สืบสานวัฒนธรรมประเพณี พิธี “บูชามานข้าว” วิถีชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม

นครนายก – สืบสานวัฒนธรรมประเพณี พิธี “บูชามานข้าว” วิถีชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม

ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่ศาลาไม้ยองหิน วัดวังยายฉิม ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก นายธนวัฒน์ ปิ่นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีสืบสานวัฒนธรรมประเพณี “บูชามานข้าว” ของชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม โดยมี พระมหาพิทักษ์ คุณากโร เจ้าอาวาสวัดวังยายฉิม เป็นประธานสงฆ์ พร้อมพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 5 รูป เจริญพระพุทธมนต์ นางสมปอง เสนา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง กล่าวรายงานการจัดงาน พร้อมด้วย นายกองโท อิศรา สุขแจ่มใส ปลัดจังหวัดนครนายก นายอำเภอเมืองนครนายก หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ชาวบ้านชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม และพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมพิธีจำนวนมาก

ในพิธีมีการรำต้อนรับประธานในพิธี และรำถวายพระแม่โพสพ พิธีบูชามานข้าว พิธีบายศรีสู่ขวัญและผูกแขนสู่ขวัญให้แก่ประธานในพิธีและแขกผู้มีเกียรติ ชมการแสดงรำพื้นถิ่นจากชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม ชุมชนบ้านวังรี ชุมชนบ้านคีรีวัน ไทย-พวน อำเภอปากพลี และเยี่ยมชมหัตถกรรมพื้นบ้านพร้อมร่วมรับประทานอาหาร “ข้าวแลง” ของท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของคนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม ที่หาทานได้ยาก

วัดวังยายฉิม ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลหินตั้ง เกษตรกรตำบลหินตั้ง และชาวบ้านชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณี “บูชามานข้าว” ประจำปี 2568 ซึ่งตรงกับขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณี “บูชามานข้าว” ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่ง ที่ชาวนาไทยถือปฏิบัติคู่กับการทำนามาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งตามความเชื่อของคนไทยที่เชื่อว่า ในนาข้าวจะมีแม่โพสพเป็นผู้ดูแลคุ้มครองต้นข้าว การบูชาแม่โพสพจึงเกิดขึ้น เพื่อขอให้ช่วยดูแลต้นข้าวให้เจริญงอกงาม ไม่มีแมลงมารบกวน ตลอดจนส่งผลให้มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี จึงได้ร่วมกันจัดพิธีกรรม“บูชามานข้าว”นี้ขึ้น เพื่อฟื้นฟูประเพณีให้ลูกหลานและคนในชุมชนได้ภาคภูมิใจในประเพณีท้องถิ่น สร้างขวัญกำลังใจ และความเป็นสิริมงคลให้กับชาวนา และสืบทอดให้คงอยู่คู่ชุมชนลาวเวียงบ้านวังยายฉิม สืบต่อไป


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

จังหวัดบุรีรัมย์ จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่ รองผอ.รมน.จ.บุรีรัมย์ (ฝ่ายทหาร) เพื่อดูแลความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล

จังหวัดบุรีรัมย์ – จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร) เพื่อดูแลความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาลในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 เวลา 10.30 น. ที่ห้องประชุมปฏิบัติการจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ (ชั้น 1) ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดพิธีการรับ – ส่งหน้าที่ รองผู้อำนวยการ รักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร) ตามคำสั่งกองทัพบกเรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน ตามคำสั่งกองทัพบกที่ 353/2568 เรื่อง ให้นายทหารรับราชการและปรับระดับเงินเดือน โดยอาศัยอำนาจ ตามข้อบังคับ กระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการบรรจุ ปลด ย้าย เลื่อน และลดตำแหน่งข้าราชการกลาโหม พุทธศักราช 2502 หมวด 2 ข้อ 5 (2) ระหว่าง พันเอก สมโชค จันทาสี รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 21 (ท่านเก่า) กับ พันเอก สุทธีร์ ใจจังหรีด รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 26 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ฝ้ายทหาร) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ลงชื่อ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก

ซึ่งหน้าที่และอำนาจ ภายใต้ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ได้กำหนดหน้าที่และอำนาจของ กอ.รมน. ไว้ดังนี้

  1. ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และรายงาน คณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
  2. อำนวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในการนี้ให้มีอำนาจหน้าที่เสนอแผน และแนวทางในการปฏิบัติงานและดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามแผนและแนวทางนั้น
  3. อำนวยการ ประสานงาน และเสริมการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ ตามแผนและแนวทางในการปฏิบัติงานตามข้อ 2 ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ กอ.รมน. มีอำนาจในการกำกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนวกด้วยก็ได้
  4. เสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้ กองอำนวยการรักษาความาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ รับผิดชอบจังหวัดบุรีรัมย์ โดย มีการแบ่งเขตการปกครองแบ่งออกเป็น 23 อำเภอ 188 ตำบล 2,546 หมู่บ้าน


ภาพ : กอ.รมน.จังหวัด บ.ร.
ข่าว : พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร

รพ.มะเร็ง เปิดกิจกรรมจัดนิทรรศการวันมะเร็งเต้านมโลก

จังหวัดลพบุรี – โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี เปิดกิจกรรม และ นิทรรศการสัปดาห์ วันมะเร็งเต้านมโลก ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญ ของสตรีทั่วโลก

วันมะเร็งเต้านมโลก World Breast Cancer Day 2025 ตรงกับวันที่ 7 เดือนตุลาคม ของทุกปี จากสถิติทั้งในไทยและทั่วโลก มะเร็งเต้านม เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญของสตรีทั่วโลก และมีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยทั่วโลกมีอัตราผู้ป่วย มะเร็งรายใหม่ร้อยละ 11.7 และอัตราการตายจากสาเหตุมะเร็งเต้านมพบเป็นอันดับที่ 5 คือ ร้อยละ 6.9 (Global Cancer, 2020) สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข (Health Data Center) ปี 2565 พบว่าผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุด จำนวน 38,559 ราย โดย Global Cancer 2020 พบว่ามะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศหญิง โดยพบมะเร็งเต้านมรายใหม่ 22,158 ราย ต่อปี หรือชั่วโมงละ 2.5 คน และมี ผู้เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม 8,266 รายต่อปี หรือ ชั่วโมงละ 0.94 คน และมีแนวโน้มอัตราการเกิดโรค เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการให้บริการค้นหา คัดกรอง ตรวจวินิจฉัย บำบัดรักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่งเสริม สุขภาพด้านโรคมะเร็งแก่ประชาชน จึงเป็นภารกิจที่สำคัญ

จากความสำคัญดังกล่าว โรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี และ Happy Chemo Club by Nutrepreme โดยคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งถือเป็นหน่วยงานบริการด้านสุขภาพ ระดับตติยภูมิด้านโรคมะเร็ง จึงได้ร่วมกัน จัดกิจกรรมเนื่องใน วันมะเร็งเต้านมโลก (World Breast Cancer Day 2025) พลังแห่งความสุข เสริมสุขภาพกายใจ ให้ห่างไกลโรคมะเร็ง โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ เมธี วงศ์เสนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งลพบุรี เป็นประธานเปิดงาน

ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ผู้ป่วย ผู้รับบริการ บุคลากรที่สนใจได้มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องโรคมะเร็งเต้านม ได้ให้ความรักและใส่ใจดูแลเต้านมของตนเอง ให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านมได้ เพราะถือว่า.. มะเร็งเต้านม เป็นภัยร้ายต่อผู้หญิงทุกช่วงวัย ผู้หญิงทุกคนมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่มะเร็งเต้านมก็เป็นโรคที่สามารถ รักษาได้ และพยากรณ์โรคค่อนข้างดีถ้าสามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

สำหรับ “โรคมะเร็งเต้านม” ถือเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของสตรีทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มสูงขึ้นในสตรีไทย พบมากในสตรีอายุ 30-70 ปี และข้อมูลสถิติโรคมะเร็งของประเทศไทย จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1 ในเพศหญิง มีอุบัติการณ์ คือ 31.4 ต่อประชากรแสนคน และ พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านม ในกลุ่มสตรีมีอายุน้อยลง

การให้ความรู้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน การตรวจพบมะเร็งในระยะต้นๆ และได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว พบว่าเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเต้านมได้ ซึ่งการตรวจหาโรคมะเร็งเต้านมที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการตรวจเต้านมด้วยตนเอง การตรวจเต้านมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการตรวจด้วยเครื่องถ่ายภาพรังสีเต้านม เพื่อลดอัตราการพบมะเร็งเต้านมระยะลุกลามในสตรีไทย และเพิ่มการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านม อีกด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

เปิดศึกแห่งสายน้ำสุดยิ่งใหญ่ “แข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า” ประจำปี 2568 คึกคักทั่วทั้งหล่มเก่า ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวแห่ชมแน่นริมฝั่งน้ำพุง

เพชรบูรณ์ – เปิดศึกแห่งสายน้ำสุดยิ่งใหญ่ “แข่งเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า” ประจำปี 2568 คึกคักทั่วทั้งหล่มเก่า ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวแห่ชมแน่นริมฝั่งน้ำพุง

วันนี้ (7 ต.ค. 68) บรรยากาศบริเวณท่าน้ำวัดทุ่งธงไชย อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เต็มไปด้วยความคึกคักเมื่อ นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณ สุข ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

การแข่งขันเรือยาวประเพณีอำเภอหล่มเก่า ถือเป็นกิจกรรมสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 67 ปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 จากแนวคิดของ “ครูชาติ บุญนุ่ม” ครูโรงเรียนวัดทุ่งธงไชย และอดีตกำนันตำบลหล่มเก่า ซึ่งต้องการให้ชาวบ้านมีกิจกรรมรื่นเริงหลังออกพรรษา จึงจัดการแข่งขันเรือยาวขึ้นเพื่อ “ลาพรรษา” และเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า การแข่งขันเรือยาวหล่มเก่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ชาวเพชรบูรณ์ภาคภูมิใจ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศแก่ผู้ชนะการแข่งขัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา

สำหรับปีนี้ การแข่งขันเรือยาวชิงถ้วยพระราชทานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 ตุลาคม 2568 ณ ลำน้ำพุง หน้าวัดทุ่งธงไชย โดยมีทีมเรือยาวจากหลายจังหวัดเข้าร่วมประชันความเร็ว ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังกึกก้องริมฝั่งน้ำ พร้อมชมการแสดงมหรสพพื้นบ้าน การแสดงศิลปวัฒนธรรม และตลาดสินค้าชุมชนที่สร้างสีสันตลอดทั้งงาน

ทั้งนี้ การจัดงานแข่งเรือยาวออกพรรษาอำเภอหล่มเก่า มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น สร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน และกระตุ้นการท่องเที่ยวของอำเภอหล่มเก่าและจังหวัดเพชรบูรณ์ให้คึกคักรับปลายปีอีกด้วย


เพชรบูรณ์จัดใหญ่ “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ 2568” เปิดตำนานอารยธรรมทวารวดี พร้อมตลาดย้อนยุคสุดคึกคัก

เพชรบูรณ์จัดใหญ่ “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ 2568” เปิดตำนานอารยธรรมทวารวดี พร้อมตลาดย้อนยุคสุดคึกคัก

วันที่ 6 ต.ค. 68 ที่ห้องประชุมเมืองราด ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการเตรียมจัดงาน “สืบสานศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ” ประจำปี 2568 ซึ่งปีนี้จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบูรณ์เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรมในวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่โบราณสถานเขาคลังนอก เพื่อเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสบรรยากาศสุดยิ่งใหญ่ของเมืองมรดกโลก “ศรีเทพ” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก

สำหรับวันเปิดงาน 24 ตุลาคม 2568 จะเริ่มด้วยพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ศาลเจ้าพ่อศรีเทพ เวลา 07.00 น. ต่อด้วยพิธีบวงสรวงโบราณสถานเขาคลังนอก เวลา 08.00 น. และพิธีทำบุญตักบาตร เวลา 09.09 น. จากนั้นช่วงเย็น เวลา 18.00 น. จะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมการแสดงแสง เสียง สุดตระการตา เรื่อง “ศรีเทพ ปฐมบทแห่งอารยธรรม เทวะศรัทธา สรรค์สร้างศิลป์นิรันดร์” ถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมทวารวดีศรีเทพให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมกันอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม ตลาดย้อนยุคทวารวดีศรีเทพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม เวลา 17.00–21.00 น. ณ บริเวณโบราณสถานเขาคลังนอก จำลองบรรยากาศตลาดโบราณให้ชาวบ้านในพื้นที่และผู้ประกอบการท้องถิ่นนำสินค้า อาหารพื้นถิ่น และของที่ระลึกมาจำหน่าย พร้อมอาหารและเครื่องดื่มร่วมสมัยตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกวัย

ตลอดช่วงการจัดงาน ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย การละเล่นพื้นบ้าน การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และนิทรรศการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเพชรบูรณ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน.


โรงพยาบาลพญาไท 3 ฉลองครบรอบ 29 ปี

โรงพยาบาลพญาไท 3 ฉลองครบรอบ 29 ปี …..29 ปี ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาดูแลเคียงข้างด้วยประสบการณ์แพทย์เฉพาะทาง….

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 3 เพชร เกษม 19, พญ.วารุณี จินารัตน์ ผู้อำนวยการแพทย์, คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด, นพ.อภิชัย โตวณะบุตร ผู้ช่วย ผอ.แพทย์, คุณนิตยา กฤตธนเวท ผู้อำนวยการฝ่าย บริหาร, คุณภาวิณี วัยปัทมะ ผู้อำนวยการฝ่ายพยาบาล, พร้อมแพทย์ พยาบาล พนักงาน ร่วมทำบุญ ตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระภิกษุสงฆ์ และบวงสรวงสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราช บริเวณด้านหน้าโรงพยาบาล เพื่อเป็นศิริมงคล เนื่องในโกาสครบรอบ 29 ปี ของโรงพยาบาลพญาไท 3 ท่ามกลางผู้ใช้บริการร่วมกิจกรรมมากมาย

โดย นพ.สุรพล โล่ห์สิริวัฒน์ กล่าวว่า 29 ปี พญาไท 3 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยความไว้วางใจของผู้ใช้บริการ ทำให้เรายืนเคียงข้างสังคมไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ทางโรงพยาบาลพญาไท 3 ยกระดับความเป็นหนึ่งด้านสุขภาพในทุกๆด้านตลอดเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ด้วยทีม งานพนักงานที่มีคุณภาพวางยุทธศาสตร์คนและองค์กร ที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ต่อยอดแนวคิดที่ทันสมัยเพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืนและนำเทคโนโลยีระดับสากลมาพัฒนาเพื่ออนาคต เพื่อผู้ใช้บริการ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.และThe University of Osaka ลงนามความร่วมมือ ยกระดับและขยายเครือข่ายการวิจัย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกำลังคนด้านการวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

วช. และ The University of Osaka ลงนามความร่วมมือ ยกระดับและขยายเครือข่ายการวิจัย พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกำลังคนด้านการวิจัยในด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีลงนามเอกสารแสดงเจตจำนงความร่วมมือทางการวิจัย ระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ The University of Osaka ประเทศญี่ปุ่น โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) และ Prof. Dr. Atsushi Kumanogoh อธิการบดี The University of Osaka เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยและฝ่ายญี่ปุ่น ตามลำดับ

ในโอกาสนี้ Prof. Dr. Atsushi Kumanogoh อธิการบดี The University of Osaka ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการเยือนของคณะผู้แทนไทย พร้อมย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่าง The University of Osaka กับสถาบันการศึกษาไทยหลายแห่ง และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับ (วช.) จะช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยไทย–ญี่ปุ่นให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง (อว.) กล่าวถึงบทบาทของกระทรวง (อว.) ทั้งในส่วนของการอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือทางการวิจัยระหว่าง (วช.) และ The University of Osaka พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัยของไทย การจับมือกับ The University of Osaka ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก จึงนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้ทำงานร่วมกับนักวิจัยชั้นนำของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือว่า เกิดจากการเยือน The University of Osaka ของคณะผู้บริหาร (วช.) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้ตกลงกำหนดกรอบการทำงานร่วมกัน ทั้งการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และการแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัย โดยเชื่อมั่นว่าการลงนามในครั้งนี้จะช่วยขยายเครือข่ายวิจัยและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ทั้งสองประเทศ

สำหรับความร่วมมือระหว่าง (วช.) และ The University of Osaka จะมุ่งสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมไทย–ญี่ปุ่น ผ่านโครงการวิจัยร่วมในสาขาที่มีศักยภาพ การแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เหมาไถ” จัดกิจกรรม “กุญแจไร้พรมแดน: ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” ที่กรุงเทพฯ ใช้เครื่องดื่มเหมาไถเป็นสื่อกลาง สานสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

“เหมาไถ” จัดกิจกรรม “กุญแจไร้พรมแดน: ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” ที่กรุงเทพฯ ใช้เครื่องดื่มเหมาไถเป็นสื่อกลาง สานสัมพันธ์วัฒนธรรมจีน-ไทย

ระหว่างวันที่ 27-29 กันยายน 2568 กรุงเทพฯ-ประเทศไทย : แผนกงานผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมนานาชาติ บริษัท ไชน่า เหมาไถ ได้จัดกิจกรรมในซีรีส์ “กุญแจไร้พรมแดน : ร่วมรังสรรค์ตะวันออก” อย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีผู้สืบทอดแบรนด์เหมาไถจากจีนและต่างประเทศ ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ผู้นำภาคธุรกิจ และบุคคลสำคัญในแวดวงวัฒนธรรม เข้าร่วมอย่างคับคั่ง เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนและไทย โดยมีเครื่องดื่ม “ไป๋จิ่ว” เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยง

ในช่วงการสนทนากับตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย คณะผู้แทนจากเหมาไถได้เรียนรู้เชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค และลักษณะช่องทางจำหน่ายในตลาดไทย พร้อมหารือแนวทางการปรับผลิตภัณฑ์เหมาไถให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น การจับคู่รสชาติเหล้ากับอาหารไทยเพื่อเสริมรสชาติให้ลงตัวมากยิ่งขึ้น

ต่อจากนั้น คณะฯ ได้เดินทางเยี่ยมเยียน หอการค้าไทย-จีน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะการกลั่นสุราเหมาไถ และแบ่งปันคุณค่าอันเป็นหัวใจของแบรนด์

ในกิจกรรมยังได้จัดงานสัมมนา “ผู้สืบทอดเหมาไถจากจีนและต่างประเทศ ครั้งที่ 1” โดยมุ่งเน้นหัวข้อ “การสร้างแบรนด์ระดับสากล” ซึ่งผู้สืบทอดได้เสนอแนวทาง “นวัตกรรมตามบริบทท้องถิ่น” เช่น การใช้เทศกาลสำคัญของประเทศต่างๆ เป็นโอกาสในการสื่อสารแบรนด์ และการใช้สื่อวิดีโอสั้นเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในต่างประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่า การสืบทอดฝีมือและภูมิปัญญาคือรากฐานสำคัญ ขณะที่การสื่อสารเชิงวัฒนธรรมและนวัตกรรมด้านการตลาดจะเป็นกุญแจในการขับเคลื่อนแบรนด์สู่ระดับโลก

ในงานเลี้ยงอาหารค่ำภายใต้ธีมวัฒนธรรม ผู้สืบทอดเหมาไถกล่าวว่า “ในอนาคต แบรนด์จะมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมโยงทั้งในเชิงวัฒนธรรมและอารมณ์กับผู้บริโภคทั่วโลก ผ่านการจัดนิทรรศการวัฒนธรรม กิจกรรมเพื่อสังคม และโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยผู้ร่วมงานต่างรู้สึกประทับใจในเสน่ห์ของเหมาไถ ที่ถ่ายทอดโดยผู้บรรยายด้านวัฒนธรรม และกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เหมาไถคือแบรนด์ที่ผสานทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไว้อย่างกลมกลืน

กิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเหมาไถ ในการลงลึกตลาดประเทศไทย โดยใช้การแลกเปลี่ยนอย่างเข้าใจในบริบทท้องถิ่นควบคู่กับนวัตกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการสนทนาเชิงอารยธรรมระหว่างภูมิปัญญาการกลั่นแบบดั้งเดิมของจีนกับวัฒนธรรมไทย และช่วยเสริมพลังใหม่ให้กับการขยายตัวของแบรนด์เหมาไถในระดับนานาชาติ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษา 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และนางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ นำทีมลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ.2568 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาด แคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง และแม่ฮ่องสอน โดยมีจังหวัดเชียงใหม่เป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมีนายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมโรงเรียนช่องฟ้าซินเซิงวาณิชบํารุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่ต้องละทิ้ง หรือยุติการศึกษาเพราะขาด แคลนทุนทรัพย์ โดยในปี พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดสรรงบประมาณในการมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นจำนวนเงินกว่า 17.8 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รมว.สุชาติ” มอบนโยบาย ทส. ในโอกาสครบรอบ 23 ปี มุ่งเป้าพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วัดผลได้ในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน

“รมว.สุชาติ” มอบนโยบาย ทส. ในโอกาสครบรอบ 23 ปี มุ่งเป้าพิทักษ์ทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม วัดผลได้ในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชน

วันทึ่ 3 ตุลาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภู พระพุทธรูปประจำกระทรวงฯ และศาลพระภูมิเจ้าที่ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ครบรอบ 23 ปี พร้อมจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ และเสริมพลังใจให้แก่บุคลากรในสังกัดกระทรวงฯ ในการปกป้อง ดูแล และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ภายหลังพิธี นายสุชาติฯ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ โดยเน้นย้ำการทำงานใน 5 ด้านสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนงานของกระทรวงฯ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน ได้แก่

1) การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน โดยให้ความสำคัญกับงานตามพระราชดำริ รวมถึงการแก้ไขปัญการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมีส่วนร่วม เร่งรัดกฎหมายสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ และการผลักดันการพัฒนาแหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับประชาชน

2) การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงฯ ให้เป็นแหล่งรายได้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าสร้างพื้นที่สีเขียวให้เพิ่มขึ้น การส่งเสริมให้คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน และเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าอย่างจริงจัง ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนที่ได้รับสิทธิให้อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า

3) การป้องกันและแก้ไขปัญหาพิบัติภัยทางธรรมชาติ ด้วยการยกระดับศูนย์เตือนภัยของกระทรวงฯ ทั้งการเฝ้าระวังด้านน้ำและด้านธรณีพิบัติภัย รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชน

4) การจัดการสิ่งแวดล้อมโดยการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเร่งเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และบูรณาการความร่วมมือการป้องกันแก้ไขปัญหาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยอย่างเป็นเอกภาพ การเร่งแก้ไขปัญหา และผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ แก้ไขปัญหา PM 2.5 หมอกควัน ไฟป่า และมลพิษข้ามแดนมลพิษข้ามแดน เช่น ปัญหาหมอกควัน และปัญหาสิ่งปนเปื้อนในลำน้ำ รวมถึงการส่งเสริมให้กลไก EIA และ EHIA เป็นเครื่องมือหลักในการป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

5) การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI เพื่อการให้บริการประชาชนที่ครอบคลุม ให้บริการได้ทุกพื้นที่ ทุกรูปแบบ เกิดความโปร่งใส รวดเร็ว และตรวจสอบได้

นอกจากนี้ นายสุชาติฯ ยังได้เน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจและสวัสดิ การของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในแต่ละหน่วยงาน รวมถึงการคัดเลือกบุคลากรให้เหมาะสมกับงาน และขอให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับจัดทำแผนงานที่ชัดเจน ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงน้อมนำงานตามพระราชดำริมาดำเนินการให้เกิดประโยชน์กับประชาชน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งหมดของกระทรวงฯ สามารถวัดผลได้ภายในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาล และประชาชนสัมผัสได้ถึงผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม ให้กระทรวงฯ สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง และก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสและมั่นคง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน