ดร.ณัฏฐ์ฯ ย้ำชัดให้ความสำคัญทีมชาติไทยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 อย่างเท่าเทียม

ดร.ณัฏฐ์ฯ ย้ำชัดให้ความสำคัญทีมชาติไทยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 อย่างเท่าเทียม

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ย้ำชัดให้ความสำคัญกับทัพนักกีฬาทีมชาติไทยซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และนักกีฬาคนพิการอาเซี่ยนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 อย่างเท่าเทียม โดยวางแผนเดินทางเยี่ยมชมการฝึกซ้อม พร้อมสร้างขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาทีมชาติไทยให้มากที่สุดในช่วง 55 วันก่อนการแข่งขัน และเตรียมนำกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาตามเชียร์นักกีฬาไทยติดขอบสนาม พร้อมอัดฉีดเงินรางวัลแก่นักกีฬาที่คว้าเหรียญทั้ง 2 รายการ

จากการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 รายการใหญ่ คือ มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 โดยแข่งขันในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่กรุงเทพมหานคร-ชลบุรี-สงขลา และการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งนับจากวันนี้เหลือเวลาเพียง 55 วันก็จะเริ่มชิงชัยในกีฬาซีเกมส์ ทำให้ความเข้มข้นของการเตรียมการฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องอยู่ในช่วงเวลาที่เร่งรีบทั้งฝ่ายจัดการแข่งขัน ฝ่ายสนามแข่งขัน ฝ่ายที่พัก ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ในส่วนของสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ทุกสมาคมกีฬาที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมชิงชัยในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 และอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ก็อยู่ในช่วงเก็บตัวฝึกซ้อมของนักกีฬาเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมแข่งขันทั้ง 2 รายการในฐานะนักกีฬาชาติเจ้าภาพ ซึ่งในโอกาสนี้ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ในฐานะองค์กรที่ทำงานด้วยหลักการยืนเคียงข้างนักกีฬาไทย ทั้งในสนามและนอกสนาม ก็อาสาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจสู่นักกีฬาทีมชาติไทยทั้ง 2 ชุดให้มากที่สุด โดยมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาเตรียมคณะทำงานเดินทางเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬา พร้อมมอบเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาให้มากที่สุดกับช่วงเวลาที่เหลือ 55 วันก่อนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ รวมถึงในห้วงของการแข่งขัน ตนเองในฐานะประธานมูลนิธิก็จะนำกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปร่วมชมร่วมเชียร์เป็นกำลังใจติดขอบสนามในหลายชนิดกีฬา และไม่เพียงเท่านั้น ทางมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ยังเตรียมมอบเงินรางวัลแก่นักกีฬาซีเกมส์ และนักกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ที่ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทอง,เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงมาสู่ประเทศไทย นำความภาคภูมิใจมาให้กับคนไทยทั้งชาติ ด้วยจำนวนเงินที่เหมาะสมอย่างแน่นอน ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รพ.นครปฐม “ประชุมองค์กรแพทย์สัมพันธ์ครั้งที่ 1/ 2568

โรงพยาบาลนครปฐม “ประชุมองค์กรแพทย์สัมพันธ์ครั้งที่ 1/ 2568

นายแพทย์สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นประธานการประชุมองค์กรแพทย์ สัมพันธ์ โรงพยาบาลนครปฐม ครั้งที่ 1/ 2568 พร้อมด้วย แพทย์หญิงอุษณีย์ พูลวิวัฒน์ชัยการ รองผู้อำนวยการ แพทย์หญิงบุณฑริกา จุนถาวร ประธานองค์กรแพทย์ อาจารย์แพทย์ แพทย์เพิ่มพูนทักษะ เข้าร่วมประชุม เพื่อชี้แจงนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ปี 2568 และการจัดเตรียมจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โรงพยาบาลนครปฐม พร้อมฟังการบรรยายวิชาการ หัวข้อ “ระบบอ่านผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Inspectra CXR)” โดยกลุ่มงานรังสีวิทยา ณ ห้องประชุมเบญจรัตน์ ชั้น 5 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าวนครปฐม

รพ.ศุภมิตร จัดโครงการ 100 ดวงตา คืนแสงสว่างแก่ผู้สูงอายุผู้ป่วยต้อกระจก ที่ด้อยโอกาส

สุพรรณบุรี – รพ.ศุภมิตร จัดโครงการ 100 ดวงตา คืนแสงสว่างแก่ผู้สูงอายุผู้ป่วยต้อกระจก ที่ด้อยโอกาส

ที่ห้องประชุมศุภมิตรร่วมใจ ชั้น 4 โรงพยาบาลศุภมิตร ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย กรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการบริหาร และ นพ.เมธ โชคชัยชาญ ประธานกรรมการโรงพยาบาลศุภมิตรสุพรรณบุรี (บริษัท โรงพยาบาลศุภมิตร จำกัด (มหาชน)) ผู้บริหารร่วมแถลงข่าว เปิดตัว โครงการ “100 ดวงตา 35 ปี ศุภมิตร” ภายใต้แนวคิดหลักการ มุ่งเน้นการคืนแสงสว่างให้แก่ผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องในโอกาสโรงพยาบาลศุภมิตร สุพรรณบุรี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 35

นพ.เมธ โชคชัยชาญ ผู้ขับเคลื่อนโครงการนี้ กล่าวว่า โครงการนี้มีรากฐานมาจากความเชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดต้อกระจกที่เป็นจุดแข็งของโรงพยาบาลศุภมิตร โดยเฉพาะ ศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก (Supamitr Cataract Unit) ที่เปิดให้บริการมากว่าสิบปีและเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ การจัดโครงการนี้จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญมาใช้ตอบแทนสังคมอย่างตรงจุด เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลักที่มุ่งเน้นการ “คืนแสงสว่างให้แก่ผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่ขาดแคลนทุนทรัพย์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของโรงพยาบาลในการผลักดันเป้าหมาย “คนไทย ไร้ต้อกระจก” ใช้ความเชี่ยวชาญ คืนโอกาส 100 ดวงตา กิจกรรมหัวใจสำคัญของโครงการ คือการมอบโอกาสในการ ผ่าตัดรักษาต้อกระจกฟรี จำนวน 100 ดวงตา ให้แก่ผู้ป่วยผู้ยากไร้ที่ประสบปัญหาด้านการมองเห็นและขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย

ทพ.อนุศักดิ์ คงมาลัย กล่าวว่า โครงการ “100 ดวงตา 35 ปี ศุภมิตร” เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลศุภมิตรในการเป็น “มิตรดีที่คุณอุ่นใจ” และเป็นพลังสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีและการมองเห็นที่ชัดเจนให้กับคนไทยทุกคน โดยการผ่าตัด จะดำ เนินการโดยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยต้อกระจกของโรงพยาบาลศุภมิตร ซึ่งมีประสบการณ์และความชำนาญสูง ด้วยความมุ่งมั่นตามวิสัยทัศน์ “คนไทย ปลอดต้อกระจก” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบชีวิตใหม่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนให้กับพวกเขาและครอบครัวด้วย

ทั้งนี้ จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 บริเวณชั้น 1 โรงพยาบาลศุภ มิตร พร้อมกันนี้ ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ป่วยต้อกระจกที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถร่วมสนับสนุนโครงการผ่านบัญชีบริษัท โรงพยาบาลศุภมิตร จำกัด (มหาชน) เลขที่บัญชี 5912771747 ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน)


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 4.1 ล้านเม็ด และคดีอาชญากรรมที่สำคัญ

ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด 4.1 ล้านเม็ด และคดีอาชญากรรมที่สำคัญ

ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์, พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย และ พล.ต.ต.ประสพชัย มัตสยะวนิชกูล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7, พล.ต.ต. กานต์ ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7, นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชจังหวัดนครปฐม, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด ตามนโยบายรัฐบาล โดยได้ทำการจับกุมนายประภากร หรือยุ่ง ชินอักษร อายุ 42 ปี ชาวตำบลคลองตาคต อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้ที่บริเวณสี่แยกปากท่อ ถนนเพชรเกษม ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 03.00 น. พร้อมของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 4,100,000 เม็ด มูลค่ากว่า 40 ล้านบาท เคตามีน 3.15 กรัม รถยนต์ 3 คัน และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมจากการสืบข้อมูลทางว่ามีความเกี่ยว ข้องกับผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดราชบุรี และได้มีการติดตามความคืบหน้ากว่าสี่เดือนจึงทราบว่าจะมีการลักลอบนำยาบ้าเข้าสู่จังหวัดราชบุรีโดยใช้ยานพาหนะสี่คัน ซึ่งเมื่อเป้าหมายไปถึงจึงได้มีการปิดล้อมและสามารถจับกุมพร้อมของกลางได้เป็นจำนวนมาก

โดยนางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้กล่าวถึงการดำเนินการประสานงานความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจังหวัดนครปฐม เจ้าหน้าที่ทหาร และอีกหลายภาคส่วน อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีการประสานความร่วมมือกันอย่างชัดเจนและได้มีการใช้เทคโนโลยีด้วยการติดตามผู้ต้องหาและขบวน การผู้ค้ายาเสพติดจากกล้องวงจรปิด หรือ CCTV ที่มีอยู่รอบเมืองจึงทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจังหวัดนครปฐมยืนยันว่าจะมีการประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อทำให้เกิดความผาสุกกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ได้มีการแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุอาชญากรรมหลายคดี ได้แก่ คดีก่อเหตุแทงกันทำร้ายร่างกายจนจนถึงชีวิต คดีเกี่ยวกับการรับจ้างยิงเพื่อหักยอดหนี้มูลค่ากว่า 130 ล้านบาท และคดีที่มีมีการยิงกันระหว่างพ่อตาและลูกเขย ซึ่งเกิดขึ้นในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 7 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สนธิระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง อาทิ จังหวัดนครปฐม กอ.รมน.จังหวัดนครปฐม ทำให้มีผลการปฏิบัติการที่มีประสิทธิ ภาพและเป็นการเริ่มปฏิบัติการเพิ่มความเข้มข้นในการป้องกันเหตุและติดตามจับกลุ่มผู้ต้องหาหลังก่อเหตุ ซึ่งในครั้งนี้ยังได้มีการใช้เทคโนโลยีและนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาดำเนินการในกระบวนการดังกล่าว อีกด้วย


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม – ภาพ/ข่าว

รมช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการ อ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการ อ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมอบนโยบาย และแนวทางการขับเคลื่อนงานด้าน การเกษตรและสหกรณ์ของจังหวัดลำพูน

วันที่ 16 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน มี นายประวัติ แดงบรรจง รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน สหกรณ์จังหวัดลำพูน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการ ร่วมติดตามรับฟังการรายงานความก้าวหน้าโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำเสนอข้อมูลในพื้นที่อำเภอลี้ และจังหวัดลำพูน รับฟังรายงานผลการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดย กรมชลประทานพร้อมรับฟังประเด็นปัญหาอุปสรรคของจังหวัดลำพูน

สำหรับ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โดยมีการวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2566 และมีแผนก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่ การเริ่มสำรวจออกแบบ ในปี 2563 และเริ่มก่อสร้างงานทำบบดินหัวงานและอาคารประกอบ (2566 -2568) แผนงานก่อสร้างรวม 47.75% ปัจจุบัน แล้วเสร็จ ไป 47.60 % ล่าช้า 0.15 % ซึ่งติดปัญหาอุปสรรคการจัดหาที่ดินราษฎรจำนวน 1 ราย ทั้งนี้ในการดำเนินการตามแผนดำเนินงานฯจะแล้วเสร็จในปี 2570 และเมื่อสร้างเสร็จจะมีปริมาณความจุ 1.92 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก อุปโภคบริโภคของประชาชน 879 ครัวเรือน และมีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 1,000 ไร่ ในพื้นที่ตำบลทุ่งโป่งและตำบลแม่ลาน

นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน และในพื้นที่อำเภอลี้ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ลำไย ข้าว พืชไร่ กาแฟ มะม่วงน้ำดอกไม้ สมุนไพรและพืชผักพื้นบ้าน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่มีภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีแหล่งน้ำสำคัญหลายแห่ง โดยเฉพาะ อ่างเก็บน้ำห้วยจะกา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของประชาชนในหลายหมู่บ้าน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน กำลังดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำและระบบกระจายน้ำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่ ลดปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ซึ่งโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกา จะเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายตนให้มาลงพื้นที่ตำบลแม่ลาน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เพื่อเร่งสร้างแหล่งน้ำ และกระจายน้ำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรเลี้ยงชีพได้ รวมถึงผลักดันราคายางพาราให้ถึง 70 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้ง โครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพตัดแต่งทรงพุ่ม/ช่อผล ฟื้นฟูสวนลำไย เพื่อเพิ่มรายได้ ไร่ละ1400 ไม่เกิน 10 ไร่/ครัวเรือน จะยังผลักดันต่อไป เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนลำไยมีการพัฒนาการผลิตลำไยเกรดพรีเมียมออกสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบปัจจัยการผลิต โดยมีตัวแทนรับมอบ มอบโฉนด ส.ป.ก.4-01/โฉนดต้นไม้/โฉนดยางพารา จำนวน 31 ราย มอบพืชผักพันธุ์ดี จำนวน 10 ราย และมอบพันธุ์ปลา จำนวน 10 ราย แก่กลุ่มเกษตรกร พร้อมพบปะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยจะได้นำข้อมูลและปัญหาเข้าหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืนต่อไป.


นที มีเดช รายงาน

กองทัพภาคที่ 3 จัดการประชุมสมาชิกหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 1 – 6 กระชับสัมพันธ์สร้างความร่วมมือ บูรณาการสร้างเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

กองทัพภาคที่ 3 จัดการประชุมสมาชิกหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกอง ทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 1 – 6 กระชับสัมพันธ์สร้างความร่วมมือ บูรณาการสร้างเครือข่ายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 และคุณสุรชัย วีระสมเกียรติ ประธานชมรม หลักสูตรพัฒนา สัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานการประชุมสมาชิกหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพภาคที่ 3 รุ่นที่ 1 – 6 เพื่อกำหนดข้อบังคับ กฏ ระเบียบของชมรมให้ทันสมัยสอดรับกับแนวทางที่กองทัพบกกำหนด พร้อมเลือกสรรประธานชมรมท่านใหม่

ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์เลือกได้ นายปณิธิ ระวังนาม ประธานรุ่น 5 เป็นประธานชมรมคนที่ 3 คน(2569) และได้คัดเลือกรองประธานและคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีวาระ 1 ปี พร้อมร่วมกันประชุมหารือ ในการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 3 ทุกรุ่น ในอันที่จะนำไปสู่เครือข่ายความร่วมมือที่ยั่งยืนสู่การสนับสนุนองค์กรด้านความมั่นคงของชาติ ด้วยความสำนึกในหน้าที่และความรับผิดชอบต่อประเทศ แสดงเจตนารมณ์แห่งความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการร่วมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกองทัพและการพัฒนาประเทศ ในการพร้อมสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงเมื่อมีโอกาสได้เป็นอย่างดี ที่กองบัญชาการ กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

จากนั้นมีการพัฒนาสัมพันธ์ด้านการกีฬาที่ศูนย์กีฬากองทัพภาคที่ 3 และพบปะอย่างไม่เป็นทางการ ณ สโมสรบันเทิงทัพค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยมีสมาชิกหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพบก และจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพภาคที่ 4 ร่วมเป็นเกียรติในครั้งนี้ด้วย


นที มีเดช รายงาน

จิตอาสาพระราชทานสำนักงานสัสดีจ.พิษณุโลก ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เนื่องในวัน “นวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม” และวัน “ปิยมหาราช 23 ตุลาคม”

จิตอาสาพระราชทานสำนักงานสัสดีจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล เนื่องในวัน “นวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม” และวัน “ปิยมหาราช 23 ตุลาคม”

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 39 มอบหมายให้ พันเอก สมศักดิ์ แป้นสง สัสดีจังหวัดพิษณุโลก นำกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน สำนักงานสัสดีจังหวัดพิษณุโลก เข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” “วันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 ” และวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม 2568 ” ณ ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ถึง บริเวณหน้าค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นาย นิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน ในการนี้หน่วยร่วมกับส่วนราชรับผิดชอบพัฒนาตั้งแต่ถนนบริเวณสะพานวังจันทน์ถึงหน้าค่ายสมเด็จพระนเรศวรฯ (ฝั่งพระราชวังจันทน์) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 200 นาย


นที มีเดช รายงาน

“กองพลทหารราบที่ 7 ร่วม บ. ​อุตสาหกรรม​ท่อน้ำไทย จำกัด สนับสนุนโครงการปรับปรุงระบบประปาภูเขา รร.เจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 จ.เชียงใหม่

“กองพลทหารราบที่ 7 ร่วมกับ บริษัท ​อุตสาหกรรม​ท่อน้ำไทย จำกัด ส่งมอบอุปกรณ์ท่อประปา เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการปรับปรุงระบบประปาภูเขา โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่”

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 พลตรี สุ​จินต์​ ทรัพย์สิน ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 7 มอบหมายให้ พันเอก รัชตะ ท้าวคำลือ เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 7 พร้อมด้วยกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน เป็นผู้แทนร่วมกิจกรรมส่งมอบอุปกรณ์ท่อประปา ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัท ​อุตสาหกรรม​ท่อน้ำไทย จำกัด

โดยได้มอบให้กับ นาย อรรถชาติ หินแปง ผู้อำนวยการโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 และครู นักเรียน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานโครงการปรับ ปรุงระบบประปาภูเขา ณ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 7 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ในการอุปโภค และบริโภค ภายในโรงเรียนฯ เนื่องจากระบบประปาเสื่อมสภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน (ประมาณ​ 30 ปี)​

โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ​อุตสาหกรรม​ท่อน้ำไทย จำกัด ร่วมกับ กองพลทหารราบที่ 7 และองค์การบริหารส่วนตำบลโป่งแยง จะสนับสนุนการดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งจะทำให้ระบบประปาภูเขาของโรงเรียนฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถจัดหาน้ำสะอาด เพื่อการอุปโภค และบริโภคได้อย่างเพียงพอ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ให้กับนักเรียน และอาจารย์ รวมถึงประชาชนโดยรอบโรงเรียนฯ ที่ใช้ประโยชน์จากระบบประปาดังกล่าว ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ตรวจเยี่ยมการส่งผลผลิตทางการเกษตร โครงการทหารพันธุ์ดีให้เป็นไปตามมาตรฐานและคุณภาพ

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ตรวจเยี่ยมการส่งผลผลิตทางการเกษตรโครงการทหารพันธุ์ดีให้เป็นไปตามมาตรฐานและคุณภาพ พร้อมทั้ง เชิญชวนประชาชน เลือกซื้อและชมผลิตภัณฑ์ผักปลอดสารพิษสดใหม่จากหน่วยทหารในโครงการทหารพันธุ์ดีได้ที่ Top Supermarket และตลาดจริงใจ ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก

เมื่อวันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568 พันเอก รัฐวิชญ์ ณรงค์พนารัตน์ เสนาธิการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก ภิญโญ สุรฤทธิ์โยธิน รองเสนาธิการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ตรวจการปฏิบัติเตรียมการส่งผลผลิตทางการเกษตรจากหน่วยในโครงการทหารพันธุ์ดี คัดคุณภาพตามมาตรฐาน และบรรจุ เพื่อนำส่ง วังสระปทุมกรุงเทพฯ สำหรับผลิตผักดองสูตรพระราชทาน ครั้งที่ 3 จำนวนผัก 4 ชนิดคือ ผักชีลาว, หอมแดง, กะหล่ำดอก, แครอท ซึ่งการดำเนินการคัดและบรรจุ เพื่อเตรียมนำส่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และนำส่งโดย กำลังพลจาก กองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ณ โรงคัดบรรจุสินค้าทางการเกษตร กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2568 โรงคัดบรรจุ​สินค้า​ทางการ​เกษตร​ กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งดำเนินการโดย กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ขอเชิญชวนประชาชนชาวพิษณุโลก ครอบครัวผู้ที่รักสุขภาพทุกท่าน เลือกชม และซื้อผักปลอดสารพิษสดใหม่ จากหน่วยทหารใน โครงการทหารพันธุ์ดี ผักสด อร่อย ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ จำหน่ายในราคาถูก ได้ทุกวัน วางจำหน่ายที่ “จุดแสดงสินค้าผักปลอดสาร Tops Supermarket และ ตลาดจริงใจ ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพิษณุโลก” อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก…


นที มีเดช รายงาน

รองผู้ว่าฯ พิษณุโลก ร่วมกิจกรรมพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 5

รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นำทีมจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก ร่วมกิจกรรมพัฒนาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 5

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก (พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก — นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาบำเพ็ญสาธารณ ประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม และวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “วันปิยมหาราช” 23 ตุลาคม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์

กิจกรรมในครั้งนี้ มีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราช ทานจังหวัดพิษณุโลก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมกว่า 500 คน โดยมีการจัดพิธีถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกล่าวคำปฏิญาณ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ร่วมกันอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้น ประธานในพิธีได้ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยการทำความสะอาดบริเวณโดยรอบศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ลานจอดรถ ถนนด้านหน้าและด้านข้างศาลากลาง รวมทั้งบริเวณถนนวังจันทน์ริมแม่น้ำน่าน เพื่อปรับภูมิทัศน์ให้สะอาด สวยงาม และเอื้อต่อการใช้ประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าวเป็นการรวมพลังแห่งความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวจังหวัดพิษณุโลก ที่ร่วมกันสืบสานแนวพระราชปณิธานในการทำความดีเพื่อส่วนรวม และสร้างจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน