กอ.รมน.อุทัยธานี ร่วมขนย้ายสิ่งของพระราชทาน บรรจุถุงพระราชทาน เตรียมการส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดอุทัยธานี

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดอุทัยธานี มณฑลทหารบกที่ 31 กรมทหารราบที่ 4 จัดกำลังทหารและจิตอาสาพระราชทาน ขนย้ายสิ่งของพระราชทาน บรรจุถุงพระราชทาน เตรียมการส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย อำเภอเมืองอุทัยธานี อำเภอบ้านไร่ และ อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี

เมื่อวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 15.20 น. ที่ หอประชุม ที่ว่า การอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดส่งสิ่งของพระราชทาน (เพิ่มเติม)เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 793 ชุด ณ หอประชุมอำเภอเมืองอุทัยธานี

ในการนี้ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี มอบหมายให้นางสาวอังศนา ลุยจันทร์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุทัยธานี บูรณาการหน่วยงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุทัยธานี จัดเจ้าหน้าที่ และจิตอาสาพระราชทาน ตรวจรับสิ่งของพระทาน และ ขนย้ายสิ่งของพระราชทานลงจากรถบรรทุก จำนวน 2 คัน เพื่อจัดสิ่งของพระทาน นำไปบรรจุลงถุงพระราชทาน เพื่อเตรียมการส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย โดยมีหน่วยงานร่วมปฏิบัติงาน ประกอบด้วย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดอุทัยธานี, มณฑลทหารบกที่ 31 กรมทหารราบที่ 4 ได้จัดกำลังทหารและจิตอาสาพระราช ทาน จำนวน 22 นาย สนับสนุน, เจ้าหน้าที่ที่ทำการปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี, เจ้าหน้าที่จิตอาสาภัยพิบัติ, ตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี , สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุทัยธานี , สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี

ขณะที่กรมทหารราบที่ 4 ร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองอุทัยธานี ดำเนินการขนย้าย เครื่องอุปโภคบริโภค และจัดทำถุงยังชีพ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยได้ ดำเนินการบรรจุถุงยังชีพจำ นวน 700 ถุง เพื่อ นำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

โดยจังหวัดอุทัยธานี จะได้ส่งสิ่งของพระราชทาน จำนวน 793 ชุด ส่งมอบให้อำเภอ เพื่อส่งมอบให้ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จำนวน 656 ชุด, อำเภอบ้านไร่ จำนวน 87 ชุด และ อำเภอห้วยคต จำนวน 50 ชุด ต่อไป


ทบ.รับมอบความช่วยเหลือ เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ. รับมอบความช่วยเหลือ เพื่อส่งกำลังใจให้ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 68) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 321 กองบัญชาการกองทัพบก กอง ทัพบกดำเนินการรับมอบเงิน เพื่อช่วยเหลือทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (1) ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีฯ และผู้แทนกองทัพภาคที่ 1 เป็นผู้รับมอบเงินช่วยเหลือ ดังนี้

  1. คณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร (พสบ.4 เหล่าทัพ) นำโดย นายอุดมศักดิ์ อภิศักดิ์ศิริกุล ประธาน พสบ.4 เหล่าทัพ รุ่นที่ 24 และคณะ มอบเงิน 220,000 บาท ช่วยเหลือกำลังพลที่ทุพพลภาพ, กำลังพลที่บาดเจ็บสาหัส, กำลังพลที่บาดเจ็บมาก และกำลังพลที่บาดเจ็บเล็กน้อย
  2. ศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก มวยไทยลุมพินี นำโดย พลโท พงศ์ชาติ กัมพลานุวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก มวยไทยลุมพินี และคณะ มอบเงิน 629,000 บาท ช่วยเหลือครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต, กำลังพลที่ทุพพลภาพ, กำลังพลที่บาดเจ็บสาหัส, กำลังพลที่บาดเจ็บมาก และกำลังพลที่บาดเจ็บเล็กน้อย

ทั้งนี้ กองทัพบก ขอขอบคุณคณะหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร 4 เหล่าทัพ และศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก มวยไทยลุมพินี ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบกำลังใจช่วยเหลือทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ถือเป็นพลังน้ำใจในความห่วงใยที่มีต่อทหารผู้กล้าให้พร้อมทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติอย่างดีที่สุดต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

“แม่น้ำสาละวิน” ผลตรวจด้วยชุด Test Kit ค่าสารหนูไม่เกินมาตรฐาน รอผลตรวจซ้ำจากห้องปฏิบัติการ ส่วนปลาสาละวิน รอผลยืนยันภายใน 1-2 สัปดาห์

“แม่น้ำสาละวิน” ผลตรวจด้วยชุด Test Kit ค่าสารหนูไม่เกินมาตรฐาน รอผลตรวจซ้ำจากห้องปฏิบัติการ ส่วนปลาสาละวิน รอผลยืนยันภายใน 1-2 สัปดาห์

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ภายหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 เจ้าหน้าที่จากกรมประมง และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ เพื่อตรวจคุณภาพน้ำสาละวิน ตั้งแต่วันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ทาง คพ.ได้เผย ผลตรวจน้ำเบื้องต้นใน “แม่น้ำสาละวิน” ค่าสารหนูในจุดเก็บตัวอย่างยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ผลตรวจอย่างละเอียดต้องรอยืนยันซ้ำจากห้องปฏิบัติการ คาดผลไม่ตรงกับนักวิชาการตรวจก่อนหน้านี้ อาจมาจากสภาพน้ำที่เปลี่ยนไป ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวิน ทางด้านทิศใต้ของ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ ฮ่องสอน จำนวน 5 จุด เพื่อตรวจสอบการปนเปื้อนเบื้องต้น ผลตรวจด้วยชุด Test Kit พบว่าทั้ง 5 จุดค่าสารหนูยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยจุดที่พบค่าสารหนูมากที่สุดคือ บริเวณท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ และบริเวณบ้านสบเมย พบการปนเปื้อนอยู่ที่ 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนผลการตรวจค่าน้ำประปาที่ชาวบ้านใช้งาน 3 จุดยังไม่พบการปนเปื้อน

ทั้งนี้ผลการตรวจคุณภาพน้ำ ยังเป็นเพียงผลการตรวจเบื้องต้น ต้องรอผลตรวจอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการอีกครั้ง โดยมีแผนเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมทั้งหมด 10 จุด รวมถึงเก็บตัวอย่างตะกอนดินในสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีที่ผลตรวจไม่ตรงกับผลตรวจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจมาจากสภาพน้ำที่เปลี่ยนไป

กรมควบคุมมลพิษยังมีแผนตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด โดยจะเก็บตัวอย่างน้ำจากจุดเดียวกับที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เก็บไปตรวจก่อนหน้านี้ เพื่อความชัดเจนและลดความกังวลของประชาชน พร้อมกับประสานขอข้อมูลจาก GISTDA ดูความเปลี่ยนแปลงของตะกอนในแม่น้ำสาละวิน เพื่อสืบหาสาเหตุการปนเปื้อน

ส่วนความกังวลเรื่องน้ำประปาหมู่บ้าน ขณะนี้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้สำรวจพื้นที่ขุดบ่อน้ำสำรองไว้แล้ว และปลาในแม่น้ำ กรมประมงได้เก็บตัวอย่างปลาไปตรวจสอบ คาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 สัปดาห์



ภานุเดช ไชยสกูล จ.แม่ฮ่องสอน

กองทัพบก รับมอบทุนการศึกษาบุตรกำลังพลและงบจัดทำเสื้อกันหนาวจากธนาคาร ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว

กองทัพบก รับมอบทุนการศึกษาบุตรกำลังพลและงบจัดทำเสื้อกันหนาวจากธนาคาร
ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว

วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2568) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์
ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลกองทัพบก ประจำปี 2568 โดยมีคุณปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนมอบเงินสนับสนุนจำนวน 5,000,000 บาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก สำหรับใช้เป็นทุนการศึกษาบุตรของกำลังพล และสนับสนุนงบประมาณในการจัดทำเสื้อกันหนาวร่วมกับกองทัพบก จำนวน 300,000 บาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร รวมถึงรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ของกองทัพบก

ทั้งนี้ การมอบทุนการศึกษาและงบประมาณสนับสนุนการจัดทำเสื้อกันหนาวในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 35 ปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมการศึกษาและยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวกำลังพล ตลอดจนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
กองทัพบกจะนำเงินที่ได้รับไปใช้ในการจัดสรรทุนการศึกษาและสนับสนุนโครงการสง เคราะห์ด้านการศึกษา เช่น โครงการสอบเข้าศึกษาต่อของบุตรข้าราชการและลูกจ้างกองทัพบก เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา เสริมขวัญกำลังใจ และความมั่นคงทางครอบครัวของกำลังพลให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนในการจัดทำเสื้อกันหนาว ภายใต้โครงการ “กองทัพบก ร่วมใจต้านภัยหนาว” กองทัพบกจะนำไปผลิตและแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร รวมถึงพื้นที่ชายแดน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความอบอุ่นให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงฤดูหนาวนี้

ในโอกาสนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวขอบคุณธนาคาร
ทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ที่ให้การสนับสนุนกองทัพบกมาโดยตลอด ทั้งในด้านสวัสดิการกำลังพล และการช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ พร้อมยืนยันว่ากองทัพบกจะนำน้ำใจและความร่วมมือจากภาคเอกชนไปต่อยอดสู่การปฏิบัติภารกิจ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติต่อไป



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมประชุมการจัดตั้ง ศูนย์ฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ประชุม การจัดตั้ง ศูนย์ฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69 ร่วมกับ กองทัพอากาศ หน่วยงานด้านจิตอาสาระดับจังหวัด และหน่วยทหารในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นประธานประชุมกำหนดผังโครง สร้าง และการแบ่งมอบความรับผิดชอบ, การจัดตั้งศูนย์ฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69 ณ ห้องประชุม คชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี กองทัพอากาศ, ผู้แทนจากศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานระดับจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ, ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 /ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ,กองฝ่ายอำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้

โอกาสนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 / ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระ ราชทานภาค 3 รับการเยี่ยมคำนับจาก พลอากาศตรี สมบัติ วงสาโรจน์ ผู้อำนวยการสำนัก งานนโยบายและแผน กรมกิจการพลเรือนกองทัพอากาศ และคณะ ในโอกาสที่เดินทางมาร่วมการประชุมกำหนดผังโครงสร้าง และการแบ่งมอบความรับผิดชอบ, การจัดตั้ง ศูนย์ฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69 ณ ห้องรับรอง 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

โดย กองทัพภาคที่ 3 /ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 กำหนดจัดประชุมร่วมกำหนดผังโครงสร้างและการแบ่งมอบความรับผิดชอบ การจัดตั้งศูนย์ฝึกจิตอาสาภาค 3 ในการฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69 ห้วงระหว่างวันที่ 4 – 21 กุมภา พันธ์ 2569 ร่วมกับ กองทัพอากาศ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดการฝึกและการรับสมัครบุคคลที่มีความประสงค์เข้าร่วมการฝึกจิตอาสา 904 “หลักสูตรพื้นฐาน” (ภาค 3) รุ่นที่ 6/69 ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพตามที่ตั้งไว้


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 7,200,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสwติด ยึดยาu้า จำนวน 7,200,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เวลา 2200 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสwติด พ.ศ. 2564 และได้ปะทะกับกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด บริเวณ บ้านผาหมี ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย

ต่อมาเมื่อเวลา 22.30 นาฬิกา ได้มีบุคคลต้องสงสัย จำนวน 1 ราย (ชาย) ขับขี่รถยนต์ ยี่ห้อ มิตซูบิชิ รุ่น ปาเจโร่ สีดำ หมายเลขทะเบียน ฆณ 6623 กรุงเทพมหานคร เข้ามายังบริเวณพื้นที่เกิดเหตุ หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการขอตรวจค้น ทราบชื่อ นาย สุรพัฒน์ มาเยอะ อายุ 19 ปี เป็นผู้ขับขี่ ผลการตรวจค้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว พบว่าข้อมูลรถยนต์ไม่ตรงกับแผ่นป้ายทะเบียนที่ใช้ (แผ่นป้ายทะเบียนปลอม) หน่วยได้นำตัว นาย สุรพัฒน์ฯ ส่ง สภ.แม่สาย ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สาย อยู่ระหว่างทำการสอบสวนผู้ต้องสงสัย

ต่อมาเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.30 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังพล ทำการ ลาดตระ เวนพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผลการปฏิบัติ พบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 30 กระสอบๆ ละ 240,000 เม็ด รวมประมาณ 7,200,000 เม็ด ไม่พบกลุ่มขบวนการฯ บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

และเมื่อเวลา 12.30 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง พร้อมด้วย พันเอก สุพรรณ ร้อยพุทธ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ลงพื้นที่ตรวจสอบของกลางยาเสพติด ร่วมกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลให้กับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่งสถานีตำรวจภูธรแม่สาย เพื่อดำเนินการตามกฎ หมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาlสwติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 59 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 68 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 36,323,549 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 745 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 8 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาlสwติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยา lสwติดที่จำหน่ายถึง 6,194.8 ล้านบาท (6,194,818,330 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

คณะกรรมาธิการ การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ร่วมกิจกรรม NPAT Nature Talk ครั้งที่ 65

คณะทำงานศึกษาและรวบรวมข้อมูลร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. …. ในคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา

วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุม FORTROP ชั้น 3 ตึกวนศาสตร์ 60 ปี คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานคณะกรรมาธิการและนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฯ มอบหมายรองศาสตราจารย์ ดร.วันชัย ปานจันทร์ รองหัวหน้าคณะทำงาน คนที่หนึ่ง, พลเอก บัณฑิต สุวัฑฒน รองหัวหน้าคณะทำงาน คนที่สอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิปปกร ลิ่วตระกูล, นายก้องกิดาการ ประพันธ์บัณฑิต, รองศาสตราจารย์ ดร.ปรัชญา ชุ่มนาเสียว, คณะทำงาน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม NPAT Nature Talk ครั้งที่ 65 หัวข้อ “บทบาทและแนวทางการคัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคนบุกรุกป่า ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ. ….” ซึ่งวิทยากร นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช นายกสมาคมอุทยานแห่งชาติ นางทิพย์พาพร ตันติสุนทร ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายศึกษา ดำเนินรายการโดยนายพัลลภ กฤตยานวัช ที่ปรึกษาสมาคมอุทยานแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะนำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมมาศึกษาและรวบรวมให้ความเห็นหรือข้อสัง เกตต่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการการทหารฯ มอบหมายให้ดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 119 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภาต่อไป


พลเอก สวัสดิ์ฯ มอบหมายตัวแทนร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ในนามคณะกรรมาธิการการทหารฯ เป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน)

พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา
มอบหมาย นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง เป็นผู้แทนนำคณะกรรมาธิการ, นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ, นายธนัชญ์พงศ์ วงศ์มุลาลี, นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ และนาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ กรรมาธิการ พร้อมบุคลากรในวงงานคณะกรรมาธิการการทหารฯ เข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศถวายในนามคณะกรรมาธิการการทหารฯ เป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน)

ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 07.30 น. วุฒิสภาจัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) ในเช้าวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2568 เวลา 07.30 น. ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป (ข้าวสาร/อาหารแห้ง) ณ บริเวณริมท่าน้ำเจ้า พระยา เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดมา


คนไทยต้องไม่ถูกสแกม !

!“สแกม” คืออาชญากรรมยุคดิจิทัลที่เติบโตเร็วมาก สร้างความเสียหายนับหมื่นล้านบาทต่อปี ไม่เพียงแต่กระทบต่อกระเป๋าเงินของประชาชนเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอีกด้วย

1. จาก “โทรหลอก” ถึง “AI หลอก”ยุคแรกของการสแกมเริ่มจาก “โทรหลอก – ส่ง SMS – ทักแชทปลอม” แต่วันนี้พัฒนามาเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ชั้นสูงด้วยเทคโนโลยี “Deepfake & AI Scam” ที่สมจริงจนยากจะแยกแยะ

ตัวอย่างภัยใกล้ตัว

(1) ปลอมเป็นพนักงานธนาคาร โทรแจ้งว่าบัญชีของคุณมีปัญหา หลอกให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

(2) ส่งข้อความแจ้งว่าคุณมีพัสดุรอรับ หรือคุณได้รับรางวัล พร้อมส่งลิงก์ให้กดเพื่อขโมยข้อมูล

(3) โทรหลอกลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูง หรือชวนเข้าร่วมธุรกิจแชร์ลูกโซ่

(4) ใช้เทคโนโลยี AI ปลอมเสียงคนใกล้ชิด หรือสร้างหน้าเหมือนกันเป๊ะ! ขอเงินด่วนแบบแนบเนียน

(5) สร้างเว็บไซต์ธนาคารหน้าตาเหมือนของจริงทุกอย่าง เพื่อหลอกให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต

ไม่ว่าคุณจะรู้เท่าทันแค่ไหน… แค่พลาด “เพียงครั้งเดียว” ก็อาจหมดตัวได้ภายในไม่กี่นาที

2. ทำไมคนไทยจึงยังถูกหลอกซ้ำๆ?

เพราะเรายังไม่มีระบบตรวจสอบอัตโนมัติว่าเบอร์หรือบัญชีที่ติดต่อมานั้นเป็น “ของจริงหรือของปลอม” ไม่มีระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ที่แจ้งเตือนประชาชนได้ทันก่อนเกิดความเสียหาย และเมื่อหลงเชื่อ โอกาสได้เงินคืนแทบเป็นศูนย์

3. แล้วทำไมภาครัฐจึงยังสกัดไม่อยู่?

(1) หน่วยงานทำงานแยกกัน ไม่มี “ศูนย์บัญชาการกลาง (Command Center)”

(2) ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีฐานข้อมูลกลางแห่งชาติ

(3) การตอบโต้ช้า ทั้งการอายัดบัญชีและปิดเบอร์โทร ต้องใช้เวลาหลายวัน

(4) เครื่องมือและบุคลากรด้านไซเบอร์ยังมีไม่เพียงพอ

(5) ประชาชนไม่รู้จะแจ้งเหตุที่ไหน ไม่มีช่องทางเดียวที่เข้าถึงได้ง่าย

4. ถึงเวลาต้องมี “ศูนย์บัญชาการต่อต้านภัยสแกมแห่งชาติ” ควรมีการจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการต่อต้านภัยสแกมแห่งชาติ (National Anti-Scam Command หรือ NASC)” ที่มีบทบาทในการปกป้องคนไทยไม่ให้ถูกสแกม หรือ เป็น “เกราะดิจิทัลแห่งชาติ” ที่รวมทุกภาคส่วนไว้ในที่เดียว เพื่อหยุดภัยสแกมแบบเรียลไทม์

บทบาทหลักของ NASC

(1) เชื่อมโยงข้อมูลจากธนาคาร บริษัทโทรคมนาคม และตำรวจ

(2) ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจจับ “เสียง-ข้อความ” ปลอม

(3) ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงมือประชาชนทันทีผ่าน “NASC Alert” เพื่อให้รู้ตัวก่อนตกเป็นเหยื่อ

(4) สั่งอายัดบัญชี หรือปิดเบอร์โทรศัพท์โดยอัตโนมัติ ด้วยระบบ SOAR (Security Orchestration, Automation, and Response หรือ ระบบประสานงาน และตอบโต้ภัยไซเบอร์แบบอัตโนมัติ)

5. จัดการได้ใน 5 นาทีหากมี NASC ระบบจะสามารถจัดการภัยสแกมได้ภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที จากเดิมต้องใช้เวลาหลายวัน ประชาชนจะได้รับการคุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง และคาดว่าจะลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 70%

“ภัยสแกม” ไม่เลือกเหยื่อ ไม่เลือกอาชีพ ไม่เลือกอายุ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีระบบป้องกันและตอบโต้ภัยหลอกลวงระดับชาติ เพราะคนไทยทุกคน… ไม่ควรถูกหลอกอีกต่อไป


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทุ่งทานตะวัน เพื่อการท่องเที่ยวพร้อมรอรับนักท่องเที่ยวมาเยือน

จังหวัดลพบุรี – ทุ่งทานตะวัน เพื่อการท่องเที่ยว ออกดอกบานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงาม พร้อมรอรับนักท่องเที่ยว ในช่วยเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า

นายธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นางอารีย์ ฤกษ์สภาพ ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานลพบุรี นางสวามินี อิสระทะ ประชาสัมพันธ์จังหวัดลพบุรี และ นายก้องไพร ภู่เขียวนายก อบต.หนองบัว นำคณะสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและประชาสัมพันธ์ ทุ่งทานตะวันแปลงแรกของ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี บานแล้ว ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้น ฤดูกาลท่องเที่ยว ทุ่งทานตะวันบาน เพื่อส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ในรูปแบบของการ “เที่ยวเมืองไทยไม่ไกลจากกรุงเทพฯ” โดยทุ่งทานตะวันบานแปลงแรกของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ชื่อ … ทุ่งทานตะวัน “ บ้านกล้วยและไข่ ” ซึ่งขณะนี้ กำลังทยอยพากันออกดอกบานสะพรั่งเหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง โดยมีพิกัดอยู่ที่ จุดเช็คอินแห่งใหม่ระหว่างเส้นทางไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ก่อนถึงเขื่อนประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่รวมกัน กว่า 100 ไร่ เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยว ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ( 2569) ซึ่งทุ่งทานตะวัน … บ้านกล้วยและไข่ เป็นลักษณะทุ่งทานตะวันแปลงใหญ่ ผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี

โดยในทุ่งทานตะวันแห่งนี้ จะมีแปลงปลูก ซึ่งมีการบริหารจัดการเป็นอย่างดี จัดสรรพื้นที่ โดยสลับหมุนเวียนกันปลูกเป็น 6 แปลงใหญ่ ให้มีการออกดอกเบ่งบานต่อเนื่องทดแทนกันได้ตลอดฤดูกาล ร่วมกับไม้ดอกไม้ประดับชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะ Yellow Cosmos หรือ ดอกคอสมอสสีเหลือง พร้อมกับมีมุมถ่ายรูปที่หลากหลายไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีการจัดรถกอล์ฟ และรถยนต์ชมทุ่งขนาดใหญ่ ไว้ค่อยให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวสำหรับเข้าชมทุ่งทานตะวันและสวนดอกไม้ด้วย ซึ่งปกติแล้ว เกษตรกร ผู้ปลูกทานตะวัน ส่วนใหญ่ จะเลือกฤดูกาลเพาะปลูกทานตะวัน ให้เบ่งบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว เนื่องจากทานตะวันเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง และอากาศเย็นได้ดี หันหน้าสู้แดดอยู่ตลอดเวลา

และในช่วงที่ ทานตะวัน ออกดอกบานสะพรั่ง เหลืองอร่ามสวยงามเต็มท้องทุ่ง ก็จะมีการเปิดพื้นที่บางส่วนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเที่ยวชมทุ่งทานตะวันบาน เพื่อเซลฟี่ เช็คอิน เก็บภาพสวยๆ กับครอบครัว ในสไตล์ “ เช็คอินเมืองไทย ไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ ” ซึ่งที่ บ้านกล้วยและไข่ แห่งนี้ ยังมีโซน Mini Zoo ซึ่งจัดเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็ก เพื่อเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมกับครอบครัว อาทิ การให้อาหารกระต่าย การให้นมหมูแคระ การให้นมแพะ การให้นมลูกวัว และ การให้อาหารปลา ท่ามกลางบรรยากาศที่ร่มรื่น อีกด้วย ส่วนนักท่องเที่ยว ที่เข้าชมทุ่ง แห่งนี้ จะต้องซื้อคูปอง มีค่าเข้าชม ท่านละ 40 บาท เด็กเล็กเข้าชมฟรี โดยคูปองทุกใบจะนำไปเป็นส่วนลดค่าอาหาร หรือ เครื่องดื่ม ได้ใบละ 20 บาท ซึ่งก็ถือว่าคุ้มค่ามาก กับบรรายากาศ และกิจกรรมต่างๆ ภายในทุ่ง ทานตะวันแห่งนี้

ด้าน นายธนณัฐ อาจิณกิจ นายอำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า….ในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เริ่มเข้าสู่ฤดูการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำเต็มเขื่อน ประกอบกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษ มีเกษตรกรปลูกทานตะวันทั้งด้านการเกษตร และ ด้านการท่องเที่ยว รวมกันเกือบ 1,000 ไร่ ซึ่งจะพากันทยอยออกดอกเบ่งบานไม่พร้อมกัน แต่จะมีทยอยบานให้นักท่องเที่ยวได้ชม ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ต่อเนื่อง ไปจนถึง เดือนมกราคม ปีหน้า ……. โดยเฉพาะที่ ทุ่งทานตะวัน บ้านกล้วย & ไข่ Cafe แห่งนี้ เนื่องจากมีการ แบ่งสลับพื้นที่การปลูกเป็นอย่างดี

ขณะที่นายศรีศักดิ์ ไลละวิทย์มงคล เกษตรกรต้นแบบผู้มากประสบการณ์ ในด้านการบริหารจัดการเกษตรเชิงท่องเที่ยว ที่เคยปลูกกล้วย และเลี้ยงไก่ไข่ มากว่า 6 ปี จนปรับรูปแบบเป็นกิจการด้านคาเฟ่ ขายเครื่องดื่ม อาหารตามสั่ง และนำผลผลิตของตนเองมาจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว… ชื่อ…บ้านกล้วย & ไข่ Cafe กล่าวว่า…..สำหรับการปลูกทานตะวันในปีนี้ ได้มีการวางแผนไว้แล้วล่วงหน้า เพื่อกำหนดเป็นฤดูการท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปจนถึง เดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า โดยมีการสลับแปลงทยอยปลูก เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมตลอดฤดูกาล พร้อมกับ จัดกิจกรรม ในโซน Mini Zoo ไว้คอยต้อนรับเด็กๆ และครอบครัวด้วย


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090