หมอแนะคนไทยควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

หมอแนะคนไทยควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ห่วงผู้สูงวัยอายุยืนขึ้น แต่เต็มไปด้วยโรคและติดเตียงมากขึ้น9k คุณภาพชีวิตที่ไม่ดีป้องกันได้ด้วย “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการแพทย์บูรณาการแบบองค์รวม”

นพ.พร้อมพงศ์ ศรีสวัสดิคุโณดม แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก,นพ.ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว และทีมสหวิชาชีพสาขาต่างๆ ร่วมกันแถลงข่าวและเปิดตัว “The Healing House Clinic” คลินิกที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) ดูแลโดยทีมแพทย์สหสาขาและทีมสหวิชาชีพ เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ที่ซอยแฉล้มนิมิตร (เจริญกรุง 107) ใกล้กับ 𝖡𝖳𝖲 สะพานตากสิน

นพ.พร้อมพงศ์ ศรีสวัสดิคุโณดม ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์และแพทย์ผู้บริหาร The Healing House กล่าวว่า เนื่องด้วยพฤติกรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนที่เปลี่ยน แปลงไป ปัจจุบันมีเทคโลโนยีอำนวยความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น เราสามารถสั่งอาหารโดยไม่ต้องเดินไปซื้อ ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวลดลง ประกอบกับมีอาหารหลากหลายให้เลือกรับประทาน นอกจากนี้ยังมีกระแสการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันคนเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังกันมากขึ้น หรือที่เรียกว่าโรค Non-Communicable Diseases (NCDs) ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมอง ฯลฯ

นพ.พร้อมพงศ์ฯ กล่าวว่า ตนได้เห็นถึงความสำคัญที่จะช่วยป้องกันประชาชนคนไทยไม่ให้ป่วยด้วยการใช้หลักการแพทย์เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) ซึ่งคือศาสตร์ทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เพื่อป้องกัน รักษา และฟื้นฟูโรคเรื้อรัง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) แทนที่จะพึ่งพาเพียงยาและหัตถการทางการแพทย์ มุ่งหวังให้คนไทยได้เข้าถึงการรักษาและบริการทางการแพทย์เชิงป้องกันจึงได้ร่วมก่อตั้งคลินิกด้วยแนวคิด “บ้านแห่งการเยียวยาเชิงป้องกันและองค์รวม” ซึ่งเมื่อเดินเข้ามาจะรู้สึกว่าไม่ใช่แค่คลินิก แต่เป็น “บ้าน” ที่ทุกคนในครอบครัวเข้ามาแล้วรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และได้รับการดูแลแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และวิถีชีวิต

ทางทีมแพทย์ The Healing House Clinic จึงได้มีแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยใช้หลักของการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันร่วมกับหลักการแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ที่เรียกว่า “การแพทย์แบบผสมผสาน” หรือบางครั้งใช้คำว่า “การแพทย์บูรณาการ” (Integrative Medicine) โดยใช้หลักทางการแพทย์ดังนี้

  1. Preventive (ป้องกันก่อนป่วย) โดยวางแผนสุขภาพเชิงรุกด้วยการตรวจคัดกรอง วิเคราะห์ความเสี่ยง และโภชนาการเฉพาะบุคคล
  2. Family (ครอบครัวเป็นศูนย์กลาง) ดูแลทั้งครอบครัว ดูแลตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน จนถึงผู้สูงอายุ เป็นเสมือน “หมอประจำบ้าน”
  3. Integrative or Holistic (องค์รวม) ผสมผสานการแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนไทย และศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพอื่นๆ เช่น สติบำบัด (Mindfulness), สุคนธบำบัด (Aroma Therapy) และสมุนไพร (Herbal Therapy) ในการดูแลสุขภาพ
    The Healing House จะเป็น “แบรนด์บ้านสุขภาพองค์รวม” ที่ผสานการแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และการแพทย์ผสมผสาน ให้ทุกคนในครอบครัวที่เข้ามาใช้บริการรู้สึกว่า “นี่คือบ้านแห่งการดูแลสุขภาพที่แท้จริง” โดยให้บริการแบบครบวงจร ทั้งทางการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกันร่วมกับการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว การดูแลสุขภาพทางเพศ การแพทย์แผนไทย การดูแลสุขภาพผิวไปด้วยกัน

นพ.ธีรฉัฐ ไชยธวัชพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว กล่าวว่า ปกติคลินิกในประเทศไทยมักเป็นคลินิกเฉพาะโรค หรือคลินิกความงามเพียงอย่างเดียว แต่ “The Healing House Clinic” มีครบหมด เป็นวันสต็อปเซอร์วิส สามารถนัดเจอหมอท่านไหนก็ได้เพราะที่นี่เน้นดูแบบแบบองค์รวมทั้งหมด ซึ่งจะดูแลตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิตโดยมีทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ในอนาคตจะมีกายภาพบำบัดด้วย พร้อมกันนี้ก็มีบริการในส่วนของความงาม รวมถึงสุขภาพทางเพศทั้งชายและหญิง นอกจากนี้ยังมีการให้บริการในกลุ่ม LGBTQ หรือว่ากลุ่มอื่นที่อยากปรึกษาคุณหมอ ที่นี่ก็มีทีมให้คำปรึกษาโดยเฉพาะ

นพ.ธีรฉัฐฯ กล่าวด้วยว่า สังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) และช่วงนี้พบได้เยอะมาก วัยรุ่นมีภาวะนอนหลับยาก นอนไม่หลับ และอีกอย่างหนึ่งที่พบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุคือปัสสาวะมีปัญหา กลั้นไม่อยู่ มีมากขึ้นทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งทางคลินิกของเราก็มีการดูแลอย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน รวมทั้งโรคที่เกี่ยวกับช่วงสุดท้ายของชีวิต เช่น โรคไอเรื้อรังระยะสุดท้าย หรือโรคมะเร็ง เพราะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เราดูตั้งแต่เกิดจนหมดลมหายใจ

นพ.ธีรฉัฐฯ กล่าวว่า พฤติกรรมที่ไม่ถูกสุขลักษณะในการใช้ชีวิตทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง อันจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ไม่ดีเมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งตนมองว่า แนวคิดของ Longevity นั้น เป็นแนวคิดสำหรับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ในการที่คนจะมีอายุที่ยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่แข็งแรงร่วมด้วย โดยใช้การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในการดูแลคนคนนั้นให้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้ยาในการรักษาโรคต่างที่เหมาะสม การดูแลทางด้านจิตใจ เป็นต้น

นพ.ธีรฉัฐฯ ยังกล่าวอีกว่า การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมให้คนคนหนึ่งมีสุขภาพที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องมีครอบครัวที่เป็นสภาพแวดล้อมในการดูแลกันและกันในครอบครัวในการสร้างเสริมสุขภาพดีด้วย มิเช่นนั้นการที่จะทำให้คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ที่มีสุขภาพดีอาจเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ตนจึงมองว่า การประเมินผลการรักษาผู้ป่วย นอกจากจะดูคนที่มารับบริการแล้ว ควรจะประเมินด้านสุขภาพของครอบครัวด้วยโดยใช้แนวคิด Family Longevity เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวแข็งแรงและอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี เป็นการดูแลครบทุกมิติของทั้งครอบครัวของผู้ที่เข้ามารับบริการภายในคลินิก

ด้านเจนนี่ ปาหนัน นักแสดงชื่อดัง มาร่วมงานเปิดตัว “The Healing House Clinic” ด้วย กล่าวว่า ตนเองเป็นสายออกกำลังกายและดูแลตัวเองตลอดมา ในขณะที่อายุเริ่มมากขึ้น จึงต้องพึ่งวิตามิน ซึ่งที่นี่นำเข้าวิตามินจากเกาหลีและเยอรมนี ที่สำคัญราคาถูกและคุ้มมากเริ่มต้นแค่ 590 บาท และที่ชอบอีกอย่างคือ บริการนวดไทยที่ผสมผสานการนวดแบบล้านนาเข้าไปด้วย “สาย Hangout ใครที่ชอบสังสรรค์แบบเจนนี่มาเลย โดยเฉพาะ Liver Detox ช่วยตับมาก เจนนี่เป็นคนที่ดื่มเยอะ เรากินยา กินวิตามิน เพราะก่อนหน้านี้เป็นกรดไหลย้อน ตับทำงานเยอะ เลยมาทำ Liver Detox ที่นี่เลิศมากๆ มีความรู้สึกว่าเวลามาเวลเนสดีตรงที่พอมาคุยกับคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนั้นโดยเฉพาะ จะไม่ได้แบบเน้นจ่ายยาอย่างเดียวเหมือนไปโรงพยาบาลทั่วไป คุณหมอจะพูดคุยว่าปัญหาเกิดจากอะไร เกิดจากอาหารการกิน การพักผ่อนอะไรหรือเปล่า แล้วดูแลกันแบบเจาะลึกจริงๆ”

นอกจากนี้ ที่ The Healing House Clinic ยังมีการดริปวิตามิน ในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ อาทิ นวดแผนไทย เริ่มต้น 250 บาท / IV Drip ฟื้นฟูร่างกาย เริ่มต้น 590 บาท / Botox Hutox (50 ยูนิต) พิเศษ 999 บาท ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีมีบริการนวดแผนไทยที่ผสมผสานกับการนวดแบบล้านนา โดยอาจารย์ประภากรณ์ พักตร์ธรคันศร และคณะลูกศิษย์ ที่กวาดรางวัลการนวดในเวทีนานาชาติมาหลายเวที The Healing House Clinic ตั้งอยู่ในซอยแฉล้มนิมิตร (เจริญกรุง 107) เปิดบริการทุกวัน เวลา 10.00-20.00 น. ภายใต้คอนเซปต์โอเอซิสแห่งการเยียวยา (Discover Your Inner Balance) ในบรรยากาศสงบ สะอาด เป็นส่วนตัว เน้นฟื้นฟูทั้งทางกายและใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โทร. 02-109-4298


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชพด. : HDUT ร่วมพิธีวางพวงมาลา วันมหิดล 2568

ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและด้อยโอกาส (ชพด.: HDUT) ร่วมพิธีวางพวงมาลา วันมหิดล 2568

วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 10.00 น. ชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและด้อยโอกาส (ชพด.: HDUT) นำโดยนางมนัสวี พยัคฆนันท์ ประธานชมรมจิตอาสาเพื่อคนพิการและผู้ด้วยโอกาส (ชพด.:HDUT) พร้อมด้วย คุณนิมิตร อยู่สวัสดิ์ นายกสโมสรไลอ้อนส์ นนทบุรี และคณะกรรมบริหาร, ที่ปรึกษา, สมาชิก ชมรมฯ เป็นตัวแทนเข้าร่วมพิธี วางพวงมาลาถวายราชสักการะ พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เนื่องในวันมหิดล 24 กันยายน ประจำปี 2568 ณ โรงพยาบาลศิริราช


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิธีเจริญพุทธมนต์ พร้อมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในพิธีครบรอบ 38 ปี โรงพยาบาลกำแพงแสน

พิธีเจริญพุทธมนต์ พร้อม ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในพิธีครบรอบ 38 ปี โรงพยาบาลกำแพงแสน

วันที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมพิธี เจริญพุทธมนต์ พร้อมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในพิธีครบรอบ 38 ปี วันสถาปนา โรงพยาบาลกำแพงแสน ในการนี้ นายแพทย์ณัฏฐ์คเณศ คงคาเพชร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกำแพง แสน ให้การต้อนรับ

พร้อมกันนี้ ได้รับเกียรติจากท่าน ดร.พาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมภริยา เข้าร่วมพิธีดังกล่าว และ นายสมเกรียรติ อ.สงวน ผู้จัดการไฟฟ้ากำแพงแสน และนาย ธงชัย โชคดำรงสุข นายก องค์การบริหารส่วนตำบลกำแพงแสนร่วมพิธีด้วย


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

ผึ้งหลวงบนวิหารวัด แตกรัง รุมต่อยคนในวัดที่กำลังจัดงาน บาดเจ็บหลายราย

ลำปาง – ผึ้งหลวงบนวิหารวัดแตกรัง รุมต่อยคนในวัดที่กำลังจัดงานบาดเจ็บหลายราย

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 17:00 น. เกิดเหตุผึ้งหลวงแตกรัง ไล่ต่อยคนในงานวัดได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย จุดเกิดเหตุในวัดนาก่วมเหนือ ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง ที่เกิดเหตุภายในวัดดังกล่าวได้มีการจัดงานและทำโรงทาน จนถึงเวลาเย็นใกล้เวลาเลิกงาน ได้มีฝูงผึ้งแตกรังเข้ารุมต่อยคนในงานวัดจนวิ่งหนีแตกกระเจิงทั้งชาวบ้านทั้งพระสงฆ์ กู้ภัยสว่างนครลำปางให้การออกช่วยเหลือมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหลายราย และมีผู้หมดสติในที่เกิดเหตุจำนวน 3 ราย มีแผลโดนผึ้งต่อยตามร่างกายและมีเหล็กในฝังอยู่บริเวณใบหน้าจำนวนมาก กู้ภัยสว่างนครลำปางเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บทั้ง 3 ราย ทำการเปลี่ยนถ่ายกับรถโรงพยาบาลลำปางและโรงพยาบาลเขลางค์นคร เนื่องจากผู้ได้รับบาดเจ็บไม่รู้สึกตัว

และยังได้รับแจ้งจากชาวบ้านในวัดว่ามีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย โดนผึ้งรุมต่อยตามใบหน้าได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้านของตัวเอง กู้ภัยสว่างนครลำปาง จึงได้ออกติดตามตรวจสอบที่บ้านของผู้บาดเจ็บ พบผู้บาดเจ็บมีเหล็กในผึ้งฝังอยู่บริเวณใบหน้าเป็นจำนวนมากและไม่ได้สติ จึงได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลลำปางต่อไป ส่วนรายอื่นๆ ก็ได้รับบาดเจ็บกันเล็กน้อยบางส่วนก็กลับไปรักษาตัวที่บ้านกันเอง

จากการสอบถามชาวบ้านผู้มาร่วมงานในวัดและพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ ได้ให้ข้อมูลว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากการทำโรงทานซึ่งมีการประกอบอาหารแจกจ่ายผู้มาร่วมงาน และมีการการจุดเตา ไฟปิ้งย่าง ควันไฟจากการประกอบอาหารอาจจะไปรบกวนฝูงผึ้งซึ่งได้ทำรังอยู่บนหน้าจั่วของวิหารพระพุทธ ทำให้ฝูงผึ้งเกิดความเครียดส่งผลให้ฝูงผึ้งรุมต่อยคนที่มาร่วมงานภายในวัดได้รับบาดเจ็บไปหลายราย


ศรัญญู วังกาวี ข่าวลำปาง รายงาน

พช.นครนายก จัดโครงการเสริมสร้างรายได้ ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2568

นครนายก – พช.นครนายก จัดโครงการเสริมสร้างรายได้ ด้วยเครือข่ายเกษตรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2568

วันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ลานชั้น 1 ศูนย์การค้าโรบินสัน สาขาปราจีนบุรี อำเภอเมือง จัง หวัดปราจีนบุรี นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมช่องทางการตลาด เครือข่ายเกษตรปลอดภัย ตามโครงการเสริมสร้างรายได้ ด้วยเครือข่ายเกษต ปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี นายทองคูณ บุญศร พัฒนา การจังหวัดนครนายก พร้อมคณะให้การต้อนรับและกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ผลิตหรือผู้ที่มีความพร้อมในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในลักษณะเครือข่ายนำไปสู่การพัฒนาผลผลิตให้มีมูลค่าเพิ่มและเชื่อมโยงตลาดอาหารปลอดภัยระหว่างกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหาร รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดรายได้

ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรของประเทศ ทำให้กลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ และเครือข่ายธุรกิจชุมชน ได้ยกระดับคุณภาพสินค้าและมาตรฐานความปลอดภัยของผลผลิตทางการเกษตรปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับวัฒน ธรรมและภูมิปัญญา สามารถวิเคราะห์ศักยภาพการตลาดในปัจจุบันได้ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้มีการสอดคล้อง เชื่อมโยงเป็นไปในแนวเดียวกัน และมุ่งหวังให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าของเกษตรกรผู้ผลิตที่มีคุณภาพ และปลอดภัย รวมทั้งการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร

โครงการนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กันยายน 2568 ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้า เกษตรปลอดภัย สินค้าOTOP ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าและผลผลิตที่มีคุณภาพของเกษตรกร ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชนมากยิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังเป็นการสร้างรายได้และเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าของเกษตรกรผู้ผลิตได้อีกทางหนึ่งด้วย


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ มทบ.๔๔ จ.ชุมพร

กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบปัญหาเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ณ มณฑลทหารบกที่ ๔๔ ค่ายเขตอุดมศักดิ์ ตำบลวังใหม่ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ, นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธาน คนที่หนึ่ง, ร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธาน คนที่สอง, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการ, นายนิรุตติ สุทธินนท์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ, นายธณัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี กรรมาธิการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นักวิชาการประจำคณะ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงานติดตามและตรวจสอบเกี่ยวกับภารกิจการทหารและงานความมั่นคงแบบองค์รวม ความสัมพันธ์และความมั่นคงชายแดนภาคตะวันตก แรงงานต่างด้าว การหลบหนีเข้าเมือง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการใช้โครงข่ายการสื่อสารข้ามประเทศ และอาชญากรรมข้ามชาติที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ในการนี้ พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว รองแม่ทัพภาค 4 คนที่สอง และคณะ ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการและคณะเดินทาง ซึ่งในเวลา 10.00 นาฬิกา พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว รองแม่ทัพภาค 4 คนที่สอง และคณะนำพลเอกสวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการและคณะ ถวายสักการะและทำความเคารพอนุเสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

จากนั้น ในเวลา 10.30 – 13.00 นาฬิกา พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว รองแม่ทัพภาค 4 คนที่สอง พร้อมด้วยส่วนราชการฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือน ได้แก่ (1) ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรหรือผู้แทน และผู้ว่าราชการจังหวัดระนองหรือผู้แทน (2) ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 44 (3) รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดชุมพรและจังหวัด (ฝ่ายความมั่นคง) หรือผู้แทน (4) ป่าไม้จังหวัดชุมพรหรือจังหวัดระนอง หรือผู้แทน (5) กำนันตำบลปากจั่น หรือผู้แทน (6) ผู้แทนหน่วยงาน/ส่วนราชการในจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนอง (7) ผู้แทนกรมแผนที่ทหาร ร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการดำเนินงานที่กระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ สาระสำคัญพบว่า

  1. ผลดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนภาคตะวันตก แรงงานต่าง ด้าว การหลบหนีเข้าเมือง และยาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบทั้งการวางกำลังให้สอด คล้องลักษณะภูมิประเทศและพื้นที่ปกครอง รวมถึงการบูรณาการประสานงานฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายพลเรือนซึ่งเป็นหน่วยในพื้นที่ขับเคลื่อนแผนงานต่าง ๆ สนับสนุนงานตามโครงการที่รับผิดชอบ การจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนและสนับสนุนหน่วยงานอื่น ๆ ในการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กำลังประ จำถิ่น และปฏิบัติภารกิจอื่น ๆ ตามที่นโยบายของรัฐบาล กระทรวงกลาโหม และกอ. รมน. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดส่วนลาดตระเวนและสนับสนุนการปฏิบัติทางทหารในจังหวัดระนองซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ที่มีชาวต่างชาติ และชาวไทยพลัดถิ่นอาศัยอยู่และเดินทางข้ามพรมแดนไทย-เมียนมาร์อยู่เป็นประจำ
  2. การรักษาปลอดภัยของประชาชนและความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจยังเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลความมั่นคงตามแนวรอยต่อชายแดน จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวทางเชิงรุกของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับประเทศเมียนมาร์มากขึ้นด้วย
  3. การแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องของการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งของแม่น้ำกระบุรีที่มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมาเพราะเป็นที่แบ่งเขตแดนประเทศ ไทยกับประเทศเมียนมาร์ เนื่องจากตลอดแนวของแม่น้ำกระบุรีในพื้นที่ตำบลปากจั่น ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการกัดเซาะตลิ่งจนพังเสียหาย และส่งผลให้ร่องน้ำเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำที่อาจจะทำให้เป็นปัญหาเรื่องของเส้นเขตแดนในอนาคต ดังนั้น โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลพร้อมปรับ ปรุงภูมิทัศน์ควรได้รับการสนับสนับสนุนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและเสริมความมั่นคงแข็งแรงของตลิ่งแม่น้ำกระบุรีให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้ง คณะกรรมาธิการยังได้รับทราบปัญหาจากหน่วยงานราชการและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองที่เข้าร่วมประชุม

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการรับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะนำไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับกับภารกิจด้านการทหารและความมั่นคง โดยมีข้อเสนอแนะให้ทุกส่วนราชการในพื้นที่เรื่องการใช้ประโยชน์ของชายฝั่งบริเวณท่าเรือกระบุรีที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ร้านค้า ที่จอดเรือข้ามฟาก หรือพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี ซึ่งเป็นหาดโคลนและป่าชายเลนเป็นชายฝั่งอยู่ในสภาพสมดุลไม่มีการกัดเซาะให้ทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาและใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและนำมาสู่การพัฒนาพื้นที่จังหวัดระนองและจังหวัดชุมพร

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะได้นำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้มาประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


แสดงความยินดีกับ อาจารย์หมอ สุรีย์พร คุณาไทย ที่ปรึกษามูลนิธิกุมารฯ รับโล่รางวัลพระราชทาน “มหิดลวรานุสรณ์”

24 กย.2568 กรรมการบริหารมูลนิธิกุมารฯ แสดงความยินดีกับ อาจารย์หมอ สุรีย์พร คุณาไทย ที่ปรึกษามูลนิธิกุมารฯ ที่ได้รับโล่รางวัลพระราชทาน “มหิดลวรานุสรณ์” ประจำปี 2566 สาขาสังคม สงเคราะห์ ณ สมาคม สภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


พล.ต.อ.ธนายุตม์ ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ และอำลาหน่วย “ตำรวจภูธรภาค 9”

ตามนโยบายเน้นหนักของ ผบ.ตร. ข้อ 15 เรื่องสวัสดิการของข้าราชการตำรวจ ตามคำสั่ง ตร. ที่ 225/2568 ลง 9 เม.ย.68 ประกอบบันทึกสั่งการ ผบ.ตร. ลง 11 เม.ย.2568 ท้ายหนังสือ สง.รอง ผบ.ตร.(บร) ที่ 0001(บร)/79 ลง 11 เม.ย.2568 เรื่อง การมอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในงานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รับผิดชอบกำกับการบริหารราชการ สกพ. รวมทั้งสั่งและปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร. ในลักษณะงานสวัสดิการ ตร. และตามอนุมัติ ผบ.ตร. ท้ายหนังสือ สง.ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.ฯ ที่ 0001(บร 1)/354 ลง 28 ส.ค.68 ให้ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญ ข้าราชการตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 9

วันนี้ (วันพฤหัสบดี ที่ 25 ก.ย.68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญและอำลาหน่วย “ตำรวจภูธรภาค 9” โดยมีพล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต. วัลลภ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา, พล.ต.ต.มารุต เรืองจินตนา, ผบก.ภ.จว.สตูล, พล.ต.ต.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผบก.ภ.จว.ตรัง, พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พล.ต.ต.สันทัศน์ เชื้อพุฒตาล, ผบก.ภ.จว.ปัตตานี, พล.ต.ต. นิพล เหมสลาหมาด ผบก.กค.ภ.9 ข้าราชการตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 9 เข้าร่วม

พร้อมทั้งได้แนะนำ ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา ณ ตำรวจภูธรภาค 9 ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา


แพทย์ทหารเตือน “6 โรคร้าย และภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วม”

จากข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงเดือนกันยายนนี้ หลายพื้นที่ของประเทศไทยจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม อาจเสี่ยงต่อโรค และภัยสุขภาพที่มากับน้ำได้

สำหรับ โรคและภัยสุขภาพที่ต้องระมัดระวังในช่วงน้ำท่วม มีดังนี้

  1. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ คือ โรคไข้หวัดใหญ่ อาการ : ไอ คัดจมูก น้ำมูก เจ็บคอ ไข้สูงนานเกิน 7 วัน ป้องกัน : รักษาสุขอนามัย เว้นระยะห่าง ปิดปากเวลาไอ/จาม และโรคปอดบวม
  2. กลุ่มโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ คือ โรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง อาการ : ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ไข้ ป้องกัน : ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารปรุงสุก ล้างมือก่อนกิน/หลังเข้าห้องน้ำ
  3. กลุ่มโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วม คือ
    1. โรคไข้ฉี่หนู อาการ : ไข้สูง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ ตาแดง เบื่ออาหาร ป้องกัน : เลี่ยงลุยน้ำ ควบคุมแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู เช่น กำจัดขยะ โรคตาแดง อาการ : ระคายเคือง ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดงอักเสบ ป้องกัน : ล้างมือบ่อย ไม่ขยี้ตา แยกของใช้
    2. โรคไข้เลือดออก อาการ : ไข้สูง 2–7 วัน ปวดเมื่อย จุดแดง คลื่นไส้ป้องกัน : ทายากันยุง นอนมุ้ง อย่าให้ยุงกัด และโรคน้ำกัดเท้า อาการ : เท้าเปื่อย คัน ผื่นพุพอง แดงบวม ป้องกัน : ใส่รองเท้าบูท เช็ดเท้าให้แห้ง ดูแลบาดแผล ส่วนภัยสุขภาพ และอุบัติเหตุที่ต้องระวัง คือ แมลงหรือสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ กัด ต่อย เป็นต้น

แนะสำรวจรอบบ้านและเสื้อผ้าก่อนสวมใส่ ควรจัดเก็บสิ่งของและเครื่องใช้ต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ หากพบเห็นสัตว์มีพิษควรตั้งสติให้ดีและเรียกผู้ชำนาญมาช่วย และควรระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม เช่น ไฟดูด พลัดตกน้ำ จมน้ำ รวมถึงบาดแผลจากของมีคม เศษแก้วบาด แผลถลอก และแผล ฟกช้ำต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอาจติดเชื้อโรคแทรกซ้อน และเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงขอแนะวิธีป้องกันโรคและภัยสุขภาพที่มากับน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลาก สามารถปฏิบัติได้โดย

  1. ไม่ทิ้งขยะทุกชนิด หรือขับถ่ายของเสียลงน้ำท่วมขัง ให้ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลลงในถุงพลาสติกและมัดปากถุงให้แน่นแล้วเก็บไว้ในที่แห้ง
  2. ระวังถูกสัตว์มีพิษที่หนีน้ำ มากัดต่อยได้
  3. หากน้ำท่วมขังกระเด็นเข้าตาหรือมีฝุ่นละอองเข้าไปในตาให้ใช้น้ำสะอาดล้างหน้าและดวงตาให้สะอาด
  4. รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ร้อน สะอาด เพื่อป้องกันโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วง
  5. หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำเป็นเวลานาน ควรใส่รองเท้าบู๊ททุกครั้ง เพื่อป้องกันโรคที่มักเกิดตามมากับน้ำท่วม รีบทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำสะอาดและเช็ดให้แห้งทันที
  6. ตัดไฟฟ้าในบ้าน ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้า สับคัทเอาต์เพื่อตัดไฟ ป้องกันไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าดูด
  7. เก็บกวาดขยะ วัตถุที่แหลมคม ตะปู ในบริเวณพื้นบ้าน และทางเดินอย่างสม่ำเสมอ
  8. 8) ระมัดระวัง ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด อย่าให้เล่นน้ำ เพราะอาจพลัดตกจมน้ำได้

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


“บ้านป่องนัก” พิพิธภัณฑ์ มทบ.32 ครบรอบ 100 ปี

“บ้านป่องนัก พิพิธภัณฑ์มณฑลทหารบกที่ 32” ค่ายสุรศักดิ์มนตรี อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จัดกิจกรรมครบรอบ 100 ปี เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสร้างการรับรู้ประวัติศาสตร์พลับ พลาที่ประทับ สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า เป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาวไทย และในอดีตพี่น้องชาวจังหวัดลำปาง ถวายอาคารแห่งนี้ เป็นพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนมณฑลพายัพ เมื่อเดือนมกราคม 2469 ต่อมาเดือนมีนาคม 2501 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จประทับระหว่างทรงเยี่ยมราษฎรภาคเหนือ ก็ใช้พลับพลาแห่งนี้ที่ประทับอีกครั้งหนึ่ง

การเรียกชื่อ “บ้านป่องนัก” เป็นการเรียกตามลักษณะการก่อสร้างบ้านในภาษาเหนือ ซึ่งคำว่า “ป่อง” หมายถึง “หน้าต่าง” และคำว่า “นัก” หมายถึง “มาก” เมื่อรวมกันแล้วจึงมีความหมายคือบ้านที่หน้าต่างจำนวนมาก มีลักษณะเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ยกพื้นเตี้ย ขนาดกว้าง 19 เมตร ยาว 25 เมตร ชั้นล่างสูงจากพื้นดิน 80 เซนติเมตร มีหน้ามุขแบบ 5 เหลี่ยม จำนวน 5 มุข หลังคาทรงพีระมิด ตัวบ้านเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบคลาสสิก สมัยกรีก ราวศตวรรษที่ 13 ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบไทย มีหน้าต่างแบบแป้นเกล็ดทั้งบานแบะ และบานกระทุ้งมากถึง 250 บาน ช่องหน้าต่าง 469 ช่อง ควบคุมการก่อสร้างโดย พันโท พระมหาณรงค์เรืองเดช ผู้บังคับกองทัพที่ 1 กรมทหารราบที่ 17 ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างจำนวน 16,000 บาท (ในยุคสมัยนั้น) หากคิดเป็นราคาในปัจจุบันนี้คงประมาณค่ามิได้

ภายในบ้านป่องนัก ได้มีการแสดงเรื่องราวความเป็นมาของจังหวัดลำปาง และศิลปวัฒน ธรรม ตลอดทั้งอาวุธยุทธภัณฑ์สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 และเครื่องใช้สมัยสงคราม และของทหารกล้าในอดีต ในแต่ละสมรภูมิ อีกทั้งเครื่องใช้ส่วนพระองค์อีกจำนวนหนึ่ง ภายในบ้านยังคงสภาพห้องทรงงาน ห้องเสวย ห้องบรรทม ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดี เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเกิดความภาคภูมิใจ

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้มาเยี่ยมชม “บ้านป่องนัก” ที่เป็นสมบัติล้ำค่า และความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ของชาติไทย ผู้สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ โทร 0 5422 5941-3 ต่อ 72318