จนท.สกัดจับ ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

จนท.สกัดจับ! ขบวนการค้าสัตว์ป่ารายใหญ่ ยึดของกลางกว่า 100 ชีวิต

วันที่ 6 พ.ค. นายนิทัศน์ นุ่นสง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้รับแจ้งจาก นายสุรศักดิ์ อนุเมธางกูร ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าเพชรบุรี พร้อมด้วย นายอิทธิพล แจ้งเรือง หัวหน้าชุดสายตรวจปราบปรามส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า และนายอนุรักษ์ สกุลพงษ์ สัตวแพทย์ประจำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ บูรณาการร่วมกับสำนักงานกิจการปลาและสัตว์ป่าของสหรัฐฯ (FWS), เจ้าหน้าฝ่ายส่งเสริการอนุรักษ์สัตว์ป่า, เจ้าหน้าที่สายตรวจป้องกันและปราบปราม สอป.สบอ.3 สายที่1, กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.5 บก.ปทส.), ตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 2 เพชรบุรี, เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการข่าวปราบปรามยาเสพติด (ชปส) และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 เข้าตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้อ TOYOTA สีเทา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ ได้รับเบาะแสว่าน่าจะมีการขนสัตว์มาจากทางภาคใต้ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น ในพื้นที่ตำบลดอนขุนห้วย อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

จากการตรวจสอบภายในกระบะหลังรถ พบของกลางเป็นสัตว์ป่า บรรจุอยู่ในกล่องท้ายรถจำนวนมาก ประกอบด้วย นกกระตั้วโมลัคคัน จำนวน 13 ตัว, คัสคัส จำนวน 8 ตัว, จิงโจ้ต้นไม้ จำนวน 6 ตัว, อีคิดน่า จำนวน 13 ตัว, ตัวเงินตัวทอง จำนวน 1 ตัว, งู ไม่ทราบชนิด จำนวน 100 ตัว โดยมีนายสงบ (สงวนนามสกุล)อายุ 49 ปี เป็นชาว หมู่ที่ 12 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูลเป็นคนขับเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไว้ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่า ตามบัญชีไซเตส (CITES) เพิ่มเติมอย่างละเอียด

จากการสอบสวน นายสงบ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้ลักลอบขนส่งสัตว์ป่าดังกล่าว เพื่อเตรียมนำไปจำหน่าย โดยรับมาจากเครือข่ายค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในความผิดฐาน “มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าควบคุม(นกกระตั๊วโมลัคคัน) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562. ก่อนนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


////////////บรรณรต จ.เพชรบุรี

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานพร้อมให้คำแนะนำการแก่เจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงาน

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน และมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงาน รับฟังปัญหาอุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ โดยมีเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยคให้การต้อนรับ ณ สถานีควบคุมไฟป่าไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากนั้น ได้ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู เพื่อมอบอุปกรณ์เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน และเครื่องดื่มคาราบาว พร้อมทั้งติดตามภารกิจการเฝ้าระวังผลักดันช้างป่าออกจากพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อผลักดันช้างป่าที่ออกหากินนอกเขตพื้นที่อนุรักษ์กลับคืนป่า โดยเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ โดยมีนายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู และเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ พร้อมรายงานมาตรการผลักดันช้างป่า ณ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี


ทีมข่าวภาคตะวันตก

ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้านใครได้? ใครเสีย?

มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

คำถามสำคัญคือ… การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง?

ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน

2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร?

จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน

3. ใครได้? ใครเสีย?

3.1 ใครได้?ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี

3.2 ใครเสีย?คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า… หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร

ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น

4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า?

รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร

โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงคุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
นักวิชาการด้านวิศวกรรมขนส่ง

สืบสานประเพณีสงกรานต์

วันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พลเอก อุทิศ สุนทร อดีต มทน.1, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 (ผบ.พล.ร.9) ผบ.มทบ.11, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเปิดบ้านให้บรรดาญาติมิตรเข้ารดน้ำดำหัว โอกาสวันสงกรานต์-ปีใหม่ไทย 2569 เพื่ออวยพรขอพรเป็นสิริมงคล นำโดย กฤตพัฒน์ จุลไสย (ไมค์ ณ ชุมพร) ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, คุณกริชสุวรรณ ดีสุข ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิ การการทหารและความมั่นคงของรัฐ-วุฒิสภา, พ.ท.สุธีร์ดลย์ ณ โมรา ผบ.นฝ.นศท.มทบ 17 , พ.ต.ต.พีระพัฒน์ สัมฤทธิ์ดีงาม สว.ส.สน.ประชาชื่น, ร.ท.หญิง ฐิติพร จุลไสย, คุณปวริศร์ อมรพีชญ์ปรัชญา กรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกมาลีน ชาเตอร์ เอเจนซี่ฯ เข้าอวยพร โดยมี คุณณพวุฒิ จุลไสย กรรมการบริหาร ”พรรคโอกาสใหม่” และผู้สมัคร สส.เขตดุสิต พรรคโอกาสใหม่ ร่วมพิธี

ซึ่งท่าน พลเอก อุทิศ สุนทร ได้กล่าวอวยพร ในโอกาสเทศกาลวันสงกรานต์-ปีใหม่ไทย 2569 “อัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย”และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้ท่านมีแต่ความสุข ความเจริญ คิดหวังสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการ และสุขภาพแข็งแรงมีความสุขเจริญตลอดไปปี 2569 และตลอดไป ณ บ้านพัก หมู่บ้านแกรนด์คาแนล ดอนเมือง กรุงเทพฯ


“กองทัพภาคที่ 2” จัดประชุมเพื่อดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก

“กองทัพภาคที่ 2” จัดประชุมเพื่อดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานการประชุมเพื่อการดำเนินการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่มีความต้องการมีส่วนร่วมในการรับมือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ สังคม เศรษฐกิจ และสุขอนามัยของประชาชนในวงกว้าง

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 2 ขึ้น โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ โดยมีหน้าที่ป้องกัน, แก้ไขปัญหา, เฝ้าระวัง ติดตาม ประเมินสถานการณ์ รวมทั้งบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัดอีกด้วย

#กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก #ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันภาค2


พรพิพัฒน์ รายงาน

สศก. ผสานข้อมูลภาคสนาม–โดรน–ดาวเทียม ติดตามข้าว 5 ช่วงอายุ เพิ่มความแม่นยำพยากรณ์ผลผลิตข้าวนาปี 2569/70

สศก. ผสานข้อมูลภาคสนาม–โดรน–ดาวเทียม ติดตามข้าว 5 ช่วงอายุ เพิ่มความแม่นยำพยากรณ์ผลผลิตข้าวนาปี 2569/70

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า (สศก.) ให้ความสำคัญกับการยกระดับการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายให้มีความแม่นยำ ทันต่อสถาน การณ์ และสอดคล้องกับบริบทการผลิตในพื้นที่ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (สศก.) ได้ดำเนิน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ผลผลิตสินค้าเกษตร

ล่าสุด (สศก.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดพิจิตร ระหว่างวันที่ 20–30 เมษายน 2569 เพื่อสำรวจและจัดเก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของข้าวนาปี ปี 2569/70 ในพื้นที่แปลงตัวอย่างจำนวน 40 แปลง สำหรับนำไปพัฒนาแบบจำลองพยากรณ์ผลผลิตข้าวด้วยวิธี Regression Model โดยต่อยอดจากพื้นที่จังหวัดตัวแทนภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ สุพรรณบุรี, อ่างทอง, ชัยนาท และสิงห์บุรี เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมสภาพแวดล้อมการผลิต พันธุ์ข้าว และช่วงการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน

จุดเด่นของการดำเนินงาน คือ การใช้ข้อมูลหลายแหล่งประกอบกัน ทั้งข้อมูลภาคสนาม ภาพ ถ่ายโดรนความละเอียดสูง และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของพืชพรรณ และหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าการเจริญเติบโตของข้าวกับข้อมูลดาวเทียม โดยใช้ข้อมูลดาวเทียม 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ Optical Sensor จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 และระบบเรดาร์ช่องเปิดสังเคราะห์ หรือ Synthetic Aperture Radar (SAR) จากภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-1 ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดจากการใช้ข้อมูลเพียงแหล่งเดียว โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเมฆจากการใช้ภาพถ่าดาวเทียม Sentinel-2 เพียงระบบเดียว พร้อมทั้ง เสริมศักยภาพการติดตามพื้นที่เพาะปลูกและการประเมินผลผลิตพืชเศรษฐกิจให้มีความละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น

การสำรวจครอบคลุมช่วงการเจริญเติบโตของข้าว จำนวน 5 ช่วงอายุ ได้แก่ ช่วงต้นกล้า (Seeding) ช่วงแตกกอ (Tillering) ช่วงตั้งท้อง (Panicle) ช่วงออกรวง (Flowering) และช่วงเก็บเกี่ยว (Harvesting) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเก็บข้อมูลช่วงต้นกล้า ซึ่งมีการวัดค่าข้อมูลสำคัญ อาทิ ความหนาแน่นของต้นข้าว ความลึกของน้ำ ความสูงของต้นข้าว ค่าพื้นที่ผิวใบ หรือ LAI ปริมาณคลอโรฟิลล์ และค่าการสะท้อนแสงด้วยเครื่อง Spectroradiometer สำหรับงานสำรวจระยะไกล ข้อมูลที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าการสะท้อนแสงในช่วง Blue,Green,Red และ Near Infrared ของภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 และวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-1 เพื่อจำแนกข้อมูลตามรายพันธุ์ ประเมินค่าผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ผลผลิตข้าวในพื้นที่ต่อไป

ทั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลพยากรณ์ผลผลิต และลดความคลาดเคลื่อนในการประเมินสถานการณ์การผลิต เมื่อเทียบกับการใช้ข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากผลการวิเคราะห์เบื้องต้นแล้วเสร็จ จะสามารถระบุค่าความแม่นยำของแบบจำลองได้ประมาณร้อยละ 70 และค่าความคลาดเคลื่อนประมาณร้อยละ 30 โดยอาจต้องพิจารณาเงื่อนไขเพิ่มเติมเรื่องการเพาะปลูกในหรือนอกเขตชลประทาน และต้องผ่านการประมวลผลและตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการก่อนนำไปใช้ประกอบการจัดทำสารสนเทศการเกษตรต่อไป

ขณะเดียวกัน (สศก.) อยู่ระหว่างบูรณาการความร่วมมือทางวิชาการกับร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และสถาบันวิจัยข้อมูลการบินและอวกาศแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (AIR CAS) เพื่อร่วมพัฒนาแบบจำลองการพยากรณ์ผลผลิตข้าวบนพื้นฐานเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยยกระดับความแม่นยำของแบบจำลองจากผลการวิเคราะห์เบื้องต้นได้ถึงมากกว่าร้อยละ 80

ทั้งนี้ จะต้องผ่านการประมวลผล ทดสอบแบบจำลอง และตรวจสอบความถูกต้องทางวิชาการก่อนนำไปใช้ประกอบการจัดทำสารสนเทศการเกษตรต่อไป นอกจากนี้ (สศก.) ยังมีแนวทางนำองค์ความรู้และแบบจำลองจากสินค้าข้าวนาปี ไปพิจารณา ต่อยอดสู่การติดตามและพยากรณ์ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ เช่น ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลังโรงงาน ตามความเหมาะสมของข้อมูลและลักษณะการผลิตของแต่ละสินค้า เพื่อยกระดับการจัดทำสารสนเทศการเกษตรให้ครอบคลุมและ ตอบโจทย์การตัดสินใจ เชิงนโยบายมากยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของการพยากรณ์ผลผลิตในยุคใหม่ คือ การใช้ข้อมูลหลายมิติให้เห็นภาพการผลิตจริงในพื้นที่มากที่สุด ข้อมูลที่ได้จะช่วยให้ภาครัฐมองเห็นแนวโน้มผลผลิตข้าวในพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้านระยะการเจริญเติบโต ความสมบูรณ์ของต้นข้าว และแนวโน้มผลผลิตต่อไร่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรได้อย่างตรงจุดมากขึ้น การนำเทคโนโลยีโดรนและข้อมูลดาวเทียมมาใช้ร่วมกับการสำรวจภาคสนาม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบข้อมูลเกษตรของประเทศให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์การตัดสินใจเชิงนโยบาย ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ จะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามสถานการณ์การผลิต ประเมินผลผลิต และวางแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป เลขาธิการ (สศก.) กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศการเกษตร

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.ปรเมศร์” ร่วมพิธีประดับยศว่าที่ร้อยตำรวจตรี พร้อมแสดงความยินดีมอบพระเครื่องไว้เป็นที่ระลึกยึดเหนี่ยวจิตใจ กับ “นายร้อย 53“ ปี 2569

“ดร.ปรเมศร์” ร่วมพิธีประดับยศว่าที่ร้อยตำรวจตรี พร้อมแสดงความยินดีมอบพระเครื่องไว้เป็นที่ระลึกยึดเหนี่ยวจิตใจ กับ “นายร้อย 53“ ปี 2569

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองบางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี : พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี เป็นประธานพิธีประดับยศ ว่าที่ร้อยตำรวจตรี ให้แก่ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน ยศดาบตำรวจ อายุ 53 ปี ขึ้นไปเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรวาระประจำปี 2569 โดยมี รองผบก.,ผกก.ทุกสถานีจังหวัดนนทบุรี และ ดร. ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้ว ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงมหาดไทย, ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ที่ปรึกษาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1, ประธานกิตติมศักดิ์ กต.ตร.จ.นนทบุรี, ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้”, ดร.พีรวัฒน์ สุรเศรษฐ ประธานกต.ตร.จ.นนทบุรี (ภาคประชาชน)-ที่ปรึกษาตำรวจภูธรภาค1 พร้อมด้วยคณะกต.ตร.และที่ปรึกษา จ.นนทบุรี อาทิ,คุณอาชวิณ ภัทรสถาพรกุล,คุณภาวัช สุขอนันต์,คุณวรภัทร สุนทรพลิน ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมแสดงความยินดีกับว่าที่ ร.ต.ต.(กดต.รุ่นที่ 15/2569) นายร้อย 53 ต่อมาหลังจากเสร็จสิ้นพิธีประดับยศ ดร.แก้ว ยังได้มอบแจกจ่ายพระเครื่องให้แก่ข้าราชตำรวจที่ได้รับการประดับยศ ทุกคนไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รพ.พญาไท 3 ร่วมกับ รพ.เบญจรมย์ ยกระดับสุขภาพชาวลพบุรี จัดกิจกรรม “Meet the Experts Again Bone & Joint Care For Confident Moves”

รพ.พญาไท 3 ร่วมกับ รพ.เบญจรมย์ ยกระดับสุขภาพชาวลพบุรี จัดกิจกรรม “Meet the Experts Again Bone & Joint Care For Confident Moves ”

รพ.พญาไท 3 โดยแผนกดูแลความสัมพันธ์ผู้ป่วยเครือข่าย จับมือกับ รพ.เบญจรมย์ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็น รพ. เครือข่ายในการส่งต่อผู้รับบริการ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาสุขภาพให้เข้าถึงการแพทย์มาตรฐานสูงให้กับชาวลพบุรี ณ โรงพยาบาลเบญจรมย์ เมื่อวันที่ 27 เมษา ยน 2569 ที่ผ่านมา นำทีมโดย นพ.อภิชัย โตวณะบุตร รักษาการผู้อำนวยการแพทย์ รพ. พญาไท 3 และ พญ. เบญจรมย์ ไกรฤกษ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร รพ.เบญจรมย์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน บรรยากาศในงานได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้มารับบริการชาวลพบุรี ซึ่งสะท้อนถึงความตื่นตัวในการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อ

โดยมีไฮไลต์สำคัญของงานคือการรวมตัวของทีมศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มาให้บริการพร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ นพ.ศรัณย์ ก่อวุฒิกุลรังษี ผู้เชี่ยว ชาญด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลัง, นพ.ชัยเวช ฤติวรางค์กูร ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อเข่าข้อสะโพก, นพ.วศิน แสงธรรมประทีป ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ, ทีมพยาบาลวิชาชีพ และ จนท. จากทั้ง 2 รพ. ให้บริการตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูกฟรี พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะกระดูกพรุน ,อาการปวดข้อ,ข้อเข่าเสื่อม แนวทางการรักษาสมัยใหม่และโปรแกรมผ่าตัดข้อเท่าเทียมราคาพิเศษ ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งงาน

อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือ เสวนาในหัวข้อ “มวลกระดูกและการดูแลสุขภาพข้อเข่าและข้อสะโพกเชิงป้องกัน” โดย นพ.ชัยเวช ฤติวรางค์กูร มาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพกระดูกและข้ออย่างเข้าใจง่าย

โรงพยาบาลพญาไท 3 และ โรงพยาบาลเบญจรมย์ ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องยกระดับบริการทางการแพทย์ของจังหวัดลพบุรีสู่การการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้มารับบริการชาวลพบุรี

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่
Call center 1772

#โรงพยาบาลพญาไท3 #โรงพยาบาลเบญจรมย์ #ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา จ.นครสวรรค์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รุดลงพื้นที่ซับน้ำตา มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัย บริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัยฯ และนายยุทธนา ทาโคตร์ รักษาการหัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนจำลองวิทย์พัฒนา ภายในตรอกลิเก ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท รวม 91 คน พร้อมมอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ แก่ผู้ปะสบอัคคีภัย มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 33 ชุด รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ศราวุธ จันทวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8

พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา สอ.ตร. ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ชุดที่ 47) ครั้งที่ 8 โดยมี พล.ต.ท.วรวิทย์ ลิปิพันธ์ ประธานกรรมการ สอ.ตร. เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจแห่งชาติ จำกัด อาคาร 5 (ชั้น G) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน