สืบสวนดินแดงรวบ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” มือแทงเพื่อนสนิทเสียชีวิต อ้างถูกผู้ตายเย้ยหยันว่า “จน”

สืบดินแดง รวบ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” หลังก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทงเพื่อนสนิทนอนจมกองเลือดเสียชีวิตอยู่กลางถนนปากซอยประชาสงเคราะห์ 21 หลังเกิดเหตุ น.1 สั่งการให้ผู้การนครบาล 1 เร่งรัดติดตามจนจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้านผู้ก่อเหตุอ้าง ถูกผู้ตายเย้ยหยันว่า “จน”

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ. ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น., พล.ต.ต. พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ.เอกภพ ตันประยูร รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง, พ.ต.ท.สรัล สุรเดชานนท์ รอง ผกก.สส.สน.ดินแดง, พ.ต.ท.ปิติพล พรหมแก้ว รอง ผกก.(สอบสวน) สน.ดินแดง, พ.ต.ท.นพโรจน์ พัชราจิระศักดิ์ สว.สส.สน.ดินแดง พร้อมชุดสืบสวน สน.ดินแดง ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุมตัวนายเอกสิทธิ์ หรือปุ๋ย อายุ 50 ปี ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5800/2568 ลงวันที่ 2 ต.ค.2568 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น”

พฤติการณ์กล่าวคือ วันที่ 2 ต.ค.2568 เวลาประมาณ 03.06 น. พ.ต.ต.วรณัฐ วงค์คำ สว.(สอบสวน) สน.ดินแดง ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สน.ดินแดง ว่ามีเหตุชายวัย 51 ปี ถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดที่บริเวณ ปากซอยประชาสงเคราะห์ 21 ถ.ประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ จึงรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบตามลำดับชั้น และประสานฝ่ายสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ ร่วมตรวจสถานที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พบร่างนายเสนีย์ (สงวนนามสกุล) ผู้บาดเจ็บนอนหงายท้องจมกองเลือดอยู่บริเวณพื้นผิวถนน ลักษณะหายใจรวยริน จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ผู้บาดเจ็บมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกแทงเข้าที่บริเวณหน้าท้องด้านซ้าย จำนวน 2 แผล จึงประสานกู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาลราชวิถี และทราบว่าผู้บาดเจ็บเสียชีวิตในเวลาต่อมา

หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 หลังเข้ารับตำแหน่งใหม่ได้เพียง 1 วัน เร่งรัดสั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง สั่งการพนักงานสอบสวนรวบ รวมพยานหลักฐาน จนทราบชื่อผู้ก่อเหตุว่าคือ นายเอกสิทธิ์ หรือ “ปุ๋ย ห้วยขวาง” วัย 50 ปี และสามารถขออนุมัติหมายจับได้ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5800/2568 ลงวันที่ 2 ต.ค. 2568 ข้อหา “ฆ่าผู้อื่น” จากนั้นได้สั่งการให้ชุดสืบสวน เร่งไล่ล่าติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย จนสามารถติตตามจับกุมตัว นายเอกสิทธิ์ หรือ ปุ๋ย ห้วยขวาง ผู้ก่อเหตุได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ จากนั้นควบคุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในชั้นจับกุม นายปุ๋ยฯ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุแทงผู้ตายจริง โดยในคืนเกิดเหตุตนกับผู้ตายได้ไปร่วมดื่มสุราด้วยกัน จนเกิดอาการมึนเมา หลังจากนั้นตนได้มีปากเสียงกับผู้ตาย โดยอ้างว่าผู้ตายพูดจาเย้ยหยันว่าตนเองมันจน จึงเกิดความบันดาลโทสะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ จึงใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายเข้าที่ลำตัว และหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไป จนมาถูกจับกุมได้ในที่สุด”

พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง กล่าวว่า “ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การของผู้ต้องหา แต่ยืนยันว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อหามูลเหตุที่แท้จริงของการก่อเหตุในครั้งนี้”


พันตำรวจเอกภษิต กะเตื้องงาน ผู้กำกับการสถานีตำรวจนคบาลดินแดง

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รมว.สุชาติ” ร่วมยินดี 23 ปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มุ่งเน้นการทำงานที่เห็นผล กำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่ชัดเจน เพื่อผลงานที่จับต้องได้

“รมว.สุชาติ” ร่วมยินดี 23 ปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มุ่งเน้นการทำงานที่เห็นผล กำหนดแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ที่ชัดเจน เพื่อผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ครบรอบ 23 ปี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา เล่มที่ 119 ตอนที่ 99 ก ลงวันที่ 2 ตุลาคม 2545 ให้จัดตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แยกงานที่เกี่ยวกับป่าเศรษฐกิจและงานด้านอนุรักษ์และการคุ้มครองป่าไม้ออกจากกัน โดยมี ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงาน ณ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรุงเทพมหานคร

โดย นายสุชาติฯ ได้สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 จากนั้นได้ชมนิทรรศการผลการดำเนินงานของกรมอุทยานฯ อาทิ การสนองงานพระราชดำริ การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การแก้ไขปัญหาสัตว์ป่า การจัดการแนวเขตป่าอนุรักษ์และที่ดินทำกินของราษฎร การบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ การอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ การจัดการแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เป็นต้น ก่อนมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “พิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้” มอบโล่ข้าราชการพลเรือนและผู้ปฏิบัติงานดีเด่น รวมถึงมอบโล่ผู้ช่วยเหลือราชการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้กับข้าราชการ และเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนการทำงานที่ผ่านมา

นายสุชาติฯ ได้กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 23 ปี ของกรมอุทยานฯ และได้เห็นภารกิจของกรมอุทยานฯ มาตั้งแต่เริ่มแยกภารกิจออกจากกรมป่าไม้ นับว่ามีหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งในการดูแลทรัพยากรของชาติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และในการเข้ามาทำงานที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ มีความตั้งใจจริงอย่างมาก เพราะเป็นกระทรวงฯ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกช่วงชีวิต จึงขอให้กรมอุทยานฯ และทุกหน่วยงาน มีการกำหนดแผนงานที่ชัดเจน ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้การทำงานในช่วง 4 เดือนนี้มีผลงานที่จับต้องได้จริง และมีผลการทำงานที่ชัดเจนในระยะต่อๆไป

และขอเน้นย้ำว่าพร้อมที่จะเปิดรับโอกาสและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ NGOs หรือประชาชนทั่วไป ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกในเรื่องที่ซับซ้อน ให้เราสามารถรักษาสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการทำให้ประชาชนอยู่รอดได้ และดำเนินรอยตามแนวทางพระราชดำริ “และผมขอยืนยันอย่างชัดเจน ณ ที่นี้ว่า เราจะดำเนินการทางกฎหมายกับทุกคนที่กระทำความผิดในเรื่องปัญหาการจัดการที่ดินของรัฐ และการตัดไม้ทำลายป่าที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุนอย่างจริงจัง และจะไม่ยอมให้การอนุรักษ์ถูกบิดเบือนไปเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นอันขาด”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บี. บราวน์ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จในฐานะองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย เป็นปีที่ 6

บี. บราวน์ ประเทศไทย ฉลองความสำเร็จในฐานะองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย เป็นปีที่ 6 พร้อมคว้า 4 รางวัลด้านการบริหารบุคคลระดับนานาชาติ จาก HR Asia 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและองค์กรอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ ประเทศไทย : บี. บราวน์ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ด้วยการคว้ารางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชีย (Best Companies to Work for in Asia) ประจำปี 2568 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 พร้อมคว้าอีก 3 รางวัลพิเศษ ได้แก่ รางวัลด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง (Diversity, Equity, and Inclusion Awards) เป็นปีที่ 3 รางวัลองค์กรที่ห่วงใยพนักงานที่สุด (Most Caring Company Awards) เป็นปีที่ 2 และรางวัลองค์กรที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน (Sustainable Workplace Awards) เป็นปีแรก

นายสายัณห์ รอย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี. บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บี. บราวน์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งใน 75 องค์กร ที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลประจำปี 2568 จาก 303 องค์กร ในกว่า 20 กลุ่มธุรกิจที่สมัครเข้าชิงรางวัล รางวัลเหล่านี้ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน ที่มุ่งมั่นในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและยั่งยืน

“ซึ่งการได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่น่าทำงานด้วย ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และเราขอมอบรางวัลนี้ให้กับพนักงานทุกคน เพราะความสำเร็จตลอดระยะเวลา 36 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทยของเรามาจากความมุ่งมั่นและทุ่มเทของพนักงานของเรา ในการมุ่งสู่เป้าหมายที่เรามีร่วมกัน เพื่อปกป้องและพัฒนาสุขภาพของผู้คนทั่วโลกร่วมกัน เรามุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมลงทุนในการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เราสามารถเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพ พร้อมร่วมสร้างคุณค่าให้คนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน”

ด้าน นางสาวศรีสกุล สังข์ศรี ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและวัฒนธรรมองค์กร บริษัท บี. บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติเหล่านี้ โดยเฉพาะในด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง รวมถึงการส่งต่อความห่วงใย และการได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่ทำงานที่มีความยั่งยืน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่ให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นหัวใจของทุกสิ่งที่เราทำ รางวัลเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความพยายามของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน พร้อมทั้งมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างแท้จริง

เราภูมิใจที่พนักงานเป็นศูนย์กลางของพันธกิจของเรา และเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่มุ่งสู่ความสำเร็จร่วมกันและอนาคตที่ยั่งยืน แรงบันดาลใจจากความสำเร็จนี้ผลักดันให้เรายกระดับแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสถานที่ทำงานที่พนักงานรู้สึกภูมิใจ มีความสุข และพร้อมเติบโตไปด้วยกัน พร้อมทั้งผลักดันให้บี. บราวน์ ประเทศไทย เป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย

นางสาวศรีสกุล กล่าวต่อว่า ความหลากหลายคือพลังในการขับเคลื่อนองค์กรของบี. บราวน์ ประเทศไทย เราเชื่อว่าการเปิดรับความแตกต่างในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งที่เรามองเห็น อาทิ เพศ ศาสนา หรืออายุ แต่รวมถึงมุมมอง ความคิด และประสบการณ์ ที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เราจึงส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพและให้คุณค่ากับความเป็นตัวตนของแต่ละคน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดง ออกอย่างอิสระ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายตามความสนใจ กิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน แต่ยังช่วยหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและครอบคลุม เรามุ่งมั่นสร้างพื้นที่ที่ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นใจ พร้อมความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าและผู้ป่วย

ในยุคแห่งความท้าทายที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับการดูแลคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุที่ไม่คาดคิด เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในปี 2568 บี. บราวน์ ประเทศไทย เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือพนักงาน ทั้งในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพจิตใจ ผ่านโครงการสนับสนุนพิเศษ รวมถึงกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา

“เราเชื่อว่าการรับฟังและการแบ่งปันคือหัวใจของวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง บี. บราวน์ เปิดพื้นที่ให้พนักงานได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ทั้งในเรื่องการทำงาน การพัฒนาสวัสดิการ หรือกิจกรรมภายใน ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ กิจกรรม Voice Your Wish ที่เปิดโอกาสให้พนักงานเขียนสิ่งที่อยากเห็นองค์กรพัฒนา รวมถึงระบบข้อเสนอแนะที่พร้อมรับฟังทุกความต้องการอย่างจริงจัง เพราะทุกเสียงของพนักงานมีความหมาย และเป็นแรงขับเคลื่อนในการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้น”

บี. บราวน์ ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ และดำเนินกิจกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การแยกขยะในสำนักงาน และการจัดกิจกรรมภายในที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ในด้านสังคม บริษัทส่งเสริมให้พนักงานมีบทบาทผ่าน CSR คลับ ซึ่งเป็นกลุ่มพนักงานที่ขับเคลื่อนโครงการเพื่อสังคมในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และการศึกษา เช่น การบริจาคโลหิต การร่วมมือกับสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ ในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่สวนเบญจกิติ และการพัฒนาโรงเรียนในโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนการศึกษาที่โรงเรียนคชเวกวิทยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่ปี 2561 และสนับสนุนการศึกษาที่โรงเรียนบ้านยางโทน จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ปี 2565


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เปิด “ศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี” และ “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน” ต้นแบบสังคมสันติสุข

สถาบันพระปกเกล้า ร่วม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เปิด “ศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี” และ “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน” ต้นแบบสังคมสันติสุข

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 กรุงเทพฯ : ณ ห้องประชุมสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน สถาบันพระปกเกล้า กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ได้ร่วมกันเปิด “ศูนย์สมานฉันท์สันติวิธี” (Restorative Justice Center) และ “ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน” เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการแก้ไขข้อพิพาท สร้างวัฒนธรรมการพูดคุยและความเข้าใจ ลดความรุนแรง และปลูกฝังค่านิยมเคารพสิทธิและเสรีภาพ

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ รศ.ดร.เสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน มอบหมายให้ รศ.ดร. ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน เข้าร่วมพร้อมด้วยนักศึก ษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 15 (กลุ่ม Consensus) สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครที่มีความตั้งใจจะจัดตั้งศูนย์ลักษณะเดียวกัน

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ศูนย์สมานฉันท์สันติวิธีเกิดขึ้นจากแนวคิด ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ที่เน้นการพูดคุย ฟื้นฟูความสัมพันธ์ และการเยียวยามากกว่าการลงโทษ ตรงกับพันธกิจของสถาบันพระปกเกล้าในการสร้างสังคมสันติสุขและประชาธิปไตยที่ยั่งยืน

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวเสริมว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนในสถาบันอุดมศึกษา จะเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ผสานกฎหมายกับกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษา ทำให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวก และปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าของการเจรจาอย่างสันติ

รศ.ดร.ชนัญญ์ชัย วุฒิธันยาวัฒน์ รองอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวว่า ความขัดแย้งในหมู่นักศึกษาเป็นปัญหาที่ต้องใช้แนวทางสร้างสรรค์และยั่งยืน การมีทั้งศูนย์สมาน ฉันท์สันติวิธีและศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทำให้สถาบันมีทั้งพื้นที่เชิงป้องกันและเชิงแก้ไขที่มีกฎหมายรองรับ

ภายในงานยังมีการจัด อบรมเชิงปฏิบัติการ “การไกล่เกลี่ยกับการจัดการความขัดแย้งในสถานศึกษาตามแนวคิด Restorative Justice” โดยความร่วมมือของ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรได้ฝึกทักษะการเจรจา การไกล่เกลี่ย และการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติ กิจกรรมประกอบด้วย การบรรยายเชิงวิชาการ, เวิร์กช็อปฝึกปฏิบัติการไกล่เกลี่ย, การนำเสนอผลงานการจำลองสถานการณ์ความขัดแย้ง และพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรม

เป้าหมายในอนาคตของทั้ง 3 หน่วยงานยืนยันร่วมกันว่า ศูนย์สมานฉันท์สันติวิธีและศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน จะเป็น “โมเดลต้นแบบ” ที่สามารถขยายผลไปยังมหา วิทยาลัยและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายการแก้ไขข้อพิพาทเชิงป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้” ซัดกลับ “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์” ฟ้องหมิ่นฯ ขุดคดีภาษีและเส้นเงินที่หายไป? แจงอวตารโจมตีเป็น Fake News

“เคนโด้” ซัดกลับ “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์” ฟ้องหมิ่นฯ ขุดคดีภาษีและเส้นเงินที่หายไป? แจงอวตารโจมตีเป็นFake News

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.: เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พร้อมกับ นาย ชณทัต ปัทะมะภูวดล ผู้ก่อตั้งเพจ “ชณทัต ลุยครับ” และ นาย ชวินทร์ ธวัชราภรณ์ จาก “ทนายหวายช่วยด้วย” พร้อมผู้เสียหายคดี “แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์” ลวงขายทองไม่ได้มาตรฐาน ร่วมแถลงข่าวที่ศูนย์ร้องเรียนร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล1111 โดยมี นายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี รับเรื่องร้องเรียน และรับปากจะช่วยเหลือในประเด็นนี้อย่างเร่งด่วน

เคนโด้ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประเด็นในการมายื่นข้อร้องเรียนเรื่อง แม่ตั๊ก-ป๋าเบียร์ หลังออกจากเรือนจำได้ไม่นานได้มีพฤติการณ์ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานโดยได้ยื่นฟ้องเคนโด้ ข้อหาหมิ่นประมาท เพราะเคนโด้เองเป็นผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่เป็นเหยื่อและได้ร้องเรียนไปหน่วยงานต่างๆจนศาลออกหมายจับแม่ตั๊ก กับ ป๋าเบียร์ และเจ้าหน้าที่ได้ให้เคนโด้เซ็นเป็นพยานในสำนวน นั้น

เคนโด้ กล่าวต่อว่า การฟ้องเคนโด้ ทางทนายหวาย ชวินทร์ ธวัชราภรณ์ หรือทนายหวายช่วยด้วย ได้ให้ข้อกฎหมายอย่างน่าสนใจคือ แม่ตั๊กและป๋าเบียร์ได้ประกันตัวชั่วคราวออกมา มันมีข้อกำหนดหลายอย่าง การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา และต่อมาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย และอาจส่งผลให้ศาลพิจารณา ยกเลิกการประกันตัว และสั่งจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ทันที เนื่องจากเป็นการกระทำที่ขัดต่อเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราว และเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ขณะที่ทนายหวาย กล่าวถึงความยุติธรรมของประชาชาชนถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ทุกเมื่อ

ด้านนายชณทัต ปัททะมะภูวดล นักเคลื่อนไหวทางสังคมจากเพจ ชณทัต ลุยครับ กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากคุณเคนโด้ เห็นในเอกสาร หลักฐานต่างๆ แล้ว ก็เห็นใจคุณเคนโด้ เพราะเป็นคนช่วยคนจริงและแกเซ็นเป็นพยานให้คดีนี้การฟ้องของแม่ตั๊ก กับป๋าเบียร์นั้นตนเองเห็นว่าเป็นการฟ้องปิดปากเพราะคุณเคนโด้ออกมาแฉเรื่องราวต่อสาธารณชน และทั้งสองอยู่ในระหว่างการประกันตัวชั่วคราวแต่กลับมายุ่งกับพยานไม่ได้ มันผิดข้อตกลงการประกันตัวชั่วคราว ผมต้องปกป้องคุณเคนโด้ และอีกหนึ่งเรื่องที่คุณเคนโด้โดนถูกคุกคามคือ Fake News จากเพจอวตารที่อ้างว่าคุณเคนโด้ไม่จ่ายค่าเพชร ตนเองดูหลักฐานทั้งหมดจริงๆ คุณเคนโด้เป็นผู้เสียหายโดนฉ้อโกงด้วยซ้ำ คนที่เป็นคนปล่อยข่าวคือผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงเพชรที่เป็นข่าวดังได้มาตีสนิทคุณเคนโด้ อ้างว่าคดีตนเองยกหมดแล้วมาของาน พอดีช่วงนั้นคุณเคนโด้รับงานเพชรจากแบรนด์ดังจึงเมตตาว่าจ้างผู้ต้องหารายนี้ และได้จ่ายเงินค่าจ้างไปแต่ไม่มีใบเสร็จ เพราะเขาบอกโดนอายัดบัญชีและตั้งใจหลบเลี่ยงภาษี คุณเคนโด้จึงรู้ว่าโดนหลอกคดีที่เขามียังไม่ยก และโดนให้บีบจ่ายเงินสดหลักล้าน ไม่งั้นไม่ทำงานซึ่งลูกค้ามีเวลากระชั้นชิดที่ต้องเปิดตัว ตอนนี้สรรพากรกำลังตรวจสอบเขาอยู่ และที่สำคัญการจ่ายเงินครั้งนี้ ผู้ต้องหารายนี้ ส่งของที่ไม่มีมาตรฐาน กว่า 400 ชิ้น สร้างความเสียหายให้กับแบรนด์มากและเขาก็ไม่รับผิดชอบ โดยทั้งหมดอยู่ในชั้นศาล พยานคือแบรนด์ที่เสียหาย แถมผู้ต้องหารายนี้ มาเล่นบทเหยื่อ ให้ข้อมูลเท็จกับเพจมาโจมตี และเขาเคยโดนขุดวีรกรรมพี่สาวแม่ตั๊กอีกด้วย “ผมยืนยันว่าคุณเคนโด้ไม่มีความผิดใดๆ เราต้องสนับสนุนเขาให้เดินหน้าช่วยประชาชนต่อไป”

นายชณทัตฯ กล่าวต่อว่าอีก 1 ประเด็นที่ประชาชนร้องเรียนมามากที่สุดนั่นคือการประกอบธุรกิจ ยังคงมาทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายหรือไม่? นั่นคือการขายอาหารเสริมลดน้ำหนักแบบโฆษณาเกินจริง อ้างว่าทาน 2 เม็ดแล้วผอม ซึ่งเป็นคำต้องห้ามทางการโฆษณา ซึ่งวันนี้ สคบ.โดย นายเลิศศักดิ์ รักธรรม ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคมารับเรื่องไปตรวจสอบและฝากเตือนประชาชนอีก1กรณีคือการออมทองตอนนี้กำลังระบาดมาก มิจฉาชีพได้ใช้ช่วงเวลาที่ค่าทองขึ้นระดมทุน

“หลังจากนี้คดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่าง เพื่อบูรณาการกระบวนการทางยุติธรรมที่ประชาชน จะรู้ขั้นตอนทางกฎหมายและจะไม่โดนเอาเปรียบอีกต่อไป” นายชณทัตฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ชาวป่อเต็กตึ๊ง” ร่วมแรงร่วมใจแพ็คถุงยังชีพ เพื่อส่งไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม จ.อุตรดิตถ์

“ชาวป่อเต็กตึ๊ง” ร่วมแรงร่วมใจแพ็คถุงยังชีพ เพื่อส่งไปแจกจ่ายให้พี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม จ.อุตรดิตถ์

วันพุธที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น.: มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดยนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯ พร้อม ผู้บริหารฯพนักงานฯ อาสาสมัครฯ และจิตอาสาฯ ร่วมกันแพ็คถุงยังชีพ
บรรจุถุงมูลนิธิฯประกอบด้วย ข้าวสวยหอมมะลิอาหารสำเร็จรูป(แกงเขียวหวานไก่, กะเพราไก่, ไข่พะโล้ใว่ไก่, ฉู่ฉี่ปลาแมคคอเรลทอด, ยาสีฟัน, แปรงสีฟัน, สบู่ก้อน, สเปรย์ฉีดกันยุง, ผ้าอนามัย, กระดาษทิชชู่เปียก, กระดาษทิชชู่, ไฟฉาย LED.พร้อมถ่าน, ถุงขยะแบบหนามีหูผูก จำนวน 1,000 ชุด เพื่อนำไปสนับสนุนให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยของมูลนิธิฯนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กอ้อ” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสตช. เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเกษียณอายุราชการ

“บิ๊กอ้อ” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเกษียณอายุราชการ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 : พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมภริยา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสเกษียณอายุราชการ โดยมีข้าราชการตำรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชามอบดอกไม้แสดงมุทิตาจิต

ทั้งนี้มี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบดอกไม้เป็นกำลังใจในโอกาส พล.ต.อ.อัคราเดชฯ เกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน นี้ด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ Royalthaipolice


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.สนามบิน ไล่ขยายผลลุยจับแก็งขนต่างด้าวคาบ้าน

ตม.สนามบิน ไล่ขยายผลลุยจับแก็งขนต่างด้าวคาบ้าน

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 เปิดเผยว่า สืบเนื่องจาก ตม.ดอน เมือง ได้จับกุมนายโซอิด เอนามุล ฮอค อายุ 47 ปี สัญชาติบังกลาเทศ ซึ่งหลบหนีเข้าไทยผ่านช่องทางธรรมชาติจากเมียนมา เดินทางมาถึงสนามบินดอนเมือง เพื่อขึ้นเครื่องไปหาด ใหญ่ สอบปากคำแล้ว ทราบว่า จะหลบหนีผ่านช่องทางธรรมชาติต่อไปยังมาเลเซีย เพื่อไปหาภรรยาที่เป็นคนมาเลเซีย เหตุเกิดเมื่อ 12 ส.ค.2568

ต่อมา พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ บก.ตม.2 ขยายผลตามสั่งการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร. ซึ่ง พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ได้นำทีมสืบสวนขยายผล จนสามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาได้ 2 ราย ได้แก่

  1. นายฟิรเดาส์ ตันยีนายู สัญชาติไทย ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5493/2568 ลง 22 ก.ย.68 ในความผิดฐาน “ผู้ใดนำหรือพาคนต่างด้าว เข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้” และ “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณา จักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” โดยนายฟิรเดาส์ฯ เป็นบุคคลที่ประสานงานการข้ามแดนจากฝั่งประเทศเมียนมาเข้าไทย และให้ที่พักพิง ณ บ้านเช่าในซอยรามคำแหง 24 พร้อมทั้งจองตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนายโซอิดฯ
  2. มิสเตอร์เอ็ม (นามสมมติ) สัญชาติบังกลาเทศ (ยังอยู่ที่บังกลาเทศ) ตามหมายจับศาลอา ญาที่ 5494/2568 ลง 22 ก.ย.2568 ซึ่งเป็นนายหน้าที่ประสานงานขอวีซ่าให้กับนายโซอิดฯ เข้าประเทศเมียนมาและประสานงานกับนายฟิรเดาส์ฯ ในการเดินทางข้ามแดนทางช่องทางธรรมชาติ

ล่าสุด วันที่ 30 ก.ย.2568 เวลาประมาณ 17.30 น. ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ได้นำกำลังฝ่ายสืบสวน ด่านตม.ทอ.ดอนเมือง และสนธิกำลังกับ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. ได้จับกุมนายฟิรเดาส์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่เอ็กเซ็ทคูทีฟ อพาร์ทเม้นท์ ซอยรามคำแหง 65 ซึ่งเป็นห้องเช่าพักอาศัยของนายฟิรเดาส์ฯ โดยพบหลักฐานสำคัญ คือ สัญญาเช่าบ้านที่นายฟิรเดาส์ฯ ใช้เป็นแหล่งพักพิงคนต่างด้าว ก่อนส่งเดินทางล่องใต้ต่อไปมาเลเซีย

และต่อมาชุดจับกุมได้นำนายฟิรเดาส์ฯ ค้นบ้านเช่าตามสัญญาเช่า ดังกล่าว พบนายโจชัววิน ชาวเมียนมา อายุประมาณ 40 ปี หลบอยู่ในบ้าน ทั้งนายฟิรเดาส์ฯ และนายโจชัววิน ให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลับมาจากทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และต้องการจะกลับบ้านที่เมียนมา มีขบวนการนำพามาส่งที่บ้านเช่าหลังนี้เพื่อพักไว้ ก่อนที่จะมีรถมารับไปส่งที่ชายแดนต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายโจชัววิน นำส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดีตามกฎหมาย และดำเนินคดีกับนายฟิรเดาส์ฯ อีกกรรมหนึ่งต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจท่องเที่ยว ขานรับนโยบาย สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวช่วง High Scason อบรมอาสา 8,500 คน ทั่วประเทศ

ตำรวจท่องเที่ยวขานรับนโยบาย สร้างความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวช่วง High Scason อบรมอาสา 8,500 คนทั่วประเทศ

ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งพัฒนามาตรการดูแลนักท่องเที่ยวเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ประกอบกับการขับเคลื่อนของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

ในส่วนของศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปทท.ตร.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการฝึกอบรมอาสาสมัครจากรัฐบาล กองบัญชา การตำรวจท่องเที่ยว โดยพล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้ดำเนิน “โครงการอบรมอาสาสมัครเพื่ออำนวยความสะดวกและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว” ในห้วงวันที่ 9–30 กันยายน 2568 ทุกพื้นที่กองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และ 76 จังหวัด แห่งละ 100 คน รวมยอดอาสาสมัคร 8,500 คน พร้อมเป็นเครือข่ายดูแลนักท่องเที่ยว

โครงการดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญรองรับการท่องเที่ยวช่วง High Season ที่จะมาถึง ช่วยยกระดับการดูแลนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยมีอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมเข้ามามีส่วนร่วม อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นพร้อมสะท้อนการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และเครือข่ายอาสาสมัครทั่วประเทศ ที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความอบอุ่นและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการแจ้งเหตุหรือความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police ซึ่งรองรับการสื่อสารได้ถึง 8 ภาษา ตลอด 24 ชั่วโมง

Tourist Police Respond to Policy to Build Confidence in Tourism During High Season Training 8,500 Volunteers Nationwide

In line with the policy of Capt. Thamanat Prompow, Deputy Prime Minister overseeing the Ministry of Tourism and Sports, which focuses on developing measures to restore tourists’ confidence, along with the efforts driven by Mr. Artthakorn Sirilatthayakorn, Minister of Tourism and Sports, and Pol. Gen. Kittharath Punpetch, Commissioner-General of the Royal Thai Police, focusing on elevating safety standards for tourists, the Tourist Safety Operations Center (TSOC), under the Royal Thai Police, and with training budget support from the government, has implemented the “Volunteer Training Project to Facilitate Services and Enhance Tourist Safety.” Led by Pol. Lt. Gen. Saksira Pheuak-um, Commissioner of the Tourist Police, the program was conducted from 9–30 September 2025 across all areas of Metropolitan Police Bureau 1–9 and 76 provinces, with 100 volunteers per area, totaling 8,500 volunteers, forming a network to assist in tourist protection.

This project serves as a key mechanism to support tourism during the upcoming high season. It enhances the care and safety of both Thai and foreign tourists, with trained volunteers participating to facilitate services and ensure security, while building confidence and reflecting the integration of government agencies, the public sector, and volunteer networks nationwide, ready to welcome tourists with warmth and safety throughout their journey.

The Tourist Police would like to inform tourists who require assistance or need to report an incident that they can contact the Tourist Police Hotline at 1155 or via the Thailand Tourist Police application, which supports communication in up to eight languages, available 24 hours a day.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รองนายกฯ สุชาติ” ห่วงประชาชนพื้นที่น้ำท่วม สั่งการหน่วยงานใน ทส. เร่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด

“รองนายกฯ สุชาติ” ห่วงประชาชนพื้นที่น้ำท่วม สั่งการหน่วยงานใน ทส. เร่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใกล้ชิด แจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการบินพื้นที่ภาคกลาง ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน นำเฮลิคอปเตอร์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขึ้นบินสำรวจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด ลำน้ำน่าน และลำน้ำเจ้าพระยา เพื่อเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์น้ำ ประกอบการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและสนับ สนุนอุปกรณ์และเครื่องมือจำเป็นร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ อาทิ เครื่องสูบน้ำ เรือ กำลังเจ้าหน้าที่ในการขนย้ายสิ่งของ และน้ำดื่มสะอาด เป็นต้น

นายสุชาติฯ กล่าวว่า “ผลจากการบินสำรวจสถานการณ์น้ำเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ได้รับรายงานว่า น้ำในบึงบอระเพ็ดมีปริมาณน้ำค่อนข้างมากประมาณ 470.77 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 200.52 ของความจุในการรองรับน้ำ และมีแนวโน้มที่จะมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่อง จากระดับน้ำในลำน้ำน่านยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรบริเวณรอบบึงบอระเพ็ดเริ่มได้รับผลกระทบ ซึ่งพื้นที่บึงบอระเพ็ดถือเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญที่ช่วยรองรับปริมาณน้ำก่อนลงสู่พื้นที่ภาคกลางได้เป็นอย่างมาก และจากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด คาดว่าบึงบอระเพ็ดยังคงสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์น้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางได้

และจากการบินสำรวจลงมาตามลำน้ำเจ้าพระยา พบว่า หลายพื้นที่เริ่มมีปริมาณน้ำล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรและวิถีชีวิตของประชาชน เช่น บริเวณอำเภอบางโฉมศรี จังหวัดสิงห์บุรี และอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากมีฝนตกหนักต่อเนื่องอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีตรวจวัดน้ำ ที่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มสูงขึ้น จาก 2,622 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,924 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรฯ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที

สำหรับกรณีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ บริเวณบ้านปางค้อ หมู่ 6 บ้านแสนขัน หมู่ 2 และหมู่ 12 ตำบลบ่อทอง อำเภอทองแสนขัน ชุมชนท้องที่ตำบลน้ำไคร้ อำเภอน้ำปาด และชุมชนท้องที่อำเภอท่าปลา ส่งผลให้มีน้ำท่วมสูง กระแสไฟฟ้าดับ และการสื่อสารขัดข้อง นั้น ในวันนี้ ได้สั่งการให้ระดมเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติลำน้ำน่าน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าน้ำปาด และหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยผึ้ง รวม 50 นาย รถยนต์ 10 คัน เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นการเร่งด่วนแล้ว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน