การฝึกผสมไทย – อินเดีย MAITREE 2025

กองทัพบกไทย ร่วมกับ กองทัพบกอินเดีย จัดการฝึกผสมร่วมกัน ภายใต้รหัส “MAITREE 2025” ประจำปี 2568 ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม – 15 กันยายน 2568 ณ Umroi Cantonment เมือง อุมรอย รัฐเมฆาลัย สาธารณรัฐอินเดีย เป็นการฝึกตามโครงการฝึกระหว่างหน่วยของกองทัพบกไทย กับกองทัพมิตรประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการทหาร และการทำงานร่วมกัน ในระดับยุทธวิธี
  2. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถส่วนบุคคลในการปฏิบัติการร่วมกับกำลังทหาร
  3. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้, ประสบ การณ์, เทคนิคการปฏิบัติทางการทหารแนวความคิดในการปฏิบัติการและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ และ
  4. เพื่อฝึกแผนปฏิบัติการร่วม ตลอดจนการฝึกควบคุมบังคับบัญชาหน่วยกำลังผสม มีผู้เข้าร่วมการฝึกฯ จำนวน 225 นายประกอบด้วย ฝ่ายไทย จำนวน 53 นาย และฝ่ายอินเดีย จำนวน 172 นาย

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังพลร่วมในการการฝึกฯ ครั้งนี้ โดยจัดจากหน่วยขึ้นตรงกรมทหารราบที่ 14 กองพลทหารราบที่ 4 สำหรับเรื่องที่ทำการฝึกฯ ประกอบด้วย

  1. Search and Destroy operation
  2. United Nations Chapter VI and VII
  3. Road Opening Party and Mobile Check Post
  4. Raid on terrorist hideouts
  5. Small Team Concept
  6. Ambush and Convoy Protection

สำหรับการฝึกผสม MAITREE 2025 ประจำปี 2568 ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางทหารระดับยุทธวิธีร่วมกันทั้งสองกองทัพ และจะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อการปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ ในการสร้างผลประโยชน์ของชาติให้มั่นคงยิ่งขึ้นสืบไป


ผบ.ตร. สั่งด่วน!! กองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนสามเสนทรุดตัว

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนสามเสนทรุดตัว

วันที่ 24 กันยายน 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดูแลประชาชนและอำนวยการจราจร กรณีเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร และมีแนวโน้มทรุดตัวเพิ่มขึ้น โดยต่อมาในที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าตกลงไปจำนวน 2 ต้น และมีรถของสถานีตำรวจ นครบาลสามเสน ตกลงไป การทรุดตัวได้ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลให้การจราจรบริเวณดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการเหตุถนนทรุดตัว ท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด และดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งเร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรอบบริเวณ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้

สำหรับการดูแลการจราจร ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ได้สั่งการให้ฝ่ายจราจร สน.สามเสน ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว โดยให้มีเส้นทางเลี่ยงดังนี้

  • แยกบางพลัด ข้ามสะพานกรุงธน ให้ตรงไปแยกซังฮี้ ใช้ถนนราชวิถี
  • ถนนสุโขทัย ขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายแยกสวนรื่นฤดี ใช้ถนนราชวิถี
  • ถนนสามเสน ขาเข้า จากแยกเกียกกาย มุ่งหน้าแยกศรีย่าน ให้เลี้ยวซ้ายถนนนครไชยศรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลสั่งการในการประสานงาน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รับน้องโหด! สาวปี1 ร้อง “ดร.แก้ว” ถูกรุ่นพี่ ม.ดังต่อย อก-เตะหลัง ฟกช้ำถ่ายบัตรประชาชนขู่ หากถอนตัว บุกตามทำร้ายถึงบ้านทั้งที่ไม่ใช่กิจกรรมมหาลัย

รับน้องโหด! สาวปี1 ร้อง “ดร.แก้ว” ถูกรุ่นพี่ ม.ดังต่อย อก-เตะหลัง ฟกช้ำถ่ายบัตรประชาชนขู่ หากถอนตัวบุกตามทำร้ายถึงบ้านทั้งที่ไม่ใช่กิจกรรมมหาลัย

แม่พานักศึกษาสาว ปี 1 มหาวิทยาลัยชื่อดังในจังหวัดนนทบุรี เข้าแจ้งจับรุ่นพี่ (หญิง) สุดโหด เตะ ต่อย ทำร้ายร่างกายลูกสาวจนบอบช้ำ หลังบังคับให้รุ่นน้องทุกคน เข้ากิจกรรมรับระบบ อ้างสร้างคอนเนกชั่นพี่น้อง แม่พา นางสาวซี (นามสมมุติ) เข้าร้องเรียน “ดร.แก้ว” ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ผู้ก่อตั้งเพจ “ดร.แก้วช่วยได้” และเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนนทบุรี เพื่อเอาผิดรุ่นพี่หญิงสายโหด ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่ยกระดับมาจากช่างกลแห่งหนึ่ง เนื่องจากรับน้องโหด เตะ-ต่อยจนช้ำไปทั้งตัว กระดูกเกือบหัก

โดยนางสาวซีฯ เล่าว่า หลังเธอเข้าเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รุ่นพี่ผู้หญิงชั้นปี 2-3 จะเรียกให้รุ่นน้องปี 1 ผู้หญิง ไปรวมตัวกันที่เซฟเฮ้าส์ในซอยเรวดี 34 ทุกๆ วันพุธ เพื่อรับระบบ อ้างว่าเป็นกิจกรรมของรุ่นพี่ กับรุ่นน้อง ไม่ใช่กิจกรรมของมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างคอนเนกชั่นไว้ใช้หลังจบการศึกษา

โดยรุ่นพี่จะยึดบัตรประชาชน และโทรศัพท์มือถือ ตลอดการทำกิจกรรม โดยจะใช้ผ้าปิดตา ดื่มเหล้าขาว แล้วท่องบทกลอน กับเพลงของสถาบัน ตั้งแต่ 13.00 น. ถึง 20.00 น. หากคนใด คนหนึ่งทำผิด ร้องผิด จะซ่อมทุกคน ทั้งลุก-นั่ง เตะ ต่อย ซึ่งคนที่ซ่อมจะเป็นรุ่นพี่ผู้หญิง โดยมีรุ่นพี่ผู้ชายคุมเชิงอยู่ แต่ที่ทำให้นางสาวซี ทนไม่ได้ คือ เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา มีรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว ชื่อ “เตย” มาร่วมกิจกรรมด้วย และร่วมทำร้ายร่างกายรุ่นน้อง ทั้งเตะ ทั้งต่อย จนเธอทนไม่ไหว กลับไปบอกเรื่องนี้กับแม่ จนแม่พาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ระบุว่า ร่างกายช้ำหนัก หากถูกกระทำมากกว่านี้ อาจถึงขั้นกระดูกหักได้

ขณะที่ แม่ของนักศึกษาปี 1 บอกว่า ที่ผ่านมา รู้ว่าลูกสาวต้องรับระบบ แต่ไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดนี้ ทำให้ลูกสาวจากเดิมที่ร่าเริง กลายเป็นคนหวาดกลัว เครียด และมักร้องไห้เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ส่วนที่ต้องเข้าขอความช่วยเหลือ จาก ดร.แก้ว เพราะลูกสาวบอกว่า รุ่นพี่เคยข่มขู่ไว้ว่า หากใครออกจากกิจกรรม จะถูกตามทำร้ายร่างกายซ้ำ เนื่องจากมีข้อมูลบัตรประชาชนของทุกคน โดยแม่ยืนยันว่า จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด และเรียกร้องให้ มหาวิทยาลัยต้นสังกัด ลงโทษกับรุ่นพี่ปี 2-3 ถึงขั้นไล่ออก เพื่อไม่ให้กระทบชื่อเสียงสถาบัน และไม่ให้กระทำเช่นนี้ซ้ำอีก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาชิกสหกรณ์ สมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เขตภาคกลาง จำนวน 15 สหกรณ์กว่า 100 ราย เทนมประท้วงหลัง อ.ส.ค.ติดหนี้ กว่า 600 ล้าน

ชาวสมาชิกสหกรณ์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด เขตภาคกลาง จำนวน 15 สหกรณ์กว่า 100 ราย เทนมประท้วงหลัง อ.ส.ค.ติดหนี้ กว่า 600 ล้าน

วันที่ 23 กันยายน 68 ปทุมธานี : ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ชาวสมาชิกสหกรณ์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด (เขตภาคกลาง) จำนวน 15 สหกรณ์กว่า 100 รายที่ได้นำนมสดมาเทบริเวณหน้า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมนำป้ายมายืนประท้วงหลังได้รับผลกระทบจากหนี้ค้างค่าน้ำนมดิบของ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กับ สหกรณ์ จำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 600 กว่าล้านบาท โดยมี นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด ยื่นหนังสือพร้อมกับเทนมเพื่อประท้วงถึงเรื่องดังกล่าว

นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด กล่าวว่าวันนี้ทางตัวแทนและสมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด จำนวน 15 สหกรณ์ได้มาร่วมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ออกมารับผิดชอบจากการบริหารผิดพลาดส่งผลให้สหกรณ์ได้รับผลกระทบ ซึ่งตามที่สหกรณ์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด (เขตภาคกลาง) ได้ส่งน้ำนมดิบขายให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตาม MOU คือจะต้องชำระค่านำนมติบภายใน 45 วันแต่ทาง อ.ส.ค ได้ชำระค่าน้ำนมดิบล่าช้าช้าทำให้สหกรณ์ได้รับความเดือดร้อนชาดสภาพคล่องทางการเงินไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำนมดิบให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อีกทั้งทางเราขอยืนยันขอจด MOU กับ อ.ส.ค. จำนวน 15 สหกรณ์ด้วยชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด ซึ่งมีสหกรณ์สมาชิกที่จัดทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายนำนมติบ MOU กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สำนักงานเขตภาคกลาง มีความประสงค์จะขอจด MOU เขตภาคกลางจำนวน 15 สหกรณ์ จำนวน 212.279 ตัน/วัน เนื่องด้วยสหกรณ์สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด จำนวน 15 สหกรณ์ ได้จด MOU ซื้อขายน้ำนมดิบกับ อ.ส.ส.ค. ที่เดียวมาตลอดจึงไม่ได้มีคู่ค้าที่อื่นยืนยันจะขอจด MOU กับ อ.ส.ส.ค.ตามจำนวน 212.279 ตัน/วัน

ดังนั้นทางชุมนุมสหกรณ์ จึงขอให้ผู้บริหารพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อจะให้สหกรณ์ได้รับเงินค่าน้ำนมติบตามข้อตกลง MOU คือภายใน 45 วัน และได้รับทราบมาว่า ครม. อนุมัติงบกลาง 800 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อนมกล่องที่ค้างสต๊อกอยู่ ซึ่งทาง อ.ส.ค. จะได้รับงบประมาณส่วนนี้มาด้วย จึงอยากให้ทาง อ.ส.ค. จัดสรรเงินส่วนนี้มาชำระหนี้ค่าน้ำนมดิบให้สหกรณ์และหากว่าในวันนี้ทางสมาชิกสหกรณ์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด (เขตภาคกลาง) จำนวน 15 สหกรณ์กว่า 100 รายที่มาในวันนี้ แสดงสัญลักษณ์โดยการเทนมเพื่อประท้วงในเรื่องดังกล่าวและหากจากนี้ไปไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนทางสหกรณ์จะรวมตัวกันเดินทางไปทวงถามเรื่องนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำพูน ลำปาง และเชียงราย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำพูน ลำปาง และเชียงราย มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ, นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ, นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนฯ นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด รวมจำนวน 30 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 593,450 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 15 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 45,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 638,450 บาท (หกแสนสามหมื่นแปดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน)

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยาตามอาการ คัดกรองเบาหวานเบื้องต้น แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมี นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางลักษณา อิศรางกูร ณ อยุธยา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวฯ จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี, ชลบุรี, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ม.ศิลปากร ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพระดับ 300 คะแนน (EdPEx300) พ.ศ.2568 (ครั้งที่ 3)

มหาวิทยาลัยศิลปากร ผ่านการตรวจประเมินคุณภาพระดับ 300 คะแนน (EdPEx300) พ.ศ.2568 (ครั้งที่ 3)

มหาวิทยาลัยศิลปากร มุ่งสู่ระดับสากลด้วยการพัฒนาคุณภาพองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับประกาศผลการตรวจประเมินคุณภาพในระดับ 300 คะแนน (EdPEx300) พ.ศ. 2568 (ครั้งที่ 3) ในระดับสถาบัน จากคณะอนุกรรมการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป. อว.) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ

ผลการประเมินในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยศิลปากรในการขับเคลื่อนองค์กรด้วย เกณฑ์คุณภาพการศึกษาเพื่อการดำเนินการที่เป็นเลิศ (EdPEx) ซึ่งเป็นกรอบการบริหารจัดการที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานสากล เป็นการประเมินกระบวนการทำงานที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การนำองค์กร การวางแผนกลยุทธ์ การมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ ไปจนถึงการมุ่งเน้นบุคลากรและการจัดการกระบวนการ การผ่านการประเมินในระดับ 300 คะแนน (EdPEx300) จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยมีการนำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาองค์กรได้อย่างเป็นรูปธรรม และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่โดดเด่นและมีคุณภาพในระดับสากล

ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นแรงผลักดันสำคัญให้มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสรรค์บัณฑิตที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต มหาวิทยาลัยศิลปากรขอขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนัก ศึกษาทุกคนที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

รายละเอียดผลการประกาศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ทางการ : http://www.edpex.org/2025/09/edpex300-2568-3.html


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เปิดคลิปนาทีชนตำรวจจราจรขณะนำส่งอวัยวะ(ปอด) เตือนผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ ให้ทาง ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพื่อรักษากฎหมายและช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

เปิดคลิปนาทีชนตำรวจจราจรขณะนำส่งอวัยวะ (ปอด)! เตือนผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ ให้ทาง ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพื่อรักษากฎหมายและช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนำส่งอวัยวะจากผู้บริจาคไปยังผู้รับบริจาคนั้น ตำรวจจราจรทั่วประเทศ และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภารกิจลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ช่วยหลีกทางให้กับรถของตำรวจจราจร และรถพยาบาล เพื่อร่วมส่งต่อลมหายใจแก่ผู้ป่วยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวานนี้ (22 กันยายน 2568) เวลา 12.28 น. เกิดเหตุผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะไม่ชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ประกอบกับมีขบวนรถของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริที่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินขณะกำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) จากจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งต่อยังโรงพยาบาลศิริราช ทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริผู้ปฏิบัติหน้าที่ คือ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาและข้อมือ แต่ยังคงมีสติ ยังมีความโชคดีตำรวจนายดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ รถแท็กซี่คันก่อเหตุไม่เฉี่ยวชนกับรถพยาบาลที่บรรทุกอวัยวะดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ และแม้ต้องพบเจออุบัติเหตุขบวนรถนำส่งอวัยวะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนสามารถนำส่งอวัยวะ (ปอด) ให้ถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกเสี้ยววินาทีของรถที่เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินคือเส้นทางแห่งชีวิต การเปิดทางไม่ใช่เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คือการมอบโอกาสใหม่ให้กับประชาชนผู้ป่วยที่รอการรักษาอยู่ปลายทาง สำนัก งานตำรวจแห่งชาติจึงขอเน้นย้ำไปยังผู้ขับขี่ทุกท่านให้ตระหนักว่า “เมื่อเห็นสัญญาณไฟและเสียงไซเรน โปรดให้ทาง” รวมทั้งขอให้เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด

สำหรับการให้ทางรถฉุกเฉิน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน ผู้ขับขี่ควรมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถฉุกเฉินที่ขับมา และชะลอความเร็วเปิดสัญญาณไฟเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทาง หรือหากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพการจราจรที่หนาแน่น ให้หยุดรถเพื่อให้รถฉุกเฉินหาทางขับผ่านไป และข้อสำคัญเมื่อรถฉุกเฉินขับผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด ทั้งนี้ การเจตนาไม่หลบรถฉุกเฉิน หรือขับรถกีดขวางเส้นทาง เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และกรณีขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผบช.น.- ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุสามี-ภรรยา ทะเลาะกัน ไล่เคาะ-ถีบห้องเพื่อนบ้านคอนโดย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา แจ้งความดำเนินคดี

ผบช.น.- ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุสามี-ภรรยา ทะเลาะกัน ไล่เคาะ-ถีบห้องเพื่อนบ้านคอนโดย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา แจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2568 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง ตรวจสอบกรณี กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanid Thungtongkam เป็น อินฟลูเอนเซอร์ โพสต์ข้อความเตือนภัยคนอยู่คอนโดฯย่านดินแดง มีเพื่อนบ้านเคาะประตู ถีบประตู เอามีดมาเคาะ และเอาเลือดสกปรกมาป้าย ด่าทอด้วยคำที่หยาบ คำกล่าวหามีการหมิ่นประมาทข่มขู่ จะตัวเราต้องไปหลบ และเกิดอาการวิตกกังวล โทรแจ้งนิติบุคคลให้คุมเหตุผล ที่ได้คือได้แต่เฝ้าดูให้ผ่านกล้องวงจร โทรหาตำรวจ ตำรวจอยู่ที่ล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมา จนผู้ก่อเหตุเดินลงไปเองที่ล็อบบี้เนื่องจากตอนเคาะประตูเผลอทำมีดบาดหัวตัวเอง ทางด้านค่าเสียหาย และทางด้านจิตใจ

จากการตรวจสอบทราบว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2568 เวลา 22:47 น. สายตรวจสน.ดิน แดง ได้ลงพื้นที่ ผู้ก่อเหตุและภรรยา ลงมารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างซึ่งเป็นเหตุภายในครอบครัว ภรรยาผู้ก่อเหตุแจ้งว่า สามีของตนเกิดมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองและมีบาด แผลบริเวณศีรษะ จากการซักถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ญาติและกู้ภัยจึงนำตัวส่ง รพ.แพทย์ปัญญา เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกู้ภัยเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวสามีส่ง รพ.แพทย์ปัญญา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้แจ้งสำรวจความเสียหายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ หากต้องการดำเนินคดีประชาสัมพันธ์ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง

ซึ่งต่อมา ผู้เสียหายผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง ที่ไม่พอใจ ผู้เสียหายที่ไปแจ้งนิติบุคล ให้มาตรวจสอบเรื่องที่ กรณีผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง

อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง ดำเนินการแล้ว สอบคำให้การผู้เสียหาย ประสานชุดสืบสวนสน.ดินแดง ตรวจสอบกล้องวงจร พร้อมนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยนัดหมายอีกครั้ง วันที่ 23 ก.ย.2568 เวลา 11.00 น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ทางพนัก งานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุดำเนินคดีพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฯ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สน.ดินแดง ต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เกษตรฯ จับมือ เป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) ลงนาม MOU “ขับเคลื่อนมันฝรั่งสู่ความยั่งยืน”

เกษตรฯ จับมือ เป๊ปซี่–โคล่า (ไทย) ลงนาม MOU “ขับเคลื่อนมันฝรั่งสู่ความยั่งยืน”

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8 หน่วยงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ กับบริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ โดยพร้อมเป็นเครือข่ายการส่งเสริม การผลิตมันฝรั่งให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ผู้บริโภค และภาคการเกษตรไทย ณ โรงแรม
เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานและสักขีพยาน ในการลงนาม ยกระดับศักยภาพการผลิตมันฝรั่งไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ การจัดการพื้นที่และน้ำ การผลิตหัวพันธุ์คุณภาพ การส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อม จนถึงการรับซื้อผลผลิตเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร และลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมมันฝรั่งมีมูลค่าตลาดปลายน้ำกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี และเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังต้องนำเข้ามันฝรั่งสดและหัวพันธุ์ตัน จึงจำเป็นต้องพัฒนาการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับ บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันฝรั่งอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภายใต้ MOU นี้ ภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันดำเนินงาน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการปลูกมันฝรั่งในประเทศไทยให้ทนต่อสภาพอากาศและโรค, การกระจายหัวพันธุ์คุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า, การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยด, การถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร ผ่านเกษตรพันธสัญญา, การรับซื้อผลผลิตอย่างเป็นธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร “ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะทำให้มันฝรั่งไทยก้าวสู่ความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ บริหารจัดการต้นทุนการผลิต และส่งเสริมรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร”

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า บันทึกความเข้าใจครั้งนี้จะส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งที่ทำงานร่วมกับบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา ให้เกษตรกรสามารถปลูกมันฝรั่งได้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2568 ถึงวันที่ 21 กันยายน 2571 เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการผลิตมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกฝ่ายได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกมันฝรั่งของเกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งเน้นให้เกิดกลไกสนับสนุนทางด้านการเพาะปลูก และการบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส และเป็นธรรมต่อเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเอง พลเมืองดีและชาวบ้านช่วยกันควบคุมตัว

ลำปาง – หนุ่มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเอง พลเมืองดีและชาวบ้านช่วยกันควบคุมตัว

วันอังคารที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 20:30 น. ศูนย์รับแจ้งเหตุ 191ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่ามีชายคุ้มคลั่งจุดไฟเผาบ้านตัวเอง จุดเกิดเหตุอยู่ในหมู่บ้านหนองหัวหงอก ใกล้เคียงกับตลาดถนนคนเดิน หมู่ที่9 ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง จึงได้ประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองเขลางค์นคร หน่วยกู้ภัยอัมรินทร์ และทีมดับเพลิงจากสมาคมกู้ภัยลำปางรุดไปยังที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุพบบ้านไม้ยกพื้นสูง ซึ่งขณะนั้นเพลิงกำลังลุกไหม้ภายในตัวบ้าน โชคดีที่ระหว่างเกิดเพลิงไหม้พลดีและชาวบ้านเกรงจะเกิดการลุกลามจึงช่วยกันนำถังน้ำมาสาดเข้าใส่เปลวเพลิงก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึงที่เกิดเหตุ แต่เปลวเพลิงก็ได้ประทุขึ้นมาอีกรอบ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำฉีดสกัดเพลิงไหม้ใช้เวลาเพียงชั่วครู่จึงสามารถระงับเหตุเพลิงไหม้ไว้ได้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกันตรวจสอบความเสียหายภายในตัวบ้านซึ่งมีส่วนของผนังไม้ได้รับความเสียหายไปบางส่วน ที่นอนและเครื่องใช้ไฟฟ้า ข้าวของในบ้านได้รับความเสียหายไปบางรายการ

ส่วนผู้ก่อเหตุพลเมืองดีและชาวบ้านช่วยกันควบคุมตัวไว้ เนื่องจากระหว่างที่เพลิงกำลังลุกไหม้ผู้ก่อเหตุพยายามจะวิ่งเข้าไปในตัวบ้านลักษณะจะให้ไฟคลอกตัวเองในบ้านหลังดังกล่าว ผู้ก่อเหตุเป็นชายอายุประมาณ30ปี อาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าวกับแฟนสาว ซึ่งช่วงเวลาระหว่างเกิดเหตุดังกล่าวกลับไม่พบตัวแฟนสาวของผู้ก่อเหตุแต่อย่างใด ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้ก่อเหตุมีประวัติเคยจุดไฟเผารถจักรยานยนต์ของตนเองมาก่อนแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวชายผู้ก่อเหตุไปทำการสอบปากคำถึงสาเหตุในการก่อเหตุครั้งนี้ต่อไป


ศรัญญู วังกาวี ข่าวลำปาง รายงาน