เพชรบูรณ์ จัดพิธีอุ้มพระดำน้ำ 2568 สืบสานประเพณีโบราณศักดิ์สิทธิ์กว่า 400 ปี ประชาชนแห่ร่วมคับคั่ง

เพชรบูรณ์ – จัดพิธีอุ้มพระดำน้ำ 2568 สืบสานประเพณีโบราณศักดิ์สิทธิ์กว่า 400 ปี ประชาชนแห่ร่วมคับคั่ง

วันที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.09 น. จังหวัดเพชรบูรณ์จัดพิธีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร อ.เมืองเพชรบูรณ์ โดยมี นายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูง ข้าราชการทหาร ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน และนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วม เพื่อร่วมสืบสานประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีมายาวนานกว่า 400 ปี

พิธีเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.39 น. โดย นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้อัญเชิญ องค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจากวัดไตรภูมิ มาประดิษฐานบนเรือแห่ล่องทวนน้ำมาสู่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร เมื่อถึงเวลา 10.09 น. ได้ประกอบ พิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมคณะกรมการเมืองทั้ง 4 ได้แก่ ฝ่ายเวียง วัง คลัง และนา ประกอบพิธีอุ้มพระลงดำน้ำทั้งหมด 6 ครั้ง สลับทิศระหว่างทิศใต้และทิศเหนือ ตามขนบธรรมเนียมโบราณ

หลังเสร็จสิ้นพิธี ได้มีการโปรยแจก เครื่องบวงสรวง กระยาสารท ข้าวต้มลูกโยน และกล้วย ที่ผ่านการทำพิธีอันเป็นสิริมงคล สร้างปรากฏการณ์ “ร่มหงาย” เมื่อประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างหงายร่มเพื่อรับของมงคลกลับบ้าน เชื่อว่าจะนำความโชคดีและความเป็นสิริมงคลมาสู่ครอบครัว

ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชผลเจริญงอกงาม บ้านเมืองสงบร่มเย็น ปราศจากโรคภัย ตามตำนานเล่าขานที่มีมานานกว่า 400 ปี ว่าเคยมีเหตุการณ์องค์พระพุทธรูปดำผุดดำว่ายอยู่กลางแม่น้ำป่าสัก และได้มีการอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดไตรภูมิ จากนั้นจึงสืบสานเป็นพิธีอันยิ่งใหญ่มาจนถึงปัจจุบัน

ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างปลื้มปีติและซาบซึ้งในความศักดิ์สิทธิ์ของพิธี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนา และความสามัคคีของชาวเพชรบูรณ์ที่ร่วมแรงร่วมใจกันอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป.


มนสิชา คล้ายแก้ว
ทีมข่าวเพชรบูรณ์

เขื่อนป่าสักเพิ่มการระบาย เตือนสภาวะน้ำล้นตลิ่งพื้นที่สระบุรี อยุธยา

จังหวัดลพบุรี – อัพเดท สถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักฯ เพิ่มการระบายน้ำ อาจจะเกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และ พระนครศรีอยุธยา

อัพเดท สถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักฯ ล่าสุด น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ออกประกาศ ฉบับที่ 9 แจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อาจจะเกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ตลิ่งต่ำ ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี สระบุรี และ พระนครศรีอยุธยา โดยสถาน การณ์น้ำ ณ วันที่ 22 กันยายน 2568 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 743 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 77.46 % ปริมาณน้ำไหลลงอ่าง 662 ลบ.ม./วินาที หรือ 37 ล้าน ลบ.ม./วัน ปริมาณการระบาย 500 ลบ.ม./วินาที หรือ 43 ล้าน ลบ.ม./วัน

นายชูพงศ์ อิศรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระบุว่า…จากการติดตามและคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ ของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ด้านเหนือเขื่อนตั้งแต่จังหวัดเพชรบูรณ์ลงมา ยังมีปริมาณที่จะน้ำไหลเข้าเขื่อนฯ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ป่าสักชลสิทธิ์ จะดำเนินการปรับเพิ่มการระบายน้ำ จากเดิมอัตรา 500 ลบ.ม./วินาที เป็นอัตรา 650 ลบ.ม./วินาที โดยเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 50 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568 เป็นต้นไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อทรัพย์สินของประชาชน จากการที่ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักจะเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 1.50 – 1.80 เมตร โดยระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอาจจะเกิดสภาวะน้ำล้นตลิ่งในช่วงตลิ่งต่ำ เช่น ตลาดน้ำต้นตาล ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี,ตำบลแสลงพัน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี ตำบลแก่งเสือเต้น และ ตำบลหินซ้อน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี,ชุมชนวัดสะตือ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรี อยุธยา จึงใคร่ขอให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ทราบ และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

นครนายก คึกคัก ! แห่ชมถ้ำพญานาค เมืองบาดาล ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

นครนายก – คึกคัก! แห่ชมถ้ำพญานาค เมืองบาดาล ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศภายในวัดมณีวงศ์ ต.ดงละคร อ.เมือง จ.นครนายก ได้มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาทำบุญ กราบไหว้ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมความสวยงามของถ้ำพญานาควัดมณีวงศ์แห่งนี้จำนวนมาก โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา เที่ยวชมความงดงามภายในถ้ำพญานาคอันเลื่องลือ อีกทั้งยังได้กราบไหว้ขอพร ปิดทองพระพุทธปางป่าเลไลย์เก่าแก่ ที่มีอายุกว่า 400 ปี และเป็นพระพุทธรูปประจำวัดมณีวงศ์แห่งนี้ และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกมากมายให้ได้ขอพรปิดทองกันเพื่อความเป็นสิริมงคล อิ่มบุญแล้วยังได้ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามวิจิตรศิลป์ภายในถ้ำพญานาค เมืองบาดาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อเข้ามาสัมผัสต่างก็ร้องว๊าว และบันทึกภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เป็นความทรงจำที่ดีที่ได้มาวัดมณีวงศ์แห่งนี้

วัดมณีวงศ์ ชื่อเดิม “วัดหนองกระพ้อ“ มีอายุกว่า 120 ปี ปัจจุบันมี พระครูปิยรัตนานุกูล (หลวงพี่ต่อ) เป็นเจ้าอาวาสฯ และยินดีต้อนรับสาธุชนที่เดินทางมาเที่ยว มาไหว้พระทำบุญทุกท่าน วัดมณีวงศ์ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของจังหวัดนครนายก มีถ้ำพญานาคที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเป็นไฮไลต์สำคัญ เพราะมีการตกแต่งภายในถ้ำด้วยรูปปั้นพญานาคทุกตระกูล จำนวน 2,014 ตน พร้อมแสงไฟสีต่าง ๆ สร้างบรรยากาศตื่นตา ตื่นใจ เหมือนเมืองบาดาล และยังมีขุมทรัพย์ แก้ว แหวน เงินทอง จำนวนมากมาย อีกทั้งยังได้ไหว้สักการะ ขอพร องค์ปู่ศรีสุทโธ องค์ย่าศรีปทุมมา ที่ประดิษฐานภายในถ้ำพญานาค และยังมีองค์ท้าวเวสสุวรรณให้สายมูได้ผูกผ้าแดงขอพรกันอีกด้วย ตื่นตากับหุ่นเรซิ่นเกจิคณาจารย์ที่รวมอยู่ภายในถ้ำ ภายในถ้ำโอ่โถงกว้างขวางรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก มาแล้วไม่ผิดหวัง ต้องมาเยือนถ้ำพญานาคเมืองบาดาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนั่นเอง


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 2 ครบรอบ 77 ปี ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 2 ครบรอบ 77 ปี ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 เวลา 10.30 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา พร้อมด้วยพลเอก บัณฑิต สุวัฑฒน เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ นางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และนายอรรถภูมิ บุณยเกียรติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เดินทางเข้าร่วมงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 2 ครบรอบ 77 ปี ณ ห้องศรีพัชรินทร สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยเหล่าข้าราชการ และประชาชน ร่วมในพิธีฯ โดยมีพลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล งานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 2

ในการนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้การต้อนรับ และรับมอบสิ่งของจากคณะเดินทาง ได้แก่ พระเครื่อง พระบูชา และเงินสดจำนวน 500,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ในการเตรียมความพร้อม สำหรับการรับมือต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบ การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย การป้องกันอธิปไตย ตลอดจนการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ


รัฐสภา จัดพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) เพื่อประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อาคารรัฐสภา

รัฐสภาจัดพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (องค์ใหม่) เพื่อประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อาคารรัฐสภา

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 08.19 นาฬิกา ณ บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ประธานวุฒิสภา มอบหมายให้ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิด ทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เป็นผู้แทนนำคณะสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อประดิษ ฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา

จากนั้น เวลา 09.09 นาฬิกา อัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นประดิษฐานบนพระที่นั่งพุดตาน

ทั้งนี้ พิธีดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ แสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายในการวางรากฐานประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันเป็นมรดกทางการเมืองการปกครองที่สำคัญของประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบัน


ภ.1 จัดพิธีปิดโครงการ พร้อมมอบประกาศนียบัตร แก่ผู้เข้าร่วมโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้สารเสพติดในนักเรียน (D.A.R.E.)

วันนี้( 19 ก.ย.68)เวลาประมาณ 13.30 น. ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล
ผบก.อก.ภ.1 สั่งการให้ พ.ต.ท.หญิงรัตนาวลี สุระสังวาลย์ และ ร.ต.ท.เฉลิมศักดิ์ จำปาบน รอง สว. ฝอ.1 บก.อก.ภ.1 ทำพิธีปิดโครงการพร้อมมอบประกาศนียบัตร แก่ โรงเรียน คุณครู และนักเรียน ที่ให้การสนับสนุน และ เข้าร่วมโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้สารเสพติดในนักเรียน (D.A.R.E.) ณ โรงเรียน ประชาอุปถัมภ์ จังหวัดนนทบุรี โดยมี พ.ต.ท. ชัยชนะ ศรีประไหม รอง ผกก. ฝอ. 5 บก.อก. ภ. 1 เป็นประธาน มี นักเรียนระดับชั้น ป.5 จำนวน 185 คน ผ่านการเรียนตามโครงการฯ



พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล
ผบก.อก.ภ.1

กรมหม่อนไหม หนุนเกษตกร ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่ง เอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาหกรรม สร้างทางเลือกใหม่ ที่มั่นคงให้เกษตรกรเมืองชัยภูมิ มีรายได้เดือนละกว่า 90,000 บาท ต่อครัวเรือน

กรมหม่อนไหมหนุนเกษตกร ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ส่ง เอกชนกลุ่มตลาดไหมอุตสาห กรรม  สร้างทางเลือกใหม่ ที่มั่นคงให้เกษตรกรเมืองชัยภูมิ  มีรายได้เดือนละกว่า 90,000 บาท ต่อครัวเรือน

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เพื่อยกระดับรายได้และสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย กรมหม่อนไหมจึง กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า “อาชีพเลี้ยงไหม” จะไม่ใช่เพียงอาชีพเสริมอีกต่อไป แต่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงในฐานะอาชีพหลัก เนื่องจากความต้องการของตลาดยังคงเติบโตต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวอย่างยั่งยืน กรมหม่อนไหม จึงได้ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม พร้อมทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผลผลิตมีตลาดรองรับแน่นอน กับบริษัทผู้รับซื้อโดยตรง โดยแตกต่างจากไหมหัตถกรรมที่เกษตรกรต้องสาวไหมเอง ไหมอุตสาหกรรมสามารถขายเป็นรังไหมทั้งรัง หรือรังปาดให้กับภาคเอกชนได้โดยตรง

ทั้งนี้การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคง สำเร็จ และยั่งยืนได้นั้น เกษตรกรจำเป็นต้องรักษามาตรฐาน ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้สนับสนุนและส่งเสริมอย่างใกล้ชิด โดยจังหวัดชัยภูมิถือเป็นพื้นที่สำคัญที่มีเกษตรกรเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศ ผลผลิตรังไหมกว่า 376 ตันต่อปี สร้างรายได้กว่า 91 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ‘อาชีพนี้’ ไม่ใช่เพียงการสืบสานวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว

ปัจจุบัน บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นผู้รับซื้อรังไหมมีจุดรับซื้อกระจายใกล้พื้นที่  ดังนั้นเวลาส่งไหมใบอ่อนจะส่งได้ง่ายเวลาขายรังไหมก็เอาไปขายได้ง่ายเช่นกัน นอกจากนี้ ตัวเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมระบบคอนแทคฟาร์มมิ่งกับบริษัท จุลไหมไทย จำกัด ที่ช่วยการันตีรายได้ขั้นต่ำครัวเรือนละ 15,000 บาทถึง 30,000บาทต่อเดือน และบางครัวเรือนที่บริหารจัดการดีๆ สร้างรายได้มากกว่า 90,000 บาทต่อเดือน จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่มั่นคง

“แต่ก่อนเราเลี้ยงไหมแล้วก็สาวเป็นเส้นแล้วเอาไปทอเป็นผ้าไหมแต่วันนี้ไม่ใช่แล้วเขาขายรังไหมให้เอกชนไปสาวเองและบางครั้งบริษัทฯ ก็ซื้อไปก็ไม่ได้ขายในรูปแบบของเส้นไหมอย่างเดียวเขาขายแบบรังปาดที่จะส่งไปยังต่างประเทศ เพื่อที่จะเอาไปทำพวกสารสกัดป้องกันรักษาความสดของผักผลไม้แล้วก็เนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังมีการสกัดโปรตีนจากรังไหมอีกหนึ่งรูปแบบเพื่อเอาไปทำเครื่องสำอาง วันนี้นับว่า ตลาดกว้างขึ้นทำให้ความต้องการของตลาดมากขึ้นไปด้วย เกษตรกรจึงไม่พบปัญหากับราคาแต่อย่างใด” “นายนวนิตย์ฯ กล่าว

ด้านนางสาวษมาพร คงควร ผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ชัยภูมิ กล่าวว่า  ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ชัยภูมิ มีภารกิจสำคัญในการหางบประมาณจากกรมหม่อนไหม เพื่อนำมาสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่  ทั้งด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การฝึกอบรม การจัดสรรวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรที่จำเป็น รวมทั้งส่งเสริมการปลูกต้นพันธุ์หม่อนที่ให้ผลผลิตสูง  เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน การเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมของเกษตรกรได้กลายเป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรในการสร้างเศรษฐกิจระดับอุตสาหกรรม 

โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมในอ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ จะเลี้ยงไหมในเชิงพาณิชย์ ที่เกษตรกรจะไม่สาวเส้นเอง แต่ขายรังไหมให้โรงงานนำไปสาวด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ ทำให้ได้เส้นไหมปริมาณมากและคุณภาพสม่ำเสมอ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการเลี้ยงไหมเพื่ออุตสาหกรรมของที่นี่ คือระบบเกษตรแบบพันธสัญญา ที่มีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อในราคาที่เป็นธรรมและแน่นอน เกษตรกรจึงมั่นใจได้ว่า ความทุ่มเทและแรงกายแรงใจที่ลงทุนไป จะเปลี่ยนเป็นรายได้ที่มั่นคงอย่างแท้จริง  ปัจจุบัน มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมประมาณ 1,400 ราย ซึ่งหากทุกครัวเรือนเลี้ยงไหมครบถ้วน จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเมื่อพื้นที่ปลูกหม่อนขยายมากขึ้น ปริมาณรังไหมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ยังมีเกษตรกรรายใหม่ ๆ ที่สนใจเข้ามาทำไหมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นในทุกปี

ด้านนางบุญโฮม และนายคำผลาญ มีสำราญ 2 สามีภรรยา เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า เดิมปลูกอ้อยและข้าวมาก่อน แต่มักประสบปัญหาด้านราคาที่ไม่แน่นอน ทำให้ต้องมีการศึกษาหาวิธีที่จะสร้างรายได้เพื่อเอาตัวรอดให้กับครอบครัว เนื่องจากมีลูกที่กำลังศึกษา เมื่อทางกรมหม่อนไหมได้เข้ามาแนะนำให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมจึงเข้ามาศึกษาและหวังว่า จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยทดลองเริ่มต้นเลี้ยงไหมเพียงถาดเดียว และเริ่มปลูกหม่อนในพื้นที่ไม่กี่ไร่เมื่อ 6 ปี ก่อน 

ปัจจุบันขยับขยายเพิ่มมากขึ้น  จนทุกวันนี้มีรายได้เข้าบ้านไม่น้อยกว่าหมื่นบาทต่อเดือน โดยตนวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน ว่าจะยึดอาชีพเลี้ยงไหมเป็นหลักเพราะเป็นอาชีพที่ค่อนข้างสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีตลาดขยายตัวต่อเนื่อง ขณะนี้มีเกษตรกรเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมมากขึ้น หลังจากโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งได้ทยอยปิดตัว  จึงถือเป็นทางเลือกที่ดีของแรงงานคืนถิ่น

ด้านนายศุภณัฏฐ์ เกิดวงศ์ลี รองผู้จัดการฝ่ายส่งเสริม บริษัท จุลไหมไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัท จุลไหมไทย จำกัด รับซื้อรังไหมจากเกษตกร จะซื้อในราคา 250 บาทต่อกิโลกรัม  โดยจะตีราคาตามเปอร์เซ็นต์เปลือกรังหรือความหนาของรัง ถ้าความหนา20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะซื้อในราคา 250 บาท  แต่ถ้าคุณภาพดีขึ้นเกษตรกรดูแลดี รังใหญ่รังมีคุณภาพดีก็สามารถซื้อในราคาที่สูงขึ้นปัจจุบันมี 300 กว่าบาทต่อกิโลกรัม วันนี้ “อาชีพเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานอนุรักษ์ภูมิปัญญา หากแต่เป็นอีกหนึ่งพลังเศรษฐกิจที่สร้างอนาคตให้เกษตรกรไทย และชัยภูมิก็กำลังเป็นต้นแบบของการพลิกอาชีพดั้งเดิม สู่ธุรกิจการเกษตรที่มั่นคงในระดับอุตสาหกรรม”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ด่วน !! ไม่รอดฝีมือตำรวจสืบสวนภาค 5 ร่วมสืบสวนภาค 1 จับไอ้ท็อป ได้แล้วขณะเตรียมหลบหนีเข้าฝั่งเขมร

ด่วน!!! ไม่รอดฝีมือตำรวจสืบสวนภาค 5 ร่วมสืบสวนภาค 1 จับไอ้ท็อป ทรชนคนอันธพาล หัวหน้าแก๊งไทยใหญ่ 999 ร่วมไอ้หม่องมือฟันมือเด็ก 14 ปี ได้แล้วที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ขณะเตรียมหลบหนีเข้าฝั่งเขมร

วันที่ 21 กันยายน 2568 ตามสั่งการ พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 สั่งทุกหน่วยในสังกัดไล่ล่าไอ้ท็อป ทรชนคนอันธพาล คาดว่าหาทางหนีออกนอกชาย แดน ตามช่องทางธรรมชาติ และจัดกำลังเฝ้าชายแดนทุกจุดนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 และ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมตัวไอ้ท็อป ทรชนคนอันธพาล หัวหน้าแก๊งไทยใหญ่ 999 ร่วมไอ้หม่องมือฟันมือเด็ก 14 ปี ได้แล้วที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ขณะเตรียมหลบหนีเข้าฝั่งเขมร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบนครบาล – กก.ดส. จับ “ครูศิลปะ” ล่วงละเมิดทางเพศ นร.หญิง ป.5 จนมุมรับทำจริง ฟังข้ออ้างสุดอึ้ง !!

สภ.โคกสูง – สืบนครบาล – กก.ดส. จับ “ครูศิลปะ” ล่วงละเมิดทางเพศ นร.หญิง ป.5 จนมุมรับทำจริง ฟังข้ออ้างสุดอึ้ง!!

วันที่ 20 กันยายน 2568 : พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. วันนี้ (20 กันยายน 2568) พ.ต.อ.สุทธิพงษ์ อินทสิทธิ์ ผกก.สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.ท.สกลรัตน์ เขมสวัสดิ์ รอง ผกก.สส.สภ.โคกสูง, พ.ต.ท.หญิง ชาดา เสสะเวช สว.กก. ดส., พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ร่วมนำกำลังจับกุมตัวนายสมิท (นามสมมติ) อายุ 49 ปี ข้าราชการครู สอนวิชาศิลปะ ในโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ตามหมายจับศาลจังหวัดสระแก้ว ที่ 281/2568 ลงวันที่ 16 กันยายน 2568 ขณะหลบหนีอยู่ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร โดยสืบสวนสอบสวนพบว่าครูคนนี้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5 โดยการล่อลวงหลายครั้ง ทั้งยังกระทำการรุนแรงจนเด็กได้รับบาดเจ็บทุกข์ทรมานกายและใจจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลร่วมเดือน

พล.ต.ท.ยิ่งยศฯ กล่าวด้วยว่า หลังรับแจ้งว่ามีครูกระทำต่อเด็กนักเรียนแบบนี้ ตำรวจ สภ.โคกสูง เร่งรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติหมายจับจากศาล นำมาสู่การติดตามจับกุมได้ในที่สุด ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นอาชญากรรมร้ายแรง ผู้ก่อเหตุเป็นครู แต่กลับทำตัวเป็นภัยสังคม เป็นอาชญากรเสียเอง เราจะไม่ยอมให้คนแบบนี้ลอยนวลไปก่อเหตุซ้ำ ต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยครั้งนี้ดำเนินคดีกับนายสมิท ฐาน “กระทำชำเราแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม,กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เพื่อการอนาจาร, พาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” ซึ่งในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา แต่อ้างว่า “เด็กมายั่วก่อน” หลังจับ กุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้การสืบสวนติดตามจับกุมดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจํานงค์ ผบช. ภ.2, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จ.สระแก้ว ที่ปราบปรามอาชญากรภัยสังคมทุกรูปแบบเพื่อสร้างความสงบสุขและความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชา ชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ประธานณัฏฐ์จัดให้” ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย ด้านแชมป์โลกเทค บอลไทยลั่นกวาดทุกแชมป์ในซีเกมส์

“ประธานณัฏฐ์จัดให้” ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย ด้านแชมป์โลกเทคบอลไทยลั่นกวาดทุกแชมป์ในซีเกมส์

วันที่ 19 ก.ย.2568 : ที่ห้องอาร์มทอง สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ร่วมด้วยนางสาวณัฏฐิณิชา ไกรรักษ์ รองประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ฝ่ายกฏหมาย , พลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล นายกสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย,พลตรีหญิงปรียาภัสสร์ จรัลพงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง MOU ระหว่างมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย โดยมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาพร้อมให้การสนับสนุนนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ในการเก็บตัวฝึกซ้อมและเข้าร่วมในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568

ทางด้านพลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล นายกสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณการสนับสนุนของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และจะใช้งบประมาณจากการสนับ สนุนของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาให้เกิดประโยชน์กับนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทยมากที่สุด และเราเชื่อว่ายังคงมีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาในอนาคตต่อไป

ในขณะที่ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา กล่าวถึงการสนับ สนุนสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทยว่า”นี่เป็นเพียงก้าวแรกในการทำงานของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา กับการสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยทุกสมาคมฯเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยในการทำงานของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา เราจะทำในส่วนของการสนับ สนุนนักกีฬาทีมชาติไทย ให้สร้างผลงานในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ปลายปีนี้ ดังสโลแกนของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา “มูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา อยู่เคียงข้างนักกีฬาไทย ทั้งในสนามและนอกสนาม”

ส่วนนางสาวณัฏฐิณิชา ไกรรักษ์ รองประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ฝ่ายกฏหมาย คาดหวังว่า”การสนับสนุนของมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา จะช่วยต่อยอดในการฝึกซ้อม, การเดินทางไปแข่งขัน และสวัสดิการที่ดีขึ้นให้กับนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทยทุกท่าน เพื่อสร้างผลงานตามเป้าหมายในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปลายปีนี้

ในขณะที่นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย นอกจากขอบคุณมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาแล้ว ยังให้คำมั่นกับมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาว่าจะกวาดทุกแชมป์ในซีเกมส์เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน