เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เดินหน้าสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพยุคใหม่ร่วมกับ PROUD REAL ESTATE

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เดินหน้าสร้างมาตรฐานการดูแลสุขภาพยุคใหม่ร่วมกับ PROUD REAL ESTATE

สานต่อพันธกิจด้านสุขภาพด้วยการนำบริการ Telecare เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของการดูแลสุขภาพในโครงการที่อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด “ALL IS WELL เพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน” มุ่งพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้านให้ก้าวไปอีกขั้นโดยมีผู้บริหารเข้าร่วม ได้แก่ คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือรพ.พญาไท-เปาโล,คุณณัฐชานันท์ นิธิโชติวรภัทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด รพ.พญาไท 3 และคุณพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างองค์กรที่พร้อมส่งมอบมาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดี ผ่านการดูแลสุขภาพในระดับสากลและการสร้างความยั่งยืนของคุณภาพชีวิตในอนาคต โดยมีเครือโรงพยาบาลพันธมิตรในเครือ BDMS ได้แก่ โรงพยาบาลพญาไท โรงพยาบาลเปาโล โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลบีเอ็นเอช รวมถึงบริการจาก BeDee Application ร่วมเสริมศักยภาพการดูแลสุขภาพครบวงจรสิทธิประโยชน์สำหรับลูกบ้านครอบคลุมตั้งแต่ให้คำปรึกษาโดยแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านบริการTeleCare การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต (Tel-Relax) พร้อมบริการจัดส่งยาฟรีทั่วประเทศ รวมถึงบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน กรณีเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 3 อีกทั้งยังมอบสิทธิส่วนลดค่าห้องพักผู้ป่วย 20% ส่วนลดค่ายา 15% ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน และส่วนลดทันตกรรม 10% (เฉพาะขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟัน) โดยทั้งหมดนี้ถูกพัฒนาและเชื่อมโยง ผ่านบริการ Telecare บน ProudLiving Platform เพื่อให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสะดวกสบายและต่อเนื่องแม้อยู่ในที่อยู่อาศัย

คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือรพ.พญาไท-เปาโล กล่าวว่า “การร่วมมือกับ PROUD REAL ESTATE ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยี Telecare มาเชื่อมต่อกับการอยู่อาศัย แต่ยังเป็นการยกระดับการดูแลสุขภาพที่ก้าวทันวิถีชีวิตยุคใหม่ สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานสากล เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับลูกบ้านในระยะยาว”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สวทช. ผนึก กสทช. ผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย หนุนยกระดับสู่อาเซียน ด้วยมาตรฐาน P-mark

สวทช. ผนึก กสทช. ผลักดันอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ไทย หนุนยกระดับสู่อาเซียน ด้วยมาตรฐาน P-mark

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดกิจกรรม Demo Day ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) (สวทช.) และ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการเลขาธิการ กสทช. เข้าร่วมงาน พร้อมมอบโล่รางวัลแก่ผู้ประกอบการในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) และโครงการรับรองคุณภาพ P-mark ตราสัญลักษณ์ที่มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองว่าได้มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยจากศูนย์ PTEC (สวทช.)

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ (สวทช.) กล่าวว่า โครงการยกระดับศักย ภาพอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและผลิตภัณฑ์ IoT ของไทยสู่อาเซียน ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ผ่านการดำเนินงานของ สวทช. ในการบ่มเพาะนักพัฒนาและผู้ประกอบการ โดยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT จากผู้ประกอบการในงานวันนี้ ได้ถูกพัฒนาขึ้นบนองค์ความรู้เชิงลึกและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้นด้วยคุณภาพมาตรฐาน จนได้รับ P-mark หรือเครื่องหมายรับรองสมรรถนะ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การรับรองคุณภาพภายในประเทศ แต่คือการมอบหนังสือเดินทางที่ทรงพลังให้กับนวัตกรรมไทย

“การได้รับ P-mark เป็นการตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์และ IoT ของเรา มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่ามาตรฐานระดับภูมิภาคและระดับโลก ทำให้เราสามารถก้าวออกไปแข่งขันกับชาติอื่นๆ ในตลาดอาเซียนได้อย่างสมศักดิ์ศรี การเกิดบริษัท Deep Tech ที่แข็งแกร่ง และมีมาตรฐาน P-mark จะเป็นแรงดึงดูดการลงทุน การสร้างงานที่มีมูลค่าสูง และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานการผลิตแบบเดิม ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในภาคส่วนสำคัญทั้งสาธารณสุข การเกษตร และโลจิสติกส์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย พร้อมนำพาประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ กล่าว

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) (สวทช.) กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้มีผู้ประกอบการพัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์บริการและ IoT จำนวน 10 ราย และผู้ประกอบการเข้ารับการทดสอบคุณภาพมาตรฐานและได้รับ P-mark จำนวน 11 ราย มีเครือข่ายที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ 134 ราย โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ มีการทำงานร่วมกับบริษัท ผู้ประกอบการ ผู้พัฒนาต้นแบบอย่างใกล้ชิด ผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ที่ไม่ได้เพียงแค่ทำงานได้ แต่ต้องได้มาตรฐาน เสริมความแข็งแกร่งด้วย P-Mark หรือตราประทับแห่งคุณภาพ ซึ่งจะเป็นหลักประกันคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมั่นใจ พร้อมสำหรับการใช้งาน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก “โครงการนี้ได้ก่อให้เกิดแพลตฟอร์มการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถพัฒนานวัตกรรม และเข้ารับการทดสอบรับรองผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoT ตามโครงสร้างการรับรองผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลเป็นแห่งแรกในภูมิภาคอาเซียน” ดร.ไกรสรฯ กล่าว

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ (กสทช.) รักษาการเลขาธิการ (กสทช.) กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการในโครงการที่ได้รับทุนพัฒนานวัตกรรม ทุนสนับสนุนการทดสอบผลิตภัณฑ์ และได้รับ P-mark ในวันนี้ โดยหัวใจสำคัญที่ (กสทช.) ให้การสนับสนุนโครงการนี้คือความเข้มแข็งของ (สวทช.) ที่เป็น Deep Tech Ecosystem ของประเทศ ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการด้วยธุรกิจเทคโนโลยี และระบบคุณภาพมาตรฐาน ซึ่งเชื่อมั่นว่าผลจากโครงการนี้จะทำให้อุตสาหกรรมไทยก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาค และส่งผลกระทบใน 3 มิติหลัก คือ 1.มิติทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยี จากต่างประเทศ และทำให้ผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้อย่างภาคภูมิ 2.มิติทางสังคม ผลลัพธ์จากโครงการนี้จะนำไปสู่การบริการสาธารณะที่ดีขึ้น การจัดการทรัพยากรที่ฉลาดขึ้น และการสร้างงานที่มีมูลค่าสูง ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของกองทุนฯ ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 3.มิติทางวิชาการและนวัตกรรม ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถถ่ายทอดและต่อยอดได้ในวงกว้าง สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับงานวิจัยเชิงประยุกต์ของประเทศได้

สำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการพัฒนานวัตกรรม (JumpStart) จำนวน 10 ราย ประกอบด้วย บจก.โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จากผลงาน OBOVISION,บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY,ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani,บจก.เอ็กโก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จากผลงาน Inspection Robot for Power plant and Industrial,บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM),บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO,บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR,บจก.ไทยแฮนด์ เอ.ไอ. จากผลงานระบบไอโอทีสำหรับตรวจติดตาม แจ้งเตือนและหาสาเหตุความเสียหายสำหรับเครื่องจักรหมุนด้วยปัญญาประดิษฐ์บนคลาวด์,บจก.ชิมิสึ แมนนิวแฟคเจอร์ริ่ง จากผลงาน Professional Management Resource Planning,คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จากผลงาน PC Classi อุปกรณ์ตรวจวัดระดับความสุกของผลปาล์มแบบพกพา
ส่วนผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลในโครงการทุนสนับสนุนการทดสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ P-mark จำนวน 11 ราย ประกอบด้วย บจก.กรุ๊ป เมกเกอร์ จากผลงาน GMR BUTLER & GMR COZY,ทีมแอบช่วยแพทย์ จากผลงาน Medical Service Robot Nani,บจก.ฟาร์มคอนเน็ค เอเชีย จากผลงาน Proactive Water Management (ProWAM),บจก.เทคอินเทลลิเจนซ์ จากผลงาน SMART FARM IOT TOMATO,บจก.ฟูลสแทค โรโบติกส์ จากผลงาน ROBONAVS-AMR,บจก.เจ็นเซิฟ จากผลงาน Mobile Robots Expert,บจก.เลิศวิลัยแอนด์ซันส์ จากผลงาน FACoBOT,บจก.กรีนไอโอ จากผลงาน AI-on-Devices, บจก. ทริปเปิ้ล เอ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ ซัพพลาย จากผลงาน VESPA CONTROLLER,บจก.โทเทิล ดิจิตอล อินโนเวชั่น จากผลงาน คีออส ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสุขภาพ และ บจก.แอลอีดี ออนโฮม เทรดดิ้ง จากผลงาน โคมไฟถนนแอลอีดีพลังงานแสงอาทิตย์บริหารจัดการพลังงานแบบกลุ่มจากศูนย์กลาง

สำหรับบรรยากาศภายในงานตลอดทั้งวันมีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีกิจกรรม Pitching นำเสนอผลงานนวัตกรรมหุ่นยนต์และ IoT จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมรับฟังเสวนาหัวข้อ “จากเริ่มต้น ถึงได้รับ”: การเตรียมตัวและประโยชน์ที่ได้จากการรับรองคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์บริการและ IoTs และโอกาสของอุตสาหกรรมไทย” โดยผู้ประกอบการจากบริษัทชั้นนำ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. รวมทั้งยังมีนิทรรศการ Service Robots & IoTs Showcase จัดแสดงต้นแบบเทคโนโลยีแห่งอนาคตจากผู้ประกอบการ เช่น หุ่นยนต์บริการและเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตำรวจนครบาลบุกรวบ 7 ต่างชาติ 1 คนไทยคาร้านตัดผมย่านนานาบังหน้าขายยานรก

ตำรวจนครบาลบุกรวบ 7 ต่างชาติ 1 คนไทยคาร้านตัดผมย่านนานาบังหน้าขายยานรก

ผบ.ตร. สั่งสแกนพื้นที่ท่องเที่ยว ส่งชุดลาดตระเวน On Ground ปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ย่านนานา พบแก๊งแขกขาว ค้ายาเสพติดด้วยไอเดียสุดบรรเจิด “ซื้ดเดียวถึงยอดพีระมิด” Motto สุดเบี้ยวพร้อมเซอร์วิสที่แปลกใหม่คือ “ห้องลับ” ไว้ให้ลูกค้าเสพยาเสพติด นำมาสู่ “ปฏิบัติการทลายรังแขก” รวบตัวแขกขาวได้ 7 คน หญิงชาวไทย 1 คน ตรวจยึดของกลางยาเสพติดหลายรายการ ขยายผลพบว่า“ทุกระบบไปจบที่บังแคระ”

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่างรอง ผบก.สส.บช.น. ร่วมกับ พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส. บช.น. และ บก.สส.บช.น. “ปฏิบัติการทลายรังแขก” จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสิ้น 8 ราย คือ

  1. MR.Mina farouk sorian khalil อายุ 41 ปี สัญชาติอียิปต์ ถูกจับกุมตัวในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต (เพื่อจำหน่าย)”
  2. Mr.Maw hain draa อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมาร์ ถูกจับกุมตัวในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต (เพื่อจำหน่าย)”
  3. Mr.AHMAD HASHIR อายุ 30 ปี สัญชาติปากีสถาน ถูกจับกุมตัวในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต,เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานในอาชีพต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว (ช่างตัดผม)”
  4. นาย MOHAMMAD KEZA KHADIMIอายุ 21 ปี สัญชาติอัฟกานิสถาน ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
  5. นาย AL MANSURY SAJJAD SALWA อายุ 25 ปี สัญชาติอิรัก ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”
  6. นางสาว OHN HTEE อายุ 40 ปี สัญชาติเมียนมาร์ ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยที่การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด”
  7. Mr.Gil Yasir อายุ 30 ปี สัญชาติปากีสถาน ในข้อหา “ซ่อนเร้น จำหน่าย ช่วย พาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งของต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักร ตามมาตรา 242 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
  8. นางฉลองขวัญ อายุ 50 ปี สัญชาติไทย ถูกจับกุมตัวในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชา ชน และร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์หรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต (เพื่อจำหน่าย),เป็นนายจ้างรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้,ร่วมกันนำของต้องเสียภาษีสรรพสามิตเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ชำระภาษี,มีไว้เพื่อจำหน่าย หรือจำหน่ายสินค้าต้องเสียภาษีที่ยังไม่ได้เสียภาษี”

ตรวจยึดของกลางได้ 11 รายการ ดังนี้
1.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) จำนวน 4 เม็ด
2.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวน 4 ถุง น้ำหนัก 3.3 กรัม
3.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (โคเคน) จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 1.7 กรัม
4.ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 2 เม็ด
5.เห็ดเมา จำนวน 7 ซอง
6.เตาและหม้อบารากุ 23 หม้อ
7.บุหรี่แบบอม (Snuff) จำนวน 55 กล่อง
8.บุหรี่เถื่อน จำนวน 125 ซอง
9.สมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม
10.เงินสด จำนวน 125,000 บาท
11.เงินสดจากการล่อซื้อ 4,000 บาท
โดยจับกุมได้ที่ : อาคารพาณิชย์ ซ.สุขุมวิท 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา จ.กรุงเทพฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยสแกนพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก โดยเน้นตรวจสอบสถานบันเทิง และจุดรวมกลุ่มนักท่องเที่ยว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการมั่วสุมเสพยาเสพติดหรือลักลอบกระทำความผิด ดั่งเช่นกรณีเหตุจับ 4 ชาวอิสราเอล จัดปาร์ตี้มั่วสุมเสพยาเสพติดในวิลล่า บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2568 เวลา 04.30 น. ที่ผ่านมา ถือเป็นมาตรการยกระดับความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและเป็นยอมรับในระดับสากล ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้น “การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.,พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น.,พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. “ส่งชุดลาดตระเวน On Ground” ในทันที โดยคัดเลือกสายสืบอำพลางเป็นนักท่องเที่ยว ลงพื้นที่ย่านนานาเพื่อหาเบาะแส กระทั่งได้มาถึงบริเวณ ซ.สุขุมวิท 3 พบกลุ่มชายชาวต่างชาติ (แขกขาว) จำนวนหลายคนลักษณะมีพิรุธ คอยชักชวนนักท่องเที่ยวเข้าไปในอาคารพาณิชย์ทั้งที่สภาพอาคาร โดยมีชายชาวต่างชาติ (แขกขาว) รูปร่างสูงใหญ่ 2 คน เข้ามาทักและชักชวนตำรวจอำพลางให้ซื้อยาเสพติด เปิดบทสนทนาด้วยจุดเด่นของสินค้า “เพียงแค่ซื้ดครั้งเดียวก็ทำให้ได้ไปอยู่บนยอดพีระมิดได้เลย” อันเป็นคำเชิญชวนที่มัดใจเหล่าลูกค้านักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมาได้เป็นอย่างดี ก่อนถูกพาตัวเข้าไปในตึก เมื่อเข้าไปภายในอาคารพบว่าเป็นอาคารพาณิชย์ 5 ชั้น เมื่อขึ้นไปชั้น 5 บนสุดของตึก พบร้านตัดผมชาวอาหรับเปิดบังหน้าซึ่งมีห้องลับอยู่ด้านหลัง เมื่อผ่านเข้าไปแล้วเสมือนทะลุไปยังมิติอื่น จากนั้นได้นำยาเสพติดขึ้นมาให้ตำรวจอำพลางรับชม ก่อนจะยื่นของกลางยาเสพติดให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอำพลางก่อนเสนอขายราคาเม็ดละ 2,000 บาท ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในการมอนิ เตอร์ของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. จึงได้สั่งการให้บุกทลายในทันที

วันที่ 15 ต.ค.2568 เวลา 23.00 น. พล.ต.ท.สยามบุญสม ผบช.น. สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. นำกำลัง ศอ.ปส.บช.น. “เปิดปฏิบัติการทลายรังแขก” ส่งชุดสืบสวนนับสิบชีวิตบุกเข้าตรวจค้นอาคารพาณิชย์ ซ.สุขุมวิท 3 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา จ.กรุงเทพฯ ทว่ากลุ่มคนร้ายมีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้เป็นอย่างดี ประสาน พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ. จึงได้นำสุนัขดมกลิ่น 2 นาย นามว่า จีจี้ และ อาลฟ่า มาช่วยภารกิจตรวจค้นจนกระทั่งได้พบว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในแกนกลางของเครื่องปั่นน้ำผลไม้ และยังตรวจค้นพบ สิ่งผิดกฏหมายหลายรายการ โดยภายในอาคารนี้เป็นที่ซ่องสุมของกลุ่มชายชาวต่างชาติ (แขกขาว) เป็นจำนวนมาก โดยจับกุมตัวทั้งขบวนการเป็นจำนวน 8 คน โดยจากการขยายผลการจับกุมมีการซักทอดไปถึงชาวอาหรับรายหนึ่ง

ในชั้นจับกุม Mr.Mina Farouk ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “กลุ่มของตนเป็นชาวอาหรับที่มาทำงานเป็นลูกจ้างเท่านั้น หัวหน้าของตนนั้นคือ นางฉลองขวัญฯ และชาวอาหรับรายหนึ่ง นามว่า “ยาซิม” ซึ่งมีใบหน้าเหมือนตัวละคร มินนี่มี จากภาพยนตร์ ออสตินพาวเวอร์ ตนเองนั้นเป็นเพียงคนเรียกแขกเพื่อมาเสพยาเพียงเท่านั้น” ในชั้นจับกุม นางฉลองขวัญฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่า “ตนเองไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในร้าน เพียงแค่ขายกัญชา และเปิดร้านทำผมเท่านั้น ส่วนของที่ผิดกฎหมายทั้งหมดในอาคารตนขอปฏิเสธ ของผิดกฏหมายทั้งหมดเป็นของคนอื่น”

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น./รองโฆษกฯ กล่าวว่า “จากการขยายผลการจับกุมพบว่า กลุ่มชายชาวแขกขาวกลุ่มนี้ ร่วมกันทำเป็นขบวนการ แบ่งหน้าที่กันทำหลายหน้าที่ โดยเมื่อเจาะลึกลงไปแล้วยังพบว่าเกี่ยวข้องไปถึงการกระทำความผิดในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากการจำหน่ายยาเสพติดซึ่ง และจากเบาะแสยังพบว่าชาวอาหรับบางส่วนในพื้นที่ย่านนานา มีพฤติกรรมลักษณะเป็นผู้มีอิทธิพล สร้างความหวาดกลัวให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว และยังสร้างความเอือมระอาให้กับประชาชนคนไทยในพื้นที่ อันเป็นการทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในลักษณะนี้ทั่วพื้นที่นครบาล และจะมีบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขยายผลให้ถึงที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทย ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุชาติ” สั่งเข้ม เพิ่มการลาดตระเวน ป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า หลังพบกะโหลกค่างจำนวนมากในผืนป่ามรดกโลก “แก่งกระจาน”

“สุชาติ” สั่งเข้ม เพิ่มการลาดตระเวน ป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ป่า หลังพบกะโหลกค่างจำนวนมากในผืนป่ามรดกโลก “แก่งกระจาน”

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนพบกะโหลกค่างเป็นจำนวนมากในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมอุปกรณ์ล่าสัตว์ นั้น ได้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนเพื่อป้อง กันการลักลอบล่าสัตว์ป่า รวมถึงการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า พร้อมทั้งกำชับให้ทุกหน่วยงานที่มีหน้าที่พิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ทั้งกรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะต้องสร้างความร่วมมือกับพี่น้องประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า ป่าชายเลน สัตว์ทะเล รวมไปจนถึงการจัดการขยะทะเล

“อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ถือเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่มีความสำคัญ ที่เราต้องช่วยกันดูแลคงความสมบูรณ์ของพื้นที่ให้คงอยู่ ดังนั้น การที่ยังพบการลักลอบล่าสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากในพื้นที่จึงเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ หากสามารถสืบหาผู้กระทำผิดได้จะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่เพียงแต่ที่แก่งกระจานเท่านั้น ผืนป่าอนุรักษ์ทุกแห่งล้วนมีความสำคัญ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เพิ่มการลาดตระเวนและจริงจังต่อการปราบปรามกระบวนการที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ และหากพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมได้มีนโยบายสั่งการออกไปอย่างชัดเจนเด็ดขาดแล้วว่า ไม่ละเว้นเช่นกัน เพราะเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ปกป้องดูแลหากทำผิดเสียเองก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดเช่นกัน และที่สำคัญคือ เพียงกำลังเจ้าหน้าที่ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง ผมได้กำชับทุกหน่วยงานแล้วว่า จะต้องดึงชุมชน ชาวบ้าน กลุ่มเครือข่ายองค์กรในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นหูเป็นตา เป็นเครือข่ายในการทำงานร่วมกัน จึงจะเกิดเป็นผลสำเร็จได้” นายสุชาติฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนสาธุชนร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 สักการะหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเป็นสิริมงคล รับบริการอาหารเจฟรี พร้อมร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

ระหว่างวันที่ 20-30 ตุลาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการฯ ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ละเว้นเนื้อสัตว์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 สักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล ทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง และในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 ขอเชิญร่วมพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ขอพรให้คุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [บรรจุใส่ถุง] แก่ประชาชนฟรี วันละ 2 มื้อ (มื้อเช้า และ กลางวัน) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อกลางวันของวันที่ 29 ตุลาคม ณ บริเวณทางเข้าสำนักงานมูลนิธิฯ ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอความกรุณาประชาชนผู้เข้ารับบริการอาหารเจนำถุงหิ้ว/ถุงผ้ามาบรรจุอาหารด้วยทุกครั้ง

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 19–30 ตุลาคม 2568 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

และในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว [ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โปรดตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วมพิธี]

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ https://facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ช่างภาพไทยชนะเลิศ “การประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025”

ช่างภาพไทยคว้ารางวัลชนะเลิศ “การประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025” และได้ราง วัลรองชนะเลิศอันดับ 1 อีกรางวัล ขณะเดียวกันช่างภาพคนเดียวกันยังคว้ารางวัลชนะเลิศ “การประกวดภาพท่องเที่ยวไทย 2025” และรองชนะเลิศอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน ส่วนภาพจากฟิลิปปินส์ ได้รองชนะเลิศอันดับ 2 และชมเชยอีก 2 รางวัล

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. นายนคร วีระประวัติ ประธานสมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้จัดการประกาศผลและมอบรางวัล “การประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025” และ “การประกวดภาพท่องเที่ยวไทย 2025” ในโอกาสครบรอบ 45 ปี สมาพันธ์ฯ ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน กทม. โดยมีนายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นผู้แทน รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบรางวัล มีนายเทพชัย หย่อง ประธานจัดการประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025 และนางสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กก.ผจก.ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ผลการประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025 ปราฏว่าภาพขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ของ นายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ จาก นสพ.เดลินิวส์ คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้รับเกียรติบัตรและเงิน 1,000 เหรียญสหรัฐฯ รองชนะเลิศอันดับ 1 ภาพการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ ของนายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ นสพ.เดลินิวส์ ได้รับเกียรติบัตรและเงิน 700 เหรียญสหรัฐฯ รองชนะเลิศอันดับ 2 ภาพช่างแกะสลักชิ้นงานพื้นเมือง ของนายเกรโกริโอ แดนเตส จากฟิลิปปินส์ ได้รับเกียรติบัตรและเงิน 500 เหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้มีภาพรางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ภาพประเพณีในป่ากิล ลากูนา ของนายจอห์น ไรอัน เบลเดมาร์ จากฟิลิปปินส์ และภาพโคมไฟคริสต์มาส ของนายแอนดี้ ซาปาตา จากฟิลิปปินส์ ได้รับเกียรติบัตรและเงิน รางวัลละ 200 เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนผลการประกวดภาพท่องเที่ยวไทย 2025 รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ภาพการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ ของนายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ นสพ.เดลินิวส์ ได้รับเกียรติบัตรและงิน 10,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 ภาพขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ของ นายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ จาก นสพ.ดลินิวส์ ได้รับเกียรติบัตรและเงิน 5,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ภาพแห่เรือสะเดาะเคราะห์ของ นายอภินันท์ บัวหภักดี นักเขียน ช่างภาพอิสระ ประจำ อนุสาร อสท. ได้รับเกียรติบัตรและเงิน 3,000 บาท

นอกจากนี้มีภาพรางวัลพิเศษ “ภาพขวัญใจ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นภาพการเก็บขยะใต้ทะเล ของนายพรอรัญ สุวรรณพลาย จากเว็บไซต์ สภท. และรางวัล “ภาพขวัญใจ ผู้ว่าการ ททท.” เป็นภาพเที่ยววิถีไทย ของ นายซ้อน คงไสยภาคิน จาก นสพ.ไทยรัฐ ได้รับเกียรติบัตรและเงินรางวัลละ 5,000 บาท

นายนคร วีระประวัติ ประธานสมาพันธ์สื่อมวลชนห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพชนะเลิศการประกวดภาพข่าวอาเซียน 2025 และภาพชนะเลิศการประกวดภาพท่องเที่ยว 2025 เป็นภาพของนายพิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ ที่ได้ทั้งรางวัลชนะเลิศอาเซียนและรองชนะเลิศอันดับ 1 ภาพท่องเที่ยวไทยนั้น มุมมองของกรรมการแต่ละคณะต่างกัน กรรมการการประกวดภาพข่าวอาเซียน มองว่าภาพขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ผู้ถ่ายภาพมีความอดทนและความคิดในการพยายามถ่ายภาพให้เรือทั้ง 4 ลำ แล่นมาอยู่ในระดับเดียวกัน ตรงพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นภาพสวยงามที่คนทั่วโลกจดจำมาตลอดและถ่ายได้ไม่ง่าย ขณะที่คณะกรรมการประกวดภาพท่องเที่ยวไทยมองว่าภาพการแสดงโดรนเฉลิมพระเกียรติ มีความแปลกตาในยุคใหม่ มีภาพโดรนแปรภาพเหนือวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระปรางค์วัดอรุณฯ จึงตัดสินให้ได้รางวัลชนะเลิศ

“การจัดการประกวดภาพอาเซียน 2025 และการประกวดภาพท่องเที่ยวไทย 2025” ประสบความสำเร็จได้อีกปี ต้องขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไท (ททท.) และ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นตอร์ ผู้สนับสนุนหลัก และยังมีผู้สนับสนุนได้แก่ บมจ.วิริยะประกันภัย,บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด,บมจ. บีซีพีจี,บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (ซีพีเอฟ),บมจ.เอสซีจี (SCG) บมจ. ซีพี ออลล์,แอร์เอเชีย,บริษัท ซีพีแรม จำกัด และโรงแรมเอเชีย” นายนครฯ กล่าว


สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.60ปี)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กหยิม” นำทีมส่งมอบของบริจาคในโครงการ “เพิ่มแต้มบุญ ปันน้ำใจ” แก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษ

“บิ๊กหยิม” นำทีมส่งมอบของบริจาคในโครงการ “เพิ่มแต้มบุญ ปันน้ำใจ” แก่ประชา ชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดศรีสะเกษ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมโรงเรียนแซรไปร ตำบลห้วยตามอญ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ : นายยุทธนา หยิมการุณ ประธานชมรมสายสัมพันธ์ศุลกากร, ประธานมูลนิธิศุลการักษ์และเพื่อน,และประธานชมรมกอล์ฟนายด่านฯ (อดีตอธิบดีกรมธนา รักษ์) พร้อมด้วย นายบุญเทียม โชควิวัฒน รองประธานชมรมสายสัมพันธ์ฯ (อดีตรองอธิบดีกรมศุลกากร) และคณะกรรมการชมรมฯ ร่วมกับ นางสาวลลิตา อรรถพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, นายสุรัตน์ เรืองประยูร ผู้อำนวยการ สคศ., นายประสิทธิ์ ดีจง เจริญ นายด่านศุลกากรช่องสะงำ และได้รับเกียรติจากนายบัญชา จันทร์ณรงค์ นายอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งมอบสิ่งของบริจาคใน โครงการ “เพิ่มแต้มบุญ ปันน้ำใจ” เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

การส่งมอบในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใย และเป็นพลังแห่งความสามัคคีของภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ด้วยความเชื่อมั่นว่า “การให้” คือพลังที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง

ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมแห่งกุศลในครั้งนี้

ขออำนาจแห่งบุญกุศลที่ได้ร่วมสร้างในวันนี้ จงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ ก้าวหน้าในชีวิต มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยอันตราย ศัตรูผู้คิดร้ายมิอาจกล้ำกราย
คิดสิ่งใดขอให้สมปรารถนาทุกประการด้วยเทอญ

#ชมรมสายสัมพันธ์ศุลกากร #มูลนิธิศุลกากรักษ์และเพื่อน #สมาคมผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย #สมาคมชาวเพชรบุรี #สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.60 ปี)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทร.ธัญบุรี ร่วมกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้น 9 ร้านต้นแบบ “เชฟชุมชนอาหารถิ่น” จุดพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

มทร.ธัญบุรี ร่วม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปั้น 9 ร้านต้นแบบ “เชฟชุมชนอาหารถิ่น” จุดพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันที่ 15 ตุลาคม 2568 : กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยา ลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) แถลงผลความสำเร็จและมอบรางวัล “ร้านอาหารชุมชนต้นแบบและเชฟชุมชน (Success Case)” ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้ โครง การพัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชนอาหารถิ่นอาหารไทย ภาคกลางและภาคตะวันออก

นายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในการแถลงผลความสำเร็จ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.อนินทร์ มีมนต์ ผู้ช่วยอธิการบดี มทร. ธัญบุรี ให้การกล่าวต้อนรับ ต่อด้วย ดร.กิตติโชติ ศุภกำเนิด ผู้อำนวยการกองพัฒนาดิจิทัลอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกระดับทักษะด้านอาหารและการจัดการร้านของผู้ประกอบการในชุมชน ให้สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่น คง พร้อมส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ผ่านการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์อาหารไทยในแต่ละพื้นที่ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน มีร้านอาหารจากพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกสมัครเข้าร่วมจำนวน 43 ร้าน ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน 31 ร้าน รวมผู้เข้าร่วมอบรมทั้งสิ้น 120 คน โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจัดขึ้นที่ มทร.ธัญบุรี แบ่งเป็น 2 รุ่น ระหว่างเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 และต่อเนื่องด้วยกิจกรรม ให้คำปรึกษาเชิงลึกทั้งออนไซต์และออนไลน์ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในทุกมิติ หลังสิ้นสุดการดำเนินงาน ได้มีการคัดเลือกร้านอาหารชุมชนต้นแบบที่มีความโดดเด่นจนได้รับการยกย่องให้เป็น “Success Case” จำนวน 9 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติในพิธีวันนี้

โดย เชฟเสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาพันธ์เชฟประเทศไทย กล่าวว่า อาหารไทย คือ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่ให้เศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนที่ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาอาชีพของตนเองให้เติบโตอย่างมั่นคง ผมขอชื่นชมความมุ่งมั่นของผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจกันจนเกิดผลสำเร็จอย่างงดงามในวันนี้

รองศาสตราจารย์ ดร. อนินท์ มีมนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และชุมชน ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการเรียนรู้และการปรับตัว ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เชฟผู้เชี่ยวชาญ วิทยากร และโดยเฉพาะผู้เข้าร่วมทุกท่านที่เปิดใจเรียนรู้และทุ่มเทอย่างเต็มที่ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งในด้านทักษะอาชีพและคุณภาพชีวิต วันนี้ทุกท่านคือแรงบันดาลใจที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การเรียนรู้และการลงมือทำสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง
พิธีมอบรางวัลในวันนี้จึงไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้ประกอบการร้านอาหารชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน ที่พร้อมร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จะยังคงร่วมมือกันต่อยอดกิจกรรมลักษณะนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายเชฟชุมชนและร้านอาหารท้องถิ่นคุณภาพทั่วประเทศ


เผยแพร่โดย : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เพจ ชณทัต ลุยครับ ช่วยผู้เสียหายเปิดโปงลูกข้าราชการตำรวจ ชักชวนลงทุนปล่อยเงินกู้ สูญเงินกว่า 200 ล้านบาท

ผู้เสียหายรวมตัวร้องขอความความช่วย จากเพจ “ชณทัต ลุยครับ” หลังถูกลูกข้าราชการตำรวจ โปรไฟล์ดี ชักชวนลงทุนปล่อยเงินกู้ให้ดอกเบี้ยสูง จนมีผู้สนใจร่วมลงทุนปล่อยกู้เกือบ 200 คน มูลค่าความเสียหายกว่า 200 ล้านบาท สุดท้ายไม่ได้เงิน ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ณ ที่ทำการสำนักงานชณทัตลุยครับ ตึกโชคชัยร่วม มิตร ย่านวิภาวดี : ตัวแทนผู้เสียหายบางส่วน จากการร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับนายชณทัต ปัทะมะภูวดล เจ้าของเพจ “ชณทัต ลุยครับ” หลังหลงเชื่อหญิงรายหนึ่ง ใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “พราวฟ้า สุริยาวงษ์“ มีคุณพ่อข้าราชการตำรวจ ครอบครัวหญิงคนดังกล่าวค่อนข้างมีฐานะ และมีหน้าตาในแวดวงสังคม อาศัยอยู่ในจังหวัดนครปฐม

นายชณทัตฯ อธิบายข้อมูลที่ได้จากผู้เสียหาย ระบุว่าหญิงที่ใช้ชื่อว่าพราวฟ้า มีผู้ติดตามทางเฟซบุ๊กหลายแสนคน แพรวฟ้าจะโพสต์ลง facebook และ stories ชักชวนลงทุนอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า ใครมีเงินเย็นนำมาฝากเรา พราวฟ้าใช่คำเรียกว่า “เสือนอนกิน” แต่ต้องลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท ให้ปันผลเดือนละ10,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เดือนที่ 3 รับต้นคืนพร้อมเงินปันผล แต่จะมีการหักค่าเอกสารเดือนละ 900 บาท เอกสารที่ได้ก็จะมีเช็ค และหนังสือรับสภาพหนี้ อ้างว่าถ้าไม่ได้เงิน ให้นำเช็คไปขึ้นเงินได้เลย หากเช็คเด้งสามารถดำเนินคดีอาญากับพราวฟ้าได้เลย

ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน พราวฟ้าได้เปิดกลุ่มไลน์ พร้อมตั้งชื่อกลุ่มว่า “นายทุน บ้านพาเฮง” จะมีเลขาในกลุ่มไลน์ชื่อว่านุ่น รายละเอียดในกลุ่มไลน์ จะเป็นการชวนลงทุนรายวัน ระยะเวลา 7-25 วัน เช่น เงินต้น 100,000 บาท ปันผล 5,000 บาท เวลา 12 วัน จะโอนคืนวันละ 8,750 วัน หักค่าดูแล 500 บาทให้เลขา และเรทอื่นๆ สลับกันไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก พราวฟ้าได้แจ้งว่า ใครที่ลงทุนปล่อยกู้รายวันแล้ว ต้องลงทุน ราย 3 เดือนด้วย ลุทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท ถ้าใครไม่ลงราย 3 เดือน จะแตะออกนอกกลุ่มไลน์ ไม่ทำเงินให้ เพื่อให้คนในกลุ่มรีบลงทุนรายเดือน

ช่วงแรกๆ แพรวฟ้าจ่ายยอดตรง จ่ายเงินคืนดีตามที่ตกลง โอนเงินให้ผู้ลงทุนทุกวัน แต่พอหลังๆ เริ่มบอกว่าบัญชีธนาคารถูล็อค เพราะโอนถี่เกินไป จึงขอเปลี่ยนเป็นโอน 2-3 วันครั้ง พร้อมแจ้งผู้ลงทุนเพิ่มว่า กฏการเข้ากลุ่ม ต้องลงทุนราย 3 เดือนเพิ่มอีก จากเดิมที่เคยลง 100,000 บาท ต้องลงเพิ่มอีก100,000 บาท รวมเป็น 200,000 บาท

จนในที่สุดมีผู้สนใจร่วมลงทุนเกือบ 200 คน มูลค่าเงินที่ลงทุนไปปล่อยกู้ทั้งหมดมากกว่า 200 ล้านบาท กระทั่งในช่วงต้นเดือนกันยายน พราวฟ้าแจ้งว่าธนาคารโดนอายัด ไม่สามารถจ่ายเงินให้ได้ และได้บ่ายเบี่ยงอ้างว่ายุ่งและกำลังจัดการร้านสตูดิโอ ที่กำลังจะเปิดในเร็วๆนี้ ช่วงนี้อาจจะยังไม่ว่างตอบ แต่จะเอาเงินสดสำรองที่ตัวเองมีอยู่ที่บ้าน เป็นเงินส่วนตัวของตัวเอง จำนวน 10 ล้านบาท มาสำรองให้ก่อนไม่ต้องรอธนาคารปลดอายัด แต่เงินที่คืนมาไม่ทั่วถึงทุกคนที่ลงทุนไป

พราวฟ้า แจ้งยืนยันในกลุ่มว่า จะเคลียร์เงินคืนให้ทุกคนภายในเดือนตุลาคม คนในกลุ่มก็หลงเชื่อและรอเงิน เพราะพราวฟ้าเป็นคนที่พูดมีหลักการ และดูน่าเชื่อถือ แต่พอมีคนที่เริ่มออกมาโวยวาย และตั้งข้อสงสัยกลับพบว่าพราวฟ้าได้ไปเปิดกลุ่มใหม่ เพื่อระดมทุนรับยอดแบบเดิมอีก

ด้านทนายนฤนาถฯ ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหาย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แพรวฟ้าได้ให้ผู้เสียหาย เข้ามาทำสัญญารับสภาพหนี้ เพื่อทำให้คดีอาญา กลายเป็นคดีแพ่ง ถือว่าเป็นการใช้ความรู้ทางกฎหมายเลี่ยงคดีอาญา

จากการตรวจสอบ ยังพบว่าแพรวฟ้า เคยทำแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งก่อนเป็นเรื่องคดีแชร์ ครั้งนั้นก็ไม่ถูกดำเนินคดี หากครั้งนี้รอดไปอีก ก็อาจจะมีการกระทำแบบนี้เป็นครั้ง 3 ได้อีก

สำหรับผู้เสียหายที่มาร้องเรียน พบว่ามีจำนวนเงินที่เสียหายแตกต่างกันไป บางคนเสียหายสูงสุด 8 ล้านบาท รองลงมามี 5 ล้านบาท 2 ล้านบาท และหลักแสนตามลำดับ หลายคนมีลูกที่ต้องรับผิดชอบ ไม่มีค่าเทอมลูก บางคนเอาเงินบำนาญของพ่อแม่มาลงทุนจนหมด บางคนเอาทองไปจำนำมาลงทุน

มีผู้เสียหายรายหนึ่ง เป็นลูกสาวที่ดูแลเงินบำเหน็จบำนาญของพ่อ ที่ทำงานมาตลอดชีวิต มีเงินอยู่ในบัญชี 2.5 ล้านบาท ด้วยความโลภ ตนเองจึงนำเงินของพ่อ 2.5 ล้านบาท มาลงทุนปล่อยกู้ สุดท้ายเงินหมดเกลี้ยงไม่เหลืออะไรเลย จนถึงขณะนี้พ่อก็ยังไม่รู้ว่าเงินเก็บทั้งชีวิต ลูกสาวถูกหลอกไปลงทุนจนหมดตัวแล้ว

เหยื่อทุกคนยืนยันตรงกันว่า สิ่งที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อ เพราะพราวฟ้าจะพาผู้เสียหายบางคน ไปดูบ้านหลังใหญ่ ที่บ้านมีรถหรู มีโรงงานเหล็กขนาดใหญ่ มีการโพสต์เงินและทอง

ทั้งนี้ระหว่างที่ผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับเพจ “ชณทัต ลุยครับ” และมีการไลฟ์ทางหน้าเพจ แพรวฟ้าผู้ที่ชักชวนให้ลงทุน ยังมีการโพสต์ในกลุ่ม LINE ยืนยันว่าจะยังทำหน้าที่ของตัวเอง และจะหาเงินผ่อนคืนต่อไป ไม่มีเจตนาโกง เพราะถ้าตนเองโกงก็จะทำให้ชีวิตตนเองเสียหาย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เขย่าวงการเกษตร วิจัยใหม่โชว์ระบบให้น้ำแม่นยำ เพิ่มศักยภาพส่งออก ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’ ขอนแก่น–ชัยภูมิ

เขย่าวงการเกษตร! วิจัยใหม่โชว์ระบบให้น้ำแม่นยำ เพิ่มศักยภาพส่งออก ‘มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง’ ขอนแก่น–ชัยภูมิ”

ขอนแก่น /ชัยภูมิ – เกษตรกรไทยมีเฮเมื่อโครงการวิจัยสุดล้ำ “ระบบการให้น้ำอย่างแม่นยำในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก” เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภาคเกษตรกรรมไทย โดย รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้ร่วมโครงการวิจัย จากคณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมคณะ ได้จัดกิจกรรมลงพื้นที่อบรมเกษตรกรสองจังหวัดใหญ่ คือ ขอนแก่น และ ชัยภูมิ ระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

กิจกรรมแรกจัดขึ้น ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงบ้านแฮด จ.ขอนแก่น ระหว่างวันที่ 14–15 ต.ค.2568 โดยเน้นการเสริมองค์ความรู้ด้าน “การใช้สารเคมีทางการเกษตรป้องกันกำจัดแมลงเพื่อการส่งออกมะม่วง” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ คุณสุเทพ สหายา นักวิชาการอิสระ อดีต ผอ.กลุ่มกีฏและสัตววิทยา กรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วยเวิร์กช็อป “การใช้โดรนทางการเกษตร” ที่เรียกเสียงฮือฮาจากเกษตรกรผู้เข้าร่วม

ต่อเนื่องด้วยกิจกรรมที่สอง ณ กลุ่มสตรีสหกรณ์การเกษตรไม้ผลบ้านโหล่น อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ วันที่ 18 ต.ค.2568 ภายใต้หัวข้อเร้าใจ “โอกาสใหม่ของเกษตรกรไทยในยุคดิจิทัล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทิพรัตน์ สิทธิวงศ์ ม.นเรศวร ที่เปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการนำเทค โนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการตลาดแบบออนไลน์และการผลิต

โครงการวิจัยระบบให้น้ำแม่นยำฯ ครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านการเกษตรไทยให้ก้าวไกลอย่างเป็นรูปธรรม การผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบชล ประทานในสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองอย่างแม่นยำ นับเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และรักษาคุณภาพผลผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานการส่งออกระดับสากล

การสนับสนุนของ (วช.) ไม่เพียงมุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเสริมสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรไทยรู้จักปรับตัว พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ทั้งในด้านการจัดการศัตรูพืช การใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ไปจนถึงการใช้ “โดรนเกษตร” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำเกษตร

โครงการนี้จึงไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ในระดับพื้นที่ แต่ยังจุดประกายแนวคิดการพัฒนาเกษตร กรรมไทยสู่ “Smart Farming” อย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเปิดประตู “มะม่วงไทย” สู่ตลาดโลกอย่างมั่นคง แข่งขันได้ในเวทีการค้าโลกอย่างภาคภูมิ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน