มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าเหลว ก่อปัญหาสังคม-ตลาดมืดพุ่ง ผู้ใช้เรียกร้องทางเลือกใหม่

มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าเหลว ก่อปัญหาสังคม-ตลาดมืดพุ่ง ผู้ใช้เรียกร้องทางเลือกใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแบนบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย หลังจากที่กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าออกมาเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการดังกล่าวซึ่งบังคับใช้นานนับทศวรรษ โดยระบุว่านโยบายนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการลดจำนวนผู้ใช้ แต่ยังเป็นชนวนให้ตลาดมืดเฟื่องฟู เกิดปัญหาทางสังคมอย่างกว้างขวางรวมทั้งการตีความคำแนะนำของ WHO แบบผิดๆ เพราะบุหรี่ไฟฟ้ายังขายได้อย่างถูกกฎหมายใน 91 ประเทศ กลุ่มผู้ใช้จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกใหม่ในการควบคุมที่เหมาะสมกับสังคมไทย ภายหลังที่องค์การอนามัยโลก เผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลก ผ่านรายงานแนวโน้มอัตราการใช้ยาสูบโลกในช่วงปี 2000–2024 และการคาดการณ์ในช่วงปี 2025–2030 (WHO global report on trends in prevalence of tobacco use 2000–2024 and projections 2025–2030) ระบุว่าทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงกว่า 100 ล้านคน โดยเป็นผู้ใหญ่ในประเทศรายได้สูงกว่า 86 ล้านคน และเยาวชนอายุ 13-15 ปี มากถึง 15 ล้านคน สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 พบคนไทยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากเดิม 78,742 คนในปี 2564 เป็น 900,459 ในปี 2567

นายอาสา ศาลิคุปต แกนนำกลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) ระบุว่า “แม้ไทยจะบังคับใช้กฎหมายแบนบุหรี่ไฟฟ้ามานานกว่า 10 ปี แต่จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สะท้อนถึงความล้มเหลวของนโยบายการแบนบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้ใช้ ซ้ำยังผลักดันให้เกิดตลาดมืด การทุจริต และปัญหาสังคมในหมู่เด็กและเยาวชน ไม่มีการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดความเสี่ยงของการปนเปื้อนของสารเสพติด และอันตรายจากอุปกรณ์”

“ปัญหาอยู่ที่ไทยมักอ้างอิงนโยบายของ WHO ในการควบคุมยาสูบตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ (FCTC) อย่างเคร่งครัด ถ้าให้เทียบก็เท่ากับเด็กดีแถวหน้าที่เชื่อฟังทุกอย่างไม่มีปากเสียง แต่สิ่งที่ทั้งไทยและ WHO มองข้ามเสมอคือยังมีผู้สูบบุหรี่อีกจำนวนมากที่ไม่อยากเลิกบุหรี่ ซึ่งคนเหล่านี้ควรได้รับคือโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลและผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายต่อสุขภาพที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่”

นายอาสาฯ ย้ำว่า “ถ้าพิจารณาตามรายงานของ WHO จริงๆ ก็จะเห็นว่ามี 91 ประเทศทั่วโลกควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หน่วยงานสาธารณสุขไทยกลับอ้างเสมอว่าการแบนคือทางออกที่ดีที่สุดตามที่ WHO แนะนำ ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีงานประชุมระดับโลกของกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC) ที่ไทยจะมีผู้แทนจากฝั่งสาธารณสุขเข้าร่วมประชุมเป็นหลัก ผลที่ออกมาก็คงหนีไม่พ้นการเดินตามก้น WHO โดยไม่สนใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและไม่รับฟังเสียงของผู้ใช้กว่า 1 ล้านคน”

นายอาสาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “การที่ไทยยังคงยึดติดกับการแบนเป็นการเพิกเฉยต่อปัญหาจากบุหรี่ไฟฟ้าทั้งในด้านสังคมและสุขภาพที่เกิดขึ้นจริงในไทย ปัญหาการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม การควบคุมคุณภาพสินค้าไม่ได้ การลักลอบผสมสารเสพติด และการเข้าถึงของเด็กและเยาวชนผ่านช่องทางออนไลน์ก็จะยังคงอยู่ต่อไป ตราบใดที่ภาครัฐยังคงปฏิเสธที่จะเปิดทางเลือกในการควบคุมภายใต้กฎหมายที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชาวบ้านกรูด จัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

ประจวบคีรีขันธ์ – ชาวบ้านกรูดจัดพิธี ถวายความอาลัย ในกิจกรรมลอยกระทง มีชาวบ้านร่วมพิธี จำนวนมาก

เมื่อค่ำวันที่ 5 พ.ย.68 ที่บริเวณคลองวังพลูสถานที่จัดงาน ประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางเทศบาลตำบลบ้านกรูด ได้ร่วมจัดพิธีถวายความอาลัย เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายวิฑูรย์ พุกจันทร์ สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) นายวิชาญ แก้วจีน ประธานสภาเทศบาลตำบลบ้านกรูด นายณฐพล ภูมิรินทร์ ปลัดเทศบาล พร้อมคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล ข้าราชการ พนักงานเทศบาล ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี

จากนั้น นายอิศรา กาญจนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกรูด พร้อม นายสมหมาย ปานทอง อุปนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อม ผู้นำชุมชน ได้ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในเขตตำบลธงชัย จำนวน 7 โรงเรียน จากรายได้หลังจากการจัดกิจกรรม “บ้านกรูดรันเดอร์แลนด์” BANKRUT RUNDERLAND 2025 ครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้แก่ โรงเรียนธงชัยวิทยา โรงเรียนวัดดอนยาง โรงเรียนวัดธงชัยธรรม จักร โรงเรียนวัดถ้ำคีรีวงศ์ โรงเรียนบ้านหนองระแวง โรงเรียนบ้านหนองมงคล และโรงเรียนบ้านดอนสำราญ

นอกจากนี้ ยังได้มอบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบ้านไฟไหม้ จากกองทุนพระตำหนักเสด็จเตี่ยกรมหลวงชุมพรฯ เขาธงชัย จำนวน 4 ครอบครัว จากนั้นได้ร่วมกันลอยกระทงประจำปี ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ชนะเลิศอันดับ 1 ประกวดประดิษฐ์กระทง โครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

ชนะเลิศอันดับ 1 ประกวดประดิษฐ์กระทง โครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง องค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม นำคณะเจ้าหน้าที่ชมรม TO BE NUMBER ONE ฝ่ายการศึกษาและพัฒนาจิตใจ เรือนจำกลางนคร ปฐม เข้าร่วมโครงการสืบสานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 และร่วมประกวดประดิษฐ์กระทง ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลวังตะกู ได้จัดขึ้น ณ ริมคลองเจดีย์บูชา วัดวังตะกู เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วม และความสามัคคีในชุมชน ซึ่งในการประกวดประดิษฐ์กระทงในครั้งนี้เรือนจำกลางนครปฐม ได้รับราง วัลชนะเลิศอันดับ 1

สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

สุพรรณบุรี แห่ลอยกระทงรอบโบสถ์วัดดอนคา แห่งแรกของภาคกลาง


ที่จังหวัดสุพรรณบุรี วัดโภคาราม (วัดดอนคา) ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง ได้ร่วมกับชาวบ้านดอนจัดงานประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาปีนี้เป็นปีที่ 18 มีนักท่องเที่ยว ชาวบ้านทุกเพศทุกวัย วัย จากทั่วสารทิศจำนวนมากพาครอบครัว มาลอยกระทง กันอย่างคึกคัก ภายในงานนอกจากลอยกระทงรอบโบสถ์แล้วยังมี การลอยกระทงสวรรค์ ชิงโชค ซึ่งทำจากกระดาษที่ย่อยสลายได้ง่ายผูกติดลูกโป่ง ปล่อยลอยขึ้นฟ้า ชิงรางวัลถ้าลูก โป่งลูกไหนลอยเข้าฝาชี หรือสุ่มปลาที่แขวนเอาไว้ก็จะได้รับรางวัล มีทั้งเครื่องพ่นยา จักยานสองล้อ เก้าอี้ฮ่องเต้ ผ้าหลา อย่างดีสำหรับตัดเสื้อ ถังน้ำพลาสติก และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ให้ได้ลุ้นรับกัน

พระครูปลัดชัยยศ ตนฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดโภคาราม (ดอนคา) กล่าวว่าวัตถุประสงค์การจัดประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ เกิดจากดำริของหลวงพ่อพระครูกิตติสุวรรณวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนคา อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภออู่ทอง เป็นผู้ริเริ่ม เป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุ ประชาชน และเด็กเล็กที่จะมาลอยกระทงในยามค่ำคืน เพื่อเป็นการป้องกันช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันคนจมน้ำเสียชีวิต รวมทั้งการจัดเก็บกระทงก็สะดวกและง่าย ช่วยลดมลพิษทางน้ำได้ ซึ่งวัสดุที่ทำกระทงก็เป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่นใบตองกล้วย และวัสดุธรรมชาติ อื่นๆ ที่ย่อยสลายได้ง่าย เรียกได้ว่า ไหว้พระอิ่มบุญ ลอยกระทงสุขใจ ปลอดภัยจากการจมน้ำ

โดยทางวัดดอนคา ได้จัดสถานที่ สูบน้ำใส่รอบกำแพงอุโบสถ์ ไว้ให้ชาวบ้านได้มาลอยกระทงเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เป็นการขอขมาพระแม่คงคา แล้วยังได้ปิดทองหลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธา ได้กราบสักการะขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรใดก็จะสมหวัง ดังใจปรารถนา

ในปีนี้ทางวัดได้จัดลอยกระทงเพื่ออนุรักษ์สืบสานรักษา ประเพณีอันดีงามของไทยเอาไว้ ให้คงอยู่สืบไป ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้มาขอขมาพระแม่คงคา ได้ไหว้ขอพร หลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ที่ชาวบ้านดอนคา และชาวบ้านทั่วให้ความเคารพศรัทธา โดยปีนี้ทางวัดได้งดกิจกรรมรื่นเริงทุกประเภท เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าโศกเสียใจ ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคต ขอน้อมกราบถวายอาลัย พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ธ สถิตในดวงใจไทยนิรันดร์


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

ประจวบคีรีขันธ์ – ครอบครัวชาวสุราษฏร์ฯ 7 คน เดินเท้าจากสุราษฏร์ฯ เข้าเขตทับสะแกแล้ว เพื่อไปเคารพพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง ถวายความจงรักภักดี

จากกรณี นายเสนอ เกิดแก้วหรือหนึ่ง อายุ 62 ปี ชาว อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เจ้าของสวนยางพารา พร้อมด้วย ลูกชาย และลูกเขย รวม 7 คน เดินทางออกจากบ้านพักในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่เมื่อเช้าวันที่ 26 ต.ค.68 ที่ผ่านมา เพื่อเข้าร่วมถวายอาลัยและสักการะพระ บรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

ล่าสุด เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ครอบครัว นายเสนอ แก้วเกิด เดินทางเข้าพื้นที่ ต.อ่างทอง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาทั้งหมดได้หยุดพักผ่อนหลับนอนที่ วัดรักดีคีรีวัน ต.ชัยเกษม อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขตรอยต่อ อ.ทับสะแก

โดยนายเสนอ แก้วเกิด กล่าวว่าตนและครอบครัว ออกเดินทางเป็นวันที่ 11 แล้ว ระยะทางกว่า 280 กม. ซึ่งการเดินไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าวันหนึ่งต้องเดินกี่กิโลเมตร มืดไหนนอนนั้น เดินไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก ซึ่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดีครั้งนี้เป็นครั้งแรกของคนในครอบครัว และไม่มีอุปสรรคใดๆระยะเวลาการเดินทางมีเพียงบางช่วงที่มีฝนตกลงมาอย่างหนักจำเป็นต้องหยุดเดิน คาดว่าจะเดินเท้าผ่านจังหวัดประจวบได้คงใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 วัน ซึ่งนี้เป็นวันที่ 3 แล้ว เนื่องจากจังหวัดประจวบตั้งแต่ อ.บางสะพานน้อยจนถึง อ.หัวหินมีระยะทางกว่า 220 ก.ม.

ที่ผ่านมา การเดินเท้าครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่คือการแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสุดหัวใจของคนในครอบครัว และพสกนิกรที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ แม่ของแผ่นดิน อย่างใกล้ชิดที่สุด

จากนั้นนายเสนอได้เดินทางออกจากร้านข้าวแกง อาหารเช้าของวันนี้ ไปตามริมถนนเพชร เกษมขาขึ้นกรุงเทพโดยมีนายสิทธิชัย ทองสุวรรณ อายุ 27 ปี ลูกเขย ถือพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เดินนำหน้าขบวน มีอาสาสมัครกู้ภัยตำรวจทางหลวง มูลนิธิสว่างรุ่งเรืองฯ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โดยค่ำวันนี้น่าจะพักที่คลองวาฬ เขตเมืองประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งจะมีชาวบ้านที่เห็นคณะเดินก็จะมอบของ น้ำ ของกิน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการเดินครั้งนี้



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ..ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ชาวบ้านดอนคา สืบสานประเพณีลอยกระทงรอบโบสถ์แห่งแรกของภาคกลาง

สุพรรณบุรี – ชาวบ้านดอนคา สืบสานประเพณีลอยกระทงรอบโบสถ์แห่งแรกของภาคกลาง

วัดโภคาราม (วัดดอนคา) ตำบลดอนคา อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมกับชาวบ้านดอนจัดงานประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาปีนี้เป็นปีที่ 18 โดยช่วงเช้าผู้สูงอายุ ชาวบ้านดอนคาได้ร่วมกันทำบุญวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ตรงกับวันลอยกระทง หลังเสร็จพิธีทำบุญชาวบ้านทั้งชายหญิงผู้สูงอายุ ต่างพากันนำกระทงที่ทำมาจากบ้าน และที่วัดได้จัดกระทงธรรมชาติที่ทำจากต้นกล้วย ใบตองสดสีสันสวยงาม นำไปลอยที่หน้าอุโบสถ์ ซึ่งคณะกรรมการวัด พระเณร ชาวบ้านได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่สูบน้ำใส่ไว้รอบอุโบสถ์ ระดับน้ำลึกประมาณ 40 เซ็นติเมตรซึ่งกระทงจะไหลวนไปรอบๆอุโบสถ์

พระครูปลัดชัยยศ ตนฺติปาโล เจ้าอาวาสวัดโภคาราม (ดอนคา) กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดประเพณีลอยกระทงรอบอุโบสถ์ เกิดจากดำริของหลวงพ่อพระครูกิตติสุวรรณวัฒน์ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอนคา อดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภออู่ทอง เป็นผู้ริเริ่ม เป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไปแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุ ประชาชน และเด็กเล็กที่จะมาลอยกระทงในยามค่ำคืน เพื่อเป็นการป้องกันช่วยลดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันคนจมน้ำเสียชีวิต รวมทั้งการจัดเก็บกระทงก็สะดวกและง่าย ช่วยลดมลพิษทางน้ำได้ ซึ่งวัสดุที่ทำกระทงก็เป็นวัสดุจากธรรมชาติ เช่นใบตองกล้วย ขนม ปัง และวัสดุอื่น ที่ย่อยสลายได้ง่าย เรียกได้ว่า ไหว้พระอิ่มบุญ ลอยกระทงสุขใจ ปลอดภัยจากการจมน้ำ โดยทางวัดดอนคา ได้จัดสถานที่ สูบน้ำใส่รอบกำแพงอุโบสถ์ ไว้ให้ชาวบ้านได้มาลอยกระทงเป็นการขอขมาพระแม่คงคา แล้วยังได้ปิดทองหลวงพ่อพระใหญ่ พระพุทธรูปเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั่วไปให้ความเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธา ได้กราบสักการะขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรใดก็จะสมหวัง ดังใจปรารถนา

สีสัน ปีนี้คณะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลดอนคา ได้พาเด็กเล็กทั้งชายหญิง ในศูนย์ซึ่งแต่งตัวด้วยชุดไทยกว่า 20 คนมาร่วมลอยกระทงเป็นการปลูกฝังเพื่อสืบสานอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป แต่กว่าที่น้องๆหนูๆ จะได้ลอยกระทงก็ใช้เวลาพอสมควร เพราะก่อนจะลอยคุณครูได้จัดถ่ายรูปเก็บภาพที่สวยงามไว้เป็นที่ระลึก เด็กบางคนไม่ชอบถ่ายรูปก็ออกอาการงอแง แต่ก็น่ารัก สุดท้ายหนูๆ ก็ได้ลอยกระทงกันอย่างสมใจ ซึ่งกระทงที่น้องหนูนำมาลอยเป็นกระทงขนมปัง หลากหลายรูปแบบ


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ที่ปรึกษา รมต.ทส. รองอธิบดี ทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีร้องเรียนการขุดคลองในพื้นที่ อช.สามร้อยยอด พบชาวบ้านนับ 100 ออกมาค้าน

ที่ปรึกษา รมต.ทส. รองอธิบดี ทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีร้องเรียนการขุดคลองในพื้นที่ อช.สามร้อยยอด พบชาวบ้านนับ 100 ออกมาค้าน

วันนี้ 4 พ.ย. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีร้องเรียนการขุดคลองน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำ ภายในอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายเผด็จ ลายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ชุดเฉพาะกิจ ทส. ผอ.ทช.3เพชรบุรี ผอ.ส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ทสจ.ประจวบฯ บก.ปทส. ชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ และหน่วยงานในสังกัด ทส.ที่เกี่ยวข้อง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานย่อย หาดสามพระยา ต.บ้านเขาแดง อ.กุยบุรี พบมีการขุดร่องน้ำลักษณะคลองระบายน้ำ กว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 750 เมตร เนื้อที่รวมประมาณ 2 ไร่ 2 งาน 48 ตารางวา โดยคลองดังกล่าวพาดผ่านที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และพื้นที่ป่าชายเลน รวมทั้งเขตป่าไม้ถาวร คณะเจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วเห็นว่า การขุดคลองดังกล่าวเป็นการกระทำที่เข้าข่าย ฝ่าฝืนฯกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และอุทยานแห่งชาติ จึงให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนง. สภ. กุยบุรี เพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขณะที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ นายมานพ ตั้งบูรพาจิตร์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปิยะ เทศแย้ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง พร้อมด้วย ชาวบ้าน ต.เขาแดง และ ต.ดอนยายหนู อ.กุยบุรี กว่า 100 คน รวมตัวกันยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทวงถามความชัดเจนจาก นายนันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ชุดเฉพาะกิจ ทส. โดยชาวบ้านต่างแสดงจุดยืนตรงกันว่าพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทนั้น เป็นที่ทำกินของชาวบ้านมาแต่เดิม ก่อนที่ภาครัฐจะประกาศเขตอุทยานฯครอบคลุมภายหลัง ปมเหตุครั้งนี้เกิดจากมีการใช้รถแบ็คโฮขุดลอกร่องน้ำเพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเล ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตป่าชายเลนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรืออาจอยู่ในเขตอุทยานฯแต่ทางฝ่ายชาวบ้านนำ

โดยนายมานพ ตั้งบูรพาจิตร์ ยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ของกรมใด และเป็นที่ทำกินที่ใช้สืบต่อกันมาหลายสิบปี โดยหลังจากการขุดลอกทำให้น้ำลดลงปรากฏว่ามีหลักเขตอุทยานฯโผล่ขึ้นมา ซึ่งนายชัยวัฒน์ระบุว่าเป็นหลักเขตที่ตนเคยปักไว้เองเมื่อกว่า 30 ปี ก่อนตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2525 แต่ฝ่ายชาวบ้าน โดยนายวิทูรย์ รัศมี ตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน ได้แย้งว่า มติคณะรัฐมนตรีปี 2525 นั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้วและหากยึดตามมติเดิมปี2509 จะไม่พบว่าพื้นที่ตรงนี้อยู่ในเขตอุทยานฯ อีกทั้งตามบัญชีแนบท้ายของมติปี2525 เองก็ไม่ได้ระบุพื้นที่ดังกล่าวไว้ ทำให้ประเด็นเรื่องมติ ครม. กลายเป็นจุดถกเถียงสำคัญที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นายปิยะ เทศแย้ม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านทุ่งน้อย ตำบลเขาแดง เปิดเผยว่า ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ทำกินอยู่ในบริเวณนี้มานานก่อนที่รัฐจะประกาศเขตอุทยานฯ เมื่อปี 2509 โดยสมัยก่อนการจับจองที่ดินทำกันด้วยปากเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เนื่องจากยังไม่มีระบบการจัดการที่ดินที่ชัดเจน จนต่อมาในปี 2525 มีการปักหลักเขตอุทยานฯ โดยไม่ได้มีการประชาพิจารณ์หรือแจ้งให้ชาวบ้านทราบอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนมารู้ตัวภายหลังเมื่อถูกจับกุมในข้อหาบุกรุกที่หลวง ซึ่งนับจากนั้นมาชาวบ้านหลายรายต้องต่อสู้คดีเพื่อรักษาสิทธิ์ในที่ดินที่ใช้ทำกินมาทั้งชีวิต ขณะที่หัวหน้าอุทยานฯ ชี้แจงว่าเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเอกชน เนื่องจากชาวบ้านเคยนำเอกสารสิทธิ์มาให้ดู อีกทั้งเพิ่งเห็นหลักเขตโผล่ขึ้นมาหลังจากการขุดลอกน้ำเท่านั้น


บรรณรต เพชรบุรี

ยิ่งใหญ่ ขบวนเดินน้อมรำลึก อาลัยแม่หลวงพันปี งานประเพณีลอยกระทงย้อนยุค

จังหวัดลพบุรี – บรรยากาศจัดงานวันแรก ประเพณีลอยกระทงย้อนยุค “มาลานำไทย” อย่างยิ่งใหญ่ มีขบวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมกันไว้อาลัย เดินน้อมรำลึก อาลัย แด่แม่หลวงพันปี และขบวนช้างแห่ในยุคสมัยต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ที่ บริเวณหน้าพระนารยณ์ราชนิเวศน์ ตำบลท่าหิน จังหวัดลพบุรี นายจำเริญ สละชีพ นายกเทศมนตรีเมืองลพบุรี ได้เป็นประธานปล่อยขบวนแห่ประเพณีลอยกระทงย้อนยุค “มาลานำไทย” ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งมีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ขบวนเดินออกจากหน้าประตูพระนารายณ์ราชนิเวศน์ วนรอบตัวเมืองลพบุรี เข้าสู่สถานที่จัดงาน ซึ่งจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4 – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณโดยรอบวงศรีสุริโยทัย (หรือวงเวียนสระแก้ว) จังหวัดลพบุรี

ซึ่งงานประเพณีลอยกระทงปีนี้มีการปรับรูปแบบเป็นการจัดงานอย่างเรียบง่าย เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเน้นการสืบสานประเพณีอย่างงดงามตามประเพณี ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างจังหวัดลพบุรีกับทางสำนักงานเทศบาลเมืองลพบุรี โดยได้มีการจัดขบวนแห่ ออกจากพระนารายณ์ราชนิเวศน์ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในตัวเมืองลพบุรี ผ่านโบราณสถานที่สวยงามหลายแห่ง ซึ่งในขบวนประกอบด้วยขบวนถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ขบวนช้าง ขบวนของสถานศึกษาต่าง ๆ ในเมืองลพบุรี และขบวนของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองลพบุรี ที่มีการแต่งกายอย่างสวยงาม

รวมทั้งยังได้นำกระทงประเภทต่าง ๆ ที่มีการตกแต่งที่หลากหลายแห่มากับขบวน ทั้งนี้ก็ได้มีการจัดรูปขบวนตั้งแต่สมัยยุคสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้เน้นในสมัยยุครัตนโกสินทร์ตอนปลายที่ได้นำการแต่งกายแนวตะวันตกเข้ามา โดยผู้ชายจะแต่งกายในชุดกางเกงขายาว เสื้อแขนยาวมีสายรั้งที่กางเกง สวมหมวก ขณะที่ผู้หญิงจะสวมกระโปร่ง แต่อยู่ในชุดโทนขาดดำ ยังเป็นจุดเน้นในการจัดงาน”มาลานำไทย”

สำหรับในการจัดงานได้มีการแสดงผลงานของโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองลพบุรี การจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง สินค้าชุมชน และการจำลองกิจกรรมต่าง ๆ แบบงานวัด เป็นการสร้างรายได้ให้กับพ่อค้า แม่พื้นที่ โดยในขบวนแห่งมีนักท่องเที่ยวมาชมขบวนและบันทึกภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวสู่จังหวัดลพบุรีและสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

เขาค้อพร้อมสะเทือน ! “Overcoat Music Festival 2025” ครบรอบ 15 ปี เสิร์ฟความสุขกลางลมหนาว

เพชรบูรณ์ – เขาค้อพร้อมสะเทือน! “Overcoat Music Festival 2025” ครบรอบ 15 ปี เสิร์ฟความสุขกลางลมหนาว

กลับมาอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีฤดูหนาวสุดชิลล์ที่ทุกคนรอคอย “Overcoat Music Festival 2025” ที่ปีนี้จัดยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 15 ปี พร้อมพาทุกคนออกเดินทางสู่ “ทริปประจำปีของชาวแกะ” ในวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ Jolly Land Starlight Amphitheater เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ เตรียมพบกับบรรยากาศสุดโรแมนติก ท่ามกลางสายลมหนาวและขุนเขา พร้อมเวทีสุดอลังการที่เต็มไปด้วยศิลปินระดับท็อปของวงการ

สำหรับปีนี้ ขนทัพศิลปินชื่อดังมาแบบจัดเต็มทั้งรุ่นใหม่และรุ่นคลาสสิก อาทิ Jeff Satur, 4EVE, Bowkylion, Fellow Fellow, ATLAS, ETC, Musketeers, MEAN, KT Kratae, Thaitanium, Two Popetorn, JSPKK, LANDOKMAI, PURPEECH และ DJAY BUDDAH ที่พร้อมระเบิดความสนุกด้วยเพลงฮิตและโชว์สุดพิเศษ ให้แฟนๆ ได้ร้อง เต้น และฟินไปด้วยกันตลอดคืน

“จันทร์ศรีษร มณีฉาย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย แรพ จำกัด ผู้จัดงาน เผยว่า
“Overcoat Music Festival ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต แต่เป็นทริปแห่งความสุขที่ทุกคนรอคอย ปีนี้เราเดินทางมาถึงปีที่ 15 แล้ว จึงตั้งใจจัดให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี เพื่อรวมคนรักเสียงเพลงมาสร้างรอยยิ้มและความทรงจำร่วมกัน ท่ามกลางอากาศหนาวบนเขาค้อที่ทุกคนคิดถึง”

นอกจากเสียงเพลงเพราะๆ แล้ว บรรยากาศของ Overcoat ยังเป็นเอกลักษณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน ทั้งวิวขุนเขาสุดโรแมนติก ลมหนาวที่แผ่วเบา และความอบอุ่นจากผู้คนที่มาร่วมงาน ซึ่งตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เทศกาลนี้ได้กลายเป็น “ฤดูกาลแห่งการกลับมาเจอกัน” ของแฟนๆ ที่ผูกพันกับเสียงเพลงและความสุขบนเขาค้อ
แฟนเพลงเตรียมตัวให้พร้อม! เปิดขายบัตรแล้ววันนี้ที่ Counter Service 7-Eleven ทุกสาขา หรือ Line: @overcoatmusic
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Social Media: Overcoat Music Festival

งานนี้พลาดไม่ได้! ชวนเพื่อน ชวนคนรัก จัดทริปหนาวสุดฟิน สัมผัสบรรยากาศแห่งเสียงเพลงที่อบอวลไปด้วยความสุขใน “Overcoat Music Festival 2025” ฉลองครบรอบ 15 ปี บนขุนเขาแห่งความทรงจำ เขาค้อ เพชรบูรณ์


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ผู้ว่าอุทัยฯ ระดมกำลังจนท.หลายหน่วยงาน เร่งช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง 100 กว่าชีวิต ติดเกาะ ออกไม่ได้ เร่งวางแผนทำสะพานแบริ่ง

อุทัยธานี – ผู้ว่าอุทัยฯ ระดมกำลังจนท.หลายหน่วยงาน เร่งช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยง 100 กว่าชีวิต ติดเกาะ ออกไม่ได้ เร่งวางแผนทำสะพานแบริ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานที่ฝายอีซ่า ม.3 บ้านละว้า ต.ทองหลาง อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นสะพานข้ามเชื่อมกับเขตติดต่อบริเวณหมู่บ้านของชาวบ้าน อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ได้พบชาวกะเหรี่ยง 100 กว่าชีวิต จำนวน 30 ครัวเรือน ติดเกาะ ไม่สามารถสัญจรออกมาข้างนอกได้ เนื่องจากถูกกระแสน้ำป่า ไหลหลากพลัดโหมแรง ทำให้สะพานข้ามฝ่ายอีซ่าแตกหัก ได้รับความเสียหายอยู่ระหว่างหาทางแก้ไข และซ่อมแซม เจ้าหน้าที่ต้องให้ความช่วยเหลือโดยนำเครื่องของใช้บริโภคอุปโภค ลากขึ้นสลิงส่งข้ามฝายไปให้กับชาวเขาชาวกะเหรี่ยง

ล่าสุด นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมหน่วยงาน อบจ.อุทัยธานี หน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจ.อุทัยธานี หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 15 สำนัก งานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา และข้าราชในระดับอำเภอ และตำบล ที่เกี่ยว ข้องทั้งพื้นที่อ.ห้วยคต พื้นที่อ.ลานสัก ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณทางข้ามฝายอีซ่า ร่วมวาง แผนและดำเนินการแก้ไขปัญหา จากการหารือในเบื้องต้น มีมติให้ดำเนินการติดตั้งสะพานแบรี่ชั่วคราว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่สามารถสัญจรได้ตามปกติ พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมเพื่อวางแผนซ่อมแซมถาวรในระยะต่อไป ระหว่างการดำเนินการทางเจ้าหน้าที่ยังคงดูแลการจัดส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นให้กับชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 วัน ชาวบ้านจะสามารถกลับมาใช้เส้นทางสัญจรได้ตามปกติและสำรวจความเสียหายเพิ่มเติมให้กับชาวบ้าน

ด้านชาวบ้านกะเหรี่ยง ได้กล่าวว่าหลังจากที่ฝ่ายอีซ่าได้ถูกน้ำป่าซัดขาดแล้ว ทำให้ชีวิตอยู่ค่อนข้างลำบาก ไม่สามารถเดินทางออกไปข้างนอกได้ รวมถึงพืชผลการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ยังมีสาวท้องแก่ซึ่งใกล้จะถึงกำหนดคลอด หากสะพานยังไม่แล้วเสร็จ หวั่นว่าจะต้องพึ่งหมอตำแยในหมู่บ้านทำคลอดให้ พร้อมขอบคุณไปยังเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน


ภาวิณี ศรีอนันต์