มาเลเซียและไทย – ร่วมแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยสันติวิธี

          วันนี้ (2 พ.ย.62) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือทวิภาคีกับ ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง

          ศาตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

          พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ใกล้ชิดในทุกมิติ และจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีผลการหารือที่นำไปสู่ความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรมหลายประการ พร้อมขอบคุณมาเลเซียที่สนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทย

          นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กล่าวยินดีกับความสำเร็จการเป็นประธานอาเซียนของไทย ทั้งนี้ ไทยและมาเลเซียในฐานะสมาชิกอาเซียนต่างมีพัฒนาการความสัมพันธ์ที่เข้มแข็ง และร่วมสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยอาเซียนเป็นการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคที่มีพัฒนาการและการเติบโตไปด้วยกัน

          นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย กล่าวขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียที่ได้เชิญหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนใต้ไปพบปะหารือ และสนับสนุนความพยายามของไทยในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้โดยสันติวิธี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้กล่าวย้ำถึงการสนับสนุนการแก้ปัญหาของไทยและเห็นพ้องว่าแบ่งแยกดินแดนจะต้องไม่เกิดขึ้นหรือแบ่งแยกได้

          ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานชายแดน พร้อมผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางถนนข้าม พรมแดนได้ในเร็ววัน ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าอย่างไร้รอยต่อระหว่าง กรุงเทพฯ ถึงท่าเรือปีนัง ยะโฮร์บารู และต่อไปยังสิงคโปร์ รวมทั้ง ถนนเชื่อมด่านฯที่จะเร่งดำเนินการเพื่อก่อสร้างถนนได้ ในโอกาสอันใกล้ หากทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปโดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า มาเลเซียจะสนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในภาคใต้ของไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ของไทยในมิติด้านเศรษฐกิจอีกด้วย

          ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องในการร่วมมือแก้ปัญหาการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดน และปัญหาการจัดเก็บภาษี เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

#สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ #จังหวัดชายแดนใต้ #ASEAN #ASEANThailand #ASEAN2019 #StrongerTogether #ผู้นำอาเซียน #การประขุมสุดยอดอาเซียน #กระทรวงการต่างประเทศ

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

“รู้จักกับการฝึกทหารใหม่”

  • เค้าฝึกอะไรกันบ้าง
  • นานแค่ไหน
  • ฝึกอย่างไร
  • ทำอะไรบ้าง
  • สวัสดิการเป็นอย่างไร
  • จะต่อยอดการเป็นทหารได้ไหม

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมันคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

ศักดิ์ศรี ของ ทหาร – พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

๑.ทหาร คือ ผู้ที่ได้รับเกียรติอย่างสูงสุด จากประชาชนทั้งชาติ ให้เป็นสุภาพบุรุษ ถืออาวุธเพื่อป้องกันประเทศ
๒.ทหาร คือ ผู้เสียสละ ประโยชน์สุขส่วนตัว เพื่อความผาสุข ของประชาชน และความอยู่รอดของชาติ
๓.ทหาร คือ ผู้ที่รักและบูชาเกียรติยศ มากกว่าเงิน

#พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ

สำนักข่าวความมั่นคง

ทัพภาค 4 สั่งพักราชการ ทหาร มทบ.42เหตุยิงพ่อค้าหัวปลา สงขลา เสียชีวิต

จากกรณี จ.ส.อ.ทรงวุฒิ  บุญรัตน์ นายสิบฝ่ายสรรพาวุธแผนกสรรพาวุธ มณฑลทหารบกที่ 42 ได้ปรากฏภาพผ่านสื่อออนไลน์ เกี่ยวข้องกรณีพ่อค้าหัวปลาถูกยิงเสียชีวิตคารถกระบะ บนถนนในพื้นที่ ต.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 62 ดังที่ปรากฎเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมานั้น

          ล่าสุดเมื่อ 2 พ.ย. 62 ทางทีมโฆษกกองทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า ภายหลังทราบเหตุ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้หน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส เเละพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และภายหลังได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เพื่อดำเนินการทางวินัยทหารตามลักษณะฐานความผิด ยืนยันว่าทางกองทัพยินดีให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยจะไม่มีการปกป้องอย่างเด็ดขาด

          โดยเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 62 เจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 42 ได้ควบคุมตัวกำลังพลดังกล่าวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คูเต่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาโดยมีนายทหารสารวัตรสืบสวนสอบสวน มณฑลทหารบกที่ 42 ร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยโดยในเบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่มีเหตุอันจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ปัจจุบันได้ส่งตัวฝากขังที่เรือนจำกลางจังหวัดสงขลาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายสำหรับการดำเนินการทางวินัย มณทลทหารบกที่42ในฐานะหน่วยต้นสังกัดได้มีคำสั่งพักราชการตั้งแต่ 1พฤศจิกายน 2562ที่ผ่านมา และหากคดีถึงที่สุดและมีความผิดตามข้อกล่าวหาก็จะรายงานปลดออกจากราชการต่อไป

          ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 4 ได้มีนโยบายกวดขันวินัยกำลังพลมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีภายในกรมกองและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน และหากมีการตรวจพบการกระทำความผิดก็จะมีมาตรการลงโทษทั้งทางวินัยและอาญาทหารขั้นเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น จึงขอให้สังคมได้มีความมั่นใจว่ากองทัพจะไม่ปกป้องผู้กระทำความผิดในทุก ๆกรณี และหากพบเห็นเจ้าหน้าที่ทหารกระทำความผิดหรือสร้างความเดือดร้อน ขอให้แจ้งหน่วยต้นสังกัดทราบ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน และพิจารณาลงทัณฑ์ตามความเหมาะสมต่อไป

////////////////////

ขอบคุณข้อมูล : spmcnews

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธาน ในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน ณ วัดสิริปุณณาราม จังหวัดยะลา

รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน ณ วัดสิริปุณณาราม จังหวัดยะลา

         วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2562) เวลา 13.00 น. ณ วัดสิริปุณณาราม หมู่ที่ 4 บ้านทำเนียบ ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พลตรี เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า เป็นประธานในพิธีถวายผ้าไตรกฐินพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ขอรับพระราชทานผ่านราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อนำมาทอดถวายแด่พระสงฆ์ ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส ณ วัดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เป็นไปตามพุทธประเพณี และข้อบัญญัติของพระธรรมวินัย อีกทั้ง ยังเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

         โดยมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ คณะที่ 1, สำ นักงานจังหวัดยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลา, หน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 12 , ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอเมืองยะลา, ส่วนราชการ, ภาครัฐ, ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดยะลาและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยปัจจัยที่ได้จากบริวารกฐินในครั้งนี้ มียอดรวมในขั้นต้น 582,928 บาท ซึ่งทางวัดสิริปุณณารามจะได้นำไปใช้ในการทำนุบำรุงบูรณะอารามต่อไป

          วัดสิริปุณณาราม เดิมเรียกกันว่าวัดลำพะยา สร้างเมื่อ พ.ศ 2415 ต่อมา พ.ศ 2468 พระสิริสารโสภณได้พัฒนาวัสดุสร้างเสนาสนะถาวรต่างๆขึ้นในวัดจนเป็นหลักฐานมั่นคง จึงได้เปลี่ยนนามเป็น วัดสิริบูรณาราม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ในด้านการศึกษา ทางวัดเปิดสอนพระปริยัติธรรมโดยได้สร้างอาคารเรียนขึ้นเมื่อ พ.ศ 2492 นอกจากนั้นยังสนับสนุนการศึกษาของชาติไทยให้โรงเรียนวัดลำพะยาชื่อว่า “มิ่งชูชาติ ขวัญราษฎร์นารี” ตั้งอยู่ในที่ดินวัดอีกด้วย ปัจจุบันมีพระสิริปัญญาคุณ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส

#ศูนย์ประชาสัมพันธ์
#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า

ขอบคุณข้อมูล : ศปชส.ฯ / issoc4news.blogspot

สำนักข่าวความมั่นคง

อาเซียน – สหรัฐฯ ร่วมสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

          วันนี้ (วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 10.30 น. ณ ห้อง Sapphire 203 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 มีขึ้นเพื่อทบทวนความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-สหรัฐฯ ในมิติการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา รวมทั้งเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ ในอนาคต และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสำคัญระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

          โดยมีผู้แทนจาก 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน และนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมนายกรัฐมนตรีกล่าวให้การต้อนรับนายโรเบิร์ต ซี. โอไบรอัน ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ในฐานะประธานอาเซียน ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคซึ่งช่วยให้อาเซียนได้พัฒนาเป็นประชาคมที่มีพลวัตและความเจริญรุ่งเรือง และขอบคุณที่สหรัฐฯ สนับสนุนความเป็นแกนกลางของอาเซียนผ่านกลไกสำคัญรวมไปถึง กรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อีเอเอส) เออาร์เอฟ และเอดีเอ็มเอ็มพลัส และในปีนี้ อาเซียนและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันจัดการฝึกร่วมทางทะเล เป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ยังมีบทบาทสนับสนุนมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค อาทิ โครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงาน รวมถึงการมีบทบาทของนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เป็นกำลังขับเคลื่อนสำคัญต่อการเจริญเติบโตในภูมิภาคที่ครอบคลุมและยั่งยืน

          ในการนี้ ผมยินดีที่ภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันริเริ่มจัดการประชุม Indo-Pacific Business Forum ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทย ในวันนี้ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าการประชุมในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่อาเซียนและสหรัฐฯ จะได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และหวังที่จะเห็นพัฒนาการในการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน-สหรัฐฯ ในทุกมิติ เพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ของประชาชนอาเซียนและสหรัฐฯ อย่างก้าวหน้าและยั่งยืนในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนนักลงทุนสหรัฐฯ ให้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค รวมถึงสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งบทบาทที่แข็งขันของสหรัฐฯ นี้จะช่วยต่อยอดการสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดหลักของการประชุมอาเซียนในปีนี้ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทุกส่วนที่มีส่วนร่วมในการแสดงวิสัยทัศน์ และขอบคุณ สปป.ลาว ที่ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพตลอดปีที่ผ่านมา

ไทย มุ่งเน้นส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค และความยั่งยืนในทุกมิติ

          วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2562) เวลา 08.30 น. ณ ห้อง Sapphire 204 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ภายหลังเสร็จสิ้น ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้การประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 ประกอบด้วย 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม โดยเน้นแนวคิด “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการเป็นประธานอาเซียนของไทย และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศที่เป็นข้อห่วงกังวลร่วมกันนายกรัฐมนตรีกล่าวในนามรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 22 พร้อมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลและประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นฮากิบิสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยประเทศไทยหวังว่า กระบวนการฟื้นฟูพื้นที่และประชาชนที่ประสบภัยให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็ว

          โดยความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสามเป็นกรอบความร่วมมือที่มีพลวัตมากที่สุดกรอบหนึ่ง ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นเสาหลักที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้าน รวมทั้งการสร้างแนวคิดการเป็น ประชาคมในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในทั้ง 13 ประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3M ได้แก่ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ผลประโยชน์ร่วมกัน และการเคารพซึ่งกันและกัน

          ภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทั้งการแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นผลมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ซึ่งอาเซียนบวกสามจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เราควรเตรียมความพร้อมให้อาเซียนบวกสามในการรับมือ และมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสจากความท้าทายเหล่านั้น

          โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอแนวทางส่งเสริมความร่วมมือในกรอบอาเซียนบวกสาม 2 ประการ ได้แก่
ประการที่หนึ่ง ความเชื่อมโยงในภูมิภาค ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยง ในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย-แปซิฟิกมาโดยตลอด ซึ่งการส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง ต่าง ๆ ของภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้เป็นกลไกที่สำคัญของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกและการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง ความยั่งยืนในทุกมิติ ไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนในเรื่องการพัฒนา ที่ยั่งยืนขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนความมุ่งมั่นของอาเซียน ทั้งนี้ ขอให้ประเทศบวกสามสนับสนุนอาเซียน โดยเฉพาะในการจัดตั้ง “ศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการ หารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “ศูนย์อาเซียนเพื่อผู้สูงวัยอย่างมีศักยภาพและนวัตกรรม” ที่ประเทศไทย

          ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าความร่วมมืออาเซียนบวกสามจะเป็นกลไกที่สำคัญนำไปสู่หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออก พร้อมขอบคุณประเทศสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และสำนักเลขาธิการอาเซียนที่มีส่วนช่วยสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยมาโดยตลอดทั้งปี

ตม.กระบี่​ รวบพระต่างด้าว ออกเรี่ยไรเงิน

สตม.เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบุคคลเป้าหมายชาวกัมพูชา ซึ่งต่อต้านรัฐบาลกัมพูชา และจะก่อความไม่สงบในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 นี้

         เมื่อวันที่​ 3 พ.ย.62 : ตม.จ.กระบี่ ได้ x-ray พื้นที่ อ.ปลายพระยา พบกำนันตำบลเขาเขน แจ้งข่าวว่า มีพระสัญชาติกัมพูชา มีพฤติการณ์น่าสงสัย (บอกไม่ได้ว่าจำพรรษาอยู่วัดไหน พูดภาษาไทยไม่ชัด) จึงได้เข้าไปตรวจสอบ พบพระชาวกัมพูชา จำนวน 4​ รูป บวชจากกัมพูชา แล้วเดินทางเข้ามาในไทย (เมื่อ​ 7​ วันที่แล้ว) แต่ไม่มีหนังสือเดินทาง มีพฤติกรรมเรี่ยไรเงินทำบุญ และกำลังจะเดินทางเข้า กทม.

          เจ้าหน้าที่​ตม.กระบี่​ จึงได้นิมนต์เจ้าคณะตำบล ให้มาทำพิธีกรรมทางศาสนา จากนั้นได้จับกุมตัวชาวกัมพูชาทั้ง 4​ รายไว้พร้อมของกลาง (เงินสดที่ได้เรี่ยไรมา) และจะได้ดำเนินการผลักดันต่อไป

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

วช. นำคณะนักประดิษฐ์ – นักวิจัยไทย คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

วช.นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทยคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

          สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ​ (วช.) นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทยจาก 9 หน่วยงานคว้ารางวัลระดับนานาชาติจากงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2562 ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รางวัลที่ได้รับประกอบด้วย

  1. Gold Medal 4 ผลงาน
  2. Silver Medal 13 ผลงาน
  3. Bronze Medal 6 ผลงาน

รางวัลเหรียญทองได้แก่

  • ผลงานเรื่อง”อุปกรณ์ถ่างขยายผนังหัวใจห้องบนจากวัสดุฉลาดสำหรับผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว” โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • ผลงานเรื่อง”การประเมินอายุใช้งานที่เหลือของหม้อแปลงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
  • ผลงานเรื่อง”ตู้ควบคุมโหลดเบรกสวิตช์ ชนิด FS6 แบบเอนกประสงค์” โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)
  • ผลงานเรื่อง”เครื่องหมุนรีลสายไฟ(แบบเคลื่อนย้ายอิสระ)พร้อมขาตั้งรีลสายไฟ(แบบไม่ต้องใช้คนควบคุม)”โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)

         พร้อมกันนี้ เป็นที่น่ายินดีที่นักประดิษฐ์ไทย สามารถคว้ารางวัลพิเศษของงาน คือ รางวัล The Thinker จากผลงานเรื่อง “อุปกรณ์ชดเชยค่ากำลังไฟฟ้ารีแอกทีฟขณะสตาร์ทมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดใหญ่” โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) นอกจากนี้ ผลงานจากประเทศไทยยังได้รับรางวัลพิเศษ (Special Prizes) จากองค์กร/หน่วยงานต่างประเทศอีกหลายผลงาน

          ในปีนี้ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำคณะนักประดิษฐ์/นักวิจัย นำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกจากหน่วยงานเครือข่ายวิจัย ร่วมประกวดเพื่อสร้างการยอมรับในมาตรฐานของผลงานไทยและสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพนักประดิษฐ์/นักวิจัยไทย ในเวทีนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับระดับโลก
“The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” จัดขึ้นเป็นปีที่ 71 เป็นเวทีการประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติที่สำคัญ ในสหภาพยุโรป โดยมีนักประดิษฐ์/นักวิจัยจากทั่วโลก นำผลงานเข้าประกวดและจัดแสดงกว่า 800 ผลงาน จากกว่า 30 ประเทศ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชมงานมากกว่า 10,000 คน

         สำหรับ 9 หน่วยงานจากประเทศไทย ที่ร่วมคว้ารางวัลในงาน “The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products” (iENA 2019) ได้แก่
-การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)
-การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)
-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
-บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด
-บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)
-บริษัท ซุปเปอร์เซโย จำกัด

          โดยผลงานจากประเทศไทยที่นำเข้าร่วมประกวดในครั้งนี้ วช.ได้พิจารณาคัดกรองในหลายรูปแบบ ได้แก่ ผลงานที่ได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาผลงานจากวช.,ได้รับรางวัลและนำเสนอในเวทีระดับประเทศ อาทิ รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ รางวัลระดับประเทศของหน่วยงาน,ผลงานที่มีการจดสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เป็นต้น

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​