ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม สภ.รัตนาธิเบศร์ ดร.แก้ว พร้อมคณะ กต.ตร.ให้การต้อนรับพร้อมมอบของที่ระลึก

ผบช.ภ.1 ตรวจเยี่ยม สภ.รัตนาธิเบศร์ ดร.แก้ว พร้อมคณะ กต.ตร.ให้การต้อนรับพร้อมมอบของที่ระลึก

วันที่ 7 ต.ค.2568 เวลา 15.00 น. ที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี : พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รัตนาธิเบศร์ เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานและมอบนโยบายในการปฏิบัติราชการ โดยมี ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ หรือ ดร.แก้วฯ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาอัยการจังหวัดนนทบุรี, ประธานกิตติมศักดิ์กต.ตร.จว.นนทบุรี, ประธานกต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์, ผู้ก่อตั้งเพจ ดร.แก้วช่วยได้ พร้อมคณะ กต.ตร. เข้าร่วมให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกและประชุมหารือแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ร่วมกันนี้ยังมี พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งตามคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายล่าสุด เข้าร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วย พ.ต.อ.จักริน พันธุ์ทอง รอง ผบก.ภ. จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.จักรพงศ์ นุชผดุง รอง ผบก. ภ.จ.นนทบุรี, พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์, พ.ต.อ.มงคล พฤกษชาติ ผกก. (สอบสวน) กตค.บก.กค.ภ.1 รวมทั้งหัวหน้าสายงานทุกสายงานของ สภ.รัตนาธิเบศร์
ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้

พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 ได้มอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย โดยเน้นย้ำให้เพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และให้บริการประชาชนด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมกล่าวให้ขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. : นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ,นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ การให้บริการนักท่องเที่ยว การเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และภารกิจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ รวมถึงตรวจเยี่ยมเส้นทางศึกษาธรรมชาติอารยสถาปัตย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานแห่งชาติสำหรับผู้พิการ และรับฟังสรุปสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนมอบนโยบายสำคัญ 9 ด้าน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการอุทยานแห่งชาติให้ทัดเทียมระดับสากล ในฐานะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าอนุรักษ์มรดกโลกทางธรรมชาติ “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่”

รองนายกฯ สุชาติฯ กล่าวว่า การที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องในคณะรัฐมนตรี 4 สมัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมได้เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และมอบแนวทางการยกระดับอุทยานแห่งชาติสู่มาตรฐานสากล 9 ด้าน ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตั้งแต่การเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปราบปรามด้วยเทคโนโลยี การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และคาร์บอนต่ำ การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวตามขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติทั้ง 7 แห่ง เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล การพัฒนา “อารยสถาปัตย์” หรือการออกแบบที่เป็นมิตรกับทุกคน (Universal Design) ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้พิการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำ ทางลาดชัน และที่จอดรถ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปสู่การรับรองเป็นมรดกอาเซียนและมรดกโลกเพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวตามหลัก ISO 13009 และ Green Destination

นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Smart Patrol มาใช้ในการลาดตระเวนป้องกันปราบปราม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาพื้นที่ป่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมาและนครนายก โดยได้ให้จัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อเฝ้าระวังและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นย้ำให้มีการบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งยังได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แนวชายแดน และให้ปรับปรุงหน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาให้สามารถใช้เป็นบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมชลประทาน จัดประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ ‘สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน’

กรมชลประทาน จัดประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ ‘สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน’

กรมชลประทาน เดินหน้าส่งเสริมการรับรู้เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครง การประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์งานชลประทาน ภายใต้หัวข้อ “สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน” (Water for Life, Flow for Future) โดยเปิดเวทีให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และช่างภาพทั่วประเทศได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ความงดงาม และคุณค่าของน้ำ ผ่านมุมมองเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการสร้างแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะในรูปแบบภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสังคม และนำไปสู่การร่วมกันดูแล “สายน้ำ” ของไทยอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โดยการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • การประกวดภาพถ่าย ในหัวข้อ “ชีวิตคู่สายน้ำ” (Life with Water) และ “โครงการน้ำสร้างอนาคต” (Water Works, Water Wisdom)
  • การประกวดวิดีโอคอนเทนต์ ในหัวข้อ “นวัตกรรมน้ำขับเคลื่อนอนาคต” (Smart Water Move)

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ผู้ชนะการประกวดในประเภทต่างๆจะได้รับเงินรางวัล โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตร พร้อมโอกาสเผยแพร่ผลงานผ่านนิทรรศการและสื่อประชาสัมพันธ์ของกรมชลประทาน ทั้งนี้ ทุกผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคลังสื่อคุณภาพ เพื่อนำไปใช้เผยแพร่ภารกิจของกรมชลประทาน

นิทรรศการและพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี ติดตามรายละเอียดการส่งผลงานและกำหนดการได้ทางเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ของกรมชลประทาน

กรมชลประทาน #ประกวดภาพถ่าย #วิดีโอคอนเทนต์ #สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต #สร้างไทยยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้” แจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์เอาผิดเพจ “อวตารโรส” รับจ้างประจาน ตบทรัพย์ เหยื่อคิดสั้นปลิดชีพ เดินหน้าร้องรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ต่อ

“เคนโด้” แจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์เอาผิดเพจ “อวตารโรส” รับจ้างประจาน ตบทรัพย์ เหยื่อคิดสั้นปลิดชีพ เดินหน้าร้องรัฐมนตรีดีอี ไชยชนก ต่อ

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. : “เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกร ผู้ประกาศข่าว เข้าแจ้งความเพจอวตาร Rose Sharky eye มีพฤติการรับจ้างประจาน ตบทรัพย์ ที่ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กรณีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมากโดนแขวน และเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หนึ่งในนั้นคือผม ที่โดนผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงจ้างเพจโพสข่าวปลอมบิดเบือนเพราะเคนโด้เป็นโต้โผในการช่วยเหลือผู้เสียหาย หลายครั้งที่เคนโด้ออกมาขับเคลื่อนคดีที่มีผู้เสียหายจำนวนมากก็มักจะเจอเพจอวตารสร้างข่าวปลอมเกือบจะทุกครั้ง ล่าสุดโพสว่าผมโดนออกหมายจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในคดีดิไอคอนเพราะผมช่วยเหลือผู้เสียหายและยังเป็นพยานให้กับคดีนี้ทุกอย่างอยู่ในชั้นศาล และแถลงข่าวชี้แจงจนสิ้นข้อสงสัยไปหมดเป็นปีแล้ว เพจยังเอามาโจมตี เป็นการละเมิดขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก เพจพวกนี้ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในสังคมเลย และไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีผู้เสียหายรายอื่นๆติดต่อผมมา ผมต้องพบกับข้อมูลที่น่าตกใจมาก เพราะเพจRose sharky eye คือมิจฉาชีพรับจ้างประจานและตบทรัพย์เหยื่อมาแล้วหลายคน

เคนโด้ กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์นี้ทำให้บางคนถึงกับคิดสั้นปลิดชีวิตตัวเองถ้ายังจำกันได้มีเยาวชนตัดสินใจกระโดดน้ำที่ภูเก็ตเพราะโดนแขวนและคุกคามจากเพจRose เพจไม่มีสิทธิ์ไปแขวนประจานผิดถูกว่ากันไปตามกระบวนการ และ เพจนี้ยังไปคุกคามพ่อของน้องที่เสียชีวิตอีกด้วย เพจRose มีเป้าหมายหลักคือตบทรัพย์ผู้เสียหายโดยมีขั้นตอนการทำงานดังนี้ ตั้งเพจอวตารรับงานประจาน โพสขู่ประชาชนให้กลัว (เช่นจะแฉร้าน แฉข้อมูลส่วนตัว) โพสประจาน เหยื่อInbox ไปเจรจา ตบทรัพย์ถ้าไม่โอนโพสต่อ โอนผ่าน payment gateway (เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อบัญชี) สร้างเพจไว้หลอกหลายเพจ เพจไหนโดนแบนก็สร้างใหม่ไม่จบสิ้น และยังท้าทายกฎหมายว่าทำอะไรตนไม่ได้ ขนาดหมายข่าวยังไม่เกรงกลัว

“สังคมไทยมีเพจแบบนี้มากมายที่ทำให้สังคมเสื่อม คนถูกเป็นผิด คนผิดเป็นถูก หลังจากแจ้งความที่ สอท. จะเดินทางไปยื่นเรื่องกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ป้ายแดง นาย ไชยชนก ชิดชอบ เพราะมองว่าท่านเป็นคนรุ่นใหม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโซเชียลมิเดีย เพื่อประเทศไทยที่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันการเปิดเพจต่างๆที่เป็นอวตาร เป็นโจรเยอะขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ประเทศไทยต้องเจรจากับFacebook ถึงการละเมิดสิทธิ์มากมายที่เกิดในประเทศไทย มีช่องทางร้องเรียนที่สามารถปิดเพจได้ไวก่อนเกิดความเสียหาย และขอวิงวอนสื่อต่างๆอย่าหลงเชื่อเพจเหล่านี้ที่ไม่มีที่มาที่ไปใดๆ การแชร์หรือนำเสนอข้อมูลอาจมีความผิดตามกฎหมาย ขอให้ลบข้อความและแก้ไขให้ถูกต้อง” เคนโด้ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้บัญชาการภาค 1 ใหม่ ประเดิมแถลงผลการจับกุม และขยายผลยึดทรัพย์ เครือข่ายเว็บการพนัน “เชอร์รี่ จริงใจเบ็ต”

ผู้บัญชาการภาค 1 ใหม่ประเดิมแถลงผลการจับกุม และ ขยายผลยึดทรัพย์ เครือข่ายเว็บการพนัน “เชอร์รี่ จริงใจเบ็ต”

วันจันทร์ที่ 6 ต.ค.2568 เวลา 11.00 น. ณ บริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์ ภ.1 : พล.ต.ท. วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 พร้อมคณะฯ ร่วมแถลงข่าวจับกุมเว็บพนันออนไลน์ ขยายผลยึดทรัพย์ เครือข่ายเว็บการพนัน “เชอร์รี่ จริงใจเบ็ต”

ตามนโยบายของนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับนโยบายเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อาทิ เช่น การฉ้อโกงทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอลเซนเตอร์ รวมทั้งการเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ ให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนถูกหลอกลวง ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน รวมทั้งอาชญากรรมอื่นๆ ตามมา ซึ่งอาจส่งผลระยะยาวต่อความมั่นคงของประเทศชาติในอนาคต

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาเป็นแนวทางในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวสู่การปฏิบัติ : ตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ., พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผบก.ภ.จ.นนทบุรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดที่มีอำนาจหน้าที่ สืบสวน สอบสวน เร่งรัดสืบสวนจับกุม ปราบปรามการพนันออนไลน์อย่างเด็ดขาดจริงจัง

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางแม่นาง ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี ได้ทำการสืบสวนพบว่า เว็บพนันออนไลน์ จริงใจเบ็ต มีกลุ่มผู้รับผลประโยชน์หลายราย และเป็น กลุ่มเครือข่ายเว็บพนันออน ไลน์ขนาดใหญ่ มีเส้นทางการเงินหมุนเวียนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุญาตศาลจังหวัดนนทบุรี ออกหมายจับกลุ่มผู้จัดให้มีการเล่น การพนันออน ไลน์, กลุ่มบัญชีพักเงิน, กลุ่มบัญชีถอนเงินสด, กลุ่มหุ้นส่วนเว็บพนัน และเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นกระทำความผิด ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณา หรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน,ร่วมกันฟอกเงิน”

ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2568 ได้ทำการตรวจค้น จำนวน 5 จุด ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ 1 จุด, จังหวัดขอนแก่น 3 จุด, จังหวัดอุบลราชธานี 1 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายทัพพ์วริศฯ, 2.นายลาลยีฯ, 3.นายทรงศักดิ์ฯ, 4.นายชัยจุติฯ, ยังหลบหนี 1 ราย และอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลออกหมายจับ เพิ่มเติมอีกจำนวน 5 ราย

สามารถตรวจยึดทรัพย์สินตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ดังนี้
-เงินสด จำนวน 1,176,000 บาท
-รถยนต์ จำนวน 5 คัน
-กระเป๋าแบรนด์เนม จำนวน 38 ใบ
-โทรศัพท์มือถือ จำนวน 18 เครื่อง
-แท็ปแลต จำนวน 6 เครื่อง
-โน้ตบุ๊ค จำนวน 4 เครื่อง
-คอมพิวเตอร์ PC จำนวน 1 เครื่อง
-สมุดบัญชีเงินฝาก จำนวน 28 เล่ม
-บัตร ATM จำนวน 22 ใบ
รวมทรัพย์สินทั้งหมด มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท

ตำรวจภูธรภาค 1 ขอประชาสัมพันธ์มายังพี่น้องประชาชน ขอให้ช่วยกันหยุดวงจร การพนันออนไลน์ โดยหากพบเห็นการกระทำความผิดหรือพบเบาะแสเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ สามารถแจ้งไปยังสายด่วน 191 เพื่อดำเนินการปราบปราม จับกุม ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ภาพรวมอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้การสนับสนุนตำรวจภูธรภาค 1 ด้วยดีเสมอมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจจราจร ร่วมนำทางภารกิจ “หัวใจติดปีก” นายกรัฐมนตรีบินด่วนส่งมอบ “หัวใจดวงที่ 143” ต่อชีวิตด้วยหัวใจของผู้นำ

ตำรวจจราจรร่วมนำทางภารกิจ “หัวใจติดปีก” นายกรัฐมนตรีบินด่วนส่งมอบ “หัวใจดวงที่ 143” ต่อชีวิตด้วยหัวใจของผู้นำ

วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฝ่ายเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 18.54 น. ที่ผ่านมา ตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจร สภ.เมืองอุดรธานี เร่งนำทางอำนวยความสะดวกรถส่งอวัยวะ “หัวใจดวงที่ 143” จากโรงพยาบาลอุดรธานี ไปยังสนามบินอุดรธานี เพื่อส่งมอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวนำอวัยวะหัวใจ จาก จ.อุดรธานี มายังสนามบินดอนเมือง ในภารกิจ “หัวใจติดปีก” โดยเครื่องบินได้ออกเดินทางจาก จ.อุดรธานี ในเวลา 19.15 น.

เมื่อเครื่องบินส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีถึงสนามบินดอนเมืองในเวลา 20.03 น. นายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้นำกล่องบรรจุอวัยวะหัวใจขึ้นรถตู้ของทางสนามบินมาถึงยังอาคารผู้โดยสารในเวลา 20.11 น. ส่งมอบให้กับ พ.ต.อ.จิรกฤต จารุณภัทร์ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร รับช่วงต่อพร้อมนำทีมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เปิดทางจราจรนำอวัยวะหัวใจส่งผู้รับบริจาค ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ทันเวลา ออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองในเวลา 20.13 น. โดย ถึง รพ.จุฬาฯ ที่หมายในเวลา 20.28 น. ใช้เวลา 15 นาที จากสนามบินดอนเมืองถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ภารกิจลุล่วง หัวใจดวงที่ 143 เต้นอีกครั้ง สมเจตนารมณ์ผู้บริจาคอวัยวะ ต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์

ภารกิจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “หัวใจติดปีก” ที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการด้วยความสมัครใจและต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557 โดยได้อาสาขับเครื่องบินส่วนตัวรับ-ส่งทีมแพทย์ในภารกิจลักษณะนี้มาแล้วกว่า 80 เที่ยวบิน ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยกว่า 200 รายทั่วประเทศ โดยมีตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ สังกัดกองบังคับการตำรวจจราจร ร่วมสนับสนุนภารกิจอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกเส้นทางคุ้มกัน “หัวใจแห่งชีวิต” ให้ภารกิจลุล่วง อวัยวะให้ถึงมือทีมแพทย์อย่างปลอดภัย และรวดเร็วที่สุด

ภารกิจในครั้งนี้ ถือเป็น “หัวใจดวงที่ 143” ซึ่งมีความหมายพิเศษในตัวเลข “143” ที่สื่อถึงคำว่า I (1) Love (4) You (3) ในภาษาสากล หมายถึง “การมอบหัวใจด้วยความรัก” จากผู้บริจาคสู่ผู้รับ และจากหัวใจของผู้นำสู่ประชาชนทุกคน

ภารกิจ “หัวใจติดปีก” จึงไม่เพียงสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมแพทย์และหน่วยงานสาธารณสุข แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมแรงร่วมใจของตำรวจทางหลวง ตำรวจจราจรในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเงียบงันแต่ทรงคุณค่า รวมถึงประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนที่ร่วมมือเปิดทางให้รถฉุกเฉิน เพื่อให้ “หัวใจทุกดวง” เดินทางถึงปลายทางด้วยความปลอดภัย

ทั้งนี้ นอกจากอวัยวะหัวใจแล้ว ยังมีอวัยวะไต ที่ทีมแพทย์ผ่าออกมาจากร่างกายของผู้บริจาค พร้อมกันในคราวนี้ด้วย และทีมแพทย์นำส่งขึ้นเครื่องบินส่วนตัวของท่านนายกรัฐมนตรี มาในคราวเดียวกัน และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้นำส่งยังโรงพยาบาจุฬาลงกรณ์ ให้กับผู้รอรับบริจาคอวัยวะไต ได้อีก 1 ราย อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เลขาฯ ป.ป.ส. สั่งลุยปฏิบัติการ “1386 ท่านแจ้ง เราจับ” จากเสียงร้องเรียนสู่การคืนความปลอดภัยให้ประชาชน

เลขาฯ ป.ป.ส. สั่งลุยปฏิบัติการ “1386 ท่านแจ้ง เราจับ” จากเสียงร้องเรียนสู่การคืนความปลอดภัยให้ประชาชน

วันที่ 5 ตุลาคม 2568 พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยถึงการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติด โดยย้ำว่า “ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้จัดตั้งปฏิบัติการ “1386 ท่านแจ้ง เราจับ” เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและเข้าดำเนินการแก้ไขทุกปัญหายาเสพติดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในสังคมอย่างทันท่วงที

โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 จึงได้มอบหมายให้ นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. สั่งการให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ อินทรีย์ 19-69 ลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกต่อเรื่องร้องเรียนของประชาชนผ่านสายด่วน ป.ป.ส. โทร 1386 กรณีมีการมั่วสุมเสพและจำหน่ายยาเสพติด สร้างความเดือดร้อนรำคาญและกระทบต่อความปลอดภัยของชุมชน ณ ร้านซ่อมรถและร้านซักรีด (บ้านไม่มีเลขที่) ภายในชุมชนบ้านเอื้ออาทร ศาลายา 3 ตำบลทรงคนอง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

ผลการเข้าตรวจสอบ พบบุคคลตามเรื่องร้องเรียนและบุคคลอื่นรวม 7 คน พร้อมวัตถุต้องสงสัยเป็นคีตามีนบรรจุในถุงซิปล็อก จากการตรวจปัสสาวะเบื้องต้น พบว่ามีผลเป็นบวกจำนวน 3 ราย ซึ่งบุคคลทั้ง 3 ได้สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ณ โรงพยาบาลสามพราน ถือเป็นโอกาสให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ และตัดวงจรผู้เสพรายใหม่ไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ เลขาธิการ ป.ป.ส. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามความคืบหน้าการบำบัดของผู้เข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิด และพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าความสงบสุขและความปลอดภัยได้กลับคืนสู่ชุมชนบ้านเอื้ออาทร ศาลายา 3 อย่างยั่งยืน และเน้นย้ำว่า “ปฏิบัติการครั้งนี้ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของนโยบายเร่งด่วนจากรัฐบาล ที่ต้องการลดความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ ป.ป.ส.ไม่มีปัญหายาเสพติดใดเป็น ‘เรื่องเล็ก’ ทุกเสียงร้องเรียน คือเรื่องใหญ่ คือ ความสำคัญ ที่เราต้องเข้าไปแก้ไขอย่างทันท่วงที

สายด่วน ป.ป.ส.โทร 1386 จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ข้อมูลของท่านจะถูกเก็บเป็นความลับ ขอให้เชื่อมั่นในปฏิบัติการ “ท่านแจ้ง เราจับ” 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด เพราะเราจะเปลี่ยนความหวาดระแวงและความเดือดร้อนของท่านให้เป็นความปลอดภัย”

ปปส #สำนักงานปปส #oncb #1386ท่านแจ้งเราจับ #1368ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด #กระทรวงยุติธรรม #นครปฐม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สภ.ปากเกร็ด ชี้แจงสื่อออนไลน์บางสำนักเสนอข่าว “จู่โจมบุกผับดัง ย่านปากเกร็ด พบนักเที่ยวกว่า 300 คน เปิดเกินเวลา ยาเสพติดตกเกลื่อนร้าน” เป็นการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง

สภ.ปากเกร็ด ชี้แจงสื่อออนไลน์บางสำนักเสนอข่าว “จู่โจมบุกผับดัง ย่านปากเกร็ด พบนักเที่ยวกว่า 300 คน เปิดเกินเวลา ยาเสพติดตกเกลื่อนร้าน” เป็นการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง

จากเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 สื่อออนไลน์บางสำนักมีการนำเสนอข่าว “จู่โจมบุกผับดัง ย่านปากเกร็ด พบนักเที่ยวกว่า 300 คน เปิดเกินเวลา ยาเสพติดตกเกลื่อนร้าน” โดยเนื้อหาข่าวดังกล่าวแสดง ถึงการเข้าปฏิบัติที่มีแต่ฝ่ายปกครองเพียงหน่วยเดียว ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง อันอาจนำมาซึ่งความเข้าใจผิดของประชาชนทั่วไปในการรับข้อมูลข่าวสาร อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ขององค์กรได้

สภ.ปากเกร็ด จึงขอเรียนแจ้งว่า เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 2568 เป็นการร่วมปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด ฝ่ายปกครอง อ.ปากเกร็ด และเจ้าหน้าที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (ปส.) ภาค1 โดยมีการประชุมชี้แจงภารกิจกันที่ สภ.ปากเกร็ด เป็นการร่วมตรวจค้น ร้านเฮย์บาร์ heybar ผับดังย่าน ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ซึ่งต่อมาพบว่ามีสื่อออนไลน์บางสำนักข่าวเผยแพร่ข่าวที่คลาดเคลื่อนในลักษณะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดไปว่า ฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบร้านดังกล่าวเพียงหน่วยเดียว โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมปฏิบัติ และมีการรายงานว่าตรวจพบยาเสพติดตกเกลื่อนร้านนั้น ก็เป็นการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ซึ่งไม่มีการตรวจยึดยาเสพติดตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สภ.ปากเกร็ด ขอยืนยันตามข้อเท็จจริงว่า ที่ผ่านมามีการบูรณาการและร่วมปฏิบัติระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หัวหน้าส่วนราชการ ทุกหน่วยงาน รวมทั้งประสานความร่วมมือจากภาคเอกชน กลุ่มธุรกิจ ภายในเขตพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นไปด้วยความเข้มแข็ง และร่วมตอบสนองนโยบายรัฐบาลในทุกด้าน โดยมีการหารือข้อราชการ ประสานการปฏิบัติกับ ฝ่ายปกครอง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นไปด้วยดีเสมอมา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘สุชาติ’ เตรียมลงเชียงราย แก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก ย้ำเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมเตรียมเร่งผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ปัญหาฝุ่น

‘สุชาติ’ เตรียมลงเชียงราย แก้ปัญหาสารพิษแม่น้ำกก ย้ำเป็นเรื่องเร่งด่วน พร้อมเตรียมเร่งผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ปัญหาฝุ่น

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในวันที่ 5-6 ตุลาคมนี้ ได้เตรียมลงพื้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อตรวจเยี่ยมการบริการจัดการพื้นที่ป่ามรดกโลกและการให้บริการนักท่องเที่ยวในจุดต่างๆ จากนั้นจะไปติดตามสถานการณ์การแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในลำน้ำกก ที่จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 9 ตุลาคม

นายสุชาติฯ กล่าวว่า “การลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ครั้งนี้ เป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกในฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ เพื่อที่จะไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ และเพื่อเน้นย้ำว่างานของอุทยานฯ อีกส่วนที่สำคัญคือ การให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาธรรมชาติ เราต้องทำตัวเป็นผู้ให้บริการที่ดีด้วย ไม่ ใช่ใช้ความเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลพิทักษ์รักษาผืนป่า สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รวมถึงเขตป่าต่างๆ ที่ต้องอนุรักษ์ไว้ให้ดีด้วยเช่นกัน และที่ต้องการเน้นย้ำเป็นอย่างยิ่ง คือ การห้ามข้าราชการและเจ้าหน้าที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการกระทำที่ผิดกฎหมายเป็นอันขาด ถ้าพบเจอการเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะไม่เอาไว้เด็ดขาด“

นายสุชาติฯ กล่าวต่อว่า ”สำหรับการลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหาในลำน้ำกกนั้น มีความตั้งใจที่จะไปลงพื้นที่เพราะเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ ถ้าไม่ไปรีบแก้ปัญหา เกรงว่าจะลุกลามจนเอาไม่อยู่ และจากการสอบถามอธิบดีกรมควบคุมมลพิษแล้วพบว่า การแก้ปัญหามีวิธีอยู่ สำหรับช่วงนี้ที่ตรวจแล้วไม่เจอสารหนูเกินมาตรฐานเพราะช่วงนี้มีน้ำฝนเยอะ ทำให้สารหนูเจือจาง จึงตรวจแล้วไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ถ้าวันหนึ่งที่ฝนแล้ง แล้วมีสารพิษมาจากฝั่งเมียนมาอีกจะแก้ไขยังไง จึงต้องลงไปดู เดี๋ยวจะขึ้น ฮ.ไปดูว่าน้ำมาจากทางไหนที่ปล่อยลงมา เราจะดักสารตัวนี้อย่างไร แต่เบื้องต้นทราบว่าทางกรมควบคุมมลพิษได้มีการเตรียมการวางแผนรับสถานการณ์ไว้แล้ว มีวิธีการอยู่ การมารับหน้าที่ในครั้งนี้ ผมมีความตั้งใจที่จะมาทำงานกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของกระทรวงทรัพย์ฯ เพราะมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนไม่ใช่แค่ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เกี่ยวพันถึงตั้งแต่ยังอยู่ในท้องด้วย อีกปัญหาที่สำคัญในช่วงต่อจากนี้คือ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษต่าง ๆ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด รวมถึงการผลักดันการแก้ปัญหาโลกร้อน และการดำเนินการตาม พ.ร.บ. อากาศสะอาด หลังกฎหมายผ่านสภาฯ แล้วต้องรีบดำเนินการ เพราะท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้ดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ จะต้องทำให้เร็วที่สุด“

นายสุชาติฯ กล่าวว่าทิ้งท้ายว่า ”กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นกระทรวงที่ภารกิจเยอะมาก แต่สนุก ข้าราชการกระทรวงและอธิบดีมีคนเก่งเยอะ ทำงานไม่ยาก เพราะเรามาระยะสั้น 4 เดือน ระยะกลาง 8 เดือน ระยะยาว 12 เดือน ถ้าเรามีโอกาสกลับเข้ามาใหม่อยู่กระทรวงนี้สามารถทำงานต่อได้เลย ฝากให้กำลังใจพวกตนด้วย“


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทร.ธัญบุรี เปิดเวที Matching Day ดันงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง สร้างพันธมิตร ‘นักวิจัย-ผู้ประกอบการ’ ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมเศรษฐกิจ

มทร.ธัญบุรี เปิดเวที Matching Day ดันงานวิจัยสู่ธุรกิจจริง สร้างพันธมิตร ‘นักวิจัย-ผู้ประกอบการ’ ขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมเศรษฐกิจ

สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี จัดกิจกรรมจับคู่ความร่วมมือทางวิจัยและธุรกิจ (Matching Day) ภายใต้โครงการ ‘การยกระดับศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบที่ตอบสนองการขับเคลื่อนงานวิจัยของมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ระยะที่ 2’ เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เปิดเวทีให้นักวิจัยแสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้ประกอบการ และสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ ณ โรงแรมโนโวเทล
ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สำหรับเวที Matching Day ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการ การยกระดับศักยภาพทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบฯ ระยะที่ 2 เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้นำเสนอผลงานที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังสามารถให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาต่อ รวมถึงคัดเลือกผลงานที่มีศักยภาพสูงสุดสำหรับทำธุรกิจจริง และเป็นสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย กับภาคส่วนต่างๆ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ก้าวไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“การเปิดเวทีเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคธุรกิจนี้ ช่วยให้ผลงานวิจัยที่มีคุณค่าไม่ถูกเก็บไว้บนหิ้ง แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ สร้างรายได้และความยั่งยืนแก่นักวิจัยและธุรกิจ อีกทั้งยังช่วยขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และนักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจนวัตกรรมและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวร่วมด้วย” อธิการบดี มทร. ธัญบุรี กล่าว

ด้าน รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี กล่าวเสริมว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายของโครงการ ได้มีการจัดกิจกรรมสำคัญ 3 ครั้งคืองานมหกรรมวิจัยและนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี เมื่อวันที่ 29–30 ส.ค.2568 พร้อมบูธ Ready to Launch แสดงผลงานวิจัยที่พร้อมใช้งาน ต่อด้วยการอบรม Professional Presentation Techniques เมื่อวันที่ 16 และ 23–24 ก.ย. 2568 เพื่อเสริมทักษะการนำเสนอแก่นักวิจัย และกิจกรรมปิดท้ายคือ Matching Day ดังที่เกิดขึ้นนี้ ซึ่งตั้งเป้าเผยแพร่ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไม่น้อยกว่า 12 ผลงาน พร้อมสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่อย่างน้อย 5 แห่ง และจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนไม่น้อยกว่า 10 คู่ ที่จะเชื่อมโยงผลงานวิจัยกับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์และสร้างความยั่งยืนด้านทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ

ติดตามข้อมูลต่อได้ที่ https://www.facebook.com/irdofrmutt และที่เว็บไซต์ https://ird.rmutt.ac.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน