เปิดศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า เป็นสถานที่สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเรียนรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เปิดศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า เป็นสถานที่สำหรับนักเรียน นักศึก ษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเรียนรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เวลา 13.30 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า ซอยมาบยายเลีย 39/1 นายวินัย อินทร์พิทักษ์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ เป็นประธานพิธีเปิดศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า โดยมีเหล่าคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะกรรมการชุมชน กลุ่มพัฒนาสตรีเทศบาลเมืองหนองปรือ และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีเปิด

ทั้งนี้มีนายศิลาศักดิ์ กลิ่นมี ประธานศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า กล่าวรายงาน ศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า ได้ดำเนินการจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์รวมความรู้ด้านศิลปะด้านการต่อสู้เกี่ยวกับมวยไทย โดยเปิดเป็นสถานที่สำหรับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเรียนรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องมวยไทย ศิลปะการต่อสู้และการออกกำลังกาย รวมถึงเป็นแหล่งสร้างนักมวยอาชีพที่มีชื่อเสียงอย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายสำคัญที่จะสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสในการศึกษาและประสบปัญหาทางครอบครัว ให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ดีขึ้น สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสม โดยการเป็นเสมือนดั่งครอบครัว ผู้ปกครองและที่พึ่งให้แก่เด็ก เยาวชน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดนอกจากอนาคตที่สดใสและมีศักยภาพ

คณะกรรมการศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้า ได้ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปะด้านการต่อสู้เกี่ยวกับมวยไทย และเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ด้านศิลปะการต่อสู้เกี่ยวกับมวยไทย รวมถึงส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษา ฝึกซ้อมมวยไทยแขนงต่างๆ เพื่อเป็นการรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ลดโอกาสในการรวมกลุ่มมั่วสุมเสพอบายมุขทุกชนิด เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมหรือปัญหาทางสังคมอื่นๆ จึงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้มวยไทยค่ายมวยบ้านแรมบ้าขึ้น โดยได้จัดทำฐานการเรียนรู้ จำนวน 5 ฐานการเรียนรู้ ดังนี้
1.ประวัติความเป็นมาและมวยไทยเบื้องต้น
2.มวยไทยโบราณ
3.มวยไทยเพื่อการออกกำลังกาย
4.มวยไทยอาชีพ
5.เทรนเนอร์มวยไทย


ภาพข่าว/อำนวยชัย มลิลา
นายโยธิน พรมแตง
หัวหน้าศูนย์ข่าว ภาคตะวันออก รายงาน

ต้องเมาระดับไหน อ้างคว้ารถผิดคัน รวบหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ปั่นจักรยานมาขโมย จยย.ในรพ. อ้างเมาหนักจำอะไรไม่ได้

นครพนม – ต้องเมาระดับไหน อ้างคว้ารถผิดคัน รวบหนุ่มใหญ่วัย 50 ปี ปั่นจักรยานมาขโมย จยย.ในรพ. อ้างเมาหนักจำอะไรไม่ได้

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พ.ต.อ.จีรุฏฐ์ พิมพา ผกก.สภ.บ้านแพง จ.นครพนม แถลงการณ์จับกุมผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ 110 ไอ สีขาว-แดง ทะเบียน กวษ783 นครพนม เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. วันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ได้รับแจ้งจากนายเสกสรร คะสาน อายุ 36 ปี ชาวบ้านนางัวทุ่งหมู่ 10 ต.นางัว อ.บ้านแพง ว่า เวลาประมาณเก้าโมงเช้า ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดไว้บริเวณลานจอดรถโรงพยาบาลบ้านแพง จากนั้นได้เดินเข้าไปทำธุระภายในโรงพยาบาล ประมาณครึ่งชั่วโมงก็กลับออกมา พบว่ารถจักรยานยนต์ได้หายไป จึงแจ้งความให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี

ต่อมา พ.ต.ท.อดิศักดิ์ งามชัด รอง ผกก.สืบสวน สภ.บ้านแพง นำกำลังตรวจสอบกล้องวงจร ปิดโรงพยาบาล พบชายคนหนึ่งสวมใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีดำ กางเกงลายพราง ใส่หมวกลายพรางทหาร ได้เข็นรถจักรยานยนต์ออกไป ซึ่งผู้เสียหายจำได้ว่าเป็นคนรู้จักชื่อนายสมจิต ผ่องไสยา อายุ 50 ปี ชาวบ้านแพงโคกหมู่ 7 ต.นางัว ภายหลังเลิกรากับเมียจึงไปอาศัยอยู่กับพี่ชายที่บ้านแพงกลางใต้หมู่ 10 ต.บ้านแพง จึงเดินไปทางไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบนายสมจิตผู้ต้องสงสัยนอนอยู่ใต้ร่มไม้ จึงสอบถามหารถที่เข็นมาจากโรงพยาบาล นายสมจิตบอกว่านำไปซุกไว้ในป่า ริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 (ถนนชยางกูร) โดยอ้างว่าดื่มเหล้าขาวขวดเล็ก 2 ขวดจนจำอะไรไม่ได้ จากนั้นได้ปั่นจักรยานไปหาเพื่อนที่โรงพยาบาล แต่ตอนกลับเห็นรถจักรยานยนต์เป็นจักรยานจึงจูงกลับบ้าน พอรู้ว่าคว้ารถผิดคันเกิดความกลัว จึงได้เอาไปซุกไว้ในป่าข้างบ้าน

ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมนายสมจิตผู้ต้องหา ไม่พบข้อมูลว่าเคยก่อเหตุ และตรวจหาสารเสพติดในร่างกายก็ไม่พบฉี่เป็นสีม่วง แต่ไม่ปักใจเชื่อว่าคว้ารถผิดคัน เพราะมีความแตกต่างกันมาก อีกทั้งรถจักรยายนต์ยี่ห้อนี้ เป็นที่ต้องการอย่างมากในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแพง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคงจังหวัดนครพนม รายงาน

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ระดมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม และอำเภอเมืองสุโขทัย ต่อเนื่อง

กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ระดมกำลังจิตอาสาภัยพิบัติพร้อมเครื่องมือยุทโธปกรณ์จากกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 23 และกองพันเสนารักษ์ที่ 23 ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม และอำเภอเมืองสุโขทัย ต่อเนื่อง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ร้อยเอก โยคี เชื้อบุญมี หัวหน้าชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนประจำอำเภอ กองพันสรรพาวุธ กระสุนที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พบปะ และเยี่ยมเยือนชาวบ้านในพื้นที่ อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ภายหลังเหตุการณ์อุทกภัย เนื่องจากน้ำเหนือไหล่บ่า ทะลักท่วมบ้านเรือน มวลน้ำมีมากล้นข้ามลำน้ำ ขณะนี้น้ำได้ลดลงแล้ว โดยร่วมกับ เจ้าหน้าที่อำเภอทุ่งเสลี่ยม ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น จากการสำรวจความเสียหาย พบว่ามีชาวบ้านได้รับความเสียหายจำนวน 1,020 ครัวเรือน และต้องการถุงยังชีพ ซึ่งทางอำเภอทุ่งเสลี่ยมสามารถสนับสนุนได้จำนวน 500 ชุด ยังคงไม่เพียงพออีก 520 ชุด ซึ่ง ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนฯ พร้อมให้การสนับสนุนกำลังพลในการยกขน ย้ายของ หากมีการร้องขอ.

ต่อมา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 39 มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาภัยพิบัติ กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 จัดกำลังพล และยุทโธปกรณ์ รถยนต์บรรทุก จำนวน 2 คัน ปฏิบัติภารกิจอำนวยความสะดวกในการ รับ-ส่ง ญาติผู้ป่วย, บุคลากรทางการแพทย์ของ โรงพยาบาลสุโขทัยและประชาชนทั่วไป โดยใช้เส้นทางบริเวณหน้า ธ.กสิกรไทยสาขาสุโขทัย – โรงพยาบาลสุโขทัย – ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อ.เถิน อ.วังเหนือ และอ.สบปราบ จ.ลำปาง

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอเถิน อำเภอวังเหนือ และอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดย เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เวลา 08.00 น. นาย​ทศพล​ จักร​บุญ​มา​ นายอำเภอ​วังเหนือ​ มอบหมายให้ นาย​อภิชาติ กันธิมา ปลัดอำเภอวังเหนือ พร้อมด้วย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกอาสาสมัครรักษาดินแดน กองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดนอำเภอวังเหนือ 9 และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ร่วมกันทำความสะอาดบ้านเรือน ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกในพื้นที่ หมู่ที่ 9 ตำบลร่องเราะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง จากอิทธิพลพายุ “คัลแมกี”

ซึ่งเบื้องต้นได้ช่วยกันขนย้ายสิ่งของที่ได้รับความเสียหายและทำความสะอาดบ้านเรือนให้กลับคืนสภาพปกติ สำหรับบ้านเรือน จำนวน 1 ครัวเรือน ที่น้ำท่วมขัง โดย องค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะ จะได้นำเครื่องสูบมาสูบน้ำเพื่อระบายออกให้กลับคืนสู่สภาพปกติ และตรวจสอบพื้นที่บริเวณหน้าวัดวังมน ตำบลทุ่งฮั้ว ที่เกิดน้ำท่วมขัง โดยได้ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งฮั้ว ผู้นำท้องที่ และประชาชนจิตอาสา เปิดทางให้น้ำสามารถระบายได้ดีขึ้น

ขณะที่ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 07.30 น. ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพัฒนาภาค 3 ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง พบว่า..เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ส่งผลให้น้ำในห้วยแม่ปะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และขณะนี้กำลังไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่บ้านแม่ปะหลวง และบ้านแม่ปะดอย ตำบลแม่ปะ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวโปรดระมัดระวังอันตรายจากน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลัน เก็บของมีค่าไว้ในที่สูง และเตรียมพร้อมอพยพหากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่

โดยตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.30 น. เกิดฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่อำเภอเถิน และอำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน, พื้นที่การเกษตร และถนนในหมู่บ้าน ซึ่งในพื้นที่ หมู่ 1,2,5,7 ตำบลแม่ปะ อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านพักอาศัย จำนวน 23 หลังคาเรือน พื้นที่การเกษตร สะพานและถนนในหมู่บ้าน

ขณะที่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 ตำบลแม่กั๊วะ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านพักอาศัย จำนวน 2 หลังคาเรือน และหมู่ที่ 13 ตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง เข้าท่วมบ้านพักอาศัย จำนวน 7 หลังคาเรือน รวมถึงบริเวณ สะพานบ้านหนองวัวแดงและถนนในหมู่บ้านมีน้ำท่วม ยังไม่สามารถใช้สัญจรได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

สำหรับ การดำเนินการและการให้ความช่วยเหลือ ฝ่ายปกครองอำเภอเถิน , อำเภอสบปราบ, สำนักงาน ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปางสาขาเถิน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนจิตอาสาภัยพิบัติ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน อาสาสมัคร มูลนิธิ ฯ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย

โดยปัจจุบันแนวโน้มสถานการณ์ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. สถานการณ์ ระดับน้ำในพื้นที่ ที่มีน้ำไหลหลากได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นน้ำไหลหลากผ่าน เป็นลักษณะมาเร็ว ไปเร็ว หากไม่มีฝนตกในพื้นที่และปริมาณน้ำไหลเข้าเพิ่มเติมสถานการ์น้ำไหลหลากที่เกิดขี้นก็จะเริ่มคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติต่อไป

ด้าน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

  • แจ้งเตือนทุกอำเภอเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ต่อเนื่องตามข้อสั่งการของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เรื่อง การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568
  • เตรียมความพร้อม เครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องจักรกล ยุทโธปกรณ์ กำลังพลพร้อมให้ความช่วยเหลือทันที ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อได้รับการร้องขอ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการสำรวจรายละเอียดความเสียหายตามแผนเผชิญเหตุฯและให้ความช่วยเหลือตามระเบียบต่อไป ทั้งนี้ เมื่อเวลา 09.33 น. บริเวณหน้าวัดบ้านทุ่ง ตำบลสมัย อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง เกิดสถานการณ์ มีน้ำท่วมสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้เส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามจุดต่างๆ ด้วยความระมัดระวัง


นที มีเดช รายงาน

สารพิษในสาละวิน ต้องร่วมแก้ของสองประเทศ

นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระบุ ปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำสาละวิน อยากจะให้มีการตรวจสอบน้ำในแม่น้ำสาละวินในครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางในไทย จนถึงปลายทาง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ด้วยการร่วมมือระหว่างประเทศไทย กับสหภาพเมียนมา ซึ่งยังเป็นประเด็นที่น่ากังขาว่า จะแก้ไขปัญหาได้หรือไม่อย่างไร

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการตรวจพบสารเคมีปนเปื้อนในลำน้ำ “สาละวิน” ได้สร้างความกังวลอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำและผู้ติดตามสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทั่วประเทศ เสียงเรียกร้องจากสังคมได้สะท้อนไปยังหน่วยงานภาครัฐ ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดเผย ผลการทดสอบที่ถูกต้อง โปร่งใส และเชื่อถือได้ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในการใช้น้ำจากสายน้ำสำคัญแห่งนี้ ซึ่งเป็นทั้งแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเป็นหัวใจของระบบนิเวศท้องถิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนสองฝั่งแดนไทย–เมียนมาร์มาอย่างยาวนาน

สายน้ำแห่งชีวิตของสองฝั่งแดน-แม่น้ำสาละวิน เป็นสายน้ำใหญ่ที่ไหลผ่านเขตแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 127 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่วงที่ไหลผ่าน อำเภอแม่สะเรียงราว 101 กิโลเมตร และ อำเภอสบเมย ประมาณ 26 กิโลเมตร สายน้ำนี้ไม่เพียงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนธรรมชาติ หากแต่เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต การเกษตร และวิถีชุมชนที่ดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาช้านาน

การตรวจสอบและการเก็บตัวอย่าง-ในเบื้องต้น หน่วยงานภาครัฐได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ โดยมุ่งเน้นในพื้นที่ตอนล่างของลำน้ำ เช่น บริเวณ บ้านท่าตาฝั่ง ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง และบางจุดในเขตอำเภอสบเมย(บ้านแม่สามแลบ) ซึ่งเป็นปลายทางของแม่น้ำก่อนจะไหลออกนอกประเทศ แต่ก็ถือเป็นจุดที่มีความสำคัญเนื่องมีชุมชนอาศัยหนาแน่น และเป็นจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้านตอนเหนือของลำน้ำสาละวิน ยังคงมีพื้นที่ลำน้ำอีกเกือบ 100 กิโลเมตร นับแต่เขต ต.แม่ยวม-ต.แม่คง ไปจนถึง บริเวณดอยผาตั้ง(จุดเริ่มต้นแนวเขตลำน้ำ)ในเขตอำเภอแม่สะเรียง ซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์และรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ซึ่งยังไม่ถูกเก็บตัว อย่างน้ำอย่างครอบคลุม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเตรียมแผนการลงพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อให้การตรวจสอบมีข้อมูลครบถ้วนและชัดเจนในทุกช่วงของสายน้ำ

ความคืบหน้าล่าสุด-กรมควบคุมมลพิษได้มอบหมายให้ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 (สคพ.1) ลงพื้นที่ตรวจสอบและเก็บตัวอย่าง น้ำและตะกอนดิน จากจุดที่มีการรายงานข่าว โดยหลังจากเก็บตัวอย่างแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเตรียมตัวอย่างที่ สคพ.1 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และส่งไปยังกรมควบคุมมลพิษ ในวันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2568(วันนี้)

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น-คาดว่าจะทราบได้เร็วที่สุดภายใน วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ส่วนตัวอย่าง ตะกอนดิน จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่า เนื่องจากต้องผ่านกระบวนการทำให้แห้งสนิทและวิเคราะห์อย่างละเอียด ซึ่งจะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อเสร็จสิ้น

สำหรับการตรวจสอบรอบแรก ระหว่างวันที่ 4–7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งใช้ ชุดทด สอบ Test Kit ตรวจสารหนู ผลการตรวจพบสารหนูในระดับที่ยังอยู่ใน เกณฑ์มาตรฐาน แต่เพื่อความมั่นใจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเพิ่มเติมระหว่างวันที่ 12–14 พฤศจิกายน 2568 เพื่อส่งไปยังศูนย์วิเคราะห์ของกรมควบคุมมลพิษ โดยคาดว่าผลจากห้องปฏิบัติการจะแล้วเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากส่งตัวอย่างถึงศูนย์

ประเด็นสันนิษฐานและความร่วมมือระหว่างประเทศ-นอกจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำแล้ว ยังมีข้อสันนิษฐานที่ต้องจับตา นอกเหนือข้อมูลที่สื่อนำเสนอเกี่ยวกับเหมืองแร่แล้ว คือ กิจกรรมร่อนทองในพื้นที่ฝั่งเมียนมาร์ ซึ่งแม้จะเป็นวิถีดั้งเดิมที่สืบทอดมานาน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีหรือโลหะหนัก เช่น ปรอท หรือไซยา ไนด์ ในกระบวนการร่อนทองหรือไม่ ซึ่งต้องดำเนินการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนต่อไป ประเด็นนี้จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และติดตามร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ และนำไปสู่แนวทางแก้ไขร่วมกันอย่างยั่งยืนแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองของไทย ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือการทำเหมืองแร่ นานาชนิดใน สหภาพเมียนมา โดยมีกลุ่มทุนจีนเข้าไปดำเนินการขุดแร่ โดยเฉพาะแร่ แรเอิทร์ ซึ่งปัญหาดังกล่าว การแก้ไขยังไม่สามารทำได้ ยกตัวอย่างในพื้นที่รัฐฉานตรงข้าม จ.เชียงราย ที่มีการตรวจพบสารหนูในลำน้ำกก และน้ำสายต่าง ๆ ใกล้เคียง การประสานงานกับรัฐบาลเมียนมา ยังคงขลุกขลัก เนื่องจากบางพื้นที่ทางการเมียนมาอ้างว่า เป็นพื้นที่อิทธิพลของชนกลุ่มน้อย ที่ยังไม่สามารถดำเนินการควบคุมพื้นที่จากทหารรัฐบาลได้


ภานุเดช ไชยสกูล / จ.แม่ฮ่องสอน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จังหวัดสุโขทัย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดสุโขทัย นำจิตอาสาพระราชทาน ร่วมดูแลประชา ชนและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมารับสิ่งของพระราชทานมอบแก่ ผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อ10 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยเวลา 10.00 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานสุโขทัย มี นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายเจษฎา ชุมเปีย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสวรรคโลก พลตำรวจตรี สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย พันเอก พงศธร นิพภยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย ฝ่ายทหาร ร่วมรับองคมนตรี

จากนั้น เวลา 11.00 น. องคมนต รีและคณะ เดินทางถึงที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ประชุมเพื่อรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดสุโขทัย และเดินทางไปยังอาคารหอประชุมที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวต้อนรับ รายงานสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น และกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ องคมนตรีกล่าวถึงวัตถุประสงค์ และเชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการเชิญสิ่งของพระราชทาน จำนวน 1,997 ชุด

โดยเชิญสิ่งของพระราชทานแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และนายอำเภอที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ อำเภอศรีสัชนาลัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม อำเภอบ้านด่านลานหอย อำเภอสวรรคโลก และอำเภอศรีสำโรง ต่างซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวสุโขทัยที่ประสบอุทก ภัยนับเป็นขวัญและกำลังใจอย่างสูงสุดแก่ประชาชนที่ได้รับสิ่งของพระราชทานดังกล่าว ในการนี้ นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย คณะกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ประจำจังหวัด ศาล ทหาร ตำรวจ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราช การและประชาชนร่วมในพิธี

ต่อจากนั้น องคมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่มอบสิ่งของพระราชแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีสัชนาลัยจำนวน 3 ชุด ก่อนเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุโขทัย เพื่อเดินทางกลับ

โอกาสนี้ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดสุโขทัย นำจิตอาสาพระราชทาน ร่วมดูแลประชาชนและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมารับสิ่งของพระราชทานมอบแก่ ผู้ประสบอุทกภัย ณ ที่ว่าการอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ด้วย


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่พื้นที่ กทม. กำชับต้องดูแลความเป็นอยู่ทั้งร่างกาย และจิตใจ ควบคู่กับการฝึกอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน พร้อมเสริมสร้างอุดมการณ์ความเป็นทหารอาชีพ

ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่พื้นที่ กทม. กำชับต้องดูแลความเป็นอยู่ทั้งร่างกาย และจิตใจ ควบคู่กับการฝึกอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน พร้อมเสริมสร้างอุดมการณ์ความเป็นทหารอาชีพ

กองทัพบกดูแลพลทหารกองประจำการอย่างรอบด้าน วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เดินทางตรวจเยี่ยมการฝึกทหารใหม่ ณ กองพันทหารม้าที่ 1 กรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในห้วงการฝึกทหารใหม่ของทหารกองประจำการ ผลัดที่ 2/2568

โดยผู้บัญชาการทหารบกพร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงประกอบเลี้ยงของหน่วยฝึกทหารใหม่ เพื่อดูสภาพการจัดเตรียมอาหาร การรักษาความสะอาด และคุณภาพวัตถุดิบ โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยฝึกจัดการประกอบเลี้ยงให้ถูกสุขลักษณะ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ สดใหม่ และเพียงพอตามหลักโภชนาการ รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทหารใหม่มีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพอาหาร ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบกยังได้พบปะพูดคุยกับทหารกองประจำการขณะรับประทานอาหารกลางวันด้วยความเป็นกันเอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และรับฟังข้อคิดเห็นโดยตรงจากกำลังพล พร้อมได้เน้นย้ำว่าการฝึกต้องปลอดภัย มีคุณภาพ และสร้างกำลังพลให้เป็น “ทหารอาชีพที่มีวินัย”

การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้ปฏิบัติตาม “นโยบายการฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก” อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องการสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน การตระหนักถึงคุณค่าของการเป็นทหารอาชีพที่มีความอดทน เสียสละ และทำเพื่อประชาชน, การฝึกอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัย ปราศจากการลงโทษที่ผิดระเบียบทุกรูปแบบ, การดูแลสุขภาพร่างกาย–จิตใจของทหารใหม่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านโภชนาการ การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และการติดตามสภาพสุขภาพของแต่ละบุคคล โดยในระหว่างการฝึกต้องมีหน่วยแพทย์–พยาบาลพร้อมรับเหตุฉุกเฉินตลอดเวลา ทั้งนี้ การฝึกทหารใหม่ไม่ใช่เพียงการฝึกกำลังร่างกาย แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนา “กำลังพลของกองทัพบก” ให้มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย และมีจิตสาธารณะ

นอกจากนี้ หน่วยฝึกทหารใหม่ยังได้เตรียมจัดอบรมเสริมสร้างความรู้และทักษะชีวิต เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (CPR), การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED), การอบรมป้องกันยาเสพติดและอบายมุข การให้ความรู้ด้านโภชนาการและสุขอนามัย รวมถึงการนำเทคโนโลยีสื่อออนไลน์มาช่วยในการฝึกและให้ความรู้แก่ทหารใหม่ ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

กองทัพบก ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลทหารใหม่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าหน่วย ทั้งด้านความเป็นอยู่ การฝึกอบรม และสวัสดิการ โดยมีการจัดช่องทางให้ผู้ปกครองสามารถติดต่อสอบถาม และติดตามความเป็นอยู่ของบุตรหลานได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในการดูแลกำลังพลของกองทัพบก ซึ่งเปรียบเสมือนน้องคนเล็กในครอบครัว โดยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด โปร่งใส และมีมาตรฐาน



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 300,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 300,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 กองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังพล จำนวน 1 ชุดปฏิบัติการ ทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านนามะอื้น หมู่ที่14 ตำบลแม่อาย อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากสืบทราบว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านผ่านเข้าในพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.00 นาฬิกา ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย จำนวนประมาณ 5 – 8 คน สะพายกระเป๋าเป้ดัดแปลงไว้ด้านหลังเดินลัดเลาะเข้ามาตามเส้นทางธรรมชาติ หน่วยจึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มขบวนการฯ ดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงมายังฝ่ายเราจึงเกิดการปะทะ ประมาณ 5 นาที ผลการปฏิบัติ ฝ่ายเราปลอดภัย ต่อมาเมื่อ เวลา 08.30 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังพลทำการ ลาดตระเวนพิสูจน์ทราบ บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ผลการปฏิบัติ ตรวจพบกระสอบดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 3 กระสอบ ภายในบรรจุยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) กระสอบละ 100,000 เม็ด รวมทั้งสิ้น 300,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 1100 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก กิตติ นาใจ ผู้บังคับกองบังคับการควบคุมทหารพรานศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรฝาง เพื่อดำเนิการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 63 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 72 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 37,253,608 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 845 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 10 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 6,434.3 ล้านบาท (6,434,330,480 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

กองทัพบก ยืนยันเหตุระเบิดห้วยตามาเรีย เป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์ อันส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กองทัพบก ยืนยันเหตุระเบิดห้วยตามาเรีย เป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็น การละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์ อันส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

วันนี้ (10 พฤศจิกายน 2568) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุเหยียบกับระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า “จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่
• จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
• พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
• พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
• พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด
ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว”

พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า “กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 68 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท. 3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่าง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”


นที มีเดช รายงาน

พลโท อดุลย์ ฯ รมช.กห. เป็นประธานงาน มงคลสมรส บุตรสาวของ พลโทสนั่น แย้มพราหม

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.68 พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กห. มาเป็นประธานงานแต่งงาน ระหว่างนางสาวช่อผกา แย้มพราหม กับนายกันตพงศ์ ไม้สุขจิตร ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) งานนี้มีเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 มาร่วมคับคั่งเนื่องจากฝ่ายเจ้าสาวเป็นบุตรสาวของ พลโทสนั่น แย้มพราหม เพื่อนร่วมรุ่นของ รมช.กห.