“วช.” แถลงความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที iENA 2025 ประเทศเยอรมนี

“วช. แถลงความสำเร็จนักประดิษฐ์ไทย คว้ารางวัลจากเวที iENA 2025 ประเทศเยอรมนี”

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการแถลงข่าวผลงานสิ่งประดิษฐ์ไทยที่ได้รับรางวัลจากเวที “The International Trade Fair-Ideas,Inventions and New Products” (iENA 2025) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า เป็นที่น่ายินดีอีกครั้งในความสำเร็จของนักประดิษฐ์ไทยที่คว้ารางวัลจากการเข้าร่วมประกวดในเวที “The International Trade Fair–Ideas,Inventions and New Products” (iENA 2025) ณ เมืองนูเรมเบิร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งจัดขึ้นโดย AFAG Messen und Ausstellungen GmbH ร่วมกับสมาพันธ์นักประดิษฐ์นานาชาติ (IFIA) โดยมีผลงานเข้าร่วมกว่า 500 ผลงาน จากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยมีผลงานเข้าร่วมจำนวน 29 ผลงาน จาก 10 หน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และสถาบันการศึกษา ผลงานของนักประดิษฐ์ไทยสามารถคว้ารางวัลในระดับเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงจากภายในงานและยังได้รับรางวัล Special Prize on Stage จากองค์กรประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ อาทิ รางวัล IFIA Award for Green Invention จาก International Federation of Inventors’ Association จากผลงานเรื่อง “พัฒนากระบวนการทดสอบ H.R.C. Fuse แบบอัตโนมัติ” โดย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, รางวัล FIRI Special Award จาก The First Institute Inventors and Researchers in I.R. Iran สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน จากผลงานเรื่อง “แอปพลิเคชั่นการจัดการสถานีอัดประจุไฟฟ้า EleXA“ โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, รางวัล CAI Special Award จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีนจากผลงานเรื่อง “ซาโร แคลเซียม พลัส: นวัตกรรมแคลเซียมชีวภาพจากการอัปไซเคิลปลาหมอคางดำชนิดพันธุ์ต่างถิ่น“ โดย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และรางวัล INNOPA Special Award จาก Indonesian Invention and Innovation Promotion Association สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จากผลงานเรื่อง “นวัตกรรมตรวจวัดค่าคอเลสเตอรอลและประเมินสุขภาพหลอดเลือดแบบไม่รุกล้ำพร้อมระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล” โดย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

นอกจากนี้ (วช.) ได้จัดเวทีเสวนาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “Award-Winning Thai Innovations: Inspiring Ideas for the Future” โดย ผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมจากเวที The International Trade Fair-Ideas, Inventions and New Products ประกอบด้วย

ผลงานระดับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้แก่

  1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยเอก ดร.กิตติพงษ์ สุวีโร
    1. ผลงานเรื่อง “เชลล์เฮมพ์คอมโพสิต: วัสดุคอมโพสิตมวลเบาจากแกนกัญชงผสมซีเมนต์และเปลือกหอย” (รางวัลเหรียญทอง)
    2. ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมไม้โครงสร้างจากวัสดุชีวมวล ช่วยลด PM 2.5 และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์” (รางวัลเหรียญทอง)
  2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วัชระ ดำจุต ผลงานเรื่อง “ซาโร แคลเซียม พลัส: นวัตกรรมแคลเซียมชีวภาพจากการอัปไซเคิลปลาหมอคางดำชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” (รางวัล Special Prize on Stage จาก China Association of Inventions สาธารณรัฐประชาชนจีน)
  3. ดร.วลัญช์รัก พุ่มชลิต ผลงานเรื่อง “โคมไฟหวายเทียมจากขยะหลอดยาสีฟันพลาสติก” (รางวัล Special Prize จาก Hong Kong Delegation)

ผลงานระดับเยาวชนจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ได้แก่

  1. นายกิตติพัชญ์ ยืนยงวัฒนากูล ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมตรวจวัดค่าคอเลสเตอรอลและประเมินสุขภาพหลอดเลือดแบบไม่รุกล้ำพร้อมระบบติดตามผลแบบเรียลไทม์เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล” (รางวัลเหรียญทอง และรางวัล Special Prize on Stage จาก Indonesian Invention and Innovation Promotion Association สาธารณรัฐอินโดนีเซีย)
  2. นายบุริศ เบญจรัตนานนท์ ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมตรวจจับและชะลอภาวะการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำที่ปรับความเข้มอัตโนมัติตามการตอบสนองของกล้ามเนื้อสำหรับผู้สูงอายุ” (รางวัลเหรียญทอง และรางวัล Special Prize จาก China Youth Delegation สาธารณรัฐประชาชนจีน)
  3. นายปุญญพัฒน์ ทองพิทักษ์ถาวร ผลงานเรื่อง “นวัตกรรมเสริมวอล์คเกอร์อัจฉริยะ เพื่อลดแรงในการเคลื่อนไหว และเพิ่มความปลอดภัย ในการเดินสำหรับผู้สูงอายุ” (รางวัลเหรียญทอง)

ทั้งนี้ การแถลงข่าวในครั้งนี้ มุ่งหมายในการเผยแพร่ความสำเร็จของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศบนเวทีนานาชาติ ตลอดจนเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ได้รับรางวัล เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน นักวิจัย และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รมว.ทส. “สุชาติ ชมกลิ่น” เดินหน้านโยบาย “อนุทิน” เตรียมความพร้อมอากาศยาน รับมือปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นพิษ PM2.5

รมว.ทส. “สุชาติ ชมกลิ่น” เดินหน้านโยบาย “อนุทิน” เตรียมความพร้อมอากาศยาน รับมือปัญหาหมอกควัน ไฟป่า และฝุ่นพิษ PM2.5

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 : นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สป.ทส.) เตรียมความพร้อมด้านอากาศยาน เพื่อสนับสนุนนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างจริงจัง โดยถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการอย่างบูรณาการ ทั้งการป้องกัน ควบคุม และลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ภายใต้นโยบายดังกล่าว รมว.สุชาติฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด (ทส.) เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า และฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งจะเข้าสู่ฤดูแล้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

(สป.ทส.) จึงได้ดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าว จัดการฝึกบินและตรวจสอบมาตรฐานการบินของนักบิน ศูนย์เทคโนโลยีอากาศยานและอวกาศ (ศทอ.) (สป.ทส.) ประจำปีงบ ประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจทางอากาศ

โดยมี นายกานตพันธุ์ พิศาลสุขสกุล ผู้ช่วยปลัดกระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจาก นางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ เป็นประธานเปิดการฝึกบินฯ เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ศูนย์ปฏิบัติการพื้นที่ภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้อากาศยานเฮลิคอปเตอร์แบบ AS350 H130 และเครื่องบินปีกตรึง Kodiak 100 ในการฝึกปฏิบัติ มีผู้บริหาร (ทส.) ในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การฝึกบินและตรวจสอบมาตรฐานครั้งนี้ จะดำเนินต่อเนื่องถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ณ สนามบินนครสวรรค์ ท่าอากาศยานพิษณุโลก และพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการภาคกลาง เพื่อให้นักบินและช่างอากาศยานของ (ศทอ. สป.ทส.) ได้ทบทวนความชำนาญ เพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติการบินอย่างปลอดภัย และสามารถแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล

นายสุชาติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมรับมือปัญหา PM 2.5 ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งลดจุดความร้อน (Hotspot) ลดการเผาในที่โล่ง เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีและอากาศยานของ (ทส.) สนับสนุนภารกิจดับไฟป่าและพ่นละอองน้ำในพื้นที่วิกฤติ

“(ทส.) จะเดินหน้าทำงานเชิงรุกตามนโยบายนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ประชาชนได้รับอากาศบริสุทธิ์ ลดปัญหาสุขภาพจาก PM2.5 และสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลเอาจริงกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน” รมว.สุชาติฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. หนุนนโยบาย อว. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเกษตร ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา

วช. หนุนนโยบาย อว. เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเกษตร ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จ.พระนคร ศรีอยุธยา

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานในพิธีเปิด “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเกษตร” โดยมี นางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมในพิธีเปิด พร้อมด้วยนางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา นางสาวนปภา สังฆโสภณ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพระนครศรีอยุธยา อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ภาคีเครือข่าย สื่อ มวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธี ณ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระ นครศรีอยุธยา

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ (วช.) กล่าวว่า (วช.) ให้ความสำคัญกับนโยบายของ (อว.) ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับงานในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้เทคโนโลยีโดรน มีบทบาทอย่างมาก ทั้งในด้านเกษตรกรรม การท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา การคมนาคม และความมั่นคง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณ ภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนแห่งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี “โดรน” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้าน การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่และชุมชน โดยศูนย์แห่งนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษา ภาควิจัย และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีโดรน และต่อยอดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ

นางสมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า
องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการเกษตร” แห่งนี้ ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีคุณค่าและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดในยุคดิจิทัล ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติเทคโนโลยีโดรนในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็น “นวัตกรรมเพื่อการพัฒนา” ที่สามารถต่อยอดได้ทั้งในภาคการเกษตร การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวมยุรี ศรีระบุตร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในนามของวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนแห่งนี้ ศูนย์แห่งนี้จะเป็นพื้นที่สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้โดรนในด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอขอบคุณ (วช.) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ให้การสนับสนุนวิทยาลัยในการพัฒนาศักยภาพเยาวชน และหวังว่าศูนย์แห่งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

นางสาวนปภา สังฆโสภณ รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในนามของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานพระนคร ศรีอยุธยา มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือนี้ และเชื่อมั่นว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นพื้นที่สำคัญในการบ่มเพาะบุคลากร สร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์ฯ จะเป็นต้นแบบของการบูรณาการเทคโนโลยีและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับจังหวัดพระนคร ศรีอยุธยาและประเทศไทยในภาพรวมต่อไป

อาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า ในนามของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ และวิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา กระผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ แห่งนี้ ศูนย์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือจาก (วช.) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีโดรนในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติ ทั้งในด้านการถ่ายภาพทางอากาศ การเกษตรอัจฉริยะ และการใช้โดรนในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและพร้อมจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรนในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรม ของ (วช.) สู่การพัฒนาในระดับพื้นที่ สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีเพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม เปิดตัวอย่างเป็นทางการ วางนโยบาย 6 ด้าน มุ่งสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนสู่อนาคตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

สมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ วางนโยบาย 6 ด้าน มุ่งสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนสู่อนาคตสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 กรุงเทพฯ : สมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Innovation Association: EInA) จัดประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2568 ณ โรงแรมเดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ภายหลังจากที่ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดตัวและแถลงนโยบายการดำเนินงานระยะ 5 ปี (พ.ศ.2568–2573)

โดยมี นายสกุล อริยโชติมา นายกสมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในที่ประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร ที่ปรึกษา และสื่อมวลชนจากหลายภาคส่วน เข้าร่วมรับฟังนโยบายและทิศทางการทำงานของสมาคมฯ ที่มุ่งเน้น “ความร่วมมือและการบูรณาการทุกภาคี” เพื่อพัฒนาแนวทางนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เป็นรูปธรรม

สมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมจดทะเบียนจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

นายสกุล อริยโชติมา เปิดเผยว่า การจัดตั้งสมาคมนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ เป็นการรวมพลังจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักอุตสาหกรรม และผู้บริหารองค์กรที่มีความมุ่งมั่นในการผลักดันประเทศไทยสู่ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และ สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) “สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็น กลไกเชื่อมโยง (Connector) และ แพลต ฟอร์มความร่วมมือ (Collaborative Platform) ระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” นายสกุล กล่าว

สมาคมฯ แถลงนโยบาย 6 ด้าน เน้น “ความร่วมมือ” เป็นหัวใจ

สมาคมฯ ได้แถลงนโยบายและทิศทางการดำเนินงานใน 6 ด้านหลัก เพื่อเป็นกรอบการทำงานระยะ 5 ปี (พ.ศ.2568–2573) ได้แก่

  • ความร่วมมือกับภาครัฐ : เสริมบทบาทสมาคมในฐานะกลไกสนับสนุนนโยบายรัฐด้านการพัฒนามาตรฐานอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาด
  • ความร่วมมือกับภาคเอกชนและอุตสาหกรรม : ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมและความร่วมมือภาคเอกชน
  • ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัย : พัฒนาองค์ความรู้ วิจัย นวัตกรรม และระบบฐานข้อมูลระดับประเทศ
  • ความร่วมมือกับชุมชนและสังคม : สร้างจิตสำนึก ความร่วมมือกับชุมชนและสังคม
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ : ขยายเครือข่ายความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคและโลก
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม : สร้าง “ศูนย์กลางเทคโนโลยีและข้อมูลสิ่งแวดล้อมของประเทศ”

นายกสมาคมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นโยบายทั้ง 6 ด้านมีหัวใจเดียวกันคือ ‘ความร่วมมือ’ เพราะสมาคมฯ เชื่อว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลง”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

(ททท.)สนับสนุน โดรนการแสดง 500 ลำ แปรอักษรบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนับสนุน โดรนการแสดง 500 ลำ แปรอักษรบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานประเพณี ลอยกระทง สายธารา นครชากังราว ระหว่างวันที่ 1–5 พฤศจิกายน 2568 ณ สวนสาธารณะ สิริจิตอุทยาน จังหวัด กำแพงเพชร

เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 เวลา 19.50 น. ที่บริเวณลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน ริมแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร นายไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต 1 และ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเกียรติภายในพิธีเปิดงานประเพณีลอยกระทง “สายธารา นครชากังราว” ประจำปี 2568 ซึ่งได้รับการสนับสนุน จาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมี นายไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต 1 เป็นประธานกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย ดร.สุปราณี คุปตาสา อนุกรรมาธิการกีฬา สภาผู้แทนราษฎร,นางสาวศรัญวรรณ โชตินิมิตรคุณ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดฯ, นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ,พันเอกพงศธร เมืองแก่น รองผอ.รมน.กพ. (ฝ่ายทหาร),หัวหน้าส่วนราชการ,นายอำเภอ,ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

โดยปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 ภายใต้ชื่อ “ลอยกระทง สายธารา นครชากังราว” เพื่อสืบสานประเพณีอันดีงามของจังหวัดกำแพงเพชร ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด และร่วมใจถวายความอาลัยแด่ สม เด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายไผ่ ลิกค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต 1 กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่สามารถผลักดันให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้ โดยถือเป็นการ ส่งเสริมกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของชาวกำแพงเพชร ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำมาอย่างยาวนาน แม่น้ำปิงนับเป็นสายน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิต บ้านเรือน และชุมชน ก่อเกิดเป็นตำนาน วิถีความเชื่อ สัมมาอาชีพ และประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด

พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดงาน ทำให้ปีนี้มีกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน สื่อมวลชน และเยาวชน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจจัดงานในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างงดงาม โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการประชาสัมพันธ์ที่ได้เผยแพร่ข่าวสารดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วประเทศให้มาร่วมงานกันอย่างคักคัก กว่า 50,000 คน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.ผนึก ม.นเรศวร จัดประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22

วช. ผนึก ม.นเรศวร จัดประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ขับเคลื่อน “พืชสวนไทยก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและ AI” สู่อนาคตเกษตรอัจฉริยะ

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 : สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย จัด การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22 (The 22nd National Horticultural Congress 2025) ระหว่างวันที่​ 6​-7​ พฤศจิกายน​ 2568 ภายใต้แนวคิด “พืชสวนไทยก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและ AI” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพืชสวนไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานชีวภาพ (BCG Model) และเกษตรอัจฉริยะในยุคดิจิทัล โดยการสนับสนุน​ของ​ศูนย์รวม​ 5​ ศูนย์​ ประกอบด้วย​

  1. ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ
  2. ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้
  3. ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเมล็ดพันธุ์ผักของประเทศไทย
  4. ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร​ และ
  5. ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร

ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิง กรกนก อิงคนินันท์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร,คุณกนกรัตน์ สิทธิพจน์ รักษาการนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และ รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ เข้าร่วมในพิธี

ขับเคลื่อนงานวิจัยพืชสวนไทยด้วยเทคโนโลยีแม่นยำและปัญญาประดิษฐ์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผวช.) กล่าวว่า การประชุมในปีนี้ (วช.) มุ่งส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพืชสวนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในมิติวิชาการ เศรษฐกิจ และสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และการใช้ AI เกษตร (Agricultural AI) ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดร.วิภารัตน์ฯ (ผวช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ยังเป็นเวทีสำคัญสำหรับนักวิจัย นักวิชาการ เกษตรกร และผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดนวัตกรรม เพื่อยกระดับ อุตสาหกรรมพืชสวนไทย ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ

เวทีวิชาการแห่งชาติรวมผลงานวิจัยกว่า 130 ชิ้น

ศาสตราจารย์ ดร.กรกนก อิงคนินันท์ กล่าวถึงรายละเอียดของงานว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–7 พฤศจิกายน 2568 โดยมีผลงานวิจัยที่นำเสนอรวมกว่า 134 ชิ้น ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ ไม้ผล,ไม้ดอกไม้ประดับ,พืชผัก,เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว,เทคโนโลยีชีวภาพ และเกษตรอัจฉริยะ

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษจาก ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ที่มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การใช้ระบบเซนเซอร์ เกษตรข้อมูล (Data-driven Farming) และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคพืชสวน

สมาคมพืชสวนฯ หนุนไทยเป็นศูนย์กลางความรู้พืชสวนอาเซียน

ขณะที่ คุณกนกรัตน์ สิทธิพจน์ รักษาการนายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติเป็นเวทีสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านพืชสวนของไทย โดยสมาคมมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพืชสวนในภูมิภาคอาเซียน” ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีและ AI เข้ากับการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

พืชสวนไทยยุคใหม่ ใช้นวัตกรรมลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างความยั่งยืน

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2544 และได้รับความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมงานวิจัยด้านพืชสวนให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่

ปีนี้ภายใต้หัวข้อ “พืชสวนก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและ AI” มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลเกษตร (Smart Sensor), ระบบควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือน และหุ่นยนต์เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก

สร้างเครือข่ายนักวิจัย-เกษตรกร-ภาคเอกชน เพื่ออนาคตพืชสวนยั่งยืน

การประชุมวิชาการพืชสวนแห่งชาติ ครั้งที่ 22 จึงไม่เพียงเป็นเวทีทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน “พืชสวนไทยสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและ AI” สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (SDGs) และยุทธศาสตร์ BCG Economy Model


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

โรงพยาบาลนครปฐม รับการตรวจประเมินสถาบันการฝึกแพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากแพทยสภา

โรงพยาบาลนครปฐม รับการตรวจประเมินสถาบันการฝึกแพทย์เพิ่มพูนทักษะ จาก แพทยสภา

รศ.นพ.ประสงค์ ตันมหาสมุทร ประธานคณะอนุกรรมการตรวจประเมินสถาบันฝึกปฏิบัติงานแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เครือข่ายที่ 1 พร้อมด้วย คณะอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตรวจประเมินสถาบันฝึกปฏิบัติงานแพทย์เพิ่มพูนทักษะ โดยมี นพ.สุรชัย โชคครรชิตไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครปฐม, นพ.วีระเดช เฉลิมพลประภา นพ.ณัฐพงศ์ กาญจนะโกมล รองผู้อำนวยการ พร้อมด้วย อาจารย์แพทย์ให้การต้อนรับ พร้อมทั้ง รับทราบข้อมูล การดำเนินโครงการ การกำกับดูแลการปฏิบัติงาน โครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะจาก โรงพยาบาลนครปฐม และให้ข้อเสนอแนะ การดำเนินงานโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้เป็นไปตามเกณฑ์ของแพทยสภา ณ ห้องประชุมเบญจรัตน์ ชั้น 5 โรงพยาบาลนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

อำเภอดอนตูม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

อำเภอดอนตูม จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายนภเดช เกลียวศิริกุล นายอำเภอดอนตูม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี คณะสงฆ์ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีฯ ณ ศาลา 96 ปี พระครูประยุตนวการ (หลวงปู่แย้ม) วัดสามง่าม ตำบลสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

อำเภอทับสะแก จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ประจวบคีรีขันธ์ – อำเภอทับสะแก จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อช่วงเย็น วันที่ ( 7 พ.ย. 2568) เวลา 17.00 น. ที่วัดอ่างสุวรรณ ( หนองหอย) ตำบลอ่างทอง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส (จพง. ปค.ชำนาญการพิเศษ) ปฏิบัติหน้าที่ รักษาราชการแทนนายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัญรสมวาร 15 วัน เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยมี พระครูผาสุกวิหารการ เจ้าคณะอำเภอทับสะแก เจ้าอาวาสวัดหนองหอย เป็นประธานฝ่ายสงฆ์, นายผดุงศักดิ์ อิ่มทั่ว ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก พร้อมข้าราชการตำรวจ สภ.ทับสะแก สภ.ห้วยยาง, ผู้บริหารท้องถิ่น, หัวหน้าส่วนราชการ, ปลัดอำเภอ, หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ, ผู้บริหารสถานศึกษา, ข้าราชการ, ครู, พนักงานราชการ ลูกจ้างชั่วคราว, สมาชิก อส.อ.ทับสะแก ที่ 6, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, แพทย์ประจำตำบล, สารวัตรกำนัน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธี



ข่าว. ณัฐธภพ พันสาย. / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

รพ.กำแพงแสน ร่วมงานทำบุญมุทิตาสักการะ “วันเกิดอายุวัฒนมงคล ๑๐๓ ปี พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร)”

โรงพยาบาลกำแพงแสน ร่วมงานทำบุญมุทิตาสักการะ “วันเกิดอายุวัฒนมงคล ๑๐๓ ปี พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร)”

วันที่ ศุกร์ที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๘ ณ วัดรางหมัน ตำบลรางพิกุล อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม คณะผู้บริหารและบุคลากรโรงพยาบาลกำแพงแสน เข้าร่วมงานทำบุญมุทิตาสักการะ เนื่องในโอกาสวันเกิดอายุวัฒนมงคล ๑๐๓ ปี พระราชมงคลวชิราคม (หลวงปู่แผ้ว ปวโร) เพื่อความเป็นสิริมงคล และสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน โดยคณะฯ ร่วมพิธีถวายสักการะ เจริญพระพุทธมนต์ และร่วมทำบุญตามศรัทธา

โรงพยาบาลกำแพงแสนขอร่วมอนุโมทนาบุญ และน้อมถวายมุทิตาจิตแด่หลวงปู่แผ้ว ปวโร ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบารมีครูบาอาจารย์ ดลบันดาลให้หลวงปู่มีสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรแก่พุทธศาสนิกชนสืบไป


สมคิด พรมมึน ผู้สื่อข่าว นครปฐม