉลากสินค้า หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการแปรรูป โดยเชื่อมโยงศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC 4.0) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อผลักดันและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและการบริการของรัฐอื่นๆ เช่น โครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยได้รับการพักชำระหนี้ลดดอกเบี้ย ขยายเวลาชำระหนี้ และเป็นลูกหนี้รายใหม่ จำนวน 30 รายรวมจำนวนวงเงินกู้กว่า 12 ล้านบาท

         “กสอ.มีความเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องผู้ประกอบการและประชาชนผู้ประสบภัยทุกคน โดยจากการสำรวจข้อมูลความเสียหาย พบว่าภาคอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายทางตรง จำนวน 190 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ซึ่งนอกจากการเข้าไปช่วยเหลือสถานประกอบการตามโครงการคืนความสุข SMEs แล้วกระทรวงอุตสาหกรรม ยังได้เปิดคลินิกอุตสาหกรรมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยหลังน้ำลด จำนวน 4 ครั้งโดยครั้งนี้เป็นครั้งแรก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 ตุลาคม 2562 ซึ่งตั้งจุดให้บริการณ วัดบ้านท่าบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี, ครั้งที่ 2 วันที่ 5 – 6 ตุลาคม 2562 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย์จังหวัดศรีสะเกษ, ครั้งที่ 3 วันที่ 6 – 7 ตุลาคม 2562 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลเขื่องคำ อำเภอเมืองจังหวัดยโสธร และครั้งที่ 4 วันที่ 7 – 8 ตุลาคม 2562 ณ ลานสาเกตุ อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด

          โดยมีการให้บริการคำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่ประสบอุทกภัยอย่างครบวงจรทั้งด้านการเงินเกี่ยวกับการพักชำระหนี้และการอนุมัติสินเชื่อฉุกเฉินในอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจาก SME Bank การยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีโรงงาน และค่าธรรมเนียมจดทะเบียนเครื่องจักรการฟื้นฟู ปรับปรุง ทำความสะอาดสถานประกอบการให้กลับมาดำเนินกิจการได้โดยเร็ว นอกจากนี้ สำหรับประชาชนทั่วไปยังมีบริการตรวจเช็คสภาพรถและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องฟรีทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงบริการตรวจเช็คและซ่อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรีโดยหวังว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและประชาชนได้บ้าง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงฯจะดูแล ช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติโดยเร็ววัน”นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย

          ทั้งนี้ คณะฯ ได้ลงพื้นที่ บริษัททูฟาร่า รีนิวอัล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยดังกล่าวด้วย โดย นางสิริพร เคหารมย์ เจ้าของกิจการกล่าวว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว ยาสีฟัน สบู่ และผลิตภัณฑ์สปามีรายได้เฉลี่ยประมาณ 90,000 บาทต่อเดือน แต่เมื่อบริษัทได้รับผลกระทบจากพายุโพดุลเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยน้ำได้ทะลักเข้าท่วมอาคารสถานประกอบการ วัตถุดิบในการผลิต เครื่องมือ /เครื่องจักร จมน้ำ ตู้โชว์สินค้าก็ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหาย การขนส่งสินค้าถูกตัดขาด ก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ากว่า1,500,000 บาท

          “หากต้องเริ่มผลิตสินค้าล็อตใหม่คาดว่าต้องใช้ต้นทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งทาง กสอ.  ได้เข้ามาช่วยเหลือในการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักรต่าง ๆ และช่วยทำความสะอาดสถานประกอบการ รวมถึงให้เข้าโครงการพักชำระหนี้ของโครงการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทยเป็นเวลา4 เดือน อีกทั้งยังลดดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป็นเวลา 1 ปีด้วย ทั้งนี้ ในตอนแรกไม่คิดว่ามูลค่าความเสียหายจะมากมายขนาดนี้แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ได้แต่ทำใจยอมรับ และถือว่ายังโชคดีที่มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาช่วยเหลือดูแล ซึ่งทำให้มีกำลังใจและคลายความกังวลไปได้มาก”นางสิริพร กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
นางสาวศิริธร ชัยรัตน์ (ปู) เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ กสอ.
โทรศัพท์ : 0 2202 4417
มือถือ : 081 692 4044
นางสาวกลกร เวียงดอนก่อ (ปุ๋ย) เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ อิมเมจโซลูชั่น
มือถือ : 081 256 9398