ตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันนี้ (28 ต.ค.68) เวลา 16.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.อาชาไนย แสนสุข ผกก.(สอบสวน)ฯ ช่วยราชการ ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.ท.ไมตรี บูรณทอง รอง ผกก.ป.สภ.เมืองสมุทรปราการ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจในสังกัด ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในพิธี ณ วัดกลางวรวิหาร (หอประชุมสงฆ์) ต.ปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ จว.สมุทรปราการ


สิงห์บุรี มอบสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ แก่ผู้ประสบอัคคีภัย


วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เวลา 11.00 น. นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผวจ.สิงห์บุรี เป็นประธานฯ, พล.ต.ต.ชัยรพ จุณณวัตต์ ผบก.ภ.จว.สิงห์บุรี, หน.ส่วนราชการฯ ร่วมพิธีมอบสิ่งของพระราชทานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดสิงห์บุรี ณ บ้านผู้ประสบอัคคีภัย บ้านเลขที่ 47/1 หมู่ที่ 4 ตำบลคอทราย อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี


แพทย์ทหารเตือน “โรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิต และความพิการ”

แพทย์ทหารเตือน “โรคหลอดเลือดสมอง เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิต และความพิการ”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข “โรคหลอดเลือดสมอง” คือภาวะที่เซลล์สมอง ถูกทำลาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้ขัดขวางการลำเลียงเลือด ซึ่งนำออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง ส่งผลให้สมองสูญเสียการทำหน้าที่ จนเกิดอาการของอัมพฤกษ์ อัมพาต จนอาจเสียชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ขาดการออกกำลังกาย ภาวะเครียด โรคอ้วน มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง คือ B.E.F.A.S.T มีดังนี้
B (Balance) อาการวิงเวียนศีรษะ เดินเซ เสียการทรงตัว ไม่สามารถทรงตัวได้
E (Eye) อาการตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน
F (Face) ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว มุมปากตก
A (Arm) แขน ขา อ่อนแรงครึ่งซีกอย่างเฉียบพลัน
S (Speech) พูดไม่ชัด เสียงเปลี่ยน ลิ้นแข็ง พูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ออกทันทีทันใด
T (Time) นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที หากไปพบแพทย์ช้า อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะกลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และแพทย์ทหาร มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหารและครอบครัว ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต่อโรคภัยดังกล่าว ทั้งนี้โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ โดยควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ลดหวาน มัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดดื่มสุรา งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด หลีกเลี่ยงความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส


กองทัพภาคที่ 3 กับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

กองทัพภาคที่ 3 กับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก

ตามที่ ได้เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้าง ปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 110 มิลลิเมตร เป็นผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอน้ำปาด อำเภอท่าปลา อำเภอทองแสนขัน อำเภอตรอน อำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอพิชัย ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน เกิดความเสียหาย 52 ตำบล 356 หมู่บ้าน 12,198 ครัวเรือน โดยเฉพาะอำเภอน้ำปาด ได้รับผลกระทบมากที่สุด รวม 3 ตำบล 20 หมู่บ้าน 700 ครัวเรือน สูญหาย 1 ราย เสียชีวิต 2 ราย บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 68 หลังคาเรือน ถนน 20 สาย สะพาน 6 แห่ง

ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ หน่วยขึ้นตรง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ในพื้นที่ เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่เป็นการเร่งด่วน โดยความร่วมมือของส่วนราชการ, ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสา ในการระดมศักยภาพ ทั้งทางด้านของกำลังพล, ยุทโธปกรณ์ และชุดแพทย์ เดินเท้าเคลื่อนที่ในการให้ความช่วยเหลือความเสียหาย

ปัจจุบัน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองพลพัฒนาที่ 3 ยังคงเข้าให้การช่วยเหลือ ฟื้นฟู และซ่อมแซมบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน สถานที่ราชการ ถนน และสะพาน โดยใช้เครื่องมือหนัก ในพื้นที่ของอำเภอน้ำปาด อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ยังคงเฝ้าระวังและมีการเตรียมความพร้อมในการเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ทั้งนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยทหาร ได้มีการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมการปฏิบัติอยู่เสมอ ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุจากภัยพิบัติต่างๆ ขอให้ท่านได้กรุณาแจ้งข่าวสารได้ที่ หน่วยทหารใกล้บ้าน หรือศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 หมายเลขโทรศัพท์ 055 – 242859, เฟซบุ๊ก : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 3 และ เว็บไซต์ : กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) http://army3.rta.mi.th/ รวมทั้ง สามารถส่งข้อมูลผ่านระบบ Application Line “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 เพื่อรับทราบข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่เป็นการเร่งด่วนต่อไป


การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่ชายแดนของกองทัพภาคที่ 3

การสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ในพื้นที่ชายแดนของกองทัพภาคที่ 3

ตามที่รัฐบาล โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้มีนโยบายให้มีการบูรณาการงานด้านการข่าวเพื่อความมั่นคงของพลเรือน ตำรวจ ทหาร และทุกภาคส่วน ในการดำเนินการ สกัดกั้น ปราบปราม และจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดอย่างจริงจัง ตั้งแต่พื้นที่แนวชายแดน จนถึงพื้นที่ตอนในของประเทศ นั้น

หน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (นบ.ยส.35) โดย กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 5 ได้ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ ตามยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่แนวชายแดนภาคเหนือ ปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหายาเสพติดด้วยการสกัดกั้น ยับยั้ง การลักลอบลำเลียงยาเสพติดตั้งแต่พื้นที่ชายแดน

ทั้งนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ (ผบ.นบ.ยส.35) ได้มอบนโยบายในการปฎิบัติภารกิจที่สำคัญ ดังนี้.-

  1. สกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ
  2. บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตำรวจ ศุลกากร และหน่วยท้องถิ่น
  3. เฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวของเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่เสี่ยง
  4. ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของยาเสพติด
  5. ปฏิบัติการข่าวและการสืบสวนเพื่อสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้หลุดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ทั้งนี้

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือมีเบาะแสข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ขอความกรุณาได้แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในการปราบปรามและจับกุม อย่างเป็นรูปธรรมตามกฎหมาย อีกทั้งหากพี่น้องประชาชนมีความประสงค์จะส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยตรง ให้กับ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 สามารถส่งข้อมูลผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 เพื่อรับทราบข้อมูลและนำไปสู่การปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย สร้างความมั่นคงให้สังคมไทยสืบไป


“ผู้การแต้ม” เปิดตัวสโมสร BBC สุดยิ่งใหญ่ ทุ่มงบ 70 ล้าน “บดินทร์” เฮดโค้ชปั้นเด็กสู่ทีมชาติ

“ผู้การแต้ม” เปิดตัวสโมสร BBC สุดยิ่งใหญ่ ทุ่มงบ 70 ล้าน “บดินทร์” เฮดโค้ชปั้นเด็กสู่ทีมชาติ

“ผู้การแต้ม“ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับเป็นแม่งานเปิดสนามแบดมินตัน BBC “เจ้าอาท” บดินทร์ อิสสระ อดีตนักตบขนไก่ทีมชาติเป็นเฮดโค้ช เพื่อต้องการปั้นเด็กยุวชน-เยาวชนเพื่อก้าวไปสู่ทีมชาติต่อไป ภายใต้งบประมาณทุ่มทุนสร้างถึง 70 ล้านบาท ที่ ถ.ราชพฤกษ์

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรองนายกรัฐมนตรีฯ,นายอุดมศักดิ์ ชื่นครุฑ เลขาธิการสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศ ไทย,“บิ๊กฮง” นายสุทร จารุมนต์ นายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย และ “เฮียฮ้อ” นายวิศาล นาคราชอวยผล ผู้บริหารสนามเหมียวมินตัน ร่วมเป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวสโมสร BBC (Bodin Badminton Center) อย่างเป็นทางการด้วยการทุ่มเทงบประมาณสูงถึง 70 ล้านบาทเพื่อเนรมิตรสนามแห่งใหม่ขึ้นมา ณ สนามเหมียวมินตัน สปอร์ต คอมเพล็กซ์ ถ.ราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2568 ที่ผ่านมา

หลังการเปิดตัวสโมสรได้มีการเปิดคลีนิคสอนแบดมินตันให้กับเด็กและเยาวชนที่สนใจกว่า 50 คน โดยมี “เจ้าอาท” บดินทร์  อิสสระ อดีตนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย ในฐานะเหรียญทองประเภทชายคู่ กีฬาม.โลก ที่เสินเจิ้น,“เจ้าดั๊ก” ทรงพล  อนุกฤตยาวรรณ อดีตนักแบดมินตันประเภทคู่ผสม,“เจ้าเพชร” โฆษิต  เพชรประดับ อดีตทีมชาติ และ “เจ้าแบด” วรุฒ  ตั้งมนัสตรง อดีตทีมชาติประเภชายเดี่ยว คอยถ่ายทอดวิชาความรู้ให้อย่างเต็มสูบ

สำหรับวัตถุประสงค์การเปิดตัวสโมสร BBC หรือ “บดินทร์ แบดมินตัน เซ็นเตอร์” ในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้ผู้ที่มีความสนใจในการเล่นกีฬาแบดมินตันทั้งชาย-หญิง ได้ศึกษาข้อมูลที่ถูกต้อง มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาแบดมินตันได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการเข้าใจกฎกติกามารยาท และสามารถเล่นได้อย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อพัฒนาสุขภาพกาย และจิตใจให้มีความแข็งแรง ลดความเครียด รวมไปถึงการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างเสริมสมรรถภาพทางร่างกาย-จิตใจ และสังคมผ่านการออกกำลังกาย การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ดี โดยทางสโมสร BBC จะเริ่มต้นการสอนแบดมินตันตั้งแต่เบื้องต้น เน้นการสร้างทักษะพื้นฐาน เช่น การจับไม้แบดมินตันแบบโฟร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ให้ถูกต้อง ท่าพร้อมที่มั่นคง การเคลื่อนไหวเท้า (ฟุตเวิร์ก) ที่รวดเร็วและคล่องตัว การตีลูกพื้นฐานอย่างฟอร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ และ การเสิร์ฟที่ถูกต้องตามกติกา รวมถึงการทำ ความเข้าใจ กฎกติกาพื้นฐาน เช่น การนับคะแนน และวิธีการเล่น กฎกติกาเบื้องต้น การทำคะแนน ได้คะแนนจากการที่ลูกขนไก่ลงในคอร์ทฝ่ายตรงข้าม หรือเมื่อฝ่ายตรงข้ามทำผิดกติกา ขณะเดียวกันยังให้การสนับสนุนนักแบดมินตันยุวชนและเยาวชน เพื่อก้าวไปสู่นักกีฬาทีมชาติในอนาคต จะได้มีโอกาสเป็นตัวแทนทีมชาติไทยเดินทางไปแข่งขันทั้งในประเทศ และนอกประเทศต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ศ.ดร.บังอร” นำ “ม.กรุงเทพธนบุรี” ก้าวสู่เวทีโลกอีกครั้ง รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

“ศ.ดร.บังอร” นำ “ม.กรุงเทพธนบุรี” ก้าวสู่เวทีโลกอีกครั้ง รับรางวัล QS Stars 5 ดาว ตอกย้ำความเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนระดับสากล

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 : ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เข้าร่วมพิธีรับรางวัล QS Stars Ratings อย่างเป็นทางการ ในงาน QS Higher Ed Summit: Asia Pacific 2025 จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเกาหลี (Korea University) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (BTU) ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับสากล โดยเฉพาะในด้านการเรียนการสอน (Teaching) ที่มหาวิทยาลัยได้รับการประเมินในระดับ 5 ดาว จากสถาบันจัดอันดับคุณภาพการศึกษาโลก QS (Quacquarelli Symonds)

ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรมการสอน และการเรียนรู้แบบบูรณาการ เพื่อสร้าง ‘ผู้เรียนแห่งอนาคต’ ที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ กีฬา และทักษะชีวิต”

การได้รับรางวัล QS Stars ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี BTU ไม่เพียงเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย แต่ยังสามารถก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมเผชิญความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ฉก.ทส. ทวงคืนป่าชายเลน 141 ไร่ พบขบวนการขุดร่องน้ำปล่อยลงทะเล “สจ.ตี๋” นำชาวบ้านท้วง อ้างที่ทำกิน–ท้ารัฐวัดแนวเขต

ฉก.ทส. ทวงคืนป่าชายเลน 141 ไร่ พบขบวนการขุดร่องน้ำปล่อยลงทะเล “สจ.ตี๋” นำชาวบ้านท้วง อ้างที่ทำกิน–ท้ารัฐวัดแนวเขต

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ ในฐานะหัวหน้าชุดเฉพาะกิจ (ฉก.ทส.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหาดพระยา จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังชาวบ้านร้องเรียนว่ามีกลุ่มเอกชนลักลอบขุดร่องน้ำปล่อยน้ำลงทะเล ทำลายระบบนิเวศป่าชายเลน

ผลตรวจสอบพบมีการขุดร่องน้ำจริงในพื้นที่กว่า 2 ไร่ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบรวมกว่า 141 ไร่ น้ำไหลผ่านเขตดูแลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กรมอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และกรมป่าไม้ ก่อนระบายออกสู่ทะเล ทำให้สภาพพื้นที่แห้ง ดินแตกระแหง และระบบนิเวศเริ่มล่ม

ระหว่างตรวจสอบ นายมานพ ตั้งบูรพาจิตร์ หรือ “สจ.ตี๋” รองนายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นำชาวบ้านรวมตัวคัดค้าน ยืนยันพื้นที่เป็นที่ทำกินของชาวบ้านที่ซื้อต่อกันด้วยปากเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ พร้อมท้ารัฐวัดแนวเขตพิสูจน์ว่าเป็นป่าชายเลนจริงหรือไม่ พร้อมโต้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ว่า “รัฐกลั่นแกล้งชาวบ้าน” และเตรียมฟ้องกลับ

ด้าน พล.ต.ต.นันทชาติฯ ย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตป่าชายเลนตามราชกิจจานุเบกษาปี 2509 และ 2525 และมีมติคณะรัฐมนตรีปี 2530 กำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ลำดับที่ 11 ของประเทศ จึงถือเป็นเขตป่าหวงห้าม พร้อมสั่งให้กรมอุทยานฯ (ทช.) และกรมป่าไม้ ร่วมกันแจ้งความดำเนินคดีผู้บุกรุก

“พื้นที่นี้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การขุดร่องน้ำเช่นนี้ทำลายระบบนิเวศรุนแรง เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่ควรเกิดขึ้น” พล.ต.ต.นันทชาติฯ กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การขุดร่องน้ำหลายจุดเชื่อมต่อกัน อาจเป็น “ขบวนการ” ที่ร่วมมือกันเปลี่ยนสภาพพื้นที่เพื่ออ้างสิทธิ์ในอนาคต

ขณะที่นายเผด็จ ลายทอง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าชายเลนตามมติ ครม. ปี 2530 ห้ามใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้บางส่วนจะไม่เหลือสภาพป่า แต่ยังถือเป็นเขตสงวนหวงห้าม เนื่องจากเชื่อมโยงกับระบบนิเวศชายฝั่งโดยตรง โดยจะตรวจสอบเอกสารสิทธิ หากออกหลังปี 2530 จะถูกตรวจสอบย้อนหลังด้วยภาพถ่ายทางอากาศ และดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายสุคิด เรืองเรื่อ นักวิชาการป่าไม้ เผยว่า การปล่อยน้ำไหลลงทะเลทำให้ระบบน้ำขึ้นน้ำลงเสียสมดุล ดินพัง ต้นไม้ตาย สัตว์น้ำและนกอพยพหายไป ส่งผลให้การฟื้นฟูป่าชายเลนทำได้ยากยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด พล.ต.ต.นันทชาติฯ ได้สั่งให้สร้างฝายชะลอน้ำเพื่อรักษาระบบน้ำในพื้นที่ พร้อมมอบหมายให้กรมอุทยานฯ (ทช.) และกรมป่าไม้ แจ้งความดำเนินคดีในฐานะผู้เสียหายร่วม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กระทรวง อว.ร่วมจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่

กระทรวง อว. โดย สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศร่วมกันจัดงานประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชียครั้งที่ 28 ASPA Annual Conference 2025 อย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ณ Grand Ballroom ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) รวมถึงอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมประจำปีสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์แห่งเอเชีย (ASPA Annual Conference 2025) ครั้งที่ 28 เวทีระดับนานาชาติภายใต้สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์เอเชีย (Asian Science Park Association, ASPA) ที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างอุทยานวิทยาศาสตร์ในเอเชีย ซึ่งมีสมาชิกจากกว่า 15 ประเทศทั่วเอเชีย

โดยในปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมภายใต้หัวข้อ “บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี (The Role of Science and Technology Parks in Facilitating Corporates on the ESG Journey)” โอกาสนี้ได้รับเกียรติจากนางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ สก็อตแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี สาธารณรัฐประชาชนจีนและภูฎาน ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนเพื่อผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีด้านเศรษฐกิจ สังคม และการกำกับดูแล (อีเอสจี)

นางสาวพิมพ์พร ชีวานันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านที่เข้าร่วมงานการประชุมประจำปี ASPA ครั้งที่ 28 ในนามของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (Thailand Science Park) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Parks) ทั่วประเทศ เชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนเริ่มต้นจากระบบนิเวศนวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นร่วมกัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการประจำปี เพราะเป็นการรวมตัวของพันธมิตรในแถบเอเชียและยุโรป มิตรภาพที่ไร้พรมแดน ผ่านแนวคิด “บทบาทของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการส่งเสริมองค์กรธุรกิจสู่เส้นทางอีเอสจี” ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือเพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมโลก

“ปัจจุบันอีเอสจีไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป องค์กรธุรกิจทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากความตั้งใจไปสู่การลงมือปฏิบัติ และอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ อุทยานฯ ได้นำวิสัยทัศน์ของภาครัฐ ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และนวัตกรรมของภาคเอกชนมารวมกัน เพื่อเปลี่ยนแนวคิดที่ยั่งยืนให้กลายเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและสามารถขยายขนาดได้

ทั้งนี้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยได้จัดตั้งเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งได้รับการกำหนดรูปแบบตามจุดแข็งของท้องถิ่น แต่รวมเป็นหนึ่งภายใต้ภารกิจเดียวกัน คือ การขยายการเข้าถึงงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการเติบโตทางธุรกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” นางสาวพิมพ์พรฯ กล่าว

สำหรับอุทยานวิทยาศาสตร์ของกระทรวง (อว.) มี บทบาทสำคัญ 5 ประการ

  • ประการแรก เป็นตัวเร่งปฏิกิริยานวัตกรรม เปลี่ยนความท้าทายในท้องถิ่นให้กลายเป็นแนวทางแก้ไข
  • ประการที่สอง เป็นผู้สร้างระบบนิเวศ เชื่อมโยงชุมชนระดับภูมิภาคเข้ากับเครือข่ายระดับประเทศ
  • ประการที่สาม เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และนักลงทุน
  • ประการที่สี่ เป็นกลไกหลักในการพัฒนาศักยภาพ บ่มเพาะผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียวในรุ่นถัดไป และ
  • ประการสุดท้าย เป็นประตูสู่ตลาดต่างประเทศผ่านกลไกการสนับสนุนจากอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และโอกาสในการร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนากับบริษัทเอกชนในอุทยานฯ กว่า 120 บริษัท ซึ่ง 40% เป็นบริษัทข้ามชาติ

เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้โมเดลของประเทศไทยมีเอกลักษณ์คือ การเชื่อมโยงของเครือข่าย ความก้าวหน้าในภูมิภาคหนึ่งสามารถเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่านวัตกรรมไม่ได้เป็นของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่เป็นของทุกชุมชน ดังนั้นการขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรมผ่านกลไกการสนับสนุนทั้งจากอุทยานวิทยาศาสตร์ไทยและอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เป็นกำลังหลักในการกำหนดรูปแบบระบบนิเวศนวัตกรรมที่มีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก การรวมตัวกันภายใต้ ASPA 2025 นี้ มีทั้งโอกาสและความรับผิดชอบในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านอีเอสจีขององค์กรธุรกิจ กระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายระดับภูมิภาค และแสดงให้เห็นว่าอุทยานวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานด้านการวิจัยและพัฒนา แต่เป็นพื้นที่ที่เร่งให้ธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมเติบโตได้เร็วขึ้นผ่านการเชื่อมโยงกับทุกมิติที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ กล่าวว่า (สวทช.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และเป็นแกนกลางของระบบนิเวศนวัตกรรมของชาติ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ที่จะใช้ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ขับเคลื่อนภาคธุรกิจให้ก้าวสู่เส้นทางอีเอสจีอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยในครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพ ความพร้อมและความมุ่งมั่นของประเทศในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียรวมถึงบทบาทสำคัญของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยในการเป็นกลไกหลักเพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ (สวทช.) และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ASPA 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–6 พฤศจิกายน 2568 มีผู้นำจากอุทยานวิทยาศาสตร์กว่า 15 ประเทศทั่วเอเชียและยุโรป รวมถึงภาคเอกชน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ความร่วมมือ และทิศทางการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้

โดยตลอดการจัดงานมีการบรรยายหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจ อาทิ “เสริมพลังพันธมิตรบนเส้นทางอีเอสจี: เจาะลึกข้อมูลเชิงลึกระดับนานาชาติจากเขตนวัตกรรมกลาสโกว์” (Empowering Partners on the ESG Journey: International Insights from Glasgow’s Innovation Districts) โดยศาสตราจารย์จูเลียน เทย์เลอร์,หัวข้อ “ความร่วมมือข้ามพรมแดนด้านอีเอสจี: เส้นทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” (Cross-Border ESG Partnerships: A Pathway to Sustainable Growth) โ ดยศาสตราจารย์ฮีควัน ลี ผู้อำนวยการคลัสเตอร์นวัตกรรมอินชอน (Incheon Innovation Cluster) เกาหลีใต้, และหัวข้อ “การขับเคลื่อนการเติบโตที่ยึดหลักอีเอสจี: รูปแบบธรรมาภิบาลที่สนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์และสตาร์ทอัป” (Enabling ESG-Driven Growth: Governance Models Supporting Science Parks and Startups) โดยคุณปีเตอร์ ม็อก ประธานฮับ อิเล็กทรอ นิกส์เควียนไฮ (Qianhai E-Hub) จีน นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ของสตาร์ทอัปไทยและภูฎานในหัวข้อ “2 กรณีการใช้งานจริงในการแก้ปัญหาแบบอีเอสจีที่เกิดขึ้นใหม่” (2 Real-World Use Cases on Emerging ESG Solutions) เป็นการฉายภาพให้เห็นถึงรูปแบบการส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ทอัปของทั้ง 2 ประเทศผ่านกลไกของหน่วยงานที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม รวมทั้งยังมี หัวข้อการสนทนาพิเศษ (Fireside Chat) “ยิ่งกว่าโครงสร้างพื้นฐาน: พลังที่แท้จริงของอุทยานวิทยาศาสตร์ในยุคอีเอสจี” (Beyond Infrastructure: The Real Power of Science Parks in the ESG Era) โดยศาสตราจารย์ฮีควัน ลี และคุณปีเตอร์ ม็อก ดำเนินรายการโดย คุณวัชรินทร์ วิทยาเวชรศักดิ์ ผู้อำนวยการสมาคมไทยบิสป้า (Thai-BISPA) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานทั้งในและต่างประเทศมาร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างคับคั่ง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

สุชาติชง ครม. ไฟเขียว! ไทยยกระดับ NDC 3.0 เร่งขับเคลื่อน Net Zero 2050 สู้โลกเดือด พลิกโอกาสเศรษฐกิจยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 มีมติเห็นชอบต่อร่างเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ 1.5 ºC Pathway ตามนโยบายของรัฐบาลข้อ 13 การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ ที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภา โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ (Economy-wide) ณ ปี ค.ศ.2035 (พ.ศ.2578) และเร่งเพิ่มเป้าหมายการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน (LULUCF) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ 152 MtCO2eq หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ.2019 รวมถึงได้จัดทำแผนการลงทุนเพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ในการสนับสนุนไทยลดก๊าซเรือนกระจก 32.8 MtCO2eq ตามเงื่อนไขของความตกลงปารีส

รมว.ทส. เน้นย้ำว่า การยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 เป็นการเร่งรัดการดำเนินงานตามข้อสั่งการของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อให้บรรลุตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาโดยเร็ว ทั้งยัง จะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลก เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศ มีศักยภาพดึงดูดการลงทุนสีเขียวและสร้างงานใหม่ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาแบบปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดส่ง NDC 3.0 ในช่วงบ่ายของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ต่อ UNFCCC และจะนำเสนอต่อที่ประชุม COP 30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นทางการ รวมถึงเร่งการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแปลงเป้าหมายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับการเชื่อมโยงระบบติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) เพื่อให้การดำเนินงานมีความโปร่งใส รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน