วีระ-สารวัตรแรมโบ้ บุกบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ทวงผืนแผ่นดินไทย วีระ ฟาด 40 ปี นิ่งเฉย ไม่ทำอะไร

วีระ-สารวัตรแรมโบ้ บุกบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว ทวงผืนแผ่นดินไทย วีระ ฟาด 40 ปี นิ่งเฉย ไม่ทำอะไร

บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว เป็นของไทย เดิมใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราวให้หนีภัยเขมรแดง มีคนไทยในพื้นที่ต้องเสียพื้นที่นาให้เขมรเหล่านี้เข้ามายึดครองเป็นของตนเองและพวกพ้องที่อพยพกันเข้ามาเกือบ 40 ปีมาแล้ว มันนานจนเขมรเขาขี้โกง อ้างว่าอยู่มานานแล้วทำที่อยู่อาศัยแบบถาวร จะมาอ้างว่าครอบครองปรปักษ์ก็คงไม้ได้ เพราะเขาคือคนต่างชาติไม่ใช่คนไทย ไทยไม่ได้ให้สิทธิ์ต่างชาติเข้ามาครอบครอง ไทยอดทนอดกลั้นมานานหลายปี ช่วยเหลือแท้ๆ เขมรยังรุกล้ำ แล้วมันถึงเวลานานแล้วที่จะเอาพื้นแผ่นดินของไทยกลับคืนมา

วีระ ผนึกกำลัง “สารวัตรแรมโบ้” พ.ต.อ.สุรเดช เจษฎาเดช บุกบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ทวงคืนผืนแผ่นดินไทยที่เขมรยึดครองมานานเกือบ 40 ปี พร้อมให้กำลังใจทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่ ยืนหยัดจะร่วมกับชาวบ้านทวงคืนผืนแผ่นดินไทยคืนมาให้จงได้

วีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายต้านคอรัปชั่น กล่าวว่า แผ่นดินไทย ไม่ยอมยกให้เขมรเด็ดขาด ที่นี่มันแผ่นดินไทย เขมรมันอยู่แผ่นดินไทยมา 40 กว่าปีแล้ว เขมรมันบุกรุก เจ้าของบ้านจะทวงคืนมันผิดตรงไหน รัฐบาลไทย กองทัพไทย จัดการไม่ได้ ก็ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องจัดการ  อย่ามาใช้คำพูดว่า ม๊อบจะไปบุกไปชนเขา มันไม่ใช่ม๊อบชนม๊อบ อย่าไปพูดอย่างนั้น เราต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อทวงผืนแผ่นดินไทยของเรา

พ.ต.อ.สุรเดช เจษฎาเดช หรือ “สารวัตรแรมโบ้” กล่าวว่า วันนี้เรามวลชนคนไทย ลุยเลย! จัดการเลย พวกนี้มันดื้อด้าน มันเป็นลูกหลานพระยาละแวก ในอดีตพระยาละแวก (กษัตริย์เขมร) ถูกสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระองค์ดำ) จับตัวและตัดพระเศียรเอาเลือดสดมาล้างพระบาทพระองค์ท่าน โทษฐานทรยศ เนรคุณต่อพระองค์ท่านและแผ่นดินสยามประเทศ แอบลักลอบยกกองทัพเขมรเข้าตีกรุงศรีอยุธยาถึง 2 ครั้ง ในยามที่กรุงศรีอยุธยามีศึกสงครามติดพันกับกรุงหงสาวดีของพม่า หากเที่ยวหน้าถ้ามีรบกันอีกครั้ง ทหารกองทัพไทยเราสูญเสียทหารกล้า 1 นาย เขมรจะต้องสูญเสียกว่า 1,000 ศพ ผมมั่นใจว่าทางกองทัพไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดน่าจะลุยเลย ผมมั่นใจเลย มันต้องออก ไม่ออกไม่ได้ ผมเชื่อในฝีมือและขีดความสามารถของกองทัพไทยอันเกรียงไกรไม่แพ้ชาติใดในโลก โดยเฉพาะในเรื่องของความรักชาติรักแผ่นดิน มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และความสามารถเฉพาะตัวสูงมาก ถ้าทำจริงทุกอย่างจบ ของพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ยากกว่านี้ ใช้เวลาแค่ 4-5 วัน ยังยึดได้เกือบหมดเลย ถ้ารัฐบาลไม่ตกลงหยุดยิง ผมมั่นใจว่าแกบุกไปถึงพนมเปญ ถ้าให้เวลา ผมฝากถึงทางผู้ใหญ่ในบ้านเมืองและทางกองทัพ ข้าราชการทหาร ตำรวจ ทั้งรัฐบาล ว่า เราต้องเอาอย่างจริงจัง ให้เขมรรู้ศักยภาพของเรา

ครั้งหนึ่งคุณวีระ สมความคิด เคยมาช่วยชาวบ้านหนองจาน ชาวบ้านหนองหญ้าแก้ว พร้อมชาวบ้านและคณะ เข้าไปตรวจดุูในเขตพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้า ถูกทหารเขมรพร้อมอาวุธหลายคนเข้าจับกุมในเขตอธิปไตยของแผ่นดินไทย ในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2557 ไม่มีผู้ใดในรัฐบาลยื่นมือเข้าช่วย คุณวีระฯ และคณะถูกดำเนินคดีขังคุกนานถึง 3 ปี 8 เดือน ในขณะจองจำมีพวกกลุ่มคนเขมรในเรือนจำจ้องทำร้ายและฆ่าปิดปากหลายครั้ง จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปากลัดโมเดล”จุดประกายพหุวัฒนธรรมอยู่ร่วมอย่างสันติ–สสสส.15 สถาบันพระปกเกล้า ผนึกทุกภาคส่วนสร้างชุมชนต้นแบบแห่งสังคมยั่งยืน

“ปากลัดโมเดล” จุดประกาย! พหุวัฒนธรรมอยู่ร่วมอย่างสันติ–สสสส.15 สถาบันพระปกเกล้า ผนึกทุกภาคส่วนสร้างชุมชนต้นแบบแห่งสังคมยั่งยืน

วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม ตำบลปากลัด อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ “การเรียนรู้และความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด” ภายใต้โครงการ “การเสริมสร้างสังคมสันติสุขในการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม” โดยมีนางอารีรัตน์ สุนทรเสนาะ วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี

ความร่วมมือนี้เกิดจากการบูรณาการของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ศาสนา การศึกษา และภาคประชาสังคม อาทิ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ ภาคประชาคมปากลัด วัดดวงหทัยนิรมลของแม่พระ โรงเรียนอำนวยวิทย์ โรงเรียนเซนต์แมรี่ โรงเรียนสามัคคีธรรมอิสลาม และศูนย์วัฒนธรรมเฉลิมราชชุมชนมุสลิม–มลายู ดำเนินงานโดยนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 15 กลุ่ม TRUST สถาบันพระปกเกล้า

ภายในงานมี ดร.ถวิลวดี บุรีกุล อดีตรองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, นายวีรภัคร คันธะ (ส.ส.เดียร์ พระประแดง),อาจารย์โชติมา ยะกาศคะนอง ประธานภาคประชาคมปากลัด และ นายสมชาย จรรยา อุปนายกสมาคมนักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมกิจกรรมการแสดงพหุวัฒนธรรม การเสวนาระหว่างวัย และพิธีมอบรางวัล “สื่อศิลปะวัฒนธรรมปากลัด” บนแพลตฟอร์ม TikTok

ตัวแทนนักศึกษาหลักสูตร สสสส. กลุ่ม TRUST กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมของชุมชนปากลัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม ทั้งไทย มอญ มุสลิม และจีน โดยร่วมกันอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้เป็น “ศูนย์การเรียนรู้พหุวัฒนธรรม” ที่คนทุกกลุ่มสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากนี้ ยังเน้นการเสริมบทบาทผู้นำชุมชนและเยาวชนให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิดพหุวัฒนธรรมสู่วิถีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน โรงเรียน และประชาชน เพื่อพัฒนาชุมชนบนพื้นฐานของความเข้าใจในอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมกัน

“ปากลัดโมเดล” จึงถูกยกให้เป็นต้นแบบของพื้นที่พหุวัฒนธรรมที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเข้มแข็ง สะท้อนพลังของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ความแตกต่างกลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่หล่อเลี้ยงความสามัคคี และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน

พิธีลงนามครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทาง “Multicultural Development” หรือ “การพัฒนาชุมชนบนฐานพหุวัฒนธรรม” เพื่อให้ชุมชนปากลัดก้าวขึ้นเป็นพื้นที่ต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนทั่วประเทศในการสร้างสังคมไทยที่สงบสุข เข้มแข็ง และงดงามด้วยความหลากหลายอย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ปะทะเดือด” 8 นักมวยไทยชาย-หญิง เจ้าบ้านพรัอมรับการมาเยือน 8 นักมวยไทยจากถิ่นกระทิงดุประเทศสเปน ในศึก “CFN CADIZ FIGHT NIGHT” ครั้งที่ 5 ดวลเดือดที่สนามมวยลุมพินี ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย.2568

“ปะทะเดือด” 8 นักมวยไทยชาย-หญิง เจ้าบ้านพรัอมรับการมาเยือน 8 นักมวยไทยจากถิ่นกระทิงดุประเทศสเปน ในศึก “CFN CADIZ FIGHT NIGHT” ครั้งที่ 5 ดวลเดือดที่ สนามมวยลุมพินี ในวันเสาร์ที่ 1 พ.ย.2568

วันที่ 18 ต.ค.2568 ที่ ห้องประชุมชั้น 2 สนามมวยลุมพินี มิสลอร่า คาซาลิลล่า ประธานจัด การแข่งขัน ร่วมด้วยนายฐิติวัฒน์ ธีระเดชพงศ์ หรือ “เดียร์ เกียรติเพชร” โปรโมเตอร์จัดการแข่งขัน และนายเกียรติ กัญจนศิริกุล กรรมการสักขีพยานจาก IBF สหพันธ์มวยนานาชาติ มวยไทย ร่วมกันแถลงข่าวการจัดการแข่งขันศึกมวยไทยนัดพิเศษ ไทย-สเปน ในรายการ “CFN CADIZ FIGHT NIGHT” ครั้งที่ 5 โดยมิสลอร่า คาซาลิลล่า ประธานจัดการแข่งขันหญิงแกร่งจากเมืองคาดิซ กล่าวว่า” มวยไทยเป็นศิลปการต่อสู้ที่แพร่หลายและได้รับความนิยมไปทั่วโลก เมือคาดิซซึ่งยู่ทางตอนใต้ของสเปนก็เช่นกันที่ตอบรับกระแสความร้อนแรงของศิลปการต่อสู้แขนงนี้ และชาวคาดิซก็เป็นนักสู้ในสายเลือดและชื่นชอบในการฝึกฝนมวย ไทย แต่การเรียนรู้อย่างลึกซึ้งที่แท้จริงก็คงต้องเรียนรู้จากเจ้าของศิลปการต่อสู้แขนงนี้ นั่นคือการแข่งขันที่ประเทศไทย และขึ้นชกกับนักมวยไทย จึงเป็นที่มาของการจัดการแข่งขันในรายการนี้

ทางด้านนายฐิติวัฒน์ ธีระเดชพงศ์ โปรโมเตอร์จัดการแข่งขันมั่นใจว่า นักมวยไทยชาย-หญิงที่จัดให้ขึ้นชกในรายการนี้มีความแข็งแกร่ง มีความชำนาญในแม่ไม้มวยไทยครบเครื่อง และจะสามารถต่อสู้กับนักมวยไทยผู้มาเยือนจากประเทศสเปนได้อย่างสนุกแน่นอน

ส่วนนายเกียรติ กัญจนศิริกุล สักขีพยานจาก IBF ก็แสดงความมั่นใจว่า “คู่เอกในรายการชิงแชมป์โลกมวยไทยรุ่นเฟเธอร์เวท (57 ก.ก.) IBF Muay Thai กำหนด 5 ยกระหว่าง คาร์ ลอส โคเอลโญ่ นักมวยไทยจากถิ่นกระทิงดุ กับนักชกไทยเจ้าถิ่น รุ่งสายัณห์ จะเป็นการแข่ง ขันที่สนุกไม่ทำให้แฟนมวยที่เข้ามาชมต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

ศึกมวยไทยรายการพิเศษ ไทย-สเปน “CFN CADIZ FIGHT NIGHT” ในวันที่ 1 พ.ย.2568 ที่สนามมวยเวทีลุมพินี เริ่มชกตั้งแต่ 18.00 น.

  • คู่ 1 คู่มวยไทยหญิงพิกัด 58 ก.ก. กำหนด 3 ยก หงษ์พลอยเล็ก (ไทย) พบกับ อาเดรียน่า มาร์ติเนซ (สเปน)
  • คู่ 2 คู่มวยหญิงพิกัด 55 ก.ก. กำหนด 3 ยก ข้าวฟ่าง (ไทย) พบกับ บลังก้า อิบาเนซ (สเปน)
  • คู่ 3 พิกัด 67 ก.ก. กำหนด 5 ยก ปีใหม่ (ไทย) พบกับ ฮอร์เก้ ปาสตอร์ (สเปน)
  • คู่ 4 พิกัด 67 ก.ก. กำหนด 5 ยก ขวัญเอก (ไทย) พบกับ ฮวน มาร์ติเนซ (สเปน)
  • คู่ 5 คู่มวยไทยหญิงพิกัด 58 ก.ก. กำหนด 5 ยก (ยกละ 2 นาที)
  • หงษ์ทอง (ไทย) พบ รีเบคคา โรดริเกวซ (สเปน)
  • คู่ 6 พิกัด 60 ก.ก. กำหนด 5 ยก ก้าวไกล (ไทย) พบกับ ซานโดร มาร์ติน (สเปน)-คู่ 7 พิกัด 55 ก.ก. กำหนด 5 ยก ยอด ไฟต์เตอร์ไทย (ไทย) พบกับ อัลเบิร์ต คัมโปส (สเปน)
  • คู่ 8 คู่เอกชิงแชมป์โลกมวยไทยรุ่นเฟเธอร์เวท 57 ก.ก. IBF Muay Thai กำหนด 5 ยก คาร์ลอส โคเอลโญ (สเปน) พบ รุ่งสายัณห์ (ไทย)

แฟนมวยไทยสนใจการยกทีมปะทะระหว่างนักมวยไทยเจ้าถิ่น กับนักมวยไทยผู้มาเยือนจากถิ่นกระทิงดุประเทศสเปนก็มาร่วมชมร่วมเชียร์กันได้ที่สนามมวยเวทีลุมลินี เริ่มคู่แรก 18.00 น.เป็นต้นไป วันที่ 1 พ.ย.2568 นี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

จังหวัดนครปฐม ขับเคลื่อนแผนการดำเนินการสมาพันธ์จังหวัดบูรณาการ จังหวัดนครปฐม

จังหวัดนครปฐม ขับเคลื่อนแผนการดำเนินการสมาพันธ์จังหวัดบูรณาการ จังหวัดนครปฐม

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุมทับแก้ว ชั้น 5 อาคาร 4 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม โดยมี นายอรรถวุฒิ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานการประชุม ร่วมกับรศ.นพ. ป่วน สุทธิพินิจธรรม รองประธานสมาพันธ์จังหวัดบูรณาการเพื่อการควบคุมยาสูบ (สจบ.) และนพ. คมกริบ ผู้กฤตยาคามี รองประธานโครงการสมาพันธ์จังหวัดบูรณาการเพื่อการควบคุม (เครือข่ายพื้นที่ภาคกลาง) พร้อมทั้ง นพ. วิโรจน์ รัตนอมรสุกล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม นายกองโท ดร. อภิชา ไชยพรชลิดา นายอำเภอเมืองนครปฐม ประชาสัมพันธ์จังหวัด และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และสถานประกอบการภาคเอกชน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

จังหวัดนครปฐม เป็นสมาชิกสมาพันธ์จังหวัด จังหวัดที่ 33 จาก 40 จังหวัด (เป็นสมาพันธ์ จังหวัดบูรณาการของเขตสุขภาพที่ 5 มีจังหวัด ราชบุรี นครปฐม เป็นสมาชิก ) ปี 67 จังหวัดนครปฐม มีอัตราการสูบบุหรี่ ร้อยละ 12.9 ลดลงจากปี 64 จากร้อยละ 14.2 คาดการณ์ว่า อัตราการสูบบุหรี่ จังหวัด นครปฐม จะลดลง ถ้าทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันใน การควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสูบกันมากในกลุ่มเด็กและเยาวชน

ในด้านการควบคุมยาสูบ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัดนครปฐม ได้มีการประชุมพิจารณานโยบาย/แนวทาง และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในหลากหลายมิติ เช่น การสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และตระหนัก การบังคับใช้กฎหมาย การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การสร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วน โดยทางสำนักงานสาธารณสุจังหวัดนครปฐม และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้มีประสิทธิภาพ นำไปสู่การลด ละ เลิก บุหรี่ไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง


พล.ต.ท.วัฒนาฯ ผบช.ภ.1 ร่วมจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  ในการป้องกันปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตำรวจภูธรภาค 1 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1 , สั่งการให้ ข้าราชการตำรวจภูธรภาค 1 ร่วมกันทำการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ในเขตพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 และในเขตพื้นที่ใกล้เคียง /บก.สส.ภ.1 นำโดย พล.ต.ต. วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.ประธาน นันทกอบกุล รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พีรศักดิ์ รอดบน รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.มณเทียร เบ้าทอง รอง ผบก.ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.1,
พ.ต.อ.วิศิษฏ์ มะอักษร รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.วิทิต จันทร์เอี่ยม รอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ. นภธร วาชัยยุง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน บก.สส.ภ.1 ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาขนบุหรี่ไฟฟ้า ดังต่อไปนี้

นายอภิวัชญ์ หรือโอ๊ต ชูศักดิ์ชินคุณ อายุ 29 ปี อยู่ซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของนำเข้ามาในราชอาณา จักรโดยหลีกอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” สถานที่จับกุม ซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์กล่าวคือ บก.สส.ภ.1 ได้ดำเนินการสืบสวนหาข่าวเกี่ยวกรณีผู้ลักลอบขายหรือผู้ให้บริการบุหรี่ไฟฟ้าผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยผิดกฎหมาย ชุดสืบสวนได้สืบสวนและทราบว่ามีผู้ที่ลักลอบจำหน่ายประกาศทางสื่อโฆษณาออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน X มี ชื่อว่า “High Moon” ได้เปิดให้มีการลักลอบจำหน่ายประกาศขายบุหรี่ไฟฟ้าผสมกัญชาซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามดังกล่าว โดยเปิดเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ มีช่องทาง การติดต่อผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ จากการสืบสวนพบว่า นายอภิวัชญ์ หรือโอ๊ต ชูศักดิ์ชินคุณ ผู้ต้องหา เป็นผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว ให้กับประชาชนทั่วไป จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ต้องหาพักอาศัยและซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ของกลางทั้งหมด ไว้ที่บ้านซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหา นคร จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลให้ออกหมายค้น

จากนั้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 06.00 น. เจ้าพนักงานตำรวจ บก.สส.ภ.1 ได้นำหมายค้นของศาลอาญาธนบุรี ที่ 496/2568 ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เข้าทำการตรวจค้นบ้านซ.บางแวก 79 ถ.บางแวก แขวงคลองขวาง เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พบนายอภิวัชญ์ หรือโอ๊ต ผู้ต้องหา แสดงตัวเป็นผู้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าว

จากการตรวจค้น พบบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ทั้งสิ้น 12,500 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท จากการสอบถามผู้ต้องหา ให้การยอมรับว่าบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด เป็นของตนจริง มีไว้เพื่อลัก ลอบจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไป จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และจับกุม นายอภิวัชญ์ หรือโอ๊ต ผู้ต้องหา ในข้อหา “ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง หรือเป็นของนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกอากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และนำตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยบุหรี่ไฟฟ้าของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 

ทั้งนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงการกระทำผิดดังกล่าวว่าได้มีกลุ่มบุคคลได้ลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้ามาจัดจำหน่าย ซึ่งอาจทำให้วัยรุ่นและเยาวชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย และประชาสัมพันธ์ว่าการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในความครอบครอง มีความผิดทางกฎหมาย ทั้งนี้ทางตำรวจภูธรภาค 1 จะดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว โดยใช้มาตราการลงโทษทางกฏหมายในฐานความผิดขั้นสูงสุด เพื่อเป็นแบบอย่างมิให้การกระกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว และจะดำเนินการจับกุมการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนสืบไป


สภ.เมืองอ่างทอง ได้รับแจ้งเหตุพลุระเบิด บาดเจ็บ 1 ราย สามารถควบคุมเพลิง รวมถึงสารเคมีอันตรายไม่ให้ปะทุขึ้นอีกได้เป็นที่เรียบร้อย

สถานที่ผลิตพุระเบิดเกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บบริเวณแขน 1 ราย สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้เรียบร้อย ไม่มีทรัพย์สินและบ้านเรือนข้างเคียงได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมฝ่ายปกครองได้ ตรวจพื้นที่เกิดเหตุ สถานที่ผลิตพลุระเบิด เลขที่ 38/3 ม.7 ต.โพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง ประกอบด้วย พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, พ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รองผบก.ภ.จว.อ่างทอง, พ.ต.อ.ทศพล ทองใบ ผกก.สภ.เมืองอ่างทอง
พ.ต.ท.เฉลิม ยิ้มช้อย รอง ผกก.ป.สภ.เมืองอ่างทองทอง, พ.ต.ท.อุทัย สุประดิษฐอาภรณ์
สวป.สภ.เมืองอ่างทอง, พ.ต.ท.สมพร ผลประทุม สว.สส.สภ.เมืองอ่างทอง ร่วมกับ นาย ชวนินทร์ วงสถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง, นายไพบูลย์ ศุภบุญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง, นายรักศักดิ์ เทียนไชย นายอำเภอเมืองอ่างทอง, นายบรรจง โพธิ์วงษ์
หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอ่างทอง, นายทองอาบ ทรัพย์สมบัติ
นายกเทศบาลตำบลโพสะ, นายคเนตย์ อรรถศิริ ประธาน กต.ตร.สภ.เมืองอ่างทอง /สจ.อบจ. อ่างทอง, เจ้าที่ฝ่ายปกครอง ปลัดอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, อาสากู้ภัย

วันนี้ 21 ต.ค.68 เวลา 12:00 น. ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สภ.เมืองอ่างทอง เหตุพลุระเบิด บริเวณข้างโรงงานน้ำตาล ม.7 ต.โพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง จึงได้ร่วมกันไปตรวจสอบ พบในเบื้องต้นเป็นโรงผสมพลุได้ระเบิดขึ้น มีผู้บาดเจ็บ1ราย เป็นชาย (นายนันทวัฒน์ นิยมจิตร์) กู้ภัยได้นำตัวส่งโรงพยาบาล รถดับเพลิงและกู้ภัยได้ ว.4 ที่เกิดเหตุ สามารถควบคุมเพลิง รวมถึงสารเคมีอันตรายไม่เกิดการปะทุขึ้นอีก ไว้ได้เป็นที่เรียบร้อย

ผู้เสียหาย นายนันทวัฒน์ นิยมจิตร์ (ผู้บาดเจ็บ) ถูกไฟคลอกตามร่างกาย

ใบอนุญาตเลขที่ 6/2567 ป.5 อำเภอเมืองอ่างทอง (ยังไม่หมดอายุ) สถานที่ผลิตพลุระเบิด เลขที่ 38/3 ม.7 ต.โพสะ อ.เมือง จ.อ่างทอง แจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานลงเก็บพยานหลักฐาน ส่วนรายละเอียดอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

พ.ต.อ.ทศพล ทองใบ ผกก.สภ.เมืองอ่างทอง
โทร. 093-169-9719

พงส. ร.ต.อ.สุขสันต์ ปัสสาวะกัง โทร. 0643497098


ผู้การฯ ตม.3 สั่ง ตม.จว.อยุธยา ประสานสืบ สตม. ลุยคุ้นบริษัทขึ้นทะเบียนต่างด้าว

ผู้การฯตม.3 สั่ง ตม.จว.อยุธยา ประสานสืบ สตม.ลุยคุ้นบริษัทขึ้นทะเบียนต่างด้าว

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องมีการเปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในประเทศ และต่อมาปรากฏว่ามีคนต่างด้าวนำเอกสารปลอมมามาแสดงต่อเจ้าหน้าที่แรงงานในเขตพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 จึงได้สั่งการให้ ตม.จว.อยุธยา ประสานงานกับสืบ บก.ตม.3 และสืบ สตม.เพื่อขยายผลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ต่อมาจากการสืบสวนปรากฏว่าพบบริษัทมีชื่อแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ ต.สามเรือน อ.บางปะอิน จว.พระนครศรีอยุธยา มีพฤติการณ์รับปลอมเอกสารดังกล่าวจริง จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

วันนี้เวลาประมาณ 10.00 น. ภายใต้การอำนวยการของพล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 และ พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 จึงได้สั่งการให้หน่วยในสังกัดได้แก่ พ.ต.อ.สำราญ กลั่นมา ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก. ตม.3 และ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. สนธิกำลังร่วมกันเข้าตรวจค้นบริษัทดังกล่าว โดยได้ทำรายงานสืบสวนเพื่อขอนุมัติหมายค้นต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศาลได้อนุมัติหมายค้นที่ 319/2568 ลง 20 ต.ค.68 เพื่อเข้าตรวจค้นบริษัทฯ ดังกล่าว

ผลการตรวจค้นพบตัว Mr.Myint นามสมมติ อายุ 42 ปี บุคคลต่างด้าวสัญชาติพม่า ซึ่งอยู่ด้วยมติแรงงาน 4 สัญชาติ นั่งทำงานอยู่ในที่ดังกล่าว และตรวจค้นพบเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการใช้โปรแกรมในการตกแต่งภาพรอยตราของตม.จว.พระนครศรีอยุธยา สอบถามรับว่าตนเองเป็นผู้ทำปลอมเอกสารดังกล่าว โดยอาศัยความชำนาญในการทำโปรแกรมคอมพิว เตอร์ ตลอดจนทราบว่าช่วงดังกล่าวมีการรับขึ้นทะเบียนแรงงาน จึงฉวยโอกาสทำรอยตราปลอมของ ตม.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วพิมพ์ลงในแบบยื่นขออนุญาตทำงานให้แรง งานต่างด้าว(บต.50)ของคนต่างด้าวที่มาว่าจ้าง ก่อนที่จะรับเงินค่าทำรายละ 5,000-6,000บ.

พล.ต.ต.ทรงโปรด ผบก.ตม.3 เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเป็นกรณีที่บริษัทฯ เอกชนรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ได้รับเอกสารจากคนต่างด้าว แล้วต่อมาปรากฏว่ามีการปลอมรอยตราของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองลงในเอกสารสำคัญที่ใช้ในการขึ้นทะเบียน โดยในกรณีพนักงานอ้างว่าได้ฉวยโอกาสรับงานเอง ซึ่งจะได้สั่งการให้ กก.สส.บก.ตม.3 รับคำร้องทุกข์และทำการสืบสวนขยายผลต่อไปว่ามีบุคคลใดๆ เกี่ยวข้องอีกหรือไม่อย่างไร

และต้องประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวนั้นขอให้นายจ้างทุกรายตรวจสอบหรือเลือกใช้บริการบริษัทที่ถูกต้อง ตลอดจนช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับทางราช การ เพราะการใช้แรงงานต่างด้าวดังกล่าวนอกจากเพื่อความเจริญในทางเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความมั่นคงของประเทศด้วย ผบก.ตม.3 กล่าวในที่สุด


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 ในห้วงวันที่ 20 ต.ค. 68 จำนวน 3 เรื่อง

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการ ควบคุมงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าว ตำรวจภูธรภาค1 เปิดเผยว่า วันที่ 20 ต.ค. 68 ได้รับข่าวสาร เผยแพร่ข่าวสารนี้ให้กับประชาชนและข้าราชการตำรวจ และสังกัดพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 เพื่อให้ได้รับทราบเป็นความรู้ข้อมูลในเรื่องต่างๆที่มีประโยชน์ต่อข้าราชการตำรวจและประชาชนในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 จำนวน 3 เรื่อง คือ

1.) สภ.ป่าโมก ภ.จว.อ่างทอง “เยี่ยมเยือนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย”

วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผกก.สภ.ป่าโมก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลโผงเผง และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลโผงเผง ร่วมออกตรวจเยี่ยม นางอำนวยพร อายุ 76 ปี หมู่ 7 ตำบลโผงเผง ซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์แขนขวา และพักอาศัยอยู่ภายในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 60 เซนติเมตรต่อเนื่องมานานกว่า 6 สัปดาห์ โดยได้มอบน้ำดื่มและไข่ไก่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว

ภายหลังได้เดินทางต่อไปยัง หมู่ที่ 5 ตำบลโผงเผง เพื่อตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุอายุ 68 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเช่นกัน พร้อมพูดคุยให้กำลังใจและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ได้แก่ น้ำดื่มและไข่ไก่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น

จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจดูแนวคันดินกั้นน้ำบริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลโผงเผง พร้อมพูดคุยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการเฝ้าระวังและเสริมแนวป้องกันน้ำอย่างต่อเนื่อง

2.) สภ.สรรพยา ภ.จว.ชัยนาท “ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย”

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น.   พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.สาโรจน์ ลิ้มวสุไพศาล ผกก.สภ. สรรพยา มอบหมายให้ พ.ต.ท.ธรรมวัฒน์ เกียรติก้องกำจาย สวป.สภ.สรรพยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ภายหลังระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง แต่ล่าสุดระดับน้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หลายพื้นที่ยังคงได้รับผลกระทบ และต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

3.) สภ.เกษไชโย ภ.จว.อ่างทอง ตรวจเยี่ยมและมอบน้ำดื่มให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผบก.ภ.จว.อ่างทอง, พ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จว.อ่างทอง โดย พ.ต.ท.จักรพรรดิ ปะถาปะตา สว.สภ.เกษไชโย พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.เกษไชโย ได้ออกตรวจเยี่ยม และป้องกันเหตุเกี่ยวกับทรัพย์

ทั้งนี้ ได้มอบน้ำดื่ม เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและเป็นขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งได้ ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในพื้นที่ โดยเน้นย้ำให้ประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาสอดส่องดูแลทรัพย์สินของตนเองและชุมชน


สถานีตำรวจภูธรป่าโมกภ.จว.อ่างทอง เยี่ยมเยือนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 10.30 น. “เยี่ยมเยือนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย” ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.กิตติ สกุณี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอ่างทอง โดยมี พ.ต.อ.ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรป่าโมก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจตำบลโผงเผง และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลโผงเผง ร่วมออกตรวจเยี่ยม นางอำนวยพร แสงประเสริฐ อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66/3 หมู่ 7 ตำบลโผงเผง ซึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์แขนขวา และพักอาศัยอยู่ภายในบ้านที่ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 60 เซนติเมตรต่อเนื่องมานานกว่า 6 สัปดาห์ โดยได้มอบน้ำดื่มและไข่ไก่ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัว

ภายหลังได้เดินทางต่อไปยัง หมู่ที่ 5 ตำบลโผงเผง เพื่อตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุอายุ 68 ปี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเช่นกัน พร้อมพูดคุยให้กำลังใจและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค ได้แก่ น้ำดื่มและไข่ไก่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้น

จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจดูแนวคันดินกั้นน้ำบริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลโผงเผง พร้อมพูดคุยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในการเฝ้าระวังและเสริมแนวป้องกันน้ำอย่างต่อเนื่อง

“ตำรวจป่าโมก ใส่ใจ ดูแล ห่วงใยประชาชน”


ตม.จันทบุรี รวบแล้ว !! ‘โจรเขมร’ ชิงทองในห้างดังจังหวัดสมุทรปราการ

ตม.จันทบุรี รวบแล้ว!!! ‘โจรเขมร’ ชิงทองในห้างดังจังหวัดสมุทรปราการ

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนบุกชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างแห่งหนึ่ง ย่านบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โดยใช้ระเบิดปิงปองโยนเข้ามาก่อน จากนั้นใช้อาวุธปืนไทยประดิษฐ์เข้าชิงทอง ก่อนหลบหนีไป

ล่าสุด พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช. สตม. และ พ.ต.อ.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 สั่งการให้ พ.ต.อ. สุเมธ เจนวงศ์พิทักษ์ ผกก.ตม.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.เขมชาติ วัฒนนภาเกษม ผกก. ตม. จว.จันทบุรี และด่านชายแดน เร่งติดตามตัวคนร้ายตามตำหนิรูปพรรณมาดำเนินคดีอย่างด่วนที่สุด

ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ ตม.จันทบุรีพบตัวชายคนก่อเหตุบริเวณตลาดบ้านแหลม ตำหนิรูปพรรณตรงกับคนร้ายที่ก่อเหตุ จึงทำการจับกุมตัวเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยในการจับกุมเป็นความร่วมมือกันระหว่าง ตำรวจภูธรภาค 1 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 และ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยผู้บังคับการตรวจเข้าเมือง 3 ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสมุทรปราการและ ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี