สาวอดีตเซลล์ผันตัวทำ “บัวลอยรูปผลไม้” สูตรคุณยาย ขายดีจนไม่มีเวลาเล่นเฟซบุ๊ก ร้านเดียวในประจวบฯ

อดีตสาวเซลล์วัย 43 ปี หันหลังให้งานประจำ ผันตัวทำ “ขนมบัวลอยรูปผลไม้” สูตรกะทิสดจากคุณยาย ขายดีจนลูกค้าต้องจองล่วงหน้า มีเพียงร้านเดียวในเมืองประจวบฯ ขายวันละไม่เกิน 30 ถ้วย หมดก่อนค่ำแทบทุกวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าร้าน “คลังยาเภสัช” ถนนสละชีพ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ มีลูกค้าทยอยแวะมาซื้อขนมบัวลอยรูปผลไม้กันอย่างต่อเนื่อง จุดเด่นของบัวลอยร้านนี้อยู่ที่รูปลักษณ์แปลกตา—ลูกบัวลอยแต่ละลูกถูกปั้นเป็น “ผลไม้จิ๋ว” หลากหลายชนิด และใช้น้ำกะทิสูตรโบราณจากคุณยายของเจ้าของร้าน ทำให้มีรสหวานมันพอดี ได้กลิ่นหอมของมะพร้าวคั้นสดใหม่

นางสาวนิศาชล กิจฤกษ์ไทย หรือ “ม่อน” อายุ 43 ปี เจ้าของไอเดียเล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นเซลล์ ต้องเดินทางตลอดเวลา แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 จึงตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านที่ประจวบฯ และเริ่มทำขนมขาย โดยได้นำสูตรบัวลอยของคุณยายมาประยุกต์ให้แตกต่างจากทั่วไป “ตอนแรกก็ลองปั้นด้วยมือแต่ไม่เท่ากัน เลยใช้พิมพ์ของขนมลูกชุบมาหล่อแป้งบัวลอยแทน ทำให้ได้รูปร่างเป็นผลไม้สวย ๆ เช่น กล้วย มังคุด สตรอว์เบอร์รี่ ส้ม และสับปะรด ซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดประจวบฯ” ม่อนกล่าว

เธอเผยว่า ใช้น้ำกะทิคั้นสดใหม่ทุกวัน และใช้น้ำตาลมะพร้าวจากอำเภอทับสะแกเพื่อเพิ่มความหอมละมุน ขายวันละประมาณ 20–30 ถ้วยเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 17.00–20.00 น. หรือจนกว่าน้ำกะทิจะหมด รายได้เฉลี่ยวันละ 600–700 บาท แม้จะทำเพียงคนเดียวแต่ขายหมดเกือบทุกวัน

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถมาซื้อได้บริเวณหน้าร้าน “คลังยาเภสัช” ถนนสละชีพ เขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ (หยุดเสาร์–อาทิตย์) สามารถโทรหรือแอดไลน์สั่งจองได้ที่หมายเลข 098-926-7987


นัครินทร์/รายงาน

เพชรบูรณ์ ชู “ศรีเทพ” เมืองมรดกโลก จัดงานวัฒนธรรมสร้างชื่อไทยสู่สากล

เพชรบูรณ์ – ชู “ศรีเทพ” เมืองมรดกโลก จัดงานวัฒนธรรมสร้างชื่อไทยสู่สากล

วันที่ 24 ตุลาคม 2568 บริเวณโบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ คราคร่ำไปด้วยประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้รักศิลปวัฒนธรรมจากทั่วสารทิศ ร่วมเปิดงาน “สืบสาน ศาสตร์ ศิลป์ เมืองโบราณศรีเทพ” ประจำปี 2568 อย่างคึกคัก ภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเชิงสร้าง สรรค์ มุ่งสู่ความยั่งยืนของชาติไทยและท้องถิ่นเมืองศรีเทพ

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวเด่นดาว ศิลปานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ผู้แทนปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายวิทยา รัตนมณี นายอำเภอศรีเทพ นางพัชรนันท์ แก้วจินดา วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน และชุมชนเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า เมืองโบราณศรีเทพได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 4 ของประเทศไทย โดยองค์การยูเนสโก เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2566 ถือเป็นสมบัติอันทรงคุณค่าของคนไทยทั้งชาติ การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลอง แต่มุ่ง “ปลุกชีวิตเมืองโบราณให้กลับมามีลมหายใจ” ผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์โบราณสถาน, การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและอาหารพื้นถิ่น, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่องเที่ยว, การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

ภายในงานจัดเต็มด้วยกิจกรรมสุดอลังการ สะท้อนมนต์เสน่ห์แห่งอารยธรรมดั่งเดิม อาทิ
พิธีบวงสรวงเจ้าพ่อศรีเทพ เสริมสิริมงคล, การประกวดภาพถ่าย “บอกรักศรีเทพ” และคอนเทนต์ TikTok, พิธีทำบุญตักบาตรย้อนยุค, การแสดงแสง สี เสียง ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน “ศรีเทพ: ปฐมบทแห่งอารยธรรม เทวะศรัทธา สรรค์สร้างศิลป์นิรันดร์”, ตลาดโบราณทวารวดี จำหน่ายอาหารพื้นบ้าน หัตถกรรม สาธิตสกุลช่างโบราณ

นายศรัณยูย้ำว่า เป้าหมายสำคัญ คือการยกระดับศรีเทพสู่ “เมืองมรดกโลกที่มีชีวิต” ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัส เรียนรู้ และภาคภูมิใจในมรดกของบรรพชน พร้อมผลักดันสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืน งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 ตุลาคม 2568 ณ โบราณสถานเขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้สนใจสามารถเดินทางเข้าชมฟรี พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานรากเหง้าอารยธรรมไทย สู่อนาคตที่ภาคภูมิใจของคนทั้งชาติ


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สภ.นาจอมเทียน จับกุมยาไอซ์คาจุดตรวจสุขุมวิท

วันนี้ (21 ต.ค. 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ตั้งจุดตรวจบริเวณถนนสุขุมวิท ตรงข้ามศูนย์ฮอนด้า หมู่ 2 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ตรวจพบ นายกฤษจากรณ์ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ขับรถผ่านจุดตรวจในลักษณะมีพิรุธ จึงทำการตรวจค้น พบ ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุงประมาณ 0.60 กรัม ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกใส

เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา
• มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
• เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1
• เป็นผู้ขับขี่ยานพาหนะในขณะเสพยาเสพติด

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย “สภ.นาจอมเทียน เดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน”

สภนาจอมเทียน #ยาเสพติดต้องหมดจากสังคม #ตำรวจไทยไม่หยุดทำงาน #เพื่อความปลอดภัยของประชาชน


ขอบคุณ เครดิตข้อมูล:เพจ สภ.นาจอมเทียน

นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

เพชรบูรณ์ โรงพยาบาล โกลาหลตึกผู้ป่วยหม้อแปลงระเบิด ต้องอพยพผู้ป่วยวุ่น

เพชรบูรณ์ – โรงพยาบาล โกลาหลตึกผู้ป่วยหม้อแปลงระเบิด ต้องอพยพผู้ป่วยวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ เวลา ประมาณ 19.45 น.วันที่ 22 ต.ค.2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟฟ้าดับ หลอดไฟภายในตึกอำนวยการและตึกผู้ป่วยระเบิดเกือบทั้งหมด มีกลิ่นเหม็นไหม้ไปทั่วบริเวณทำให้ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยเกิดความตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก ต่อมาโรงพยาบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยได้ขอความร่วมมือไปยัง สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยวังโป่งรวมใจ สมาคมกู้ชีพ-กู้ภัยชนแดนสงเคราะห์ กว่า 50 คน เพื่อทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหมดรวมทั้งอุปกรณ์การแพทย์ออกจากอาคาร โดยพบว่าเป็นผู้ป่วยวิกฤติจำนวน 5 ราย จึงได้ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลชนแดน ส่วนผู้ป่วยทั่วไปประมาณ 30 ราย ได้เคลื่อนย้ายไปนอนรักษาตัวภายในหอประชุม โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงสามารถเคลื่อนย้ายหมดทุกรายท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องจากรถยนต์ของญาติที่ช่วยกันเปิดไฟหน้าและส่องเข้าไปยังภายในตัวอาคารรวมทั้งเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กของอาสากู้ภัย

ซึ่งจากการสอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. โดยประมาณภาย ในตัวอาคาร เริ่มมีการอาการไฟดับๆ ติดๆ เกือบชั่วโมง จากนั้นหลอดไฟในตัวอาคารเริ่มมีกระแสไฟฟ้ากระพริบไหม้ และ ระเบิด ที่ละดวง รวมไปถึงกล้องวงจรปิด เริ่มมีกระแสไฟกระพริบ และมีกลิ่นไหม้ ภายในตัวอาคาร จากนั้นไฟก็ได้ดับลงทั้ง 2 อาคาร ก่อนจะมีการประกาศแผนอพยพฉุกเฉิน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าช่วยเหลือ

ด้าน นายแพทย์ จีรยุทธ ใจเขียนดี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวังโป่ง เผย สถานการณ์ตั้งแต่เมื่อวานคร่าวๆตั้งแต่ช่วงบ่ายสองที่สัญญาณไฟตกติดติดดับดับ ทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์เครื่องไฟฟ้าระเบิดช่วงประมาณหนึ่งทุ่ม ฉันต้องตัดระบบไฟทั้งหมดและประเมินสถานการณ์ว่าไม่สามารถดูแลผู้ป่วยในขณะที่ดูแลสาเหตุไม่ได้ จึงประสานนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ในอำเภอ ขอย้ายผู้ป่วยหนักไปที่โรงพยาบาลชนแดน ส่วนผู้ป่วยที่อาการปกติได้ให้กลับบ้านประมาณ 10 ราย และมีผู้ป่วยที่ต้องดูแลต่ออีกประมาณ 8 เราได้ทำการย้ายไปที่อาคารของโรงพยาบาล

ซึ่งการไฟฟ้าก็พยามกู้ระบบให้ไฟกลับมาสามารถใช้คืนได้ จากนั้นได้เข้าไปดูพื้นที่ของการไฟฟ้า จนถึงเวลาประมาณตีสองถึงตี เพื่อต่อไฟให้กับระบบต่างๆ เช้าวันนี้ตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินยังไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ ซึ่งจนถึงคันนี้สามารถกู้ไฟล์ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งผู้ป่วยก็ได้เคลื่อนย้ายไปที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ขณะที่บางส่วนสามารถจะเคลื่อนย้ายไปที่โรงพยาบาลทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ได้เช่นกัน ส่วนผู้ป่วยที่ย้ายไปที่โรงพยาบาลชนแดน ก็ดำเนินการส่งย้ายต่อไปที่โรงพยาบาล อื่น

ซึ่งจากการดูพื้นที่ในการซ่อมแซม เช้านี้หมอได้ประเมินผู้ป่วยซึ่งปล่อยให้กลับบ้านได้ไปแล้ว ยังคงเหลือเพียง 8 ราย โดยห้องเจาะเลือดสามารถกู้ระบบไฟฟ้ามาใช้งานได้ระบบการดูแลคนไข้ซึ่งเราใช้อินเตอร์เน็ต ระบบป้องกันการสูญเสียในห้องเซิร์ฟเวอร์หลักของโรงพยาบาลไม่มีความเสียหายใดใดปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลคนไข้ได้ ความเสียหายเบื้องต้น จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศจำนวนมาก มีอาคารอีกหนึ่งหลังที่ยังไม่พร้อมที่จะให้บริการผู้ป่วย รวมถึงเครื่องปั่นไฟซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดระบบไฟขัดข้องในครั้งนี้ โดยจะต้องรอบริษัทเข้ามาดำเนินการในช่วงบ่าย คาดว่าจะใช้เวลาสองถึงสามวัน ในการหาสาเหตุในเบื้องต้น


ยุทธ ศรีทองสุข

ตชด.43 บูรณาการ บุกจับกุมพ่อค้ายาเสพติด “อ้วน เขาพระ” คาบ้านพัก ยึดยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด

สงขลา – ตชด.43 บูรณาการ บุกจับกุมพ่อค้ายาเสพติด “อ้วน เขาพระ” คาบ้านพัก ยึดยาบ้ากว่า 4 พันเม็ด

วันนี้ 23 ต.ค.68 พล.ต.ต.พหล เกตุแก้ว ผบก.ตชด.ภาค 4 พ.ต.อ.เสกสรร อินทรสิทธิ์ รอง ผบก.ตชด.ภาค 4, พ.ต.อ.ยงศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผกก.ตชด.43, พ.ต.ท.วิษณุ ชนะอักษร  รอง.ผกก ตชด.43, พ.ต.ท.วิเชษ แห้วขุนทด สว.ขว. กก.ตชด.43, ร.ต.ท.คงกระพัน ธรรมชาติ รองหน.ชปข.กก.ตชด.43 , ร.ต.ท.สมมาตร เกิดแสงสุริยงศ์หน.ชป.ขล.กก.ตชด.43 ร่วมกับ ตชด.ภ.4 ฝ่ายปกครองอำเภอรัตภูมิ และชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายธีรวิทย์ ปราบปราม อายุ 34 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “อ้วน เขาพระ” ได้ที่บ้านเลขที่ 158 หมู่ที่ 11 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ต่อเนื่องถึงบ้านเลขที่ 48/1 หมู่ที่ 11 ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า สามารถติดต่อซื้อยาเสพติดจากนายธีรวิทย์ได้ จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชา และวางแผนเข้าทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย โดยมีการดำเนินการ “ล่อซื้อ” ยาเสพติด จนสามารถจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 4,000 เม็ด (2 มัด) ได้ในเบื้องต้น

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเข้าตรวจค้นบ้านพักของนายธีรวิทย์ ปราบปราม และตรวจยึดของกลางเพิ่มเติมได้อีก

  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน/ยาบ้า) จำนวน 77 เม็ด
  • ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน/ไอซ์) น้ำหนัก 1.12 กรัม
  • โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ วีโว้ สีเทาเงิน จำนวน 1 เครื่อง (ใช้ในการติดต่อซื้อขาย)
  • รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า PCX สีดำน้ำตาล
  • อุปกรณ์การเสพไอซ์ 1 ชุด
  • เครื่องชั่งดิจิตอลสีดำ 1 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขารัตภูมิ ชื่อบัญชีนายธีรวิทย์ ปราบปราม
    รวมของกลางยาเสพติดทั้งสิ้น ยาบ้าจำนวน 4,077 เม็ด และไอซ์ 1.12 กรัม
    เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา
  • “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”
  • “เสพสารเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย”
    เบื้องต้นได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต

ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี้พันปีหลวง ได้ขอพระราชทานกราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลง กรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๒ เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่าง ๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภา กาชาดไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่าง ๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ ที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๒๑ นาฬิกา ๒๑ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๙๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สำนักพระ ราชวัง จัดการพระศพ ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาท ในราชสำนักไว้ทุกข์ถวาย มีกำหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันสวรรคตเป็นต้นไปสำนักพระราชวัง๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘


พระลาน

ทหารกองกำลังเทพสตรี ร้อย.ร.5021 ดักจับกองทัพมดที่กำลังขนใบพืชกระท่อมข้ามชายแดน รวบตัวได้ทันทั้งคน รถยนต์ และใบพืชกระท่อม 300 กก.

สงขลา/สะเดา – ทหารกองกำลังเทพสตรี ร้อย.ร.5021 ดักจับกองทัพมดที่กำลังขนใบพืชกระท่อมข้ามชายแดน รวบตัวได้ทันทั้งคน รถยนต์ และใบพืชกระท่อม 300 กก.

วันนี้ 23 ต.ค.68 พ.อ.ทวีพร คณะทอง ผบ.ฉก.ร.5, พ.ท.กิตติคุณ ณ วาโย เสธ ฉก.ร.5, ร.ท. ดุลยวัต โปณะทองหน.ฝยก.ฉก.ร.5, ร.อ.นิติพันธ์ จันทร์รัศมี ผบ.ร้อย.ร.5021 จนท.ทหารกองกำลังเทพสตรี กองร้อยทหาราบที่5021 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5 ร่วมกับตำรวจภูธรสะเดา ศุลกากรสะเดา ดักจับกองทัพมดบริเวณแนวเขตแดน ริมรั้วชายแดนไทย-มาเลเซีย หลักเขตแดนที่ 17/18 ม.4 บ้านทับโกบ ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ขณะกำลังซุ่มอยู่หลังจากที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่า วันนี้จะมีการลักลอบขนใบพืชกระท่อมจากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ บริเวณหลักดขตแดนที่17 /18 จึงได้ทำการวางแผนและซุ่มดูห่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ1 ชม.ก็ได้พบกับกองทัพมด ที่กำลังลักลอบขนใบพืชกระท่อมจากประเทศมาเลเซียข้ามมายังประเทศไทย โดยสามารถควบคุมตัวกลุ่มชายอายุระหว่าง 25-50 ปี ได้ 5 ราย ซึ่งมีหน้าที่แบกพืชกระท่อมข้ามมายังประเทศ ไทย และ คนขับรถ 1 ราย และยึดพืชกระท่อมได้ 10 กระสอบ กระสอบละ 30 กก. รวม 300 กก. และยังยึดวิทยุสื่อสารได้ 1 เครื่อง

จากการสอบถามผู้ต้องหา ทั้ง 5 ราย ให้การรับสารภาพว่าตนและพวกได้รับจ้างลักลอบนำเข้าพืชกระท่อมจากประเทศมาเลเซียผ่านทาง บริเวณช่องทางผิดกฎหมาย หลักเขตแดนที่
17/18 เพื่อส่งให้ลูกค้าในจังหวัดปัตตานี โดยได้รับค่าจ้างกิโลกรัมละ 4 บาท (120) ต่อกระสอบ และทำมาหลายครั้งแล้ว และทั้งหมดรับสารภาพว่าของกลางดังกล่าวเป็นของตนจริง เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อม ด้วยของกลางทั้งหมดและควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะเดา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดโสมนัสวิหาร

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดโสมนัสวิหาร

วันนี้ (18 ตุลาคม 2568) เวลา 17.21 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดโสมนัสวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร โดยเสด็จในการนี้ด้วย

เขื่อนป่าสัก ปริมาณน้ำเต็มอ่างวันแรกท้ายเขื่อนขอให้มั่นใจการบริหารจัดการ

จังหวัดลพบุรี – เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ น้ำเต็มความจุ วันแรก หลังเสร็จสิ้นฤดูฝน ยังคงรระบายน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรความมั่นคงของตัวเขื่อน

จากภามมุมสูง เหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ต.หนองบัว อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. เช้าวันนี้ 23 ตุลาคม 2568 หลังสิ้นสุดฤดูฝน จะเห็นได้ว่ามีปริมาณน้ำเต็มเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์แล้ว เนื่องจากในห้วงของเดือนกันยายน ต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำเหนือจาก จังหวัดเพชรบูรณ์ ไหลเข้าสูงเขื่อนป่าสักฯ เป็นจำนวนมาก โดยปริมาณน้ำล่าสุดเช้าวันนี้ อยู่ที่ 932 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 97.08 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเต็มความจุ ที่ระดับกักเก็บปกติของเขื่อน ที่ 960 ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว และยังคงมีน้ำตกค้างในแม่น้ำป่าสักตอนบน ไหลเข้าสูงเขื่อนอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ต้องบริหารจัดการน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในเขื่อนปาสักชลสิทธิ์ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรความมั่นคงของตัวเขื่อน โดยคาดว่าน้ำจะครบ 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มความจุของเขื่อนในอีกไม่กี่วันนี้

ล่าสุด นายสมชาย ร่มเย็น หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ เปิดเผยว่า.. สถานการณ์น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในขณะนี้ ถือได้ว่า…มีปริมาณน้ำ ใกล้เต็มความจุแล้ว ขณะที่น้ำตอนบนเหนือเขื่อนป่าสักฯ ยังมีน้ำอยู่ที่ต้นน้ำ ในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ไหลเข้าเขื่อนฯ อยู่ที่วันละ 267 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือ 23 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน แต่ก็มีแนวโน้มน้อยลง ทำให้เขื่อนป่าสักฯ ต้องมีการระบายน้ำด้านท้ายเขื่อน เพื่อบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกรณ์การควบคุมของเขื่อน ในอัตรา 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือเฉลี่ยวันละ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ซึ่งจากนี้ไปน้ำในเขื่อนจะอยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นต์ หรือเกินจากนี้ไปเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นช่วงที่จะกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ในช่วงของปลายฤดูฝน ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ไว้ ว่าจากนี้ไป ปริมาณฝนจะมีแนวโน้มลดน้อยลง โดยจะไปมีฝนเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้แทน ดังนั้น จึงต้องกัดเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งถือว่าเป็นอีกปีหนึ่ง ที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเต็มเขื่อน ได้สำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

ในส่วนด้านความมั่นคงแข็งแรงของตัวเขื่อนที่หลายคนกังวล…. หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวว่า… ที่ผ่านมา เขื่อนป่าสักฯ ได้มีการตรวจค่าความมั่นคงของตัวเขื่อนอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มมีการกักเก็บน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณน้ำครบ 80 เปอร์เซ็นต์ จะทำการตรวจวัดทุกๆ วัน ซึ่งผลการตรวจยังอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานความมั่นคงปลอดภัยของตัวเขื่อนเป็นอย่างดี ………ขอให้ประชาชนมั่นใจได้

ทั้งนี้ หากปริมาณน้ำที่ตกค้างในลำน้ำตอนบนเหนือเขื่อน ลดน้อยลง ทางเขื่อนป่าสักฯ ก็จะลดการระบาย เพื่อให้สอดคล้องกับน้ำที่อยู่ด้านเหนือเขื่อน โดยจะมีสถานีวัดน้ำติดตามสถานการณ์น้ำตลอดเส้นทาง เพื่อที่จะวางแผนการจัดการน้ำได้เป็นรายสัปดาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กองทัพบก ยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลแนวหน้า ผช.ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญชายแดนไทย–กัมพูชา

กองทัพบกยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลแนวหน้า ผช.ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญชายแดนไทย–กัมพูชา

ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้ พลเอกอมฤต บุญสุยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดนไทย – กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๘

คณะได้เดินทางไปยัง หน่วยเฉพาะกิจที่ ๑๒ อำเภออรัญประเทศ เพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญในนามของผู้บังคับบัญชา ซึ่งประกอบด้วย เครื่องแบบสนาม เสื้อยืดรองใน รองเท้าคอมแบต อุปกรณ์อาบน้ำ ยากันยุง ตาข่ายพราง และ ยาสามัญประจำบ้าน เป็นต้น โดยผู้ช่วยผู้บัญชา การทหารบก ได้พูดคุยพบปะให้กำลังใจแก่กำลังพลและตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อปกป้องอธิปไตยและดูแลความสงบเรียบร้อยของชาติ รวมทั้งสอบถามความเป็นอยู่ และความต้องการของกำลังพล เพื่อนำมาดำเนินการสนับสนุนแก่กำลังพลต่อไป

จากนั้นคณะเดินทางต่อไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก และจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา (หนองเอี่ยน-สตึงบท) อำเภออรัญประเทศ เพื่อรับฟังการปฏิบัติงานของหน่วย ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมอบสิ่งของบำรุงขวัญ พร้อมกล่าวขอบคุณในความทุ่มเท เสียสละ และความมุ่งมั่นของทุกนายที่ร่วมกันปกป้องดูแลชายแดนให้ปลอดภัยและมั่นคง​

ภายหลัง ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมรับประทานอาหาร เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสอบถามแนวทางการปฏิบัติ รวมถึงการจัดผลัดพักให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และภารกิจ นับเป็นเวลา ๓ เดือนหลังวันหยุดยิงจนถึงปัจจุบัน การดูแลกำลังพลดังกล่าวด้านการบำรุงขวัญ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก อนุมัติให้จัดตั้งพื้นที่ค่ายพักผ่อนกองกำลัง เพื่อให้กำลังพลบางส่วนหมุนเวียนออกจากพื้นที่ในแนวหน้ากลับมาพักผ่อน เพื่อคลายความเหนื่อยล้า และฟื้นฟูร่างกายหลังการปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มกำลัง

ต่อมา คณะได้เดินทางไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน อำเภอคลองหาด เพื่อมอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งทั้งจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึกและจุดผ่านแดนถาวรบ้านเขาดิน เป็นพื้นที่สำคัญในการปฏิบัติภารกิจ การรักษาความมั่นคง และการปฏิบัติการทางทหารอื่น ๆ ที่มิใช่สงคราม ก่อนเดินทางกลับมาปฏิบัติภารกิจ ณ ที่ตั้ง

​การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการยืนหยัดเคียงข้างกำลังพลในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นด่านหน้าในการปกป้องประเทศชาติให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และกำกับดูแลมาตรการการปิดด่านโดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือและมาตรการในการกดดันกัมพูชา ให้ดำเนินการตาม ๔ ประเด็น ตามผลการประชุม GBC โดยมีส่วนสำคัญในประเด็นเรื่อง อาชญากรรมข้ามชาติ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซนเตอร์ ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อคนไทยและนานาชาติ

ทั้งนี้ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่ดำรงความพร้อมทางการรบ ทั้งในด้านการปฏิบัติ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาขวัญและกำลังใจของกำลังพล ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับฝ่ายปกครองและประชาชนในพื้นที่ ในการปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้มีการพัฒนาและซักซ้อมการปฏิบัติ รวมทั้งปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์โดยต่อเนื่อง เพื่อให้การปฏิบัติตามการดำเนินการใน ๔ ประเด็น ตามผลการประชุม GBC บรรลุผลสำเร็จ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนระหว่างไทย – กัมพูชา ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ซึ่งในระยะยาว จะเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างยั่งยืน


นที มีเดช รายงาน