เพชรบูรณ์ – ชาวบ้านแห่ส่องเลขเด็ด ใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ หลังพบเรื่องราวประหลาด

เพชรบูรณ์ ชาวบ้านแห่ส่องเลขเด็ดใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ หลังพบเรื่องราวประหลาด

          เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ต่างกำลังจัดเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องเซ่นไหว้ พากันแห่ไปขอโชคลาภที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ บริเวณริมคลองบ่อย่า พื้นที่หมู่ 7 บ้านวังไทรทอง ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ หลังจากมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นกับชาวบ้านรายหนึ่ง ขณะที่ไปตั้งเครื่องสูบน้ำเข้านาช่วงกลางดึก จนต้องรีบหนีกลับบ้านด้วยความตื่นตระหนก ตกใจ ก่อนนำเรื่องราวดังกล่าว ไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟังในวันรุ่งขึ้น

          กระทั่งวันนี้ ชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว จึงได้ชักชวนกันนำเครื่องเซ่นไหว้ ดอกไม้ธูปเทียน เดินทางไปประกอบพิธีขอหวยตามความเชื่อ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งพบว่าเป็นต้นมะเดื่อ แผ่กิ่งก้านแตกออกเป็นพุ่ม ขนาดความสูงราว 20 เมตร พร้อมทั้งใช้แป้งฝุ่นโรยใส่ฝ่ามือ ลูบไปเบาๆ ที่ใต้โคนต้นมะเดื่อ โดยใช้แสงไฟส่องไปตามบริเวณที่ลูบแป้ง และเพ่งมองตัวเลขด้วยตาเปล่า บางคนก็ใช้โทรศัพท์มือถือ เปิดกล้องส่อง และถ่ายรูป หวังนำเลขเด็ดไปเสี่ยงโชคตามความเชื่อ ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ต่างพากันมองเห็นคล้ายตัวเลข 534 และคล้ายตัวเลข 55

          ซึ่งจากการสอบถาม นายทองใส บรรดาศักดิ์ อายุ 55 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 25 หมู่ 7 ต.วังโป่ง อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ผู้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาด เล่าให้ฟังว่า ตนได้ไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ที่บริเวณริมคลองบ่อย่า เพื่อผันน้ำใส่นาข้าวที่กำลังตั้งท้องออกรวง กว่า 30 ไร่ โดยสูบมาแล้วเป็นเวลา 3 คืน และทุกคืนตนก็นอนเฝ้าเครื่องเพียงลำพังเป็นประจำ ซึ่งในคืนที่4 หลังจากเดินดูน้ำในแปลงนาเสร็จแล้ว ก็ได้เดินมาหาส่องหอย ส่องปูในลำคลอง เพื่อนำไปเป็นอาหารในตอนเช้า ขณะที่เดินส่องมาถึงใต้ต้นมะเดื่อใหญ่ ตนรู้สึกผิดปกติ เมื่ออยู่ดีๆ ต้นมะเดื่อก็เกิดสั่นไหว และพุ่งไม้สั่นไปมา ตอนแรกคิดว่าลมพัด จึงใช้ไฟส่องขึ้นไปดู ก็ยิ่งแปลกใจอย่างมาก เมื่อสิ่งที่เห็นบนยอดต้นมะเดื่อ คล้ายกับถูกจับเขย่าอย่างรุนแรง โยกไปมาตลอดเวลา ทั้งๆที่ข้างกันไม่มีลมพัด ซึ่งขณะนั้นรู้ตัวได้ทันทีว่าเจอดีเข้าให้แล้ว ตนต้องถูกผีหลอกอย่างแน่นอน เมื่อได้สติจึงรีบวิ่งขึ้นจากคลอง และหนีกลับบ้านในทันที รอกระทั่งเช้าจึงเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนบ้านฟัง โดยเพื่อนบ้านเชื่อกันว่า ต้นไม้ใหญ่มักมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา จึงชวนกันเดินทางมาขอโชคลาภตามความเชื่อดังกล่าว

เดชา มลามาตย์/มนสิชา คล้ายแก้ว

ลพบุรี – ลูกเกือบฆ่าพ่อโดยไม่ตั้งใจ ล็อคห้องขังพ่อไว้ ไฟเกิดไหม้ ช่วยระทึก

ลพบุรี ลูกเกือบฆ่าพ่อโดยไม่ตั้งใจ ล็อคห้องขังพ่อไว้ไฟเกิดไหม้ช่วยระทึก

         เมื่อเวลา 16.250 น. วันที่ 29 พ.ย. 62 ร.ต.อ.พายัพ รุ่งหัวไผ่ รอง สว.(สอบสวน) สภ.โคกสำโรง อ.โคกสำโรง ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้กุฏิพระ ภายในวัดหนองพิมาน หมู่ที่ 6 ต.โคกสำโรง ที่เกิดเหตุ มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นพระจำนวน 1 รูป จึงได้ประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลโคกสำโรง แพทย์เวร รพ.โคกสำโรง และสมาคมกู้ภัยโคก สำโรงสงเคราะห์ รุดเดินทางไปยังจุดที่เกิดเหตุ

         ที่เกิดเหตุ กุฏิท้ายวัดพบกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากกุฏิชั้นสอง เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันระดมสกัดเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดได้ในเวลาต่อมา ซึ่งมีทรัพย์สินภายในกุฏิถูกเพลิงเผาผลาญวอดทั้งหมด โดยมีพระลูกวัดให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยอาการตื่นเต้นว่า ช่วงเวลาประมาณ 15.50 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ชั้นล่างของกุฏิพระน้อย ล้อสกุลทอง อายุ 79 ปี ซึ่งอาพาธ ป่วยด้วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งนอนอยู่ชั้นบน พระและชาวบ้านจึงได้ช่วยกันพังประตูกุฏิ เข้าไปทำการดับไฟ และนำตัวพระน้อยออกมาจากกุฏิ ได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ทำให้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกไฟลวกตามร่างกาย จนพุพอง และมีอาการสำลักควันไฟ พระได้ทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวส่ง รพ.โคกสำโรง

          จากการสอบสวนพระที่อยู่กุฏิใกล้เคียง ทราบว่าพระน้อยหลงๆ ลืมๆ ชอบเดินออกจากวัดไป และไม่สามารถกลับวัดได้ นายพรชัย ล้อสกุลทอง อายุ 50 ปี บุตรชายจึงได้ขังพ่อโดยการล็อคกุญแจกุฏิด้านนอกไว้ ช่วงเช้า กลางวัน และเย็นก็จะนำอาหารมาถวาย และให้กินยาตามแพทย์สั่ง ซึ่งทำเช่นนี้มานานนับปี แลจะมานอนพักด้วยเป็นบางครั้ง โดยมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้ไว้กับพ่อ จนมาทราบจากพระว่าไฟไหม้กุฏิพ่อแล้ว รู้สึกตกใจทำอะไรไม่ถูกได้รีบมาช่วยพ่อ แต่ถูกนำตัวส่ง รพ.ไปก่อนแล้ว

          ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบสวน และตรวจสอบในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ที่ชั้นล่างลุกลามติดสายไฟถึงชั้นบนไหม้ลุกลามติดที่นอน ผ้าห่ม และอุปกรณ์ ไฟฟ้า ในเบื้องต้นได้ประเมินค่าเสียหายไว้ประมาณ 50,000 บาท ซึ่งจะต้องให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุอีกครั้ง เพื่อสรุปถึงสาเหตุของการเกิดเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้ต่อไป

ภาพ/ข่าวกฤษณ์ ลพบุรี 0890899090
โยธิน พรมแตง รายงาน

ศาลสั่ง “จำคุกตลอดชีวิต” มือบึ้มตู้ ATM ปัตตานี เมื่อปี 61

29 พฤศจิกายน 2019 ศาลจังหวัดปัตตานี พิพากษา “ประหาร” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่ อ.เมืองปัตตานี เมื่อปี 2561 จำเลยยอมรับสารภาพ ลดโทษเหลือ “จำคุกตลอดชีวิต”

         เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ศาลจังหวัดปัตตานี (ชั้นต้น) ได้พิพากษา “ประหารชีวิต” นายมะยูโซะ มะแซ จำเลยในคดี ลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็ม หลายจุด ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2661 แต่จำเลยให้การยอมรับสารภาพในชั้นซักถาม จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือ “จำคุกตลอดชีวิต” และให้จำขังจำเลย ทั้ง 6 ระหว่างอุทธรณ์

          นายมะยูโซ๊ะ มะแซ (จำเลย) จำนนด้วยหลักฐาน จึงรับสารภาพ และนำชี้สถานที่ก่อเหตุ เพื่อประกอบคำรับสารภาพ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นวันที่มารดาของ นายมะยูโซะ มะแซ เพิ่งทราบว่าบุตรชายตัวเองเป็น แนวร่วมผู้ก่อเหตุรุนแรง จึงทำให้ “น้ำตาแม่” หลั่งออกมาแทบเป็นสายเลือด.

#ภาพ/ข่าว อับดุลมาลิก เจ๊ะตีรอกี/ศูนย์ข่าว3จังหวัดชายแดนภาคใต้

#สำนักข่าวความมั่นคง.     

ธรรมนัส” เปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

“ธรรมนัส” เปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

          ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การตัดสินใจแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน “บทเรียนสู่การปฏิบัติเพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน” (Key Message from DS-SLM Implementation for Sustainable Land Management) ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการ Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable หรือ DS-SLM ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์​ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ ว่า โครงการ DS-SLM เป็นการทำงานภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างบุคลากรภาครัฐ ท้องถิ่น คณาจารย์มหาวิทยาลัยจากองค์กรอิสระเพื่อสังคม โดยเฉพาะชุมชน เกษตรกรที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรม และเขตป่าไม้จนได้มาของความสำเร็จที่น่าชื่นชม

          ทั้งนี้ การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดินและมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จะเป็นข้อมูลสนับสนุนการทำงานด้านการสงวน อนุรักษ์ และปกปักรักษา ในมิติของการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน เกษตรกรมีความมั่นคง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยท้องถิ่นและชุมชนเป็นฝ่ายกำหนดมาตรการ และแนวปฏิบัติเฉพาะที่สำหรับชุมชนนั้นๆ ส่วนการรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการที่ดินจากเกษตรกรและกรมพัฒนาที่ดิน จำนวนมากถึง 40 เทคโนโลยี ซึ่งมีการจัดการข้อมูลจนสามารถถ่ายทอดสู่เกษตรกร สามารถปฏิบัติได้จริงทั้งในประเทศและต่อยอดระดับนานาประเทศผ่านฐานข้อมูลเว็บไซต์ของ WOCAT (โว-แคท) และ UNCCD Knowledge Hub ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการแปรสภาพเป็นทะเลทราย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีสำหรับการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม โดยนักวิชาการสาขาต่าง ๆ ร่วมกับชุมชน

          “ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้เกษตรกรตามนโยบาย คทช. และ ส.ป.ก. นั้น ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ถูกใช้งานมานาน ทำให้ไม่ได้รับการดูแล ส่งผลให้สภาพดินไม่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ประกอบกับขาดระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็น อาทิ แหล่งน้ำ ไฟฟ้า และถนน เป็นต้น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมพัฒนาที่ดินจึงได้เข้ามาพัฒนาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะสมแก่การทำการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรที่ได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นั้นๆ สามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน มิใช่การจัดสรรที่ดินทำกินเพียงอย่างเดียว” รมช.ธรรมนัส กล่าว

         สำหรับการขับเคลื่อนและขยายผลกิจกรรมด้านการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (sustainable land management: SLM) ต้องคำนึงถึงความท้าทายเพื่อแก้ไขปัญหาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านหน่วยงานและนโยบาย ,ด้านเศรษฐกิจและการเงิน, และด้านความรู้และเทคโนโลยี ดังนั้น องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ได้จัดทำโครงการความร่วมมือโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการขับเคลื่อนและขยายผลการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน (Decision Support for Mainstreaming and Scaling up of Sustainable Land Management, DS-SLM) ร่วมกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้หลักการดำเนินงานแบบบูรณาการทั้งในด้านวิชาการและการปฏิบัติ โดยเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ และฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงจากระดับพื้นที่สู่ระดับภูมิภาค และระดับโลกช่วยสนับสนุนให้เกิดการขยายผลและขับเคลื่อนการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนในเชิงนโยบาย รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

         โครงการ DS-SLM ดำเนินการในลักษณะร่วมกันดำเนินการระดับโลก โดยมี FAO เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับประเทศอีกจำนวน 15 ประเทศ ได้แก่ อาเจนติน่า, บังคลาเทศ, บอสเนีย, จีน, โคลัมเบีย, เอกวาดอร์, เลโทโซ, โมร็อกโค, ไนจีเรีย, ปานามา, ฟิลิป ปินส์, ตูนีเซีย, ตุรกี, อุซเบกิสถาน และไทย

          ซึ่งประเทศไทย โดยกรมพัฒนาที่ดินในฐานะหน่วยงานหลักในการดำเนินงานร่วมกับ FAO มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการตามกรอบการดำเนินงานโครงการซึ่งเกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ระบบการใช้ที่ดิน การประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดิน การประเมินมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งกิจกรรมการสร้างความตระหนัก ฐานข้อมูลองค์ความรู้ และการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

          โดยการจัดสัมมนาวิชาการในครั้งนี้จะเป็นการนำเสนอผลการดำเนินโครงการ DS-SLM ต่อผู้กำหนดนโยบาย และผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะประเด็นความเสื่อมโทรมของที่ดิน และมาตรการในการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน รวมถึงสร้างโอกาสในการขับเคลื่อนและขยายผลมาตรการการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

DSI แย้งความเห็น พนักงานอัยการ กรณีสั่งไม่ฟ้อง อนันต์ อัศวโภคิน ฐานฟอกเงิน

          สืบเนื่องมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวน กรณีกล่าวหาว่านายอนันต์ อัศวโภคิน กระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันสมคบฟอกเงินและฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 โดยคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการที่นายอนันต์ฯ รับซื้อที่ดินจากบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด

         ซึ่งทางการสอบสวนพบว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ได้นำเงินที่ได้จากการทุจริตจากสหกรณ์ฯ เข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทและครอบงำการดำเนินธุรกิจของบริษัทดังกล่าว ภายหลังนายอนันต์ฯ มีการขายที่ดินและนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินส่วนหนึ่งบริจาคให้กับมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และเก็บไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว โดยได้ดอกเบี้ยอีกส่วนหนึ่ง และต่อมาได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวกลับไปยังบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด

         โดยทางคดีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง และส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ ต่อมาพนัก งานอัยการได้มีหนังสือ ลงวันที่ 30 กันยายน 2562 ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้พิจารณาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 34 ว่าจะมีความเห็นแย้งในคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการหรือไม่

          ล่าสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวนคดีพิเศษที่ 10/2560 และความเห็นของพนักงานอัยการแล้ว มีความเห็นแตกต่างจากพนักงานอัยการโดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิดตามที่ได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องไปแล้ว จึงได้มีความเห็นแย้งความเห็นของพนักงานอัยการให้ฟ้องนายอนันต์ฯ ตามข้อกล่าวหาส่งพนักงานอัยการแล้ว ทั้งนี้ อยู่ที่อัยการสูงสุดจะพิจารณาว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้อง อันเป็นความเห็นชี้ขาดตามกฎหมาย​ จึงประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

Cr.คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ
สุรเชษฐ​ ศิลา​นนท์​ รายงาน​

ผอ.สง.ปรมน.ทร. – เยี่ยมคำนับแม่ทัพภาคที่ 1 ทบ. ปรึกษาข้อราชการด้านความมั่นคง

ผู้อำนวยการ สำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ (ผอ.สง.ปรมน.ทร.) เยี่ยมคำนับแม่ทัพภาคที่ 1 ทบ. ปรึกษาข้อราชการด้านความมั่นคง

         ในวันนี้ 29 พ.ย.62 พลเรือโท เชษฐา ใจเปี่ยม ผู้อำนวยการ สำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรกองทัพเรือ (ผอ.สง.ปรมน.ทร.) พร้อมคณะ เข้าพบ พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 กองทัพบก เพื่อเยี่ยมคำนับ และปรึกษาข้อราชการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคง ด้านบรรเทาสาธารณภัย และงานจิตอาสาพระราช ทาน ณ ห้องรับรอง สำนักงานแม่ทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 1 ถ.ราชดำเนินกลาง กทม.

นิราช ทิพย์ศรี/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน
ภาพ/ข่าวจาก ปชส.สง.ปรมน.ทร.

ตราด – อบต.ไม้รูด จัดพิธีรับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

องค์การบริหารส่วนตําบลไม้รูด จัดพิธีรับพระราชทานพระ บรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ.2562

          วันที่ 29 พย.2562 เวลา 10.00 น. ณ.อาคารเฉลิมพระ เกียรติ 50 พรรษา ขององค์การบริหารส่วนตําบลไม้รูด จ.ตราด นายสุรศักดิ์ อินทรประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนตําบไม้รูด เป็นประธาน ในพิธีรับพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พร้อมด้วย นางเบญจวรรณ วิศวเวช ปลัดองค์การบริหารส่วนตําบลไม้รูด กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 รัฐบาลโดยคณะอนุกรรมการฝ่ายกลังกรองโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชภิเษกได้ โดยคณะผู้บริหารสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตําบลไม้รูด และหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ เข้าร่วม เสนอโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวาระมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกระทรวงมหาดไทย

         โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้นําเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญ พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปจัดพิมพ์เป็นแผ่นภาพขนาด 8.25 x 11.75 นิ้ว จํานวน 23,323,000 แผ่น เอามาสําหรับมอบให้แก่ประชาชนทุกครัวเรือน แบ่งให้ในพื้นที่ขององค์บริหารส่วนตําบลไม้รูด จำนวน 1,741 แผ่น โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนหน่วยงานและองค์กรต่างๆได้น้อมสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

         ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตําบลไม้รูดจึงได้จัดพิธีรับพระ ราชทานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีในครั้งนี้ขึ้น

ภาพ/ข่าว วิเชียร ม่วงสี  ผู้สื่อข่าว จ.ตราด
นาย พรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

รพ.สิริกิติ์ฯ – จัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก

รพ.สิริกิติ์ฯ จัดกิจกรรมวันเบาหวานโลก สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 รองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง คาดในปี 2573 มีผู้ป่วยเบาหวานถึง 522 ล้านคนทั่วโลก

          โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ จัดกิจกรรม “วันเบาหวานโลก ปี 2562” เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค หลังพบจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่ รพ.สิริกิติ์ ฯ มีมากถึง 3,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี คาดในปี 2573 มีผู้ป่วยถึง 522 ล้านคนทั่วโลก การจัดกิจกรรม มุ่งเน้นการดำเนินงานเชิงรุกด้านการดูแลรักษาตั้งแต่แรก รวมทั้งป้องกันและค้นหาประชากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม

         วันนี้ 29 พ.ย.62 พลเรือตรี เกิดศักดิ์ วีระโยธิน ผอ.โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประ ธานเปิดการจัดกิจกรรม “วันเบาหวานโลก ปี 2562” ณ ห้องโถงอาคารผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลสมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ฯ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พร้อมมอบรางวัลชนะเลิศให้แก่ ผู้พิชิตเบาหวาน และรางวัลอื่นๆ แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมเบาหวาน โดยมี นาวาเอก พัลลภ สุภากรณ์ ผช.ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร และหัวหน้ากลุ่มงานออร์ โธปิดิกส์ฯ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรเวชกรรมฯ คณะดำเนินงาน และสมาชิกค่ายเบาหวาน โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

         น.อ.หญิง รุจิเรข ธรรมเจริญ หัวหน้าห้องตรวจโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิก รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับสหพันธ์เบาหวานนานาชิต (IDF) ได้กำหนดให้วันที่ 14 พ.ย. ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก นับตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ถึงสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค การป้องกันและชะลอการเกิดโรค อันตรายและผลกระทบอันร้ายแรงของโรคเบาหวานสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน มีเป้าหมาย มุ่งเน้นการให้ความรู้ วิธีการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรก ซ้อน หากดูแลรักษาตั้งแต่เริ่มแรกจะสามารถช่วยลดอัตราความพิการ การเสียชีวิต และสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติทั่วไป

          ทั้งนี้ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ มีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานมากถึง 3,000 รายต่อปี และผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 300 รายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี เบาหวานจัดเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แต่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับที่ 3 รองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง ขณะนี้มีประชากร 425 ล้านคนทั่วโลกป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดย 1 ในล้านคนเป็นเบาหวานในเด็ก และวัยรุ่นเด็กแรกเกิด 1 ใน 6 คน เกิดจากแม่ที่เป็นเบาหวาน ในปี พ.ศ. 2560 พบอัตราการตายจากโรคเบาหวานถึง 4 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าจะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มมากขึ้นถึง 522 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2573

         พลเรือตรี เกิดศักดิ์ วีระโยธิน กล่าวว่า การจัดกิจกรรมวันเบาหวานโลกทำให้ได้รู้ถึงพิษภัยของโรคเบาหวาน แก่ผู้ป่วยเบาหวานทั้งในวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวานในอนาคต รวมทั้งประชาชนทั่วไปได้ตระหนักถึงผลกระทบอันร้ายแรงของโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า โรคเบาหวานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจอัมพาต เบาหวานขึ้นจอประสาทตาเรื้อรัง และที่เท้าจนนำไปสู่การถูกตัดขา และหากได้รับการรักษาที่ไม่ดีพอ จะทำให้มีภาวะแทรกซ้อนที่ไต ทั้งนี้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องได้รับการฟอกไตและเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

         การจัดกิจกรรมในวันนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนอกจากจะเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ผู้ป่วยเบาหวานและประชาชนโดยทั่วไป ได้มีความตระหนักถึงพิษภัยของโรคเบาหวาน และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมต่อการป้องกันสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน และลดความรุนแรงของผลกระทบสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในระยะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอีกด้วย

          การจัดกิจกรรมในวันนี้ นอกจากมีการจัดนิทรรศการวันเบาหวานโรคแล้ว ยังจัดกิจกรรมตรวจน้ำตาลในเลือด ให้คำแนะ นำการรับประทานอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมกับผู้ป่วยเบาหวาน กิจกรรมการแสดงด้าหน้าเวทีจากชมรมผู้สูงอายุ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวห่างไกลโรคเบาหวาน” พร้อมตอบคำถามชิงรางวัล

          และที่สะดุดตาเห็นจะได้แก่ ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ที่แต่งกายด้วยชุดฮาวาย ย้อนยุค “แดง ไบเล่” สมัยปี 2499 มาร่วมกิจกรรม สร้างสีสันแบบน่ารักและความเป็นกันเองกับผู้เข้าร่วมกิจ กรรมในวันนี้อีกด้วย

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ผู้ต้องขัง เรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบ ร่วมสอบธรรม สนามหลวงใช้ธรรมมะขัดเกลาจิตใจ

ผู้ต้องขังเรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบร่วมสอบธรรมสนามหลวงใช้ธรรมมะขัดเกลาจิตใจ

         วันนี้ 29 พ.ย.62 ที่เรือนฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พระครูวิสาทรสุตากร เจ้าคณะตำบลพลูตาหลวง เจ้าอาวาสวัดช่องแสมสาร พระครูวิธานธรรมมานุยุต เจ้าคณะตำบลบางเสร่ เจ้าอาวาสวัดบางเสร่คงคาราม พร้อมคณะสงฆ์ มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ การเปิดสอบธรรมศึกษาชั้น ตรี โท เอก ประจำปี 2562 (สนามสอบที่ 3)

          โดยมี นาวาตรี สำราญ คล้ายสุด ผู้บังคับเรือนจำฐานทัพเรือสัตหีบ ข้าราชการ ทหาร ตลอดจน ทหารกองประจำการ ผู้ต้องขัง นักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง กองทัพเรือแบบพิเศษ ฐานทัพเรือสัตหีบ เข้าร่วมในการสอบธรรมสนามหลวง

         นาวาตรี สำราญ คล้ายสุด กล่าวว่า ในการสอบธรรม สนามหลวงธรรมศึกษาชั้น ตรี โท เอก ประจำปี 2562 ของเรือนจำฐาน ทัพเรือสัตหีบ เป็นสนามสอบที่3 โดยมีผู้ที่สมัครเข้าสอบ แบ่งเป็นสอบนักธรรมตรี ผู้ต้องขังและทหารกองประจำการ จำนวน 46 นาย นักเรียน โรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองฯ จำนวน 68 นาย สอบนักธรรมโท 4 นาย นักธรรมเอก จำนวน 2 นาย รวมผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 120 นาย

          ซึ่งเน้นให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาวิชาธรรมให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อเสริมเพิ่มเติมจากวิชาทั่วไป เพื่อให้มี คุณธรรม จริยธรรม และนำไปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติหลังพ้นโทษออกไป

ภาพ/ข่าว นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรี
นายพรเทพ เขม้นเขตวิทย์ รายงานจากศูนย์ข่าวภาคตะวันออก

ไทย – ฮ่องกง ร่วมยกระดับการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ ระหว่างกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ไทย-ฮ่องกง ร่วมยกระดับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจระหว่างกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

          วันนี้ (29 พ.ย.62) เวลา 09.30 น. ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ นางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมเป็นประธานการประชุมระดับสูงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทย-เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ครั้งที่ 1 โดยมีคณะรัฐมนตรีประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมด้วย สรุปสาระสำคัญดังนี้

          รองนายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อการเยือนไทยครั้งนี้ของผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นและความสัมพันธ์ที่มีพลวัตระหว่างกัน ทั้งนี้ไทยให้กำลังใจและหวังว่ารัฐบาลฮ่องกงจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ในฮ่องกงด้วยดี รวมถึงเชื่อมั่นว่าด้วยพื้นฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจและศักยภาพของฮ่องกง จะทำให้ฮ่องกงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          ทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าการประชุมฯ ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดแนวทางและเป้าหมายของความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ในความสัมพันธ์ ไทย – ฮ่องกง เนื่องจากจะเป็นกลไกเชิงนโยบายที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมหารือกัน โดยที่ประชุมฯ เห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าจะร่วมมือกันผลักดันให้มูลค่าการค้าไทยและฮ่องกงบรรลุเป้าหมาย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2563 ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งเป้าไว้ เมื่อปี 2560 พร้อมทั้งเริ่มหารือในเบื้องต้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรีไทย – ฮ่องกง และการปรับปรุงความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
2. ด้านการลงทุนและการโยกย้ายฐานการผลิต ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนในการสร้างเครือข่าย การแลกเปลี่ยนการเยือน และการร่วมกิจกรรมระหว่างกัน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย
3. ด้านการเงิน ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนของกันและกัน ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนชนิดใหม่ ๆ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลการตลาด โดยเฉพาะการทำ regulatory mapping ซึ่งจะปูทางไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการเงินใหม่ ๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนสีเขียว (ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)
4. ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยที่คนไทยและฮ่องกงต่างมี “พลังแห่งความสร้างสรรค์” (creative power) อยู่มาก อาทิ ในด้านภาพยนตร์ ละคร โฆษณา การออกแบบ สองฝ่ายจึงจะร่วมกันพัฒนาและเสริมสร้างให้มีการใช้พลังนั้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และบริการของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะมีการจัดทำแผนงานร่วมกันต่อไป
5. ด้านการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (Start-up) ด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศของการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และได้รับทราบถึงพัฒนาการที่เป็นรูปธรรมระหว่าง Hong Kong Cyberport และ Innospace Thailand และแสดงความพร้อมที่จะส่งเสริมความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวให้มีมากยิ่งขึ้น โดยจะร่วมกันสนับสนุนการดำเนินการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การทำวิจัยร่วม เพื่อส่งเสริมให้ Start-up เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

          ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเชื่อมั่นว่าการประชุมฯ ในวันนี้จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในทุกมิติแก่ทั้งไทยและฮ่องกง รวมทั้งภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

          โดยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมฯ รองนายกรัฐมนตรีและผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน และร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงต่างๆ อีก 5 ฉบับ ได้แก่

  1. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับศูนย์การออกแบบฮ่องกง
  2. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง
  3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง
  4. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทยกับสหพันธ์อุตสาหกรรมฮ่องกง
  5. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง

          จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ได้ร่วมกันแถลงข่าว ณ โถงกลางตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล