“วิ่งเล่าเมือง” มุกดาหารคึกคัก! เปิด The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan สำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์ 8 กิโลเมตร กลางเมืองริมโขง

จังหวัดมุกดาหารจับมือภาคีเครือข่ายสุขภาพและการท่องเที่ยว เดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายเชิงสร้างสรรค์ จัดกิจกรรม “The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan” พานักวิ่งสัมผัสเสน่ห์เมืองริมโขง ผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์ระยะทาง 8 กิโลเมตร เชื่อมโยงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชน สู่ต้นแบบเมือง “Slow Run Rally” แห่งใหม่ของประเทศไทย

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 น. ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (หลังเก่า) นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดกิจกรรม “The ICONIC RUN FEST – RUN Mukdahan” ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ประชาชน นักวิ่งสายสุขภาพ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายระดับประเทศ “The Iconic Run Fest Thailand 2026 – Run Mukdahan” จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย (TIEFA) และจังหวัดมุกดาหาร เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการออกแบบเส้นทางวิ่งระยะ 8 กิโลเมตร ให้เป็นมากกว่าการออกกำลังกาย แต่เป็น “การเดินทางผ่านเรื่องราวของเมือง” โดยนักวิ่งจะได้สัมผัส 10 จุดเช็กอินสำคัญของจังหวัดมุกดาหาร ทั้งศาลหลักเมือง งาน Street Art ย่านอาหารเช้า วัด ศาลเจ้า ตลอดจนพื้นที่เศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชนริมแม่น้ำโขง ซึ่งแต่ละจุดสะท้อนประวัติ ศาสตร์ วิถีวัฒนธรรม และเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองชายแดนแห่งนี้ได้อย่างลงตัว

ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบเมือง Slow Run Rally” ผู้จัดงานมุ่งเน้นการสร้างกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของชุมชน การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และการส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดมุกดาหารให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

นอกจากนี้ กิจกรรมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่เดินทางเข้ามาร่วมงานจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “กีฬา + วัฒนธรรม + ชุมชน” ที่สามารถขับเคลื่อนเมืองให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

จังหวัดมุกดาหารยังคงเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมสร้างสุขในรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับเมืองริมโขงสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในอนาคต.


มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ 0988699888

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 760,000 เม็ด ผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง สกัดกั้นขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 760,000 เม็ด ผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย ในพื้นที่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 01.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 ได้รับข่าวสารจากแหล่งข่าว ว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบขนยาเสพติดจาก อำเภอแม่ฟ้าหลวง เข้าสู่พื้นที่รับผิดชอบ โดยใช้รถยนต์ ยี่ห้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เนอร์ สีขาว ป้ายทะเบียน กษ 9922 เชียงราย ลำเลียงยาเสพติดผ่านเส้นทาง บ้านเทอดไทย ตำบลเทอดไทย ไปยัง บ้านแม่สลองนอก อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย หน่วยจึงได้จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการติดตามรถยนต์คันดังกล่าว เมื่อเวลาประมาณ 14.00 นาฬิกา ตรวจพบคันดังกล่าว ในพื้นที่ บ้านเล่าฟู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น ผลการปฏิบัติ จับกุมผู้ต้องหาเพศชาย 1 ราย เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 3 ถุง รวมทั้งสิ้นประมาณ 760,000 เม็ด

และต่อมาเมื่อเวลา 18.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก ธวัฒน์ อินกอง รอง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน ณ กองบังคับการกองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 327 ตำบลแม่จัน อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โดยมี พันตำรวจเอก รัฐกร อินทนิล ผู้กำกับการกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 เป็นประธาน ในการแถลงข่าว ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลาง ส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่จัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 350 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 345 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 210,661,713 เม็ด, เฮโรอีน 6.5 กิโลกรัม, ไอซ์ 3,675.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 232.3 กิโลกรัม และ คีตามีน 437.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 48 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 37 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 35,730 ล้านบาท (35,730,923,745 บาท)


นที มีเดช รายงาน

ปิดฉากการแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56

จังหวัดลพบุรี – ปิดฉากแล้ว อย่างสวยงามด้วยมิตรภาพและความผูกพันธ์ การแข่งขันกระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56 พร้อมส่งมอบให้กองทัพเรือ รับไม้ต่อเป็นเจ้าภาพในปีต่อไป

ที่แหล่งสมาคมหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อ.เมือง จ.ลพบุรี พลโท อดุลย์ จันทร์มา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เป็นผู้แทนกองทัพบก ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ได้เป็นประธาน ในพิธีปิดการแข่งขัน กีฬากระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56 และชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้แทนเหล่าทับ เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

ซึ่งปีนี้ กองทัพบกได้มอบให้หน่วยบัญชากาสงครามพิเศษ เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันขึ้น ใน ระหว่างวันที่ 2-10 พ.ค.69 ที่ผ่านมา ณ สนามกระโดดร่มบ้านท่าเดื่อ บริเวณเขาจีนแล ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี เพื่อส่งเสริมทักษะความแม่นยำและความสามัคคี ระหว่างเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมการกระโดดร่มให้แพร่หลายไปในหมู่ประชาชนที่สนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งกำลังทางอากาศ หรือการโดดร่ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะใช้ในภารกิจป้องกันประเทศ และช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งหวังให้ประชาชน โดยทั่วไปเกิดความเชื่อมั่นในสมรรถภาพของทหารและตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว อันสะท้อนถึงขีดความสามารถของกำลังพลในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขัน มีทีมนักกีฬาจากส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม , กองบัญชาการกองทัพไทย, กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมแข่งขัน กว่า 30 ทีม โดยผลการแข่งขัน ประเภทบุคคลแม่นยำ คะแนนรวมห่างจากเป้าหมายน้อยสุด ตกเป็นของแชมป์เก่า ทีมกองทัพเรือ ได้ครองถ้วยรางวัลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ส่วน ประเภทคะแนนรวม การกระโดร่มแบบเกาะหมู่เปลี่ยนรูป Formation Skydiving 4 way และ 8 way ตกเป็นของเจ้าภาพ ทีมกองทัพบก ได้ครองถ้วยรางวัลสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ขณะที่การแข่งขันโดดร่มแบบแม่นยำ ประเภท หมู่แม่นยำหญิง กลุ่มทีมอุปถัมภ์ ชนะเลิศ ได้แก่ ทีม กองทัพบก Skydive Thailand จาก กองทัพบก, รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม ราชนาวี 2 จาก กองทัพเรือ และ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม ราชนาวี 4 จาก กองทัพเรือ

ส่วนประเภท หมู่แม่นยำชาย กลุ่มทีมอุปถัมภ์ ชนะเลิศ ได้แก่ ทีม ราชนาวี 1 จาก กองทัพเรือ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Sky Army 1 จาก กองทัพบก และ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Sky Army 1 จาก กองทัพบก ส่งผลให้ ถ้วยรางวัลคะแนนรวม กีฬากระโดดร่มกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 56 ในปีนี้ตกเป็นของกองทัพเรือ

โอกาสเดียวกันนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ได้กล่าวขอบคุณนักกีฬา จากทุกเหล่าทัพ ภายใต้ความร่วมมือ ร่วมใจจากทุกหน่วยงาน ที่ได้ช่วยทำให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส ยุติธรรม และคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้ส่งมอบ ธงประจำการแข่งขัน ให้แก่ กองทัพเรือ เพื่อเป็นเจ้าภาพดำเนินการจัดการแข่งขันในครั้งต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ฤทธิ์พายุฤดูร้อน ถล่มเสาไฟหักกว่า 70 ต้น บ้านประชาชนพังเสียหายกว่าร้อยหลัง

จังหวัดลพบุรี – เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำพื้นที่จังหวัดลพบุรี ส่งผลให้มีเสาไฟแรงสูงล้มกว่า 70 ต้น ไฟฟ้าดับนานหลายชั่วโมง บ้านเรือนประชาชนพังเสียหายกว่าร้อยหลังคาเรือน หน่วยงานต่าง ๆ เร่งเข้าให้การช่วยเหลือในเบื้องต้

โดยเมื่อเย็นวานที่ผ่านมาได้เกิดพายุฝนตกฟ้าคะนอง ลมกรรโชกแรงในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งส่งผลทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงริมถนนสายคันคลองชัยนาท-ป่าสัก สาย ลพบุรี – บ้านหมี่ และที่บ้านหนองเกวียนหัก ตำบลพุคา อำเภอบ้านหมี่ เสาไฟฟ้าแรงสูงโค่นล้มจำนวน 73 ต้น ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้กว่า 2 พันราย นอกจากนี้กระแสลมยังพัดพาหลังคา ผนังบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ตำบลหนองเต่า ตำบลหนองทรายขาว ตำบลดอนดึง และตำบลเชียงงา ได้รับความเสียหายรวมทั้งหมดจำนวน 121 หลังคาเรือน โดยมีมีราษฎรได้รับความเดือดร้อน 319 ราย

ทางเจ้าหน้าที่จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดลพบุรีได้ประสานการไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียงเร่งระดมทีมงาน และเครื่องจักรกลเข้าพื้นที่ เพื่อดำเนินการรื้อถอนเสาไฟฟ้าที่หักโค่น ที่กีดขวางเส้นทางจราจร พร้อมทั้งมีการตัดจ่ายกระแสไฟฟ้า ก่อสร้างระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราว เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้บ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ การก่อสร้างระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชั่วคราวโดยมีการนำรถเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเคลื่อนที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ สำหรับความเสียหายในครั้งนี้อยู่ระหว่างการสำรวจของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในช่วงเช้าวันนี้ นายเจตน์พงศ์ โชคสวัสดิ์วรกุล ได้ร่วมกับ ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา นำทีมงานออกช่วยเหลือประชาชน โดยตั้งจุดให้การช่วยเหลือที่วัดผดุงธรรม และจัดทำอาหารเลี้ยงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมทั้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่เร่งปฏิบัติกู้คืนระบบไฟฟ้า นอกจากนี้สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี ได้นำเต็นท์มอบให้แก่ราษฎรที่หลังคาบ้านเสียหายจำนวน 16 ราย เพื่อได้เป็นที่พักเป็นการชั่วคราวและจัดเจ้าหน้าที่เร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนและให้มีการเร่งสำรวจประเมินค่าเสียหายของบ้านเรือนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากการตรวจสอบในพื้นที่นอกจากจะมีเสาไฟฟ้าหักโค่นแล้วยังพบว่ามีบ้านเรือนประชาชนถูกพายุพัดหลังคาเปิดสิ่งของในบ้านได้รับความเสียหาย รวมทั้งยังพบว่าโดมขนาดใหญ่ที่สร้างคลุมลานอเนกประสงค์ของวัดถูกแรงลมหอบลอยข้ามบ้านเรือนประชาชน โดยลอยไปตกหลังหมู่บ้านห่างจากจุดที่ตั้งไปประมาณ 300 เมตรได้รับความเสียหาทั้งหลัง ทาง พระอธิการ รักขิตปัญโญ เจ้าอาวาสวัดผดุงฑรรม ได้เปิดเผยว่าเหตุพายุพัดมาอย่างรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทางวัดได้รับความเสียหายหลายจุดมีหลังคาโบสถ์ หลังคากุฎิ หลังคาวิหาร หลังคาหอฉันท์ และศาลาธรรมสังเวช ส่วนด้านนอกก็ได้รับแจ้งว่ามีบ้านเรือนประชาชนเสาไฟฟ้าหักโค้นหลายต้น นอกจากนี้ชาวบ้านที่เดือดร้อนก็เป็นสมาชิกกองทุนสังฆประชานุเคราะห์ที่ทางคณะสงฆ์ก็ต้องให้การช่วยเหลือเช่นกัน

นอกจากนี้ นางอรพิณ จิระพันธุ์วาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลพบุรี และ นางกาญจนภรณ์ จิระพันธุ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี เขต 3 พรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังกับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายเดินทางมาทำเรื่องร้องทุกข์ให้ทาง อบต.พุคาช่วยเหลือ พร้อมกับให้กำลังใจกับการเกิดวาตภัยในครั้งนี้และจะได้หาแนวทางให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน โดยในเบื้องต้นได้นำอาหารปรุงสุกและน้ำดื่มมามอบให้กับประชาชนที่ยังไม่สะดวกในการประกอบอาหารเพราะบ้านได้รับความเสียหายและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้การช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับประชาชนได้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ทางกองพันจิตวิทยาได้นำน้ำดื่มมามอบให้กับที่จุดบริการประชาชนและจะได้จัดเจ้าหน้าที่มาให้การช่วยเหลือ


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

ระทึกกลางดึก สาวนั่งห้อยขาบนสะพานลอยเตรียมกระโดด ตำรวจ สภ.เมืองนคร ราชสีมา เข้าชาร์จช่วยทันหวุดหวิด สาเหตุน้อยใจทะเลาะกับแฟน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กล้องติดหน้าอกตำรวจ หรือ Body-Worn Camera บันทึก นาทีชีวิตกลางดึก ตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา แสดงไหวพริบและความกล้าหาญ ช่วยเหลือหญิงสาววัย 31 ปี ที่อยู่ในอาการเครียดหนัก หลังทะเลาะกับแฟน จนคิดสั้นปีนขึ้นนั่งบนราวสะพานลอยเตรียมกระโดดลงมาเคราะห์ดีตำรวจสายตรวจพบเห็นและเข้าช่วยเหลือได้อย่างปลอด ภัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.19 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานลอยคนข้ามหน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างกลพณิชยการ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา ตั้งจุดตรวจชั่วคราวอยู่บริเวณถนนมิตรภาพ ก่อนสังเกตเห็นหญิงสาวมีอาการคล้ายมึนเมา ร้องไห้เสียใจ และเดินขึ้นไปบนสะพานลอย
จากนั้นหญิงสาวได้ขึ้นไปนั่งบนราวสะพานลอย ห้อยขาลงมาด้านล่าง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรีบตะโกนพูดคุยเจรจาเกลี้ยกล่อมไม่ให้ก่อเหตุ ขณะเดียวกันได้วางแผนเข้าช่วยเหลืออย่างระมัดระวัง โดยตำรวจอีกชุดอ้อมขึ้นไปด้านหลัง ก่อนจังหวะเหมาะเข้าชาร์จดึงตัวหญิงสาวเอาไว้ได้ทัน ท่ามกลางความโล่งใจของผู้พบเห็นในเหตุการณ์

ต่อมาทราบชื่อคือ น.ส.บี นามสมมุติ อายุ 31 ปี ชาว ต.จอหอ อ.เมืองนครราชสีมา โดยหญิงสาวยอมรับว่า ก่อนเกิดเหตุมีปากเสียงทะเลาะกับแฟน จนเกิดความเครียดและตัดสินใจมาก่อเหตุดังกล่าว โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ก่อนประสานญาติมารับตัวกลับไปดูแลต่อไป

ภายหลังเกิดเหตุได้มีการรายงานให้ พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา และ พ.ต.ท.ยุทธพงษ์ โคขุนทด รอง ผกก.ป.สภ.เมืองนครราชสีมา รับทราบ โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนการทำงานเชิงรุกของตำรวจสายตรวจ ที่ไม่เพียงดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ยังช่วยเหลือประชาชนในนาทีวิกฤตได้อย่างทันท่วงที


กันตินันท์ เรืองประโคน/ประสิทธิ์ วนะชกิจ ทีมข่าว จ.นครราชสึมา

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,080,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบ ประมาณ 12.8 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า 1,080,000 เม็ด และ ฝิ่นดิบ ประมาณ 12.8 กิโลกรัม ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 05.00 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย กองบังคับการควบคุมทหารพราน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังจาก กองร้อยทหารพรานที่ 3206 ร่วมกับ หมวดลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังผาเมือง รวม 2 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติให้ใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.30 นาฬิกา ตรวจพบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ประมาณ 5 – 10 คน เดินเข้ามาตามเส้นทางในภูมิประเทศ หน่วยจึงได้ให้สัญญาณเพื่อขอตรวจค้น แต่กลุ่มขบวนการ ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา จนเกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที และได้อาศัยความชำนาญในภูมิประเทศวิ่งหลบหนี ขั้นต้นฝ่ายเราปลอดภัย หลังจากเหตุการณ์สงบลง หน่วยจึงจัดชุดปฏิบัติการเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ วางกำลังควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอการพิสูจน์ทราบเมื่อสามารถตรวจการณ์ได้

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00 นาฬิกา หน่วยได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ ผลการตรวจสอบ พบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 7 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (ยาบ้า) รวมจำนวน 1,080,000 เม็ด และ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (ฝิ่นดิบ) นำหนักรวมประมาณ 12.8 กิโลกรัม, อาวุธปืนไทยประดิษฐ์ (ปืนแก๊ป) จำนวน 1 กระบอก, ปลอกกระสุนปืนลูกซอง จำนวน 4 ปลอก

และเมื่อเวลา 11.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบให้ พันเอก เดชาธร สายหยุด รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง เดินทางเข้าตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบัน หน่วยได้นำของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่อาย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 353 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 348 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 211,741,714 เม็ด, เฮโรอีน 6.5 กิโลกรัม, ไอซ์ 4,005.8 กิโลกรัม, ฝิ่น 245.1 กิโลกรัม และ คีตามีน 437.4 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการฯ จำนวน 49 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 37 ศพ ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 36,223 ล้านบาท (36,223,563,895 บาท)


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์สร้างสะพานพิจิตร เร่งเสริมตอม่อสะพานเบลีย์ชำรุด ถนนหลวง 108 เหตุน้ำป่าหลาก คาดรถบรรทุกใหญ่ผ่านได้เย็นนี้

ศูนย์สร้างสะพานพิจิตร เร่งเสริมตอม่อสะพานเบลีย์ชำรุด ถนนหลวง 108 เหตุน้ำป่าหลาก คาดรถบรรทุกใหญ่ผ่านได้เย็นนี้

11 พฤษภาคม 2569 บริเวณสะพานแม่ลาหลวง ทางหลวง 108 กม. 240 บ้านแม่ลาหลวง อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เช้านี้ รถเล็กที่น้ำหนักไม่เกิน 21 ตัน ยังคงวิ่งสัญจรได้ปกติ และ ทางเจ้าหน้าที่หมวดทางหลวงแม่ลาน้อย ได้ดำเนินการเก็บกวาดเศษไม้ที่ทับถมบริเวณตอม่อออกเตรียมซ่อมเสริมตอม่อกลางที่ชำรุดจากน้ำป่าหลาก เมื่อช่วงเย็นเมื่อวานที่ผ่านมา ทำให้รถใหญ่เกิน 21 ตัน ยังไม่สามารถผ่านได้ โดยทาง หมวดทางหลวงแม่ลาน้อย อบต.แม่ลาหลวง สภ.แม่ลาหลวง ฝ่ายปกครอง ร้อย.อส.อ.แม่ลาน้อยที่ 5 ผญบ. ช่วยกันอำนวยความสะดวกบริเวณจุดสะพาน

ทั้งนี้ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) ได้ดำเนินการก่อสร้างสะพานบนทางหลวงหมายเลข 108 กม.240 ช่วงบ้านแม่ลาหลวง โดยมีระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 5 เดือน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – กันยายน 2569 เดิมสะพานชั่วคราว ได้ทำการทอดไว้ 10 ช่วง และ มีตอม่อรองรับตรงกลาง ภายหลังจากเกิดน้ำปาหลาก ทำให้ ตอม่อรองรับตรงกลางล้มลง เป็นเหตุให้ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง แต่ตัวสะพานชั่วคราวยังคงมั่นคง ทั้งนี้รถเล็กยังสามารถสัญจรได้ ทางศูนย์ฯ จะดำเนินการเสริมตอม่อรองรับช่วงกลางใหม่ คาดว่าวันนี้ ช่วงเย็นของ วันที่ 11 พฤษภาคม รถใหญ่จะสามารถผ่านได้ตามปกติ



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

“วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” อีกก้าวแห่งการเปิดบ้านทหาร สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสุขภาพ สร้างความเข้าใจ และความผูกพันกับประชาชน

“วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” — อีกก้าวแห่งการเปิดบ้านทหาร สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และสุขภาพ สร้างความเข้าใจ และความผูกพันกับประชาชน

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 05.30 น. มณฑลทหารบกที่ 31 จัดกิจกรรม “วิ่งล่องท่องค่าย ครั้งที่ 1” โดยมี พลตรี อภิเดช ผลทวี ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยหน่วยทหารภายในค่ายจิรประวัติ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง มีนักวิ่งจากหลากหลายพื้นที่ให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันทั้งประเภทระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 12 กิโลเมตร รวมจำนวนกว่า 1,200 คน ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น ณ ค่ายจิรประวัติ มณฑลทหารบกที่ 31 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทหารกับประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย รวมถึงเปิดพื้นที่ภายในค่ายจิรประวัติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ให้บุคคลภายนอกได้รู้จัก และเข้ามาสัมผัสความงดงามของสถานที่สำคัญภายในค่ายมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ “ค่ายจิรประวัติ” ได้รับการตั้งชื่อตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิรประวัติวรเดช ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญต่อกองทัพบกไทย ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง อาทิ ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ ปลัดกองทัพบก เสนาธิการทหารบก และเสนาบดีกระทรวงกลา โหม อีกทั้งยังทรงได้รับการยกย่องให้เป็นจอมพลพระองค์ที่สองของกองทัพบกสยาม

นอกจากนี้ ตลอดเส้นทางการแข่งขันยังมีการจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมถึงการจัดแสดงกำลังพลที่เคยปฏิบัติหน้าที่และผ่านประสบการณ์จากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้ประชาชนและนักวิ่งได้ร่วมเรียนรู้ถึงภารกิจ ความเสียสละ และความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพบก สร้างความภาคภูมิใจและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนกับทหารมากยิ่งขึ้น

ด้านการดูแลความปลอดภัย และสุขภาพของผู้เข้าร่วมกิจกรรม พันเอก สมัย ขำพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ ได้จัดทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ประจำตามจุดบริการตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่เร็วคอยติดตามดูแลและให้ความช่วยเหลือตลอดการแข่งขัน เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคน

กิจกรรมในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความร่วมมือ ความสามัคคี และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพกับประชาชน ที่ร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาพ ความเข้มแข็ง และเปิดประตูค่ายทหารสู่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และความภาคภูมิใจของชาวนครสวรรค์อย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน

คึกคัก !! เกษตรกรชาวนาเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวในวันพืชมงคล

จังหวัดลพบุรี – เกษตรกรชาวนาในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเร่งเตรียมผืนนา ด้วยการไถคราดดิน พร้อมที่จะเตรียมปลูกข้าว เนื่องในวันพืชมงคลเป็นการเบิกฤกษ์แรกนา สร้างขวัญกำลังใจให้น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ขายข้าวได้ราคาดี

เนื่องจากวันในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ จะเป็น วันพืชมงคล หรือ วันแรกนา ตามประเพณีเก่าแก่ ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ทำสืบทอดกันมายาวนานของคนไทยที่มี พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำการเกษตรเพาะปลุกพืชผลของเกษตรกรไทย จากการติดตามความพร้อมของเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ 3 อำเภอ ของจังหวัดลพบุรี ที่มีการปลูกข้าวกันมากที่สุดในจังหวัดลพบุรีคือ อำเภอเมือง อำเภอบ้านหมี่ และอำเภอท่าวุ้ง พบว่าเกษตรกรจำนวนมากได้เร่งสูบน้ำเข้านา ทำการไถดิน เตรียมดิน เพื่อเป็นการเตรียมพื้นที่ในการหว่านเมล็ดพันธ์ข้าวลงแปลงนา และปักดำข้าว ในวันพืชมงคล ตามความเชื่อที่ว่าการเริ่มลงมือเพาะปลูกหลังพิธีแรกนาขวัญจะช่วยเสริมขวัญ และกำลังใจให้เกษตรกร ช่วยให้ข้าวงอกงาม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จากการสอบถามเกษตรกรที่ทำนากล่าวว่า เป็นความหวังในปีนี้คืออยากให้ข้าวมีความงอก งามให้ผลผลิตดี ราคาข้าวก็อยากได้ราคาดี ที่จะทำให้เกษตรกรที่ทำนายังพอมีกำไร มีเงินเลี้ยงดูครอบครัวพอกินพอใช้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงยึดถือความเชื่อในวันพืชมงคลนั้นเป็นวันดีที่มีการสืบทอดประเพณีดังกล่าวกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า ในวันพืชมงคลเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเริ่มต้นในการเพาะปลูกข้าว โดยเชื่อว่าจะส่งผลให้ข้าวมีความเจริญงอกงามและให้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์ ธัญญาหาร จะมีความงอกงามสมบูรณ์ตลอดฤดูกาล ทำให้เกษตรกรที่ทำนาได้มีการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวกันอย่างคึกคัก

สำหรับในพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดลพบุรีที่มีการปลูกข้าวกันมากก็จะอาศัยน้ำจากแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำบางขาม และน้ำจากคลองชลประทานสายชัยนาท – ป่าสัก ขณะที่นาข้าวบางแปลงก็ได้มีการบอกกล่าวพระแม่โพสพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาผืนดินนาข้าว ให้ช่วยบันดาลให้น้ำท่าและพืชผลในนามีความอุดมสมบูรณ์ ไม่ให้มีแมลง นก หนู หรือโรคระบาดมารบกวน ให้ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งนี้พบว่าในช่วงที่มีการเตรียมพื้นที่นาก็เริ่มที่จะมีฝนโปรยปรายลงมาเหมือนการรับรู้ของเทวดาฟ้าดิน โดยในปีนี้ชาวนาส่วนใหญ่อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องราคาข้าว เพื่อที่ชาวนาจะมีโอกาสลืมตาอ้าปากและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

พระอาจารย์โก้ ส่งมอบน้ำใจถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พระอาจารย์โก้ เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันนำคณะศรัทธานำลูกศิษย์ ส่งมอบน้ำใจเป็นน้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนปกป้องอธิปไตย ชายแดน ไทย-กัมพูชา อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่บริเวณฐานปฏิบัติการช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบล ราชธานี พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดมอำเภอน้ำขุ่นจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ศิษย์ยานุศิษย์ อุโบสกอุบาสิกา ผู้มีจิตใจเสื่อมใสในพระพุทธศาสนา ออกเดินทางจากวัดป่าศรีอุดม อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี ทำความดีเพื่อแผ่นดินเพื่อให้ลูกหลานได้อยู่ได้อาศัย นำน้ำดื่มข้าวของเครื่องใช้อุปโภค – บริโภค ส่งมอบน้ำใจสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันเพื่อเป็นกำลังใจให้ถึงมือกำลังป้องกันชายแดนทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย บริเวณตะเข็บชายแดน ไทย-กัมพูชา โดยมี ร้อยเอก นรชัย ผ่องอำไพ ผู้บังคับกองร้อยทหารราบที่ 8031 พร้อมกำลังพลให้การต้อนรับคณะศรัทธา และรับมอบสิ่งของในครั้งนี้ต่างรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ได้เป็นอย่างดี

พระอธิการเสถียร ฉันทโสภโน(พระอาจารย์โก้) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีอุดม อำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมคณะศรัทธา ในการเดินทางมาครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก โดยที่ผ่านมาจาก “เหตุปะทะไทย–กัมพูชา “ปฏิบัติการยุทธบดินทร์ และยุทธการศตวรรษ” ในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพบกไทย 2568-2569 เพื่อตอบโต้และปกป้องอธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา พระอาจารย์โก้ท่านคอยช่วยเหลือสนับสนุน ทหารหาญ มาโดยตลอดอย่างสม่ำ เสมอ และท่านยังเป็นพระที่ได้ศึกษาองค์ความรู้ด้านสมุนไพรแก้อาการเจ็บป่วย ผลิตน้ำมันนวด ป้องกันแมลงสัตว์ กัดต่อย ทั้งยังได้สอบถามความเป็นอยู่ความต้องการของกำลังพล ว่าขาดเหลืออะไรจะหามาสนับสนุนให้เมื่อมีโอกาสในครั้งต่อไป


พรพิพัฒน์ รายงาน