เพชรบูรณ์ลุยเต็มสูบ ! วางแผนประชาสัมพันธ์ “งานมะขามหวานนครบาล 2569” ชูของดีเมืองเพชรฯ สร้างเงินสะพัด

เพชรบูรณ์ – ลุยเต็มสูบ ! วางแผนประชาสัมพันธ์ “งานมะขามหวานนครบาล 2569” ชูของดีเมืองเพชรฯ สร้างเงินสะพัด

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร 1 ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2569 โดยมี นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์ คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ นายกสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดเพชรบูรณ์ และสื่อมวลชนทุกแขนงเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแผนปฏิบัติการประชาสัมพันธ์อย่างเข้มข้น ครอบคลุมการผลิตและเผยแพร่ข่าวสาร การจัดทำอินโฟกราฟิก สปอตวิทยุ สปอตโทรทัศน์ การถ่ายทอดสด และการสื่อสารผ่านทุกแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างการรับรู้และกระแสความสนใจต่อ “งานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ 2569” ให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ พร้อมทั้งหารือการแต่งตั้งคณะกรรมการตัดสิน “ขวัญใจสื่อมวลชน” ในการประกวดนางสาวนครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2569

ทั้งนี้ งานมะขามหวานนครบาลเพชรบูรณ์ ประจำปี 2569 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–31 มกราคม 2569 ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของจัง หวัด ส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตร โดยเฉพาะ “มะขามหวานเพชรบูรณ์” อันเป็นของดีขึ้นชื่อ ควบคู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่

ภายในงานจัดเต็มกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ การประกวดมะขามหวานชิงถ้วยพระราชทาน ตลาดนัดมะขามหวานคุณภาพจากเกษตรกร การประกวดขบวนรถบุปผชาติและธิดามะขามหวาน การประกวดนางสาวนครบาลเพชรบูรณ์ การจำหน่ายสินค้า OTOP นิทรรศการจากหน่วยงานภาครัฐ การแสดงของนักเรียน และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เรียกได้ว่า ครบเครื่องความสนุก–ของดี–ของเด่นเมืองเพชรบูรณ์ ต้อนรับศักราชใหม่อย่างยิ่งใหญ่


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

กรมชลฯ kick off ส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม”

กรมชลฯ kick off ส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน แปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม”

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานชลประทานที่ 10 กรมชลประทาน จัดกิจกรรม kick off ส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อลดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิตเชื่อมโยงการลดภาวะโลกร้อน (Carbon Credit) นำสู่การเพิ่ม Water Productivity โดยมี นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 พร้อมด้วย ดร.วัชระ เสือดี ที่ปรึกษากรมชลประทาน และประธาน INWEPF นายไชยวัฒน์ คุณวัฒนานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง ผู้แทนจากหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคเอกชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ แปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม” อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี

ภายในงานประกอบด้วยการบรรยาย การขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นต้นแบบทุ่งบางกุ่ม การส่งเสริมนาเปียกสลับแห้งสู่การขยายผลพื้นที่ชลประทาน การสาธิตการเพาะกล้า และความรู้เกี่ยวกับปุ๋ย Low Carbon โดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมให้ความรู้เพื่อขับเคลื่อนโครงการฯ และร่วมกิจกรรมปักดำกล้าและสาธิตการทำนาโดยใช้รถดำนา ภายในแปลงนาต้นแบบ “สุขเต็มนา RIo10@ทุ่งบางกุ่ม”

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 10 มีพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.5 ล้านไร่ มีแผนการเพาะปลูกนาปรังปีละประมาณ 1.43 ล้านไร่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำนาน้ำขังรูปแบบเดิม การสร้างต้นแบบนาหว่านและนาดำ จำนวน 50 ไร่ ที่ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี ภายใต้ชื่อแปลงต้นแบบ “สุขเต็มนา Rio10@ทุ่งบางกุ่ม” เพื่อใช้เป็นแหล่งสาธิตและเรียนรู้กระบวนการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง สู่การขยายผลพื้นที่ชลประทานของกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งบางกุ่ม จำนวน 83,400 ไร่ รวมถึงพื้นที่ชลประทานในเขตสำนักงานชลประทานที่ 10 โดยตั้งเป้าหมายเพื่อผลิตข้าวคุณภาพ สร้างแบรนด์เฉพาะของกลุ่มผู้ใช้น้ำบางกุ่มสู่ตลาดสากล สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 3 เท่าจากปัจจุบัน โดยใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ พลิกฟื้นการทำนาโดยใช้รูปแบบนาเปียกสลับแห้ง เพื่อมุ่งลดการใช้น้ำให้น้อยลง เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานให้สูงขึ้นและเพิ่มผลผลิตต่อไร่จากกระบวนการเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว สามารถเชื่อมโยงกับมาตรการแนวทางการลดโลกร้อน โดยการขายคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่งให้เกษตรกร นำมาซึ่งการเพิ่ม water productivity ให้สูงขึ้นอีกด้วย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารเตือนภัย “ฝุ่น PM2.5 ภัยเงียบคร่าชีวิต” ป้องกันโดยยึดหลัก“หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด”

แพทย์ทหารเตือนภัย “ฝุ่น PM2.5 ภัยเงียบคร่าชีวิต” ป้องกันโดยยึดหลัก“หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด”

จากข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งประเทศ ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากการเผาป่า และไฟป่า มลพิษ ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ 1) เด็กเล็ก คือ เด็กแรกเกิด – 5 ปี เนื่องจากระบบป้องกันและภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาได้ไม่ดีเหมือนผู้ใหญ่, 2) หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอายุครรภ์ 6 เดือนแรก อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ที่กำลังพัฒนาอวัยวะต่างๆ ส่งผลกระทบในระยะยาว รวมถึงการคลอดก่อนกำหนด และทารกแรกคลอดมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์, 3) ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ, 4) ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคปอด โรคหอบหืด และ 5) ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น พนักงานทำความสะอาดถนน คนขับขี่รถโดยสารสาธารณะ พนักงานส่งอาหาร /พัสดุ แม่ค้าหาบเร่แผงลอย เป็นต้น

ซึ่งผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 จะเพิ่มระดับความรุนแรงต่อสุขภาพร่างกายของเรา จากการสะสมของฝุ่นละอองภายในปอดเป็นระยะเวลายาวนาน โดยระดับของอาการจะรุนแรงแตกต่างกัน ดังนี้.-

  1. ไอ จามและภูมิแพ้ : พบได้เมื่อมีฝุ่นละอองเข้าไปสะสมในโพรงจมูก ทำให้เกิดการระคายเคืองในจมูกและลำคอ มีเสมหะ ไอ จาม โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จะมีอาการภูมิแพ้กำเริบได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
  2. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง : พบได้ในกรณีที่เป็นอาการไอต่อเนื่องนาน 3-8 สัปดาห์ขึ้นไป มีเสมหะเป็นสีขาว สีเหลือง หรือมีเลือดปน นอกจากนี้จะรู้สึกเหนื่อยเพิ่มมากขึ้น กระทบต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
  3. โรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง : พบได้ในกรณีที่ฝุ่นละอองเกิดการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดและผนังหัวใจ อาการที่พบคือ มีอาการเจ็บหน้าอก เหงื่อออก ใจสั่น เหนื่อยหรือแน่นขณะออกแรง ซึ่งอาจทำให้เป็นลม หมดสติ หรือเสียชีวิตได้
  4. โรคปอดเรื้อรัง และมะเร็งปอด : พบได้ในกรณีที่สูดเอาฝุ่นละออง PM 2.5 สะสมเข้าไปเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะมากหมดเรี่ยวแรง หายใจลำบาก เหนื่อยหอบ ซึ่งอาจรุนแรงและกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่อาจลุกลามไปทั่วปอด เกิดเป็นโรคมะเร็งปอดได้

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ต่อภัยดังกล่าว จึงขอแนะนำประชาชนในการป้องกันตนเองจากฝุ่น PM 2.5 โดยยึดหลัก “หลีก ปิด ใช้ เลี่ยง ลด” คือ หลีก : หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ปิด : ประตูหน้าต่างให้มิดชิด ใช้ : หน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ทุกครั้งเมื่อออกนอกอาคาร เลี่ยง : การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือการเข้าไปในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองสูง เป็นเวลานาน (มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน) ลด : กิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น เช่น จุดธูป เผากระดาษ เตาปิ้งย่างที่ทําให้เกิดควัน การเผาใบไม้ เผาขยะ เผาพืชผลทางการเกษตร รวมถึงการติดเครื่องยนต์ในบ้านเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ หากพบว่าตนเองหรือคนรอบข้างมีอาการบ่งชี้ หรือสงสัยว่ามีภาวะหรืออาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมเป็นครอบครัวกองทัพบก

กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมเป็นครอบครัวกองทัพบก

ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบก มีนโยบายในการพัฒนาระบบการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกองทัพบก โดยให้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 ด้วยการรับการสมัครสอบผ่านระบบออนไลน์ นั้น

ทั้งนี้ กองทัพบก ได้เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานในกองทัพบก ตามโครง การ One Stop Service ประจำปีงบประมาณ 2569 ประเภทนายทหารประทวน จำนวน 2,350 อัตรา เพื่อบรรจุเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก จำนวน 2,200 อัตรา และบรรจุลงในตำแหน่งในหน่วยต่างๆ ในกองทัพบก จำนวน 150 อัตรา โดยเริ่มรับสมัครทางระบบออนไลน์ ตั้งแต่ในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 14 มกราคม 2569

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดการรับสมัคร และสอบคัดเลือก พร้อมทั้ง Download ระเบียบการสมัครสอบตัดเลือกฯ เพื่อศึกษาคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละประเภท ตามเงื่อนไขการรับสมัครตามที่กรมยุทธศึกษาทหารบกกำหนด ได้ทางเว็บไซต์ https://recruitment.rta.mi.th (สมัครสอบออนไลน์กองทัพบก), https://atc.rta.mith (กรมยุทธศึกษาทหารบก) และ https://radd-atc.rta.mi.th (กองคัดสรรและพัฒนาบุคลากร) และสามารถสอบถามมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมยุทธศึกษาทหารบก กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์กองอำนวยการรับสมัคร 0 2241 4037 หรือ 0 2241 4629 หรือ 0 2241 4068 – 9 ต่อ 89100, 89108 และ 89109 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนให้บุคคลที่มีความประสงค์ ร่วมเป็นครอบครัวกองทัพบก และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมครบถ้วน สมัครสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในกองทัพบกได้ในรูปแบบใหม่ ที่สร้างโอกาสในการเข้าถึงของทุกกลุ่มบุคคล ในสังคมไทยอย่างเท่าเทียมต่อไป


กิจกรรม “งานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3” ประจำปี 2568

ตามที่ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ริเริ่มให้มีการจัดกิจกรรม “งานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3” ประจำปี 2568 ขึ้น โดยได้มอบหมายให้หน่วยกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 และหน่วยทหารภายในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ที่ดำเนินโครงการทหารพันธุ์ดี ร่วมจัดงานกาชาด คู่ขนานกับส่วนกลาง เพื่อจำหน่ายผลผลิตในโครงการอีกทางหนึ่ง

สำหรับการจัดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2568 นั้น จัดขึ้น ณ สวนสุขภาพ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 15 – 21 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 17.00 – 21.00 น. รวม 7 วัน โดยได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เพื่อจัดหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย

ภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการทหารพันธุ์ดี, การจำหน่ายผลผลิตในโครงการทหารพันธุ์ดี, ผักปลอดสารพิษ, ผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3, การจำหน่ายสินค้าของครอบครัวกำลังพล, ซุ้มอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ มากมาย รวมทั้งกิจกรรมนันทนาการ อาทิ การแสดงดนตรี การวดภาพระบายสี และกิจกรรมการละเล่น สอยดาว สลากกาชาด โดยเน้นการจำหน่วยสินค้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เป็นจัดหารายได้เพื่อทูลเกล้าถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และเผยแพร่กิจกรรมทางทหารต่อการช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ นอกจากนั้นเป็นการประชาสัมพันธ์การเปิดค่ายทหารให้ กำลังพลได้มาออกกำลังกาย ณ สวนสุขภาพ โดยประตูค่ายจะเปิดจนถึงเวลา 22.00 น. ของทุกวัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกิจกรรมตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าวต่อไป


“เคาะแล้ว” ว่าที่ผู้สมัคร เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์

“เคาะแล้ว” ว่าที่ผู้สมัคร เขต 3 ประจวบคีรีขันธ์ พรรคภูมิใจไทย ส่ง “นายกเดียร์” นายพงษ์พันธ์ เผ่าประทาน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก ลงสู้สึกเลือกตั้งครั้งนี้ “นายกเดียร์” ดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลทับสะแก มา 15 ปี ลูกหม้อ ภูมิใจไทย ที่รับอาสาดูแลพี่น้องประชาชน เขต 3 ในครั้งนี้ สำหรับ เขต 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเขตเลือกตั้ง ต.ห้วยทราย อ.เมืองจ.ประจวบ อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย โดย กกต. กำหนดเลือกตั้ง วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569


ตำรวจสืบสวนภาค 7 จับขบวนการลักลอบขนต่างด้าวกว่า 50 คน

สุพรรณบุรี – ตำรวจสืบสวนภาค 7 จับขบวนการลักลอบขนต่างด้าวกว่า 50 คน

พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ได้รับการร้องเรียนว่ามีขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวเข้ามาในพื้นที่ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี อย่างต่อเนื่อง จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.พุฒิเศรษฐ์ ใหลประเสริฐ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส. ภ.7 พ.ต.ท.ศักดิ์สยาม จิตวิสุทธิ์ศรี สว.กก.สืบสวน 2 นำกำลังสืบสวนหาข่าวและจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้ประสานกำลังกับ พ.ต.ท.ธนชาติ เกิดผล สว.กก.ปพ. บก.สส.ภ.7 ร่วมกับ พ.ต.ท.ธนพล จันทร สว. ตม. จว.สุพรรณบุรี ร.ต.อ.นิธิพัฒน์ ศิริอนันต์ ร.ต.อ.สุรพล ชูช่าง ร.ต.ต.รวิญช์ สืบใหม่ รอง สว(สส) ตม.จว.สุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี สนธิกำลังร่วมกัน

จากการสืบสวนทราบว่าที่บริเวณป่าละเมาะริมถนนสาย 333 ด่านช้าง – อู่ทอง พบหลักฐานร่องรอยของกลุ่มคนเข้ามาใช้พื้นที่ มีเศษกล่องใส่อาหาร ขวดน้ำดื่ม ถุงขนมต่างๆ กระจายเกลื่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมั่นใจว่าเป็นสถานที่ ที่ขบวนการลักลอบขนแรงงานต่าง นำพาต่างด้าวเข้ามาพักหลบซ่อน เพื่อรอเคลื่อนย้ายกระจายไปตามที่ต่างๆ จึงวางกำลังดักซุ่ม กระทั่งเช้ามืดของวันที่ 16 ธ.ค. 2568 ได้มีรถกระบะมีคอก 2 คันและรถกระบะสี่ประตู 1 คัน ขับเข้ามาจอด ซึ่งรถยนต์ทั้ง 3 คัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า ซึ่งผิดปกติของรถปกติทั่วไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบพบภายในรถกระบะ พบที่ท้ายรถมีแรงงานต่างด้าวทั้งชาย-หญิงและเด็ก กว่า 50 คน จึงควบคุมตัวทั้งหมดมาสอบสวนขยายผลต่อที่ สภ.ดอนเจดีย์

ซึ่งเป็นแรงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาร์ ผู้ต้องหาทั้งหมด 49 คน หญิง 22 คน ชาย 27 คน และเด็ก 3 คน รวม 52 คน ซึ่งแรงงานต่างด้าวทั้ง 49 คน มีบัตรจุดผ่านแดน ข้ามสะพานแม่น้ำสายแห่งที่ 1 จังหวัดเชียงราย สอบถามนายเด่น ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี นายพิชัย อายุ 35 ปี และนายวาทิต อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะทั้ง 3 คัน เบื้องต้นให้การว่าได้รับการว่าติดต่อจ้างมาจากนายหน้าทางโทรศัพท์ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร แจ้งว่าให้ไปรับลูกค้าที่บริเวณบ้านตาก จังหวัดตาก นำไปส่งปลายทางที่จังหวัดสุพรรณบุรี จะจ่ายค่านำพาหัวละ 500 บาท จึงได้ตกลงรับงานและชวนกันมา ขับมาตามเส้นทางกำแพงเพชร เข้าโป่งแดงออก วังเจ้า คลองลาน ผ่านจังหวัดอุทัยธานี อ.บ้านไร่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ไปตามถนนสาย 333 มุ่งหน้าเข้า อำเภออู่ทอง จ.สุพรรณบุรี แล้วไปจอดให้แรงงานด่างด้าวลงรถที่เนินป่าข้างทาง เสร็จขับรถกลับไปรอรับเงินค่าจ้าง ซึ่งผู้ว่าจ้างจะติดต่อมาหาให้ไปรับเงินตามจุดที่นายหน้า จะให้ลูกน้องเอาค่าจ้างมาวางไว้ พวกตนทำมาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้ว แต่ว่าครั้งนี้โชคไม่ดีเลยถูกตำรวจจับกุมได้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาคนขับรถทั้ง 3 คน ที่เป็นผู้นำพาแรงงานต่างด้าวมา ข้อหาผู้นำพาซ่อนเร้น ช่วยเหลือหรือช่วยด้วยประการใดๆแก่บุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมาย” ส่วนต่างด้าวทั้ง 52 คน ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ประสานผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงพื้นที่ร่วมกับฝ่ายข่าวความมั่นคง กอ.รมน.พบพื้นว่าที่ดังกล่าวเป็นเนินดินของชาวบ้านที่ถมดินไว้มีป่าหญ้าและมีต้นไม้ขึ้นรกทึบรอบบริเวณ เหมาะแก่การซ่อนอำพรางตัว ในบริเวณเนินดินดังกล่าวยังพบกล่องโฟมสำหรับใส่อาหาร ขวดน้ำดื่ม ถุงใส่ขนม ซองบุหรี่ ของประเทศเมียนมา และเศษขยะกระจายเกลื่อน สอบถามชาวบ้านใกล้เคียงทราบว่าบริเวณดังกล่าวมักจะมีการลักลอบนำแรงงานต่างด้าวมาลงเพื่อกระจายไปตามสถานที่ต่างๆ นานแล้ว โดยจะมาทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนมากจะเป็นช่วงเช้ามืด ชาวบ้านเคยแจ้งเบาะแส ให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หลายครั้งแต่ไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินการอย่างไร จึงร้องเรียนไปที่ตำรวจภาค 7 จนนำไปสู่การจับกุมได้แรงงานต่างด้าวได้จำนวนมากดังกล่าว


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

นครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

จังหวัดนครปฐม ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม”

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ภายในศูนย์ราชการจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นครปฐม ปลัดจังหวัด นครปฐม พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล

ผกก.สภ.ดอนตูม อ.ดอนตูม จ .นครปฐมร่วมแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด อาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ และการป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง ภายใต้ปฏิบัติการ “อรุณ พิทักษ์นครปฐม” ระหว่างวันที่ 8 – 15 ธันวาคม 2568 เพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งการดำเนินการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในทุกมิติ ได้แก่ การปราบปรามอาวุธปืนผิดกฎหมาย การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การกวดขันรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่มีการดัดแปลงสภาพ ท่อไอเสียเสียงดัง การป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง รวมถึงการปราบปรามขบวนการใช้ บัญชีม้า ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฉ้อโกงประชาชน

เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ได้ร่วมกันดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติด คดีอาวุธปืน บุคคลตามหมายจับ รวมถึงการป้องกันและปราบปรามการแข่งรถในทาง อันเป็นการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมีผลการปฏิบัติ ดังนี้

  1. สรุปผลการตรวจค้นตามหมายค้น จำนวน 38 เป้าหมาย พบการกระทำผิด 18 เป้าหมาย
  2. ผลการจับกุมอาวุธปืน ผู้ต้องหา จำนวน 10 ราย พร้อมของกลาง อาวุธปืน จำนวน 8 กระบอก แบ่งเป็น อาวุธปืนที่มีทะเบียน 4 กระบอก และอาวุธปืนไม่มีทะเบียน 4 กระบอก กระสุนปืน 106 นัด
  3. ผลการจับกุมยาเสพติด ผู้ต้องหา จำนวน 96 ราย 97 คน แบ่งเป็น
    1. ข้อหาจำหน่าย 10 ราย 11 คน
    2. ข้อหาเพื่อจำหน่าย 4 ราย 4 คน
    3. ข้อหาเพื่อครอบครอง 32 ราย 32 คน
    4. ข้อหาเพื่อครอบครองเพื่อเสพ 5 ราย 5 คน
    5. ข้อหาเสพ 29 ราย 29 คน
    6. ข้อหาขับเสพ 16 ราย 16 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า จำนวน 96,958 เม็ด ยาไอซ์ 14.61 กรัม เคตามีน 15.14 กรัม ยาอี 2.0 กรัม และยึดทรัพย์มูลค่าทั้งสิ้น 2,923,500 บาท
  4. ผลการจับป้องกันปราบปรามการแข่งรถในทาง แบ่งเป็น
    1. การตรวจร้านขายอะไหล่ 17 แห่ง
    2. การตรวจร้านอู่ซ่อมรถ 53 แห่ง
    3. การยึดรถดัดแปลงสภาพ 37 คัน
    4. การยึดท่อไอเสียไม่ได้มาตรฐาน 40 อัน

โดยแถลงผลการปฏิบัติคดีสำคัญ 4 ราย ดังนี้ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 สภ. ดอนตูม เข้าตรวจสอบพบรถยนต์ต้องสงสัย เป็นรถยนต์เก๋ง toyota cross หมายเลขทะเบียน 5 ขถ 5936 กรุงเทพมหานคร บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลดอนรวก อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัว แต่ผู้ต้องสงสัยขับขี่หลบหนีการตรวจค้นมุ่งหน้าเส้นทาง ไปยังดอนรวก- พะเนียงแตก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการติดตามเข้าคู่ขนานมอเตอร์เวย์ m81 รถผู้ต้องหาพลิกคว่ำ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. ดอนตูม สภ.สามควายเผือก และสภ. เมืองนครปฐม ได้เข้าทำการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 95,400 เม็ด

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ได้ดำเนินยุทธการ “ปิดเมืองสยบแว้นนครปฐม” โดยได้จับกลุ่มผู้ต้องหาจำนวน 7 ราย บริเวณถนนสาธารณะเส้นทางหน้าศาลากลางจังหวัดนครปฐม ในข้อหาร่วมกันพยายามแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานจราจร และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ศาลแขวงนครปฐม ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้ง 7 คน จำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 2,500 บาท ทั้งนี้โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี และริบรถจักรยานยนต์ของกลางตกเป็นของแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 19.54 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ได้รับแจ้งจากกำลังตำบลนราภิรมย์ นึกว่ามีคนร้ายลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด “ปะ ฉะ ดะ” สภ.บางเลน ถึงได้เดินทางไปตรวจสอบพบผู้ต้องหา และได้ตรวจสอบพบของกลางเป็นหัวก๊อกน้ำยี่ห้อ Sanwa 12 อัน มีดปลายแหลม 20 ซม. ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พร้อมพาไปชี้จุดที่หลักทรัพย์ จึงทำการควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางเลน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 เวลาประมาณ 17:00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเลน ตั้งจุดตรวจเส้นทางบางเลน-ไทรน้อย ตรวจค้นรถกระบะต้องสงสัยพบผู้ต้องหา 3 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 12 เครื่อง และสมุดบัญชีธนาคารหลายรายการ ผู้ต้องหารับสารภาพมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีม้าเพื่อส่งต่อให้กระบวนการอาชญากรรมทางการเงิน ตรวจปัสสาวะผู้โดยสาร 2 ราย พบสารเสพติดเมทแอมเฟตามีน เจ้าหน้าที่จึงจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวนสภ. บางเลน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ สภ.บางเลนได้ตรวจประวัติไม่พบประวัติการต้องโทษหรือหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย



สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว

พิธีเปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำปี 2568 ของ ม.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา

นครนายก – พิธีเปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำปี 2568 ของมหา วิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. ที่วัดสุวรรณ ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนคร นายก พระราชวัชรคุณบัณฑิต รศ. ดร. รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา รองอธิการบดี มหา วิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา เป็นประธานองค์ประธานเปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประจำปี 2568 พร้อมกล่าวให้โอวาทแก่พระนิสิตและนิสิตคฤหัสถ์ นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ โดยมี พระครูขันติธรรมธารี ดร. เจ้าคณะตำบลศรีนาวา เขต2 เจ้าอาวาสวัดสุวรรณ ประธานดำเนินงานจัดโครงการฯ ถวายการต้อนรับ พระเถรานุเถระ เจ้าคณะพระสังฆาธิการ , ผศ.ไพรัตน์ เอิบสำโรง ประธานหลักสูตรสาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ กล่าวถวายรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการฯ

พร้อมด้วย นายกองโท สมศักดิ์ แย้มพันธุ์นุ้ย นายอำเภอเมืองนครนายก วัฒนธรรมจังหวัดนครนายก ศึกษาธิการจังหวัดนครนายก สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครนายก พระนิสิตและนิสิตคฤหัสถ์ เข้าร่วมพิธีเปิดโดยพร้อมเพรียง ซึ่งระยะเวลาการจัดโครงการฯ ระหว่างวันที่ 15 – 25 ธันวาคม 2568 รวม 10 วัน มีพระนิสิตและนิสิต ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ จำนวน 52 รูป/คน หลักสูตรระดับปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ (เฉพาะคฤหัสถ์) จำนวน 52 คน หลักสูตรระดับประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.) จำนวน 29 รูป หลักสูตรระดับปริญญาโท สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ รุ่นที่ 3 จำนวน 17 รูป/คน รุ่นที่ 4 จำนวน 18 รูป/คน รวมทั้งสิ้นจำนวน 221 รูป/คน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และเป็นกฎระเบียบข้อบังคับที่ได้กำหนดให้นิสิตทุกรูป/คน จำเป็นต้องปฎิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานประจำปีของการศึกษาทุกระดับชั้นต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

รองผบช.สตม.ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายที่ ตม.นครราชสีมา เน้นย้ำการบริการเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสุข

รองผบช.สตม.ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายที่ ตม.นครราชสีมา เน้นย้ำการบริการเพื่อให้นักท่องเที่ยวมีความสุข

เมื่อวันที่(16ธ.ค.68) พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ และมอบนโยบายที่ ตม.จว.นครราชสีมา โดยมี พ.ต.อ.เกรียงไกร อาริยะยิ่ง ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัดร่วมรับมอบนโยบาย

ในการนี้ รอง ผบช.สตม. ได้รับทราบข้อมูลของตม.นครราชสีมาพร้อมกับมอบนโยบายการปฏิบัติราชการ ให้แก่ข้าราชการตำรวจในสังกัด โดยกำชับให้มีการบริการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่จ.นครราชสีมาอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับกรณีนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานมีเหตุฉุกเฉินหรือได้รับความเดือดร้อนขอให้ตม.นครราชสีมาบูรณาการกับตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวและผู้ที่เข้ามาทำงานให้ได้รับการดูแลและท่องเที่ยวหรือพักอาศัยในประเทศไทย และที่จังหวัดนครราชสีมาอย่างมีความสุข เพื่อที่เขากลับไปแล้วจะได้บอกต่อนักท่องเที่ยวคนอื่นถึงความประทับใจต่อบริการของตำรวจไทยต่อไป


กันตินันท์ เรืองประโคน จ.นครราชสีมา / รายงาน