วิทยาลัยนานาชาติ ม.ศิลปากร (SUIC) ณ วิทยาเขตเมืองทองธานี พร้อมยกระดับการศึกษานานาชาติด้าน Business, Technology and Design สู่มาตรฐานโลก

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร (SUIC) ณ วิทยาเขตเมืองทองธานี พร้อมยกระดับการศึกษานานาชาติด้าน Business,Technology and Design สู่มาตรฐานโลก

วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร (SUIC) ต่อยอดความแข็งแกร่งของสถาบันการศึกษาชั้นนำตลอดกว่า 2 ทศวรรษ สู่พื้นที่การเรียนรู้แห่งอนาคต ณ “เมืองทองธานี” ในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อรองรับการขยายตัวและการจัดการศึกษาตามมาตรฐานสากลในทุกมิติ

รู้จักวิทยาลัยนานาชาติ ศิลปากร ผู้นำหลักสูตร Double Degree ที่เน้นประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2546 มหาวิทยาลัยศิลปากรได้จัดตั้ง “วิทยาลัยนานาชาติ” ขึ้น เพื่อพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ มีการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ รองรับกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษา โดยเริ่มดำเนินการ ณ อาคารสำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

นับตั้งแต่ก่อตั้ง วิทยาลัยนานาชาติได้มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตที่มีศักยภาพในระดับสากล ผ่านการจัดการเรียนการสอนที่เน้นทั้งองค์ความรู้เชิงวิชาการและประสบการณ์จริง พร้อมสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ในบริบทนานาชาติและเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต

ปัจจุบัน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดสอนหลักสูตรนานาชาติที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำระดับโลก

หลักสูตรแรก คือ หลักสูตร BBA สาขาวิชา International Hospitality แบบ 2 ปริญญา (Double Degree) ร่วมกับ Vatel Group ประเทศฝรั่งเศส สถาบันด้านการจัดการโรงแรมและการบริการระดับแนวหน้าของโลก โดยนักศึกษาจะได้ฝึกงาน ณ ประเทศฝรั่งเศส พร้อมได้รับค่าตอบแทน และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรมการบริการระดับนานาชาติ

หลักสูตรที่สอง คือ หลักสูตร BFA สาขาวิชาการออกแบบสื่อสารดิจิทัล ซึ่งร่วมมือกับ Birmingham City University สหราชอาณาจักร เพื่อพัฒนาทักษะด้านการออกแบบและสื่อดิจิทัลในระดับสากลพร้อมโอกาสเดินทางไปศึกษาแลกเปลี่ยน ณ เมืองเบอร์มิงแฮม สหราชอาณาจักร

ต่อมา วิทยาลัยนานาชาติ ได้เปิดหลักสูตร BBA สาขาวิชาการจัดการตราสินค้าหรู (Luxury Brand Management) ในรูปแบบ 2 ปริญญา ร่วมกับ Paris School of Business (PSB) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันธุรกิจชั้นนำของยุโรปที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยในภาคการศึกษาสุดท้าย นักศึกษาจะได้ไปศึกษา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นระยะเวลา 1 ปีการศึกษา เพื่อเรียนรู้จากศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสินค้าและบริการระดับลักชัวรี พร้อมรับปริญญาใบที่สองจาก PSB

นอกจากนี้ วิทยาลัยฯ ยังเปิดหลักสูตร BBA ด้าน Business & Technology เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและการเติบโตของเทคโนโลยีในภาคธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับ Paris School of Business โดยนักศึกษาจะได้ศึกษา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา เพื่อพัฒนาความรู้ด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในบริบทสากล พร้อมเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานแห่งอนาคต

และหลักสูตรสุดท้าย คือหลักสูตรปริญญาโท แบบ Joint Master Degree สาขาวิชา Cultural Heritage Conservation and Management ซึ่งร่วมมือกับ University of Applied Arts Vienna ประเทศออสเตรีย โดยนักศึกษาจะได้เดินทางไปฝึกปฏิบัติและเรียนรู้ภาคสนาม ณ ประเทศออสเตรีย เป็นระยะเวลา 2 เดือน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์และการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

Next Step “บ้านหลังใหม่” วิทยาลัยนานาชาติ ณ เมืองทองธานี

เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีกทศวรรษข้างหน้า วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมพิศ ขัตติยพิกุล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ได้เดินหน้าสู่หมุดหมายใหม่ที่ “เมืองทองธานี” ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ของคณะ บ้านหลังใหม่นี้ถูกออกแบบให้เป็น “International Learning Centre (ILC)” ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ห้องเรียน แต่ยังรวมไปถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทันสมัยและสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อบ่มเพาะคนรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้นำและผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ระดับโลก ในพื้นที่ประกอบด้วย

  • Creative Spaces เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่สนับสนุนการระดมสมองและการแลกเปลี่ยนไอเดีย
  • Integrated Facilities จัดสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รองรับทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของนักศึกษา
  • State-of-the-art Classrooms เพิ่มสภาพแวดล้อมที่ดีให้การเรียนรู้ด้วยห้องเรียนติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย รองรับการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่พื้นที่จำลองการทำงานจริง ทั้งสตูดิโอออกแบบ และพื้นที่ปฏิบัติการด้านการโรงแรม
  • Strategic Location ทำเลที่ตั้งมีบรรยากาศที่เป็นมิตรต่อการเรียนรู้ นักศึกษาได้อยู่ใกล้ชิดกับสถานที่ที่เป็นแหล่งรายได้และเป็นแหล่งที่ตั้งธุรกิจขนาดใหญ่ๆ ของประเทศ เอื้อต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านเครือข่ายทางธุรกิจ

กล่าวได้ว่าวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร ยังคงเดินหน้าพัฒนาทั้งทางหลักสูตรและสภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนของนักศึกษาอย่างไม่หยุดยั้ง การย้ายพื้นที่ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการขยายพื้นที่การศึกษา แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ SUIC ในการเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติที่พร้อมตอบโจทย์โลกอนาคต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และพร้อมเปิดรั้วต้อนรับนักศึกษาทุกคนเข้าสู่ “อนาคตแห่งการเรียนรู้” ณ บ้านหลังใหม่ใจกลางเมืองทองธานีนี้ในอนาคตอันใกล้นี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

SASOM จับมือ SNKRDUNK เปิดโลก Trading Cards ดันคอมมูนิตี้ไทยสู่ระดับโลก

สะเทือนวงการ Trading Card Games (TCG) ไทย! เมื่อ SASOM (สะสม) แพลตฟอร์มของสะสมแถวหน้าของไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SNKRDUNK เบอร์หนึ่งจากญี่ปุ่น เชื่อมระบบ Authentication ระดับสากล พร้อมเปิดวาร์ป Supply การ์ดแรร์จากญี่ปุ่นตรงถึงมือนักสะสมไทย

ในยุคที่ Trading Card Games ไม่ได้เป็นแค่เกม แต่คือ ‘สินทรัพย์’ และ ‘วัฒนธรรม’ ที่มีมูลค่ามหาศาล ปัญหาที่ตามมาคือความกังวลเรื่องสินค้าปลอม การรีซีล (Reseal) และสภาพไม่ตรงปก วันนี้ SASOM (สะสม) แพลตฟอร์ม Authenticated Marketplace ชั้นนำของไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ SNKRDUNK แพลตฟอร์มระดับแถวหน้าของเอเชียจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการการ์ดไทยแข็งแกร่งกว่าที่เคย

จาก ‘พี่น้อง’ สู่การเชื่อมต่อ Ecosystem ระดับโลก : ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังของ “Platform พี่น้อง” ภายใต้เครือ Kream Corporation ประเทศเกาหลีใต้ โดยนำจุดแข็งของ SNKRDUNK ที่มี Supply สินค้า Exclusive และเครือข่ายนักสะสมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น มาผสานกับ SASOM ที่มีความเข้าใจอินไซต์และพฤติกรรมนักสะสมไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อทลายกำแพงความกังวลและยกระดับตลาด Collectibles ไทยสู่สากล

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็น Big Move ของวงการ? : ตลาด TCG ทั้ง Pokémon, One Piece, Yu-Gi-Oh! และ Disney Lorcana กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ Pain Point สำคัญคือนักสะสมมักต้องเสี่ยงดวงกับการซื้อขายที่ไม่มีระบบรองรับ

ความร่วมมือนี้จึงส่งมอบ 3 ปรากฏการณ์ใหม่:

  • Japanese-Exclusive Access : นักสะสมไทยเข้าถึง Booster Packs, Sealed Boxes และการ์ดแรร์ระดับตำนานจากญี่ปุ่นผ่าน SNKRDUNK ได้ง่ายขึ้น
  • Advanced Authentication : สินค้าทุกชิ้นต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเทคโนโลยีความละเอียดสูง ตั้งแต่การเช็กซีล คุณภาพงานพิมพ์ ลายโฮโลแกรม ไปจนถึงร่องรอยตำหนิเล็กๆ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญมาตรฐานระดับสากล
  • Community-Centric Experience : ยกระดับประสบการณ์ผ่านฟีเจอร์ใหม่ In-app Live Streaming ฟีเจอร์ไลฟ์ภายในแอปที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการซื้อขายและการสร้างคอมมูนิตี้สายการ์ด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดแพ็กผ่านไลฟ์ การลุ้น Chase Card แบบเรียลไทม์ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกับนักสะสม รวมถึงการซื้อขายสินค้าระหว่างไลฟ์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับคอมมูนิตี้การ์ดระดับโลก และรองรับการเติบโตของวงการ TCG ที่ขับเคลื่อนด้วยทั้ง “Community” และ “Experience” ควบคู่กันไป

ในวันที่ตลาด Trading Card Games เติบโตอย่างรวดเร็ว “ความเชื่อมั่น” ในการซื้อขายจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ตัวสินค้าเอง ความร่วมมือระหว่าง SASOM และ SNKRDUNK จึงไม่ใช่เพียงการขยายหมวดธุรกิจ แต่คือการร่วมกันยกระดับมาตรฐานของวงการCollectibles ไทย ผ่านระบบตรวจสอบสินค้า โครงสร้างการซื้อขายที่โปร่งใส และการเข้าถึงสินค้าระดับโลก เพื่อให้นักสะสมสามารถซื้อขายได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และสะดวกยิ่งขึ้นในทุกการสะสม

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เดือด! เจ้าของใหม่คอนโดร้องสื่อ ถูกกีดกันเข้าห้องที่ประมูลได้ จากกรมบังคับคดี ทั้งที่นิติฯ ยืนยัน “ไม่มีคนอยู่” นักกฎหมายชี้อาจละเมิดสิทธิผู้ซื้อทรัพย์

เดือด! เจ้าของใหม่คอนโดร้องสื่อ ถูกกีดกันเข้าห้องที่ประมูลได้ จากกรมบังคับคดี ทั้งที่นิติฯ ยืนยัน “ไม่มีคนอยู่” นักกฎหมายชี้อาจละเมิดสิทธิผู้ซื้อทรัพย์

กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังเจ้าของห้องชุดรายใหม่ ซึ่งซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดตามกฎหมาย จากกรมบังคับคดี เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ภายหลังถูกนิติบุคคลอาคารชุดแห่งหนึ่งย่านพระราม 3 กีดกันไม่ให้เข้าห้องของตนเอง ทั้งที่มีเอกสารสิทธิครบถ้วน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ภายหลังผู้ซื้อรายดังกล่าวชนะการประมูลห้องชุด จากกรมบังคับคดี และเดินทางเข้าติดต่อกับนิติบุคคลอาคารชุด เพื่อขอเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่ซื้อมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ในวันดังกล่าว นิติบุคคลอาคารชุดได้แจ้งกับเจ้าของห้องเองว่า “ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในห้องดังกล่าวแล้ว” ทำให้เจ้าของห้องเชื่อโดยสุจริตว่า ห้องอยู่ในสภาพว่างและสามารถเข้าตรวจสอบทรัพย์ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดการอาคารกลับปฏิเสธไม่ยอมให้เจ้าของห้องขึ้นไปยังห้องพัก พร้อมระบุว่า “ต้องไปแจ้งความและให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาด้วยกันก่อน” จึงจะสามารถเข้าห้องได้ ทั้งที่ผู้ซื้อได้แสดงเอกสารการซื้อทรัพย์การขายทอดตลาด จากกรมบังคับคดี ครบถ้วนแล้ว

ต่อมาในวันนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เจ้าของห้องจึงร้องขอให้สื่อมวลชนเข้าช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางโพงพาง เพื่อลงบัน ทึกประจำวัน และ ให้ตำรวจสายตรวจมาเป็นสักขีพยาน เดินทางมายังอาคารดังกล่าว ภายหลังเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชนเดินทางมาถึง นิติบุคคลอาคารชุดจึงยินยอมให้เจ้า ของห้องขึ้นไปตรวจสอบห้องพักพร้อมให้ช่างมาทำกุญแจชุดใหม่

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในห้องไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง ตามที่นิติบุคคลเคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ ทำให้เจ้าของห้องตั้งคำถามต่อผู้จัดการอาคารว่า เหตุใดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จึงมีการกีดกันไม่ให้เข้าห้องของตนเอง ทั้งที่เป็นผู้ได้สิทธิตามกฎหมายจากการขายทอดตลาด

ด้านนักกฎหมายให้ความเห็นว่า หากผู้ซื้อได้รับสิทธิจากการขายทอดตลาดและมีเอกสารรับรองถูกต้องแล้ว ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจสอบและเข้าครอบครองทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย เว้นแต่จะมีคำสั่งศาลหรือเหตุอันชอบด้วยกฎหมายรองรับการห้ามดังกล่าว

นอกจากนี้ หากนิติบุคคลหรือผู้จัดการอาคารกีดกันการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์โดยไม่มีอำนาจ อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ครอบครองทรัพย์โดยชอบ และอาจถูกร้องเรียนหรือดำเนินคดีได้ในภายหลัง

ขณะนี้ เจ้าของห้องได้เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว พร้อมเตรียมรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เสด็จพระราช ดำเนินไปทรงเปิดศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยัง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ถนนเจริญราษฎร์ เขตสาทร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จากนั้นนายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรม การมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และนางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานจัดสร้างอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษานี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 4 ไร่ 17 ตารางวา บริเวณซอยเจริญราษฎร์ 2 ถนนเจริญราษฎร์ (สาทรตัดใหม่) ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาจัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาวแกะสลักขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ตี่จั่งอ้วงผ่อสัก และเทพเจ้าสำคัญของจีน เพื่อให้สาธุชนได้สักการะบูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีเปิดอาคาร โดยทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่ออาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ระหว่างนั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ แล้วเสด็จเข้าอาคาร ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

อาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษานี้ สร้างขึ้นเนื่องจากศาลเจ้าไต้ ฮงกงแห่งแรกที่ตั้งอยู่บนถนนพลับพลาไชย มีพื้นที่จำกัด ไม่เพียงพอที่จะรองรับผู้มาสักการะบูชาที่มีจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล อาคารศาลเจ้าแห่งใหม่ ก่อสร้างโดยเน้นสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว มีสถาปนิกชาวจีนและชาวไทยร่วมกันออกแบบ ประกอบด้วยอาคาร 2 หลัง ได้แก่ อาคารศาลเจ้า เป็นอาคารสูง 2 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นโถงพักคอย รองรับประชาชนที่มาสักการะบูชาองค์ไต้ฮงกงหยกขาว ชั้นที่ 2 เป็นศาลเจ้าไต้ฮงกง ประดิษฐานองค์ไต้ฮงกงหยกขาวแกะสลักขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แท่นบูชาด้านซ้ายและขวา ประดิษฐานพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ กวนอิมผ่อสัก และพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก พร้อมด้วยเทพเจ้าสำคัญของจีนอีก 8 องค์ ส่วนอาคารอีกหลังหนึ่ง เป็นอาคารอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีห้องรับบริจาคเงิน ห้องรับรอง และห้องน้ำ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เข้ามาสักการะบูชาองค์ไต้ฮงกง และจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีห้องศาสนพิธีและปฏิบัติธรรม มีห้องครัวที่ถูกสุขลักษณะ สามารถประกอบอาหาร เพื่อบริการแก่ประชาชนในวาระต่างๆ และเป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งด้วย

โอกาสนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ประธานกรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย และนายวิศิษฏ์ ลิ้มประนะ กรรมการมูลนิธิปอเต็กตึ๊ง กราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณและผู้บริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างอาคารศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงลงพระปรมาภิไธยและทรงลงพระนามาภิไธยในแผ่นศิลา แล้วทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการ และทรงลาพระสงฆ์

พระมหาคณาจารย์จีนธรรมวชิราจารย์ เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เย็น ถวายเทพซิ่ว เทพอายุวัฒนะ เนื้อไม้กฤษณาแกะสลัก ขนาดสูง 45 เซนติเมตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระคณาจารย์จีนธรรมวชิรานุวัตร เจ้าคุณเย็นงี้ รองเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย เจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส หรือวัดเล่งเน่ยยี่ ถวายพระกวนอิมโพธิสัตว์ เนื้อไม้กฤษณาแกะสลัก ขนาดสูง 45 เซนติเมตร แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ต่อจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคาร ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปลูกต้นสนฉัตร เพื่อเป็นสิริมงคล

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาวแกะสลัก แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หินหยกขาวแกะสลัก แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เชิญชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ในงานแถลงข่าว NRCT x THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 InnoFood, Healthy Choice (นวัตกรรมอาหาร… สุขภาพที่เลือกได้)

วช. เชิญชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ในงานแถลงข่าว NRCT x THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 InnoFood, Healthy Choice (นวัตกรรมอาหาร… สุขภาพที่เลือกได้)

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรม NRCT x THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 InnoFood, Healthy Choice (นวัตกรรมอาหาร… สุขภาพที่เลือกได้) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และรองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในฐานะพันธมิตรที่ร่วมผนึกกำลังในการผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหาร และนางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนตลอดโซ่คุณค่า กล่าวรายงาน ณ ห้องศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม ชั้น 2 อาคาร วช. 8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหารให้สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดกิจกรรมเชิญชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์อาหาร ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ NIA และ (มก.) เพื่อร่วมกันผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารให้สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ สร้างมูลค่าทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ MSME ผ่านการจัดแสดงผลงานในบูธ Innovative House (วช.) ภายในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 ภายใต้แนวคิด “Your Healthy Choice” โดยมีผู้ประกอบการร่วมออกบูธ 26 ราย ทั้งนี้ (วช.) มุ่งส่งเสริมการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และยกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง กล่าวว่า NIA มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับ (มก.) และ (วช.) ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของประเทศไทย ผ่านโครงการ Thai Kitchen : Crafted FoodTech Accelerator Program เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการด้านอาหารนวัตกรรมให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และโมเดลธุรกิจ ต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารไปจัดแสดงในเวทีระดับนานาชาติ THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารของภูมิภาคในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.สุทธิพันธุ์ แก้วสมพงษ์ กล่าวว่า (มก.) มีความยินดีที่ได้ร่วมผลักดันนวัตกรรมอาหารของประเทศไทย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร ร่วมกับ NIA และ (วช.) ภายใต้โครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสู่เชิงพาณิชย์ และขยายโอกาสทางธุรกิจในเวทีระดับนานาชาติอย่าง THAIFEX–ANUGA ASIA 2026 พร้อมทั้งเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

นางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา กล่าวว่า การดำเนินงานภายใต้โครงการ Innovative House มุ่งส่งเสริมและผลักดันผู้ประกอบการด้านอาหารให้สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายนักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรมอาหารอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “กลไกความร่วมมือในการผลักดันผู้ประกอบการ MSME ด้านอาหารเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดสู่สากล” โดย นางสาวพิมพ์ภิดา วิชญพิมพ์จุฬา ผู้บริหารจัดการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและความยั่งยืนตลอดโซ่คุณค่า รองศาสตราจารย์ ดร.กิติพงษ์ รัตนาภรณ์ หัวหน้าโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program และนางสาวมณฑา ไก่หิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การแนะนำผลิตภัณฑ์ Highlight ที่ร่วมออกบูธและจับคู่ธุรกิจกับ Innovative House (วช.) และโครงการ Thai Kitchen: Crafted FoodTech Accelerator Program ในงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2026 อาทิ เครื่องปรุงรสอาหารพร้อมปรุงสูตรไทยแท้ เฟรนช์ฟรายส์จากถั่วเขียวแช่แข็ง น้ำตาลโตนดก้อน GI ต่ำ เครื่องดื่มผักและผลไม้รวม เส้นอกไก่ไร้แป้ง กาแฟคั่วไอน้ำ เครื่องดื่มสปาร์คกลิ้ง และผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากองค์ความรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย

พร้อมกันนี้ ภายในงานยังเปิดพื้นที่ “ชิม ช็อป สุดเพลิน” สำหรับผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากผู้ประกอบการมากกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ อาทิ ข้าวเกรียบทอดถั่วชิคพี กัมมี่เพคติน คุกกี้ผักโขมอบชีส สมูทตี้ผลไม้พร้อมปั่น น้ำปลาวีแกน ปลาแท่งกรอบเสริมแคลเซียม และผลไม้รวมแผ่น เป็นต้น ซึ่งสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยในการสร้างผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

ทั้งนี้ (วช.) มุ่งหวังให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือและผลักดันนวัตกรรมอาหารไทยสู่ตลาดสากล ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ขานรับนโยบาย นายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. สั่งการ “3 มาตรการเข้ม” กวาดล้างต่างชาติผิดกฎหมาย ตรวจเข้มกว่า 816 ราย พบสั่งปรับอื้อ!

ขานรับนโยบาย นายกรัฐมนตรี! ผบ.ตร. สั่งการ “3 มาตรการเข้ม” ตม.ชลบุรี,สืบสวน บก.ตม.3, ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจท่องเที่ยว สนธิกำลังบุกตรวจ “TC Town บ่อวิน” กวาดล้างต่างชาติผิดกฎหมาย ตรวจเข้มกว่า 816 ราย พบสั่งปรับอื้อ!

สืบเนื่องจากนโยบายเน้นย้ำของ นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้หน่วยงานความมั่นคงเข้มงวดกวดขันการกระทำความผิดของคนต่างด้าวในประเทศไทย ทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จึงได้สั่งการยกระดับ “3 มาตรการเข้ม ตรวจสอบปราบปรามคนต่างด้าวปฏิบัติผิดกฎหมาย” เพื่อเอกซเรย์พื้นที่และระดมกวาดล้างอย่างจริงจังทั่วประเทศ โดยกำหนดกรอบแนวทางปฏิบัติไว้ 3 ระยะ ดังนี้:

  • มาตรการที่ 1: เอกซเรย์ ระดมกวาดล้าง (มาตรการเร่งด่วน 3 เดือน) มุ่งเน้นการปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายสุ่มเสี่ยง แหล่งที่พักอาศัย และสถานประกอบการที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นอย่างเฉียบพลัน เพื่อกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายในทันที
  • มาตรการที่ 2: ขุดรากถอนโคน (มาตรการระยะกลาง 6-9 เดือน) ขยายผลไปถึงต้นตอ ขบวนการนำพา และนายทุนที่ให้การช่วยเหลือหรือที่พักพิงแก่คนต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อตัดวงจรการกระทำความผิดอย่างยั่งยืน
  • มาตรการที่ 3: มาตรการระยะยาว (ในระยะ 1-2 ปี) มุ่งสร้างระบบข้อมูลตรวจสอบและเชื่อมโยง “ONE POLICE” ในการป้องกัน ปราบปราม เฝ้าระวัง และคัดกรองบุคคลต่างด้าวอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องและรองรับกับนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

ล่าสุด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภานุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3, พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.วสุรัชย์ ชัยธีราพัฒน์, รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.ภาสกร ไพรจิตต์ ผกก.สืบสวน.ภ.จว.ชลบุรี, พ.ต.อ.กฤศ ธิติทัศนะ ผกก.สภ.บ่อวิน, พ.ต.อ.คมกริช มั่นจิตต์ ผกก.สภ.หนองขาม, พ.ต.ท.ฤทธิไกร กะระกล รอง ผกก.สส.สภ.หนองขาม, พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1

โดยกำลังเจ้าหน้าที่ ตม.จว.ชลบุรี 14 นาย ร่วมกับ กก.สส.บก.ตม.3 9 นาย, ภ.จว.ชลบุรี 25 นาย, สภ.บ่อวิน 14 นาย, สภ.หนองขาม 13 นาย, ตำรวจท่องเที่ยว 13 นาย, ล่าม 23 คน และอาสาฯ 35 คน รวมจำนวนกว่า 146 นาย ได้ขานรับมาตรการที่ 1 (เอกซเรย์ ระดมกวาดล้าง) โดยบูรณาการกำลังร่วมกันเข้าตรวจสอบสถานประกอบการและที่พักอาศัยของคนต่างด้าว ณ โครงการ TC Town บ่อวิน จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งที่มีแรงงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะทำการตรวจสอบได้มีคุณเก๋(สงวนชื่อจริง) แสดงตัวเป็นผู้จัดการนิติบุคคลของโครงการนี้ ได้ให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี และได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ว่า โครงการนี้มีอาคารหอพักทั้งหมด 10 อาคาร เป็นอาคาร 5 ชั้น 8 อาคารและ 7 ชั้น 2 อาคาร โดยมีห้องพักรวมทั้งหมดประมาณ 958 ห้อง มีผู้พักอาศัยรวมประมาณ 1000 คน

ผลการปฏิบัติการ “เอกซเรย์พื้นที่เป้าหมาย” จากการกระจายกำลังเข้าตรวจสอบและคัดกรองบุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน, เมียนมา,ลาว และกัมพูชา ในพื้นที่ดังกล่าว จำนวนกว่า 816 ราย พบบุคคลต่างด้าวมีการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรถูกต้อง 811 ราย และพบผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ดังนี้ อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay): จำนวน 1 ราย สัญชาติ กัมพูชา (วันอนุญาตสิ้นสุด), ไม่แจ้งที่พักอาศัย (ม.38): จำนวน 150 ราย เป็นสัญชาติจีน 136 ราย สัญชาติลาว 6 ราย และสัญชาติเมียนมา 8 ราย (ความผิดฐานเจ้าบ้าน ผู้ครอบครอง หรือผู้จัดการเคหสถาน, ไม่แจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าวภายใน 24 ชั่วโมง)ม ไม่รายงานตัว 90 วัน (ม.37): จำนวน 14 ราย สัญชาติจีน (ความผิดฐานคนต่างด้าวอยู่เกิน 90 วันแล้วไม่รายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่), ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต (ม.8): จำนวน 4 ราย เป็นสัญชาติจีน 2 ราย สัญชาติเมียนมา 2 ราย (ความผิดฐานเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน)

ดำเนินการเฉียบขาด พร้อมสร้างความเข้าใจ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้ทำการเปรียบเทียบปรับทั้งในส่วนของตัวบุคคลต่างด้าวผู้กระทำความผิด และเจ้าบ้าน/ผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เจ้าของห้องเช่า และคนต่างด้าว เกี่ยวกับขั้นตอนและข้อกฎหมายในการแจ้งที่พักอาศัย (ม.38) รวมถึงการรายงานตัวทุก 90 วัน (ม.37) ให้ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัยและการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ขอเน้นย้ำไปยังผู้ประกอบการและเจ้าของที่พักอาศัยทุกแห่ง ต้องตรวจสอบและแจ้งการเข้าพักของคนต่างด้าวทุกครั้งตามที่กฎหมายกำหนด หากพบการปล่อยปละละเลย จะถูกดำเนินคดีและปรับตามอัตราโทษสูงสุดไม่มีข้อยกเว้น เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป


ตำรวจภูธรภาค 1 แถลงข่าวการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ เครือข่ายโกดังยาเสพติด เปา K2 (คลองสอง ลำลูกกา)

ตำรวจภูธรภาค 1 พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 พล.ต.ต.ฤทธินันท์ ปุ๋ยพันธวงศ์ ผบก.กค.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ต้องการให้ประชาสัมพันธ์ นโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎากาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.   

ตำรวจภูธรภาค โดย พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.๑, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สถาพร เอมโอษฐ์ รอง จตร.ช่วยราชการ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.๑, พล.ต.ต.อภิรักษ์ เวชกาญจนา รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1

ภ.จว.สระบุรี โดย พล.ต.ต.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.เกษดา วัชรานนท์ รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี, พ.ต.อ.สุริยะ สุดกังวาล รอง ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.ไกรสร ศรีอำพร ผกก.สส.ภ.จว.สระบุรี/หัวหน้า ชปส.ศอ.ปส.ภ.๑ ชุดที่ ๒

ภ.จว.ปทุมธานี โดย พล.ต.ต.พีรพล โชติกเสถียร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.ธงรบ แจ้งจิต รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.กานตภณ วรรณา ผกก.สภ.คูคต, พ.ต.อ.อดิเรก โปธิปัน ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ขกท.โดย พล.ต.อภิชัย ทองธรรมชาติ ผบ.ขกท.

ขกท.ศปก.นสศ. โดย พ.อ.ศรายุทธ พัฒนชัย ผบ.ขกท.ศปก.นสศ. สำนักงาน ป.ป.ส. ภาค ๑ โดย นายอำนาจ เหล่ากอที รอง เลขาธิการ ปปส. รักษาทราชการแทน ผอ.ปปส.ภ.1 , นางสาวศศิรัศมิ์ นามวงษ์ ผอ.บก.ปปส.ภ.๑ และเจ้าหน้าที่ในสังกัด

ร่วมกันสืบสวนจับกุม ผู้ต้องหาที่เก็บพักยาเสพติดกลุ่มเครือข่าย “เปา K2 (คลองสอง ลำลูกกา)” 4 ราย คือ 1.นายวิโรจน์หรือเปา อายุ 42 ปี ภูมิลำเนา ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี, 2.นายวัชรพงษ์หรือโต้ง อายุ 31 ปี ภูมิลำเนา ต.พรมเทพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์, 3.นางสาวปริฉัตรหรือบี อายุ 21 ปี ภูมิลำเนา แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และ4.mrs.pantda หรือปลาย อายุ 19 ปี สัญชาติลาว พร้อมของกลาง คือ

  1. ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 8,900,000 เม็ด
  2. โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 5 เครื่อง
  3. ตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน

พฤติการณ์ในการจับกุม ตามนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล และ นโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการให้ ตำรวจภูธรภาค 1 บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับ จนท.หน่วยข่าวกรองทางทหาร ศูนย์ปฏิบัติการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ขกท.ศปก.นสศ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และเจ้าหน้าที่ ปปส.ภาค 1   ได้ร่วมกันขยายผลการจับกุมกลุ่มที่พักยาเสพติดและทีมลำเลียงยาแสพติดเรื่อยมา จนกระทั่งทราบว่ามีกลุ่มทีมพักยาเสพติดเพื่อนำมากระจายให้กับกลุ่มผู้รับในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย โดยกลุ่มดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลทั้งชายและหญิง จำนวนหลายคน โดยจะนำยาเสพติดมาเก็บพักไว้ภายในบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

         

จนกระทั่งช่วงดึกของวันที่ 19 ต่อเนื่อง 20 พฤษภาคม 2569 พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าว และสามารถจับกุม นายวิโรจน์หรือเปา, นายวัชรพงษ์หรือโต้ง, นางสาวปริฉัตรหรือบี และ mrs.panatda หรือปลาย ได้พร้อมของกลางยาเสพติดจำนวน 45 กระสอบ (ประมาณ 8,900,000 เม็ด) ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จำนวน 40 กระสอบ(ประมาณ 8,000,000 เม็ด) และซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จำนวน 5 กระสอบ(ประมาณ 900,000 เม็ด)

เหตุเกิดภายในบ้านไม่มีเลขที่ ซอยบ้านปั้นทองนิเวศน์ 3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ต่อเนื่องบ้านเลขที่ 20 ม.3 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 03.30 น. ต่อเนื่องวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.30 น.

ในการจับกุมในครั้งนี้ เป็นการยับยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดไปสู่ประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งยาเสพติดของกลางหากถูกนำออกขายสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่ากว่า 300,000,000 บาท 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจะได้ขยายผลถึงกลุ่มลูกค้า ผู้สั่งการ และบุคคลในเครือข่ายยาเสพติด รวมถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด โดยจะนำมาตรการสมคบ สนับสนุนช่วยเหลือ ฟอกเงิน และยึดทรัพย์สิน มาใช้ดำเนินการกับบุคคลในเครือข่ายยาเสพติดต่อไป

ขอประชาสัมพันธ์ประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง พื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป


สภ. ดอนตูม ห่วงใยความปลอดภัยนักเรียนและผู้ปกครอง

วันที่ 21 พ.ค. 2569 เวลา 16.20 น. พ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.สภ.ดอนตูม ออกตรวจและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ด้านการจราจร บริเวณหน้าโรงเรียนคงทองวิทยา เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร ดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนในช่วงเวลาเลิกเรียน

ทางด้าน ร.ต.อ.สุทิน ศรีสะใบ พร้อมด้วยสายตรวจจราจร ปฏิบัติหน้าที่อำนวยการจราจร ดูแลการสัญจรอย่างเข้มแข็งการจราจรคล่องตัว เหตุการณ์ทั่วไปปกติ

สภ.ดอนตูม พร้อมดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในทุกช่วงเวลา


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทรับส่งนักท่องเที่ยวเกาะทะลุ เสียหายเกือบทั้งลำ คนขับบาดเจ็บ คาดเสียหาย 3-4 ล้านบาท

ไฟไหม้เรือสปีดโบ๊ทรับส่งนักท่องเที่ยวเกาะทะลุ เสียหายเกือบทั้งลำ คนขับบาดเจ็บ คาดเสียหาย 3-4 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เกิดเหตุเพลิงไหม้เรือสปีดโบ๊ทของบริษัทนำเที่ยวแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะจอดอยู่ริมทะเล เนื่องจากช่วงน้ำตื้นจึงไม่สามารถนำเรือเข้าจอดที่ท่าเรือตามปกติได้

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า เรือสปีดโบ๊ทลำดังกล่าวใช้สำหรับรับส่งนักท่องเที่ยวจากฝั่งข้ามไปท่องเที่ยวที่เกาะทะลุ เป็นเรือขนาด 2 เครื่องยนต์ อายุการใช้งานประมาณ 7-8 ปี ก่อนเกิดเหตุเครื่องยนต์มีปัญหาและเพิ่งนำไปซ่อมมา

กระทั่งวันนี้ คนขับเรือได้เข้าไปเตรียมเรือเพื่อหวังนำออกไปรับนักท่องเที่ยว แต่ระหว่างติดเครื่องยนต์ ได้เกิดเสียงดังคล้ายการจุดระเบิด ก่อนที่เปลวไฟจะลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คนขับเรือถูกไฟลวกบริเวณแขนและลำตัวได้รับบาดเจ็บ

หลังเกิดเหตุ คนขับเรือพยายามนำถังดับเพลิงภายในเรือมาฉีดสกัดเพลิง แต่ไม่สามารถควบ คุมไฟไว้ได้ เนื่องจากไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเรือได้รับความเสียหายเกือบทั้งลำ ก่อนตัดสินใจกระโดดลงน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเวลาต่อมา

เบื้องต้นประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 3-4 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวทั้ง หมดได้เปลี่ยนไปใช้เรือลำอื่นของบริษัทฯ เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะทะลุ โดยไม่มีนักท่องเที่ยวได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์


( เครดิตภาพ นายประจักษ์ ทองรัตน์ )

ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468

ชุดเฉพาะกิจสังขละบุรี ! สกัดจับผู้นำพาชาวไทย ลอบขน 11 แรงงานเถื่อนซุกรถยนต์

ชุดเฉพาะกิจสังขละบุรี ! สกัดจับผู้นำพาชาวไทย ลอบขน 11 แรงงานเถื่อนซุกรถยนต์

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. ภายใต้การอำนวยการของ นางสาวริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับพลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 / ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์, พลตำรวจตรี พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี, นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี, นายสุริยศักดิ์ เหมือนอ่วม นายอำเภอสังขละบุรี และพันตำรวจเอก สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรอำเภอสังขละบุรี, พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า จัดกำลังพลร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 136, สถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี, และฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี ร่วมตั้งจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจพิเศษ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะปฏิบัติหน้าที่ประจำจุดตรวจหน้าหมวดทางหลวงสังขละบุรี ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมกันทำการสกัดจับกุมขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ได้ผู้ต้องหารวม 12 ราย พฤติการณ์ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจฯ ได้ตรวจพบรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าต้องสงสัย ขับขี่มาจากทางอำเภอสังขละบุรี มุ่งหน้าไปยังอำเภอทองผาภูมิ จึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดตรวจเพื่อขอทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ผลการตรวจสอบและควบคุมตัว ผู้นำพาชาวไทย: จำนวน 1 คน (ทำหน้าที่ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าว) และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย: จำนวน 11 คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น บุคคลต่างด้าวทั้งหมดไม่สามารถแสดงเอกสารประจำตัว หนังสือ เดินทาง หรือเอกสารแสดงสิทธิการเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดรวม 12 คน พร้อมตรวจยึดรถยนต์ของกลาง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้นำตัวผู้นำพาชาวไทยและแรงงานต่างด้าวทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรสังขละบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง และจะทำการสืบสวนขยายผลถึงขบวนการลักลอบนำพาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายรายนี้ต่อไป


/////////#ทีมข่าวภาคตะวันตก