อว.จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI

อว.จับมือ เนคเทค สวทช. คิกออฟ “ABDUL Uni” แพลตฟอร์ม AI ผู้ช่วยครู-ผู้เรียน ดึง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง พลิกโฉมห้องเรียนไทยสู่ยุค AI

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า : กระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานปลัดกระทรวง (อว.) ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระดับอุดมศึกษา ปี 2569” (AI-Driven Higher Education Platform) เพื่อมุ่งต่อยอดความสำเร็จด้านความตระหนักรู้ สู่การ “ขับเคลื่อนการใช้งานจริง” ทั่วประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า กระทรวง (อว.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ทั้งในการผลิตกำลังคน การวิจัย และการประยุกต์ใช้อย่างมีจริยธรรม โดยได้ออก แนวปฏิบัติกับการจัดการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ฯ พ.ศ.2568 เป็นกรอบสำคัญ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ผู้เรียนใช้ AI เป็น แต่ต้องการให้ ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ให้ประเทศ

“ในปีนี้ กระทรวง (อว.) คาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ตั้งแต่การจัดการเรียนสอน การพัฒนาหลักสูตร ไปจนถึงการบริหารข้อมูล ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง ที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและสร้างต้นแบบระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัยฯ กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญ ว่า Generative AI กำลังเปลี่ยนบทบาทของภาคการศึกษาอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เน้นการเข้าถึงข้อมูล ไปสู่การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เนคเทค (สวทช.) โดยกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านการศึกษาชื่อว่า ‘ABDUL Uni Platform’ ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือทรงพลังให้กับมหาวิทยาลัยไทย

“แพลตฟอร์ม ABDUL Uni เป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่พัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค (สวทช.) ซึ่งจะช่วยให้อาจารย์ผู้สอนสามารถออกแบบ “AI Tutor” ที่จำเพาะเจาะจงตอบโจทย์ตามรายวิชา สามารถดูแลและติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนเป็นรายบุคคล รวมถึงจัดการห้องเรียนแบบครบวงจร ตั้งแต่มอบหมายงาน ตรวจประเมินผล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานของอาจารย์แล้ว ยังสร้างประสบการณ์เรียนรู้แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Active Learning) โดยให้ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคิด ไม่ใช่เครื่องมือที่คิดแทนผู้เรียน”

ผู้อำนวยการเนคเทค (สวทช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้โครงการในปี 2569 นี้ เป็นการต่อยอดแบบก้าวกระโดดจากโครงการสร้างความตระหนักรู้ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์เดิมพิสูจน์แล้วว่า อาจารย์ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ บริหารธุรกิจ วิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือครุศาสตร์ ต่างสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการสอนได้จริง ไม่จำกัดเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มหาวิทยาลัยไทยจะขยายผลไปสู่การใช้งานจริงในระบบการเรียนการสอนอย่างมีธรรมาภิบาล ผ่านการสนับสนุนโควต้าการใช้งาน AI จากสำนักงานปลัดกระทรวง (อว.) ตลอดจนการสร้างทีมเทคนิคประจำสถาบัน โดยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากผู้บริหารของทั้ง 20 มหาวิทยาลัยนำร่อง จะเป็นพลังสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า AI สามารถยกระดับอุดมศึกษาไทยสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการนำเสนอแผนการดำเนินงานของโครงการ และชี้แจงเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอม พิวเตอร์แห่งชาติ (หัวหน้าโครงการ) และการแนะนำและทำความรู้จักกับแพลตฟอร์ม ABDUL Uni Platform โดย นายชัชวาล สังคีตตระการ และทีมนักวิจัย กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

ทั้งนี้โครงการดังกล่าว กระทรวง (อว.) และ เนคเทค (สวทช.) คาดหวังให้เกิดการปฏิรูประบบนิเวศการศึกษาไทยที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล โดยผลลัพธ์จาก 20 มหาวิทยาลัยนำร่องในครั้งนี้จะถูกนำมาใช้เป็นพิมพ์เขียว และโมเดลต้นแบบในการกระจายองค์ความรู้ รวมถึงขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์ม ABDUL Uni ไปสู่สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม. แจงผลเชิงรุก “มาตรการ 3 ไม่” ขานรับบิ๊กต่าย เผยครึ่งปีแรกปฏิเสธเกือบสามหมื่นคน

ตม. แจงผลเชิงรุก “มาตรการ 3 ไม่” ขานรับบิ๊กต่าย เผยครึ่งปีแรกปฏิเสธเกือบสามหมื่นคน

ตามนโยบาย บิ๊กต่าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. สั่งตำรวจทั่วประเทศกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติ ตามมาตรการของทางรัฐบาล แก้ปัญหาคนต่างชาติที่แฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศ

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ ในฐานะโฆษก สตม. เปิดเผยว่า พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการ ตม. ทุกหน่วยทั่วประเทศ ปฎิบัติตามนโยบาย ผบ.ตร. อย่างเคร่งครัด มาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยใช้ “มาตรการ 3 ไม่” ในการบังคับใช้กฎหมายกับคนต่างชาติ ได้แก่ ไม่ให้เข้า ไม่ให้อยู่ และไม่ให้รอด

โดย มาตรการแรกคือ “ไม่ให้เข้า” เป็นมาตรการสกัดกั้น ก่อนเข้าประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 การปฎิบัติหลัก ได้แก่

  • การใช้ระบบเทคโนโลยี APPS หรือ Advance Passenger Processing System เพื่อสกัดกั้น คนต่างชาติ ที่ถูกขึ้น Blacklist จากการถูกจำคุกในประเทศไทย รวมถึงคนต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล ซึ่งอยู่ในบัญชี Blacklist ปัจจุบัน 169,506 ราย ทำให้คนต่างชาติเหล่านี้ ไม่สามารถบินเข้าไทยได้ โดยสายการบินจะปฎิเสธการขึ้นเครื่องตั้งแต่ต้นทาง และหากเข้าทางด่านชายแดนทางบก จะถูกปฎิเสธการเข้าเมืองทุกราย
  • มีการสกัดกั้นคนต่างชาติ ที่ใช้ Free Visa และถูกด่าน ตม.ต่างๆ ทั่วประเทศ เรียกสัมภาษณ์ โดยพบว่ามีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย เช่น แฝงตัวเข้ามาทำงาน หรือน่าสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ที่ย้ายฐานจากประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค. ปีนี้ มีการปฏิเสธการเข้าเมือง รวมทั้งสิ้น 29,490 ราย

มาตรการที่สองคือ “ไม่ให้อยู่” ใช้ 2 การปฎิบัติหลัก ได้แก่

  • การสั่งเพิกถอนวีซ่าคนต่างชาติ ทั้งที่เป็น Free Visa และได้รับวีซ่าประเภทอื่น แต่แฝงตัวทำกิจกรรมที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ Visa ที่ได้รับ โดยเฉพาะวีซ่านักเรียน ที่ไม่มีการเรียนจริง โดย ตั้งแต่ 1 ม.ค.- พ.ค.2569 ได้ปฏิเสธและผลักดันออกนอกประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 668 ราย
  • มีการเอกซเรย์ทุกพื้นที่ และระดมกวาดล้างจับกุมคนต่างชาติผิดกฎหมายคดีต่าง ๆ ตั้งแต่ 1 ม.ค.- เม.ย.2569 รวม 14,161 ราย

มาตรการสุดท้ายคือ “ไม่ให้รอด” โดยให้ ตม. ทุกพื้นที่ จัดทำข้อมูลเป้าหมาย และประสานข้อมูลเพื่อการตรวจค้นกวาดล้างร่วมกับตำรวจพื้นที่

โดยตั้งแต่ 1 ม.ค.- พ.ค.2569 มีการตรวจสอบเป้าหมายต่างชาติที่ใช้สิทธิวีซ่า พำนักในประเทศโดยมีลักษณะเป็นแหล่งชุมชน แต่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย และส่งเป้าหมายให้ตำรวจพื้นที่ ในจุดสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญที่มีแหล่งชุมชนต่างชาติ รวม 190 เป้าหมาย ดังนี้

  • ตม.จว.ชลบุรี 147 เป้าหมาย
  • ตม.จว.แม่ฮ่องสอน 2 เป้าหมาย
  • ตม.จว. เชียงใหม่ 9 เป้าหมาย
  • ตม.จว.สุราษฎร์ธานี 22 เป้าหมาย
  • ตม.จว.ภูเก็ต 10 เป้าหมาย
    ตรวจค้นแล้ว พบการกระทำผิดและมีการจับกุมไปกว่า 31 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามพฤติการณ์

พล.ต.ต.เชิงรณฯ ย้ำว่า มาตรการดังกล่าว ทาง พล.ต.ท.ภาณุมาศฯ ได้สั่งผู้การ ตม. ในสังกัด ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และจะติดตามผลอย่างใกล้ชิดต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“วีรพล-จุฑาทิพย์” คว้านักกีฬายอดเยี่ยม “กุลวุฒิ-อาฒยา” ผงาดถ้วยอาชีพ “ขุนศึกน้อย” ครองรางวัลนักมวยไทยแห่งปี ในงาน “วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2568” ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย

“วีรพล-จุฑาทิพย์” คว้านักกีฬายอดเยี่ยม “กุลวุฒิ-อาฒยา” ผงาดถ้วยอาชีพ “ขุน ศึกน้อย” ครองรางวัลนักมวยไทยแห่งปี ในงาน “วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2568” ของสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย จัดงานวัน “วันนักกีฬายอดเยี่ยม ประจำปี 2568” ที่โรงแรมอโนมา แกรนด์ โดยได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการ คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี เมมเบอร์) ในฐานะประธานจัดงาน, ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณารางวัล, พล.อ.เดชา เหมกระศรี รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ในฐานะผู้แทนประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาแห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้บริหารองค์กรกีฬา,นักกีฬา,ผู้ฝึกสอน ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างคับคั่ง

สำหรับงานวันนักกีฬายอดเยี่ยม จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมยกย่องและเชิดชูเกียรติ “คนกีฬา” ที่มีผลงานโดดเด่นในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา สรุปผู้ที่ได้รับรางวัลสาขาต่างๆ ดังนี้

นักกีฬาสมัครเล่นชายยอดเยี่ยม วีรพล วิชุมา (ยกน้ำหนัก),นักกีฬาสมัครเล่นหญิงยอดเยี่ยม จุฑาทิพย์ กันทะธง (เทคบอล), นักกีฬาเยาวชนชายยอดเยี่ยม ภูริพล บุญสอน (กรีฑา), นักกีฬาเยาวชนหญิงยอดเยี่ยม ธนพร แซ่เตีย (ยกน้ำหนัก)

นักกีฬาคนพิการชายยอดเยี่ยม พงศกร แปยอ (วีลแชร์เรซซิ่ง), นักกีฬาคนพิการหญิงยอดเยี่ยม สายสุนีย์ จ๊ะนะ (วีลแชร์ฟันดาบ), ผู้ฝึกสอนกีฬาคนพิการยอดเยี่ยม สุพรต เพ็งพุ่ม (ผู้ฝึกสอนกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง), นักกีฬาอาชีพชายยอดเยี่ยม กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (แบดมินตัน), นักกีฬาอาชีพหญิงยอดเยี่ยม อาฒยา ฐิติกุล (กอล์ฟ)

นักมวยไทยยอดเยี่ยม ขุนศึกน้อย บูมเด็กเซียน, นักมวยไทยดาวรุ่งยอดเยี่ยม เสือภูมิ ตี๋น้อยคชิน, มวยไทยประยุกต์ยอดเยี่ยม เพชรจีจ้า ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม, ทีมผู้ฝึกสอนมวยไทยยอดเยี่ยม ทีมค่ายมวย บูมเด็กเซียน, ผู้ฝึกสอนกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม กฤช อัศวพิมลพร (ผู้ฝึกสอนของอาฒยา ฐิติกุล), ผู้ฝึกสอนกีฬายอดเยี่ยม ศักดิ์ชัย ธิตะจารี (ยกน้ำหนัก)

ชนิดกีฬาทีมยอดเยี่ยม (Sport) ทีมวอลเลย์บอลทีมชายทีมชาติไทย, ประเภททีมกีฬายอดเยี่ยม (Event) วราวุฒิ แสงศรีเรือง-วลลิตา ยืนนาน (ยูยิตสู ประเภทคู่ผสม), ชนิดกีฬาทีมอาชีพยอดเยี่ยม (Sport) สโมสรฟุตบอลราษีไศล ยูไนเต็ด, ประเภททีมกีฬาอาชีพยอดเยี่ยม (Event) เดชาพล พัววรานุเคราะห์-ศุภิสรา เพียวสามพราน (แบดมินตัน ประเภทคู่ผสม)

สมาคมกีฬายอดเยี่ยม สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย,รางวัลเอกชัย นพจินดา รางวัลเยาวชนชาย ได้แก่ “ปอนด์” ปกรณ์ เพ็ชน้ำ (นักฟุตซอล),เยาวชนหญิง ได้แก่ “โดนัท” กนกพร วรรณทอง (ฟุตบอล),นักกีฬาอาวุโสชายยอดเยี่ยม ได้แก่ จิรพงษ์ เมฆเวียน (กรีฑา) อายุ 43 ปี,นักกีฬาอาวุโสหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ รัชนี วสุรัตน์ (ว่ายน้ำ) อายุ 93 ปี

นักกีฬาดาวเด่น ประกอบด้วย พงศภัค เหล่าภักดี (กอล์ฟ),จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ (สเก็ตบอร์ด), ณัฐพงษ์ มีชัย (แบดมินตันคนพิการ), นิธิกร เจียมพิริยะกุล (ว่ายน้ำคนพิการ), ศศิราวรรณ อินทโชติ (กรีฑาคนพิการ), สุนีย์ภรณ์ ถนอมวงศ์ (กรีฑาคนพิการ), จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ (รถจักรยานยนต์), กฤตภัทร เขื่อนคำ (รถจักยานยนต์)

รางวัลผู้ทรงคุณค่า ประกอบด้วย นายวรากร กระแสร์ตานนท์ ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคนตาบอดฯ, นายไมตรี คงเรือง นายกสมาคมกีฬาคนพิการฯ, นายรัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ผู้ก่อตั้งทีมแข่งรถจักรยานยนต์ “Idemitsu Honda Team Christmas” และรางวัลธรรมาภิบาลทาง การกีฬา ได้แก่ สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สม เด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ, นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ, นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ, นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ, นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูล เกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหา ราชวัง กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสาร กิจกรรม ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www. facebook.com/atpohtecktung หรือคลิกเพื่อติดตามทางช่องทางอื่นๆ รวมถึงพิกัดของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิร่วมกตัญญู จัดรถกู้ภัยพร้อมหีบใส่ร่าง จำนวน 100 ใบ สนับสนุน รพ.รามาจักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ

มูลนิธิร่วมกตัญญู จัดรถกู้ภัยพร้อมหีบใส่ร่าง จำนวน 100 ใบ สนับสนุน รพ.รามาจักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 : มูลนิธิร่วมกตัญญู จัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัคร,ยานพาหนะรถกู้ภัยพร้อมหีบใส่ร่าง จำนวน 100 ใบ ดำเนินการเคลื่อนย้ายร่างผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา (อาจารย์ใหญ่) จำนวน 100 ร่าง ไปประกอบพิธีทางศาสนาบำเพ็ญกุศล และ จะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพแด่ผู้เสียสละอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2569

มูลนิธิร่วมกตัญญู ทุกคนขอร่วมพิธีเคลื่อนร่างของอาจารย์ใหญ่ ในครั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และ ให้สมเกียรติสูงสุดแก่ อาจารย์ใหญ่ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาทางการแพทย์


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมฯ อายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

สนท.ประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1/2569 มอบตำแหน่งกรรมการชุดใหม่ พร้อมเดินหน้าบูรณะอาคารสมาคมฯ อายุ 30 ปี ให้กลับมาสง่างามดังเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ ไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 299 แยกการเรือน ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร : นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนท.85 ปี) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2569 พร้อมมอบตำแหน่งให้แก่คณะกรรมการบริหารทั้ง 19 ท่านตามข้อบังคับของสมาคมฯ

ภายหลังการประชุม นายอนันต์ฯ ได้นำคณะกรรมการบริหารเยี่ยมชมอาคารสมาคมและพื้นที่โดยรอบ เพื่อสำรวจสภาพอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ใช้งานมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปี โดยมีแผนเร่งดำเนินการซ่อมแซมและบูรณะในส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม อาทิ ห้องสมุดประชาชน, ห้องประชุมสัมมนา, ห้องพิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ตลอดจนสาธารณูปโภคและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

นายอนันต์ฯ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบันได้รับการส่งมอบงานและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2569 และจะดำรงตำแหน่งบริหารงานสมาคมฯ จนถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2572 รวมระยะเวลา 3 ปี โดยการประชุมครั้งนี้มีคณะกรรมการเข้าร่วมครบทั้ง 19 ท่าน ครบองค์ประชุม

ที่ประชุมได้ร่วมกันเสนอความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างหลากหลาย โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาสมาคมให้มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางของวิชาชีพสื่อมวลชนได้อย่างสง่างามอีกครั้ง พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อยกระดับกิจกรรมของสมาคม มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย พิพิธภัณฑ์หนังสือ พิมพ์ไทย และห้องสมุดประชาชนของสมาคมให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกและสาธารณชนอย่างสูงสุด

นายอนันต์ฯ ยังกล่าวด้วยว่า อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูป ถัมภ์ แห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นในสมัย นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมฯ ซึ่งได้ระดมงบประมาณกว่า 20 ล้านบาทในการก่อสร้าง จนเป็นอาคารที่มีความสง่างามและเป็นศูนย์รวมของคนในวงการสื่อมวลชนไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันอาคารมีอายุประมาณ 30 ปี จึงมีสภาพเสื่อมโทรมตามกาลเวลา คณะกรรมการบริหารชุดใหม่จึงมีความตั้งใจที่จะร่วมกันบูรณะ ซ่อมแซม และพัฒนาอาคารให้กลับมามีความสวยงามและพร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพดังเช่นในอดีต

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการบริหารได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ขอขอบคุณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ขนมปังและอาหารว่างสำหรับคณะกรรมการบริหาร สมาชิก และผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ #สนท85ปี #มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย #พิพิธภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย #ห้องสมุดสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย #ประชุมคณะกรรมการบริหาร2569 #ร่วมบูรณะอาคารสมาคม30ปี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รับลูก รมว.จุลพันธ์ กรมพัฒน์ฯ เปิดเทรน AI ทั่วประเทศ เร่งปั้นแรงงานทักษะสูงรับโลกงานยุคใหม่

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขานรับนโยบายนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินหน้า Upskill/Reskill แรงงานไทยเร่งด่วน เปิดฝึกอบรมทักษะ AI และ Digital Technology ทั่วประเทศ มุ่งยกระดับแรงงานไทยสู่ High-Skilled Labour

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการแรงงานที่มีคุณสมบัติ Skill แตกต่างกัน แรงงานต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้การใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เสริมทักษะภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ สร้างตัวตนบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีและความต้องการของตลาด ดังนั้น กระบวนการ Upskill/Reskill จึงจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องของ AI และเทคโนโลยีต่างๆ Technology Disruption เพื่อให้แรงงานไทยเหล่านั้นกลายเป็นแรงงานทักษะสูง (High-Skilled Labour) รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุผลดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงกำชับให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินการยกระดับทักษะให้แก่แรงงานโดยมุ่งเน้นทักษะด้าน AI และเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเร่งด่วน

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อไปว่า ปี 2569 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีโครงการยกระดับผลิตภาพและพัฒนากำลังคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม พัฒนาสมรรถนะบุคลากรดิจิทัลรองรับอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต (D-Workforce) เป้าหมายดำเนินการ 10,000 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 5,938 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569) ซึ่งจัดฝึกอบรมโดยหน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้แก่ สถาบัน /สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้กำลังเปิดรับสมัครฝึกอบรมหลักสูตร การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียด้วยเทคโนโลยี Generative AI หลักสูตร AI Assisted Coding Fundamentals พัฒนานวัตกรรมดิจิทัลด้วย AI และหลักสูตรที่เกี่ยวข้องดังกล่าวอยู่หลายแห่ง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง วันที่ 30 พฤษภาคม–6 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี วันที่ 6–24 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 21 ภูเก็ต วันที่ 14–18 มิถุนายน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 32 จันทบุรี อบรมระหว่างวันที่ 15–26 มิถุนายน เป็นต้น นอกจากนี้ กรมยังมีหน่วยฝึกอบรมเฉพาะทางที่เกี่ยวกับ AI และดิจิทัลต่างๆ คือ สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล สามารถเข้าไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตลอดเวลา ซึ่งมีหมวดโปรแกรมคอมพิวเตอร์และทักษะดิจิทัลที่ DSD Online Training หรือเว็บไซต์ https://onlinetraining.dsd.go.th/

การที่แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์) มีประโยชน์มากทั้งต่อ “ตัวแรงงานเอง” และ “ตลาดแรงงานในอนาคต” เพราะ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานแทบทุกอาชีพ ไม่ใช่เฉพาะสายไอทีเท่านั้น ทำให้เพิ่มโอกาสในการได้งาน การเติบโตในสายอาชีพได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดงานซ้ำๆ เช่น พิมพ์เอกสาร สรุปข้อมูล แปลภาษา ทำกราฟิก หรือจัดตารางงาน ทำให้แรงงานมีเวลาไปพัฒนางานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ต่อยอดสู่งานใหม่ๆ ได้ เช่น นักสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ การตลาดดิจิทัล วิเคราะห์ข้อมูล หรือขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งหลายอาชีพมีรายได้สูงขึ้นจากการใช้ AI ช่วยทำงาน

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการฝึกทักษะเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบัน/สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกแห่งทั่วประเทศ หรือดูกำหนดการเปิดฝึกอบรมได้ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน www.dsd.go.th หัวข้อกำหนดการเปิดฝึกอบรม อธิบดีสมาสภ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร. ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

ผู้ทรงคุณวุฒิ ตร.ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี

วันที่ 3 มิถุนายน 2569 : พล.ต.ต.สมชาย เขียวจักร์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานสำรวจแห่งชาติ รรท.รอง ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นางภคมน ทรงอภิสุขกุล ภรรยา ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาส พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี โดยมีนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานในพิธี พร้อมข้าราชการและประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ณ อาคารนิทรรศการ 1 อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์ เนตินิยม สมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวทางการแพทย์อย่างยั่งยืนประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 13.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุขั้นสูง” มากกว่าร้อยละ 28 ภายใน 10 ปีข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ สร้างความท้าทายเชิงสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่องบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐมีจำกัด ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นสูง การคิดในมิติของ “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ยืนยาว (Longevity Investment)” จึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องขยายความมากขึ้นในสังคมไทย ทั้ง นี้ความสามารถในการดูแลตนเองสำหรับผู้สูงอายุนั้น สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ความสามารถในการรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนอง ซึ่งอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ สมองของมนุษย์

สิ่งที่ผู้สูงอายุหวาดกลัวมากที่สุด ขณะที่องค์ความรู้ในสังคมไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด คือ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม ในปี 2565 พบผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 680,000 ถึง 770,000 คน หรือประมาณร้อยละ 6 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากการประมาณการณ์ระยะยาว ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านคนภายใน 25 ปี ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณการดูแลผู้ป่วย และภาระด้านศีลธรรมของผู้ดูแลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงมากในระดับหลายแสนบาทต่อคนต่อปี ดังนั้นการชะลอหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์สำคัญด้านสาธารณสุขที่จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว

การที่ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์บริหารจัดการผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากเช่นนี้มาก่อน ทำให้ความมุ่งมั่นในการรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นถูกละเลย อาทิ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งระบุว่าบุคคลทั่วๆ ไปมักให้ความสำคัญกับ ผลประโยชน์ทันที มากกว่าผลเสียในอนาคต ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราทำให้รู้สึกดีทันที (relaxation, pleasure) แต่การดื่มในปริมาณที่มากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต ดังนั้นการรณรงค์แนวคิด Longevity Investment หรือการลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน

Longevity Investment ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสมอง อาจดำเนินการได้ 2 แนวทางหลัก คือ

  1. การใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองเชิงชีวภาพและการประเมินทางพันธุกรรม หรือ การนำ AI ช่วยวิเคราะห์ MRI เพื่อวินิจฉัยโรค
  2. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมฝึกสมอง เช่น การเรียนภาษาใหม่ การเล่นดนตรี การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น การทำอาหาร ทำเบเกอรี่ หรือ การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมทั้งทางสังคม ชุมชน หรือองค์กรอาสาสมัคร การเรียนรู้ในลักษณะนี้ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอีกด้วย

การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงช่วย ชะลอการเสื่อมของการทำงานสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่เชื่อมโยงมากขึ้นสำหรับผู้สูงวัยตัวอย่างผลงานที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ บทบาทของสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพ มหานคร ซึ่งมีการจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือ เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1, ดินแดง 2, คลองเตย, หนองจอก, ประเวศ, บางรัก ฯลฯ) โดยผู้สมัครเรียนไม่มีข้อจำกัดว่าต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพ มหานคร ซึ่งผู้สูงอายุหรือบุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรที่เปิดสอน ได้จากเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร หัวข้อ โรงเรียนฝึกอาชีพ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รวบคารถบรรทุก ! ศุลกากรประจวบฯ สนธิกำลังด่านกักกันสัตว์ฯ ด่านตรวจพืชฯ สกัดจับเมล็ดกาแฟดิบเถื่อน 9.6 ตัน มูลค่าทะลุ 7.6 ล้านบาท

ประจวบคีรีขันธ์ – กรมศุลกากร โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ สกัดจับขบวนการลักลอบขนของหนีภาษี ยึดเมล็ดกาแฟดิบต่างประเทศลักลอบนำเข้ากว่า 160 กระสอบ น้ำหนักรวมเกือบ 10 ตัน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 7.6 ล้านบาท คาจุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายฐิติพงศ์ คำผุย นายด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์วรพงษ์ รังผึ้ง หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และนายศักดิ์เศวต เศวตเวช หัวหน้าด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายเร่งด่วนรัฐบาลและกรมศุลกากรในการการปกป้องสังคมจากสินค้าผิดกฎหมาย (Social Protection) นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร พร้อมด้วย นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมศุลกากร และนางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายอย่างเคร่งครัด ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ จึงได้บูรณาการร่วมกับด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านตรวจพืชประจวบคีรีขันธ์ สนธิกำลังร่วมออกปฏิบัติการเฝ้าตรวจและตั้งจุดสกัดตามเส้นทางยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันการลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชั้นใน

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบรถบรรทุกเป้าหมาย ณ จุดตรวจด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากการตรวจค้นภายในรถบรรทุกคันดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบเมล็ดกาแฟดิบที่มีถิ่นกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวนรวม 160 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 9.6 ตัน ประกอบด้วยเมล็ดกาแฟอาราบิก้า จำนวน 133 กระสอบ และเมล็ดกาแฟโรบัสต้า จำนวน 27 กระสอบ โดยไม่ปรากฏเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึงเมล็ดกาแฟดิบดังกล่าวยังเป็นสินค้าพืชควบคุมการนำเข้าตามกฎหมายว่าด้วยการกักพืช ซึ่งต้องผ่านการตรวจและได้รับอนุญาตจากด่านตรวจพืชก่อนนำเข้า เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าประมาณ 4 ล้านบาท โดยเมล็ดกาแฟดิบเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้ระบบโควตาภาษีตามพันธกรณี WTO โดยการนำเข้านอกโควตาต้องเสียอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 90 ของราคาศุลกากร คิดเป็นค่าภาษีอากรรวมอากรขาเข้า 3.6 ล้านบาท ของกลางมีมูลค่าและภาษีอากรที่พึงชำระกว่า 7.6 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้ รวมถึงควบคุมตัวผู้ขับขี่และยานพาหนะดำเนินคดีฐานนำเข้าของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 พร้อมขยายผลติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ ด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าผิดกฎหมายที่กระทบกับเกษตรกร และประชาชนในประเทศ ให้ความสำคัญในด้านการร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยด่านศุลกากรประจวบคีรีขันธ์ ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามของศุลกากรปราณบุรี ทหาร ตำรวจ และพนักงานฝ่ายปกครอง ด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ ด่านตรวจพืชประจวบคีรี ขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นและเฝ้าระวังจุดเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางไปรษณีย์ตามแนวนโยบายในการสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชน

โดยในสองไตรมาสแรก (เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมีนาคม 2569) มีผลการดำเนินคดีรวม 211 คดี มูลค่าของกลางกว่า 34 ล้านบาท เป็นบุหรี่ 29.7 ล้านบาท บุหรี่ไฟฟ้า 3.9 ล้านบาท อื่น ๆ 0.23 ล้านบาท มีคดีถึงที่สุดพร้อมทำลายแล้ว เป็นบุหรี่ ปริมาณ 2,192,600 มวน บุหรี่ไฟฟ้า ปริมาณ 5,975 ชิ้น โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่ารัฐมีมาตรการในการควบคุมและดูแลการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0623644468