กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิต “โครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

ขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิต “โครงการ 70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

เนื่องในโอกาสที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 กองทัพบก ร่วมมือกับ สภากาชาดไทย ในการจัดโครงการ “70 พรรษา 70 ล้านซีซี เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ” โดยในส่วนของกองทัพบกได้สนับสนุนกำลังพลและสถานที่ร่วมโครงการฯ โดยได้เปิดสถาบันพยาธิวิทยา กรมแพทย์ทหารบก รวมทั้งโรงพยาบาลในสังกัดบริเวณค่ายทหารต่างๆ ทั่วประเทศ ร่วมกับสภากาชาดไทยในการรับบริจาคโลหิต พร้อมทั้งขอเชิญชวนกำลังพล ครอบครัว และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตผ่านทางโรงพยาบาลของกองทัพบก หรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย/ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2568 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวาระโอกาสอันเป็นมงคลนี้ และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมปริมาณโลหิตสำรองให้กับทางสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในการรักษาและผ่าตัดผู้ป่วย โดยเฉพาะกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บได้รับการรักษา บรรเทาอาการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ขอเชิญชวนให้ข้าราชการทหาร, ครอบครัว, ทหารกองประจำการ, นักศึกษาวิชาทหาร รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือ ทั้ง 17 จังหวัด ร่วมกันบริจาคโลหิตให้กับผู้ป่วยด้วยความเต็มใจในโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบสาธารณสุขให้เกิดแก่สังคมไทย ณ โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ หรือที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย/ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ใกล้บ้านท่านได้ทุกแห่ง ปัจจุบันมีจำนวนจิตอาสาบริจาคโลหิต ทั้งสิ้น 10,856 นาย รวมปริมาณโลหิตสะสม 4,342,000 มิลลิลิตร

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพล, และยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป


กองทัพภาคที่ 3 จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า

การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า

ในช่วงหน้าแล้งของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายนของทุกปี มักพบการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละออง โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ สาเหตุเนื่องจากสภาพอากาศส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่หนาวเย็น และแห้งแล้งต่อเนื่องกัน ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว เกษตรกรจะทำการเผาเศษวัสดุเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับ ทำการเกษตรในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดภาวะไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน สุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย

ในการนี้ กองทัพบก โดย กองทัพภาคที่ 3 ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน และแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ทรัพยา กรธรรมชาติ และประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้มอบหมายให้หน่วยทหารในพื้นที่ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่.-

1) หน่วยทหารในพื้นที่ ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ
2) กองกำลังนเรศวร และกองกำลังผาเมือง
3) รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร)
4) จิตอาสาพระราชทานภาค 3
5) คณะกรรมการความมั่นคงชายแดนไทย – เมียนมา ได้แก่ ส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) และส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee : TBC) ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3

ทั้งนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ จัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า ขึ้น ณ สโมสรยอดทัพบัน เทิง กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป มีหน้าที่ในการอำนวยการและบูรณาการ การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นละอองและดับไฟป่า รวมถึงการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ และสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และป้องกันให้ประชา ชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมถึงวางแผนการฟื้นฟู และสร้างความยั่งยืนต่อไป


ดร.ประยุทธฯ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ภูมิภาค เป็นประธานแถลงข่าวการจัดมวยไทยการกุศล “ศึกราชสีห์การกุศล” ในวันเสาร์ทึ่ 31 มกราคม 2569 ณ สนามมวยชั่วคราวข้างวัดวังขอนกว้าง

ดร.ประยุทธ คงเฉลิมวัฒน์ นายกสมาคมผู้ข่าวหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ภูมิภาค เป็นประธานแถลงข่าวการจัดมวยไทยการกุศล โดยมีนายสฤษณ์ จันยุพา ประธานกำนันผู้ใหญ่บ้านตำบลวังขอนกว้าง อำเภอโคกสำโรงจังหวัดลพบุรี จะได้จัดมวยศึกราชสีห์การกุศล ขึ้นในวันเสาร์ทึ่ 31 มกราคม 2569 มีมวยไทย 15 คู่ มวยเริ่มชกเวลา 19.00 น. โดยมีวัตถุประสงค์ในการจุดมวยการกุศลครั้งนึ้ เพื่อนำเงินรายได้ช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปาะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยติดเตียง พรัอมทั้งนำเงินรายได้จำนวนหนึ่งมาพัฒนาในกิจกรรมของชมรมกำนัน-ผู้ใหญบ้านตำบลวังขอนกว้าง ต่อไป

จึงขอเชิญประชาชนทั้งหลายไปชมการแข่งขันมวยการกุศล ณ สนามมวยชั่วคราวข้างวัดวังขอนกว้าง ตามวันเวลาดังกลาวนึ้

ผบช.สตม.รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

ผบช.สตม.รับลูก สร.1 สั่งเข้มคุมต่างชาติทะลักแม่สอดลงระบบ ตม. สกัดกลับเข้าไทยซ้ำ

จากกรณี ที่ทางรัฐบาลเมียนมาร์ ได้เข้าปราบปรามและทำลาย แหล่ง สแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่ เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Paek ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ เป็นผลให้ มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ต่างหนีตาย ข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยมีกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่เข้าสกัดจับกุม เพื่อตรวจสอบ คัดกรอง และส่งกลับประเทศ

วันที่ 11 พ.ย.2568 : พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯโฆษก สตม.เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (10 พ.ย.2568) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สตม.นำคณะบินเข้า พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ที่เข้าพื้นที่แม่สอด เพื่อติดตามสถาน การณ์การควบคุมส่งกลับของต่างชาติดังกล่าว

โดยพบว่า มีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ต.ค.2568 ประมาณ 1,440 คน ส่วนใหญ่เป็นชาติอินเดียถึง 465 คน รองลงมาเป็นชาติแอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน จีน 187 คน ตามลำดับ โดยทุกราย จะมีการควบคุมตัวเพื่อเตรียมผลักดันกลับประเทศ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

ทั้งนี้ ทุกรายจะต้องมีการคัดกรองสัมภาษณ์ตามกระบวนการ NRM หรือ National Referral Mechanism กลไกการส่งต่อระดับชาติ ซึ่งเป็นระบบในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล

นอกจากนั้น พล.ต.ท.ภาณุมาศ ฯ ได้สั่งให้ ตม.จ.ตาก ดำเนินการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์ Biometric คนต่างชาติทุกรายลงในระบบ สตม. เพื่อป้องกันคนต่างชาติเหล่านี้ เปลี่ยน แปลงตัวตนในเอกสารเดินทาง แล้วกลับเข้าประเทศไทยอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นการแฝงตนเข้าไทย เพื่อหาโอกาสเดินทางกลับไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านซ้ำรอยอีก

โดยสั่งการให้ ตม.สนามบิน ทุกแห่งเพิ่มความเข้มในการสกัด ตรวจสอบ คนต่างชาติที่มีประวัติการถูกนำตัวส่งกลับจากแหล่งสแกมเมอร์ในเมียนมาร์ ให้ปฏิเสธการเข้าเมืองทุกราย เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการร่วมกระทำผิด โดยเฉพาะ กลุ่มชาติเอเซียใต้ แอฟริกาตะวันออก รวมถึงการช่วยเตือนคนต่างชาติที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคนที่เดินทางมาคนเดียว แต่ไม่มีแผนการท่องเที่ยวที่ชัดเจน ไม่มีการซื้อตั๋วเดินทางกลับ และโรงแรมที่พัก จะถูกสัมภาษณ์แจ้งเตือนว่าอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มสแกมเมอร์ที่หลอกให้มาทำงานผิดกฎหมาย ซึ่งตั้งแต่ต้นปี ทาง ตม.สนามบิน มีการแจ้งเตือนไปแล้วกว่า 3,384 ราย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ท.สยามฯ ผบช.น. เยี่ยมให้กำลังใจ และติดตามอาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่บาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.เยี่ยมให้กำลังใจ และติดตามอาการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่บาดเจ็บระหว่างปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 10 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 15.30 น. : พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. (น.1), พล.ต.ท. ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นพ.(สบ 8), รพ.ตร.รรท.พตร. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รอง ผบช.น. (น.7) และ พล.ต.ต.หญิงกรกาญจน์ อรุณปลอด อิโซมิชิ ผบก.อก.รพ.ตร. ร่วมกันเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการ ของ จ.ส.ต.ธนวินท์ กิตติพิทักษ์ธารา ผบ.หมู่ จร.สน.ดุสิต ซึ่งเข้ารับการรักษาจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะปฏิบัติหน้าที่ ณ อาคาร มภร. รพ.ตร.

จากนั้นได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและติดตามอาการของ ร.ต.ท.วิทยา ฉลวย รอง สว.จร.สน. สำราญราษฎร์ ที่เข้ารับการรักษาตัวด้วยอาการอาการวูบ แขน ขา ข้างขวา อ่อนแรง ไม่สามารถสื่อสารได้ ขณะปฏิบัติหน้าที่ในเส้นทางเสด็จบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.2568 โดยแพทย์ได้วินิจฉัยว่า เป็นโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke Fast Track) ณ ห้องไอซียู ศัลยกรรมประสาท อาคาร ฉก. รพ.ตร. โดยพร้อมกันนั้นได้มอบกระเช้าพร้อมเงินช่วยเหลือและให้กำลังใจในการรักษาตัวต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เคนโด้จากผู้ประกาศดัง ขึ้นแท่น รองโฆษกรวมไทยสร้างชาติ

เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร จากผู้ประกาศ ดีเจ พิธีกรดังประสบการณ์กว่า 25 ปี ตัดสินใจเข้าสู่วงการ การเมือง ด้วยอุดมการณ์ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น หลังจากลงสนามทำสงครามกับแชร์ลูกโซ่มากกว่า 10 ปี เห็นถึงการแก้ไขที่ต้องแก้ที่ระบบและกฎหมายที่ล้าหลัง เคนโด้เองทราบประวัติการทำงานของหัวหน้าพรรค นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่มุ่งเน้นแก้ไขกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรมกับประชาชน

เคนโด้ จึงได้มีโอกาสเข้าพบหัวหน้าพรรคและนำเสนอการช่วยเหลือประชาชน และพรรคพร้อมสนับสนุนการช่วยประชาชนในสิ่งที่เคนโด้ทำมาตลอด นั่นคือ ปราบกลโกงทุกรูปแบบ ทั้งสแกมเมอร์ แชร์ลูกโซ่ หลอกลงทุนต่างๆ ที่จะพัฒนาไปสู่การแก้กฎหมายตัดวงจรตั้งแต่ต้น

เคนโด้ กล่าวว่า ตั้งแต่ผมได้พบพี่ตุ๋ย พีระพันธุ์ ผมเห็นการคิดและทำเพื่อประชาชน ไม่เห็นการเจรจาผลประโยชน์ใดๆ และผมก็ได้โอกาสการทำงานที่ผมถนัดคือการประชาสัมพันธ์ ได้สัมภาษณ์ หัวหน้าพรรคในประเด็นที่สังคมสนใจ และได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญของพรรคหลายท่าน ทั้ง ป๋าชัช ชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค ได้ความมั่นใจในการไปต่อของพรรคอย่างมั่นคงพร้อมชนทุกปัญหาให้ประชาชน ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่มีความเชี่ยวชาญข้อกฎหมายต่างๆ ผมยิ่งมั่นใจว่าพรรครวมไทยสร้างชาติได้รวมคนดีๆมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง

วันนี้เคนโด้ได้รับการแต่งตั้งจาก หัวหน้าพรรค นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ตามความถนัดและประสบการณ์ของเคนโด้ที่เป็น ดีเจ พิธีกร ผู้ประกาศข่าว กว่า 25 ปี ทักษะการสื่อสารของเคนโด้ ทำมาแล้วทุกรูปแบบ สื่อสารทางวิทยุ โทรทัศน์ เขียนหนังสือ รวมทั้งในโซเชียลมีเดีย มีคนติดตามกว่า 2 ล้านคน

เคนโด้ตั้งใจจะสื่อสารเป็นโฆษกภาษาอีสาน ใช้ภาษาอีสานนำเสนอนโยบายต่างๆให้เข้าถึงคนอีสาน เพราะเคนโด้เป็นคนหนองคายมีความรักในแผ่นดินอีสาน ‘’ผมอยากเว้านโยบายแบบจ๊วดๆให้คนอีสานฮู้ว่าไผเฮ็ดจริง ทุ่มเทจริง นั่นคือ พ่อตู้ตุ๋ย พีระพันธุ์ หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพิ่นเฮ็ดจริง เฮ็ดจัง คนอีสานชีวิตดีขึ้นแน่นอน ทั้งปากท้อง และสวัสดิการต่างๆ ผมสิเว้าให้คนอีสาน 20 กว่าล้านคน ได้ฮู้ว่า ของจริงอยู่นี่ รวมไทยสร้างชาติ‘’

เคนโด้มั่นใจการสื่อสารกับคนอีสาน เพราะเขาคือคนที่อ่านรัฐธรรมนูญเป็นภาษาอีสานและเขาทำสำเร็จในการสื่อสารกับคนอีสานมาแล้ว เคนโด้วางแผนเตรียมชุดข้อมูลนโยบายความมั่นคงในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความมั่นคงด้านเกษตร การศึกษา สาธารณสุข สังคม รวมทั้งชายแดน แปลเป็นภาษาอีสานแบบตรงไปตรงมา และเป็นครั้งแรกที่จะมีโฆษกอีสานเกิดขึ้นในวงการการเมือง เขาคนนั้นคือ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร

หลังจากนี้ ประชาชนจะเห็นบทบาทของเคนโด้ ในฐานะ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่สื่อสารข้อมูลจริง อย่างตรงไปตรงมา น้ำเสียงดัง หนักแน่นในแบบที่คุ้นเคย ‘’ผมยังคงบุคลิกดุดันตรงไปตรงมา และฟังครั้งเดียวต้องเข้าใจ เพราะการสื่อสารควรสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ครับ‘’


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ซีพี และบริษัทในเครือ” ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หนุนไทยเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025

“ซีพี และบริษัทในเครือ” ทุ่มงบ 100 ล้านบาท หนุนไทยเจ้าภาพซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 พร้อมประกาศบทบาท Group Main Sponsor อย่างเป็นทางการรวมพลัง 7 กลุ่มธุรกิจสร้าง Soft Power ด้านกีฬา จุดพลังใจคนไทยทั้งชาติ

กรุงเทพฯ – 10 พฤศจิกายน 2568 – เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี พร้อมบริษัทในเครือ ได้แก่ ซีพีเอฟ, ซีพี ออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู คอร์ปอเรชั่น, ทรูวิชั่นส์, ทรูมันนี่ และอเมซ (Amaze Super App) ประกาศทุ่มงบกว่า 100 ล้านบาท สนับสนุนการกีฬาแห่งประเทศ ไทย (กกท.) ในการจัดการแข่งขัน ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยที่มีนโยบายสนับสนุนด้านการกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในโอกาสนี้ได้รวมพลังจาก 7 กลุ่มธุรกิจในเครือ จัดงาน “ซีพี ร้อยเรียงใจ พาไทยคว้าชัย ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025” ณ ห้องออดิทอเรียม ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมในการ Kick off ครั้งสำคัญของซีพีและบริษัทในเครือ โดยมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้บริหารจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ในเครือฯ ได้แก่ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน),นายสุชาติ วัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน),นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน),นายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน),นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าผู้บริหาร หน่วยงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน),นายกรกฤต เมฆบุญส่งลาภ ผู้อำนวยการฝ่ายความสำเร็จทางธุรกิจของพันธมิตร บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด และ นายภูมิชนัตถ์ เรืองชัยนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูล Amaze Super App ร่วมกันประกาศการเป็น Group Main Sponsor ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของภูมิภาค “ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025” พร้อมแสดงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการแข่งขัน ทั้งด้านอาหาร โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการสื่อสารครอบคลุมทุกพื้นที่การแข่งขัน ระบบการเงินอัจฉริยะ ช่องทางการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขัน และบริการต่างๆ เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์อย่างสง่างาม พร้อมเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมเชียร์ และส่งกำลังใจให้ทัพนักกีฬาไทย คว้าชัยชนะในซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นหน้าที่ในการจัดการแข่งขัน แต่คือโอกาสทองของประเทศไทยในการส่งสารแห่ง ‘ความพร้อม’ และ ‘ความภูมิใจ’ ออกไปสู่ประชาคมอาเซียนและนานาชาติ เราได้เร่งยกระดับมาตรฐานสนามแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐาน และระบบความปลอดภัย เพื่อให้ทุกสนามเป็นพื้นที่ที่นักกีฬาและผู้ชมเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ขอขอบคุณ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ให้ความสำคัญกับกีฬา ซึ่งเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของนักกีฬาไทย ซีพีไม่ได้สนับสนุนเพียงซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 เท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังสำคัญเกือบทุกมหกรรมกีฬาของประเทศ เชื่อมั่นว่าการเป็นเจ้าภาพของไทยในครั้งนี้จะสามารถยกระดับมาตรฐานซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ให้เป็นสากลมากขึ้น มีการแข่งขันอย่างยุติธรรม สู่การเป็นเจ้าเหรียญทองอย่างภาคภูมิใจ”

ขณะที่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ซีพีและบริษัทในเครือรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการหรือ Group Main Sponsor ในการแข่งขันซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ นับเป็นโอกาสสำคัญที่คนไทยทั้งชาติจะได้รวมพลังแสดงศักยภาพของประเทศในเวทีอาเซียนอย่างภาคภูมิ พร้อมต้อนรับนักกีฬาจากทุกประเทศที่เข้าแข่งขันด้วยน้ำใจไมตรี เพื่อให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นเวทีแห่งมิตรภาพ ความมุ่งมั่น และแรงบันดาลใจ โดยการสนับสนุนการแข่งขันกีฬาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์, ประธานกรรมการ สุภกิต เจียรวนนท์ และ ประธานคณะผู้บริหาร ศุภชัย เจียรวนนท์ ที่มุ่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลัก ‘3 ประโยชน์’ เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน และเพื่อองค์กร’ ซึ่งกีฬาเป็นหนึ่งในพลังที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะสร้างประโยชน์ให้กับทั้งคนในชาติ เศรษฐกิจ และสังคมในเวลาเดียวกัน”

“ซีพีและบริษัทในเครือฯ จึงประกาศเจตนารมณ์สนับสนุนการแข่งขันครั้งนี้อย่างเต็มกำลัง ด้วยงบประมาณ 100 ล้านบาท ให้แก่การกีฬาแห่งประเทศไทย ครอบคลุมทั้งด้านอาหาร การสื่อสาร การถ่ายทอดสด และบริการทางการเงินดิจิทัล ผ่านพลังความร่วมมือของ 7 กลุ่มธุรกิจในเครือ ได้แก่ CPF, CP ALL, CP AXTRA, True Corporation, TrueVisions, TrueMoney และ Amaze Super App”

ดร.ธีระพลฯ กล่าวเสริมว่า “ในส่วนของกิจกรรมวิ่งคบเพลิง ทางเครือ โดยกลุ่ม ‘ซีพีอาสา’ จะร่วมกันทำความสะอาดและเก็บขยะตลอดเส้นทาง ตามแนวทาง “Green SEA Games” และนโยบาย “Zero Waste” ของบริษัท พร้อมประสานความร่วมมือกับสนามแข่งขันต่างๆ เพื่อผลักดันให้อาหารที่ซีพีให้การสนับสนุนเป็นไปตามแนวทาง “Zero Food Waste” อย่างครบวงจร”
“นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาท “ล่ามประชาสัมพันธ์” เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้กับนักกีฬาและชาวต่างชาติที่เข้าร่วมงาน รวมถึงใช้สื่อในเครือฯ เป็นช่องทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมการแข่งขัน เพื่อร่วมส่งต่อพลังแห่งกีฬาที่สร้างทั้งแรงบันดาลใจ ความมุ่งมั่น และความสามัคคีโดยไม่แบ่งแยก”

“สำหรับการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ซีพี ก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง”

“เครือเจริญโภคภัณฑ์หวังว่าการสนับสนุนมหกรรมกีฬาในครั้งนี้ จะช่วยส่งต่อพลังแห่งความดี ความร่วมมือ และความภูมิใจให้กับคนไทยทุกคน เพราะชัยชนะในสนามกีฬา คือชัยชนะของหัวใจคนไทยทั้งชาติ และเป็นอีกก้าวสำคัญของการต่อยอด Soft Power ไทย ที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้โลกรู้จักพลังของคนไทยมากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมกันส่งแรงใจและแรงเชียร์ให้นักกีฬาไทยในทุกประเภทกีฬาและทุกสนามการแข่งขัน”

ทั้งนี้ ความร่วมมือของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ครอบคลุมการสนับสนุนการแข่งขัน ซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ในหลากหลายมิติ ดังนี้

●CPF ร่วมเติมพลัง ‘นักกีฬาซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025’ รวมทั้งทีมงานและเจ้าหน้าที่ตลอดการแข่งขัน ด้วยนวัตกรรมอาหารที่ดีต่อกาย ดีต่อใจ ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของ CPF ในการ “ทำทุกคำเพื่อสุขภาพที่ดี” ด้วยความเชื่อว่า…พลังจากอาหารที่มีคุณภาพจะช่วยทำให้ร่างกายและหัวใจพร้อมสู้ไปด้วยกัน
●CP ALL ขอส่งต่อความสะดวกและพลังใจให้กับคนไทยผ่านแคมเปญ “เซเว่นชวนเชียร์สุดใจ ทีมไทยแลนด์” พร้อมร่วมส่งแรงใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยและนักกีฬาทุกคนก้าวสู่ความสำเร็จอย่างเต็มภาคภูมิ และร่วมสร้างความประทับใจให้ทั่วโลกได้เห็นถึงพลังแห่งรอยยิ้มของคนไทย
●CP AXTRA (Makro & Lotus’s) ร่วมสนับสนุนมหกรรมกีฬาครั้งนี้ ผ่าน 3 ด้าน คือ Community, Customer และ Sustainability โดย Community campaign เปิดพื้นที่ แม็คโคร-โลตัส ให้เป็น ‘AXTRA Cheer Zone’ เชียร์ไทยไปกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า สำหรับ Customer campaign ‘ชวนลูกค้าเชียร์ไทยไปกับ แม็คโคร-โลตัส’ แจก Point พิเศษทุกการช้อป ตลอดช่วงการแข่งขัน พร้อมร่วมฉลองชัยรับไอเทมพิเศษ ฟรี ทุกเหรียญทองของไทย และด้าน Sustainability กับแคมเปญ ‘Green SEA Games ซีเกมส์สีเขียว สนามปลอดขยะ’ จัดให้มีการคัดแยกขยะในทุกสนามการแข่งขัน
●True Corporation ร่วมสนับสนุนเทคโนโลยีการสื่อสาร เชื่อมต่อ “สัญญาณแห่งความสุข” ภายใต้แนวคิด ‘Power Up Nation’s Sportsmanship’ ปลุกพลังความเป็นนักกีฬาที่แท้จริงที่อยู่ภายในตัวตนของคนไทยทุกคน พร้อมดูแลเตรียมความพร้อมเครือข่ายทรู 5G มาตรฐานใหม่ที่ยกระดับ ความเร็ว ความครอบคลุม ความเสถียร และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งจัดทีม ‘Power Up True Network’ ให้เร็ว แรง ครอบคลุมทุกสนามแข่งขันและที่พักนักกีฬาทั่วประเทศ ติดตั้งรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (COW) และอุปกรณ์ขยายสัญญาณมากกว่า 130 จุด ใน 4 จังหวัดเจ้าภาพ ให้ทุกการสื่อสารไร้รอยต่อ รวมถึง ‘Power Up Athletes’ จัดเตรียมซิมทรู 5G พร้อมอินเทอร์เน็ตไม่จำกัดแก่เจ้าหน้าที่และนักกีฬาจากทั้ง 11 ประเทศ เพื่อให้สื่อสารได้รวดเร็วทันใจ และ ‘Power Up the Press’ เสริมแกร่งการสื่อสารโดยติดตั้งอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ความเร็วสูงและ WiFi จากทรูออนไลน์ ใน Press Center ทั้ง 4 จังหวัด ให้สื่อมวลชนจากนานาประเทศได้รายงานความเคลื่อนไหวฉับไวและแม่นยำตลอดการแข่งขัน
●TrueVisions NOW ถ่ายทอดสด ชมฟรี! ซีเกมส์ 2025 ครบทุกทุกกีฬาสำคัญ ให้แฟนกีฬาทั่วประเทศได้ร่วมเชียร์กันแบบสดๆ โดยรับชมได้ทุกอุปกรณ์ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์นาว ลงทะเบียน ก็สามารถรับชมการแข่งขันได้ฟรีทันที
●TrueMoney ผู้ให้บริการรับชำระเงินแบบ E-Wallet รายเดียวของงาน (Exclusive E-Wallet Partner) ช่วยให้แฟนกีฬาไทยและชาวต่างชาติชำระเงินได้สะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วผ่านแอปเดียว อีกทั้งยังมีกิจกรรมภายในแอปพลิเคชันให้ร่วมส่งแรงเชียร์นักกีฬาไทย พร้อมร่วมมือพันธมิตรมอบส่วนลดค่าเดินทาง ไป–กลับ สนามแข่งขันเมื่อชำระเงินผ่านทรูมันนี่
● Amaze Super App เป็นสื่อกลางในการโปรโมทและอัปเดตข่าวสาร อาทิ ตารางการแข่งขัน ผลการแข่งขัน รวมไปถึงจัดแคมเปญ ‘Amaze ส่งใจให้ไฟลุก’ มอบส่วนลด 20% ทุกสินค้าที่ร่วมรายการช่วงซีเกมส์ 2025 รวมถึงแจกอเมซพอยท์อัดฉีดให้นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทุกคน ทุกประเภทกีฬา รวมมูลค่ากว่าหนึ่งล้านบาท

การสนับสนุนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับวงการกีฬาไทย แต่ยังเป็นการสร้าง ‘Soft Power ที่ทรงพลัง’ สะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพที่พร้อมทั้งด้านการจัดการ เทคโนโลยี และพลังของคนไทยที่พร้อมส่งต่อรอยยิ้ม มิตรภาพ และความเป็นหนึ่งเดียวสู่สายตาทั่วโลก

สำหรับปี 2025 ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เป็นครั้งที่ 7 ของประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ใน 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา ขณะเดียวกันการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม 2569 ที่จังหวัดนครราชสีมา โดยมีทัพนักกีฬาจาก 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมชิงชัย โดยซีเกมส์ปีนี้มาพร้อมแนวคิด “กระจายการแข่ง ขัน สร้างโอกาสทั่วไทย” มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาค ผ่านการจัดแข่งขันกว่า 54 ชนิดกีฬา แบ่งเป็น 50 ชนิดกีฬาชิงเหรียญทางการ และ 4 ชนิดกีฬาสาธิต ครอบคลุมทั้งกีฬามาตรฐานโอลิมปิกเกมส์และกีฬาพื้นบ้านของอาเซียน ชิงชัยกว่า 574 เหรียญทอง

ขอเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะ ส่งแรงใจให้ทัพนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองในซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ 2025 เพราะ “ทุกแรงใจของคนไทย คือพลังของชาติ” เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ “ร้อยเรียงหัวใจคนไทย…สู่ชัยชนะของชาติ”

ซีพีร้อยเรียงใจพาไทยคว้าชัยซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ #คนไทยหัวใจนักสู้ #ซีเกมส์ #ซีเกมส์33 #อาเซียนพาราเกมส์ #SeaGame #SEAGames2025 #AseanParaGames2025 #AseanParaGames


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สตช.จัดงานแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดงานแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.00 น. : นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรม ตม. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย รอง ผบ.ตร. ประกอบด้วย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และผู้ช่วย ผบ.ตร., รองจเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้บัญชาการและผู้แทนหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงาน

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ยกระดับงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นงานสำคัญ ที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และได้สั่งการให้ตำรวจทุกหน่วยในสังกัดระดมสรรพกำลังทำการป้องกันและปราบปราม ในทุกมิติอย่างเข้มข้น

ในส่วนของการปราบปรามมีผลการปฏิบัติที่จะนำมาประชาสัมพันธ์ในการแถลงข่าว “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” United Thailand Against Scammers ในวันนี้ สรุปได้ดังนี้

ได้ทำการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยในการระดมกวาดล้างครั้งล่าสุดในห้วงตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม–8 พฤศจิกายน 2568 (รวม 13 วัน) มีผลการจับกุม รวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน ดังนี้

  1. จับกุมคดีสำคัญที่เป็นองค์กรเครือข่าย รวม 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน
  2. จับกุมคดี 14 ประเภท รวม 2,580 คดี ผู้ต้องหา 2,432 คน
  3. จับกุมคดีเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า รวม 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน
  4. จับกุมอุปกรณ์การสื่อสารผิดกฎหมาย เช่น SIMBOX,False base station รวม 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน
  5. สำรวจเสาส่งสัญญาณ และสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดนทั่วประเทศ แยกเป็นเสาส่งสัญญาณ จำนวน 1,575 จุด และ สายสัญญาณอินเทอร์เน็ต จำนวน 105 จุด เพื่อส่งข้อมูลใน กสทช.ทำการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
  6. ตรวจสอบโกดังสินค้าในทุกพื้นที่ ที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงส่งสินค้าโดยที่ประชาชนไม่ได้สั่งซื้อจริง หรือได้รับสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ ซึ่งเป็นประเภทคดีที่มีผู้เสียหายมากที่สุดในขณะนี้
  7. ติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหาย (Money Cash Back) ได้รวม 234 ราย และจับกุมผู้ต้องหาได้ 224 คน โดยในวันนี้มีผู้เสียหายเดินทางมารับเงินคืนในงานแถลงข่าว รวมจำนวน 31 ราย เป็นเงินรวม 14,604,248 บาท (ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการ Money Cash Back กุมภาพันธ์ 2568-ปัจจุบัน สามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้ 322 ราย เป็นจำนวนเงินรวม 312,014,202.15 บาท)
  8. สกัดกั้นคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปร่วมขบวนการ Scammer ได้ 123 ครั้ง 201 คน
  9. ปฏิบัติการขยายผลเส้นทางการเงินต้องสงสัยจากศูนย์ War Room รวม 128 ราย ผู้ต้องหา 133 คน
  10. มีการระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง โดยในห้วงวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 (รวม 8 วัน) จับกุมได้ 965 คน
  11. จับกุมคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น การพนันออนไลน์,จำหน่ายอาวุธปืนออนไลน์ ฯลฯ จำนวน 3,083 คดี ผู้ต้องหา 3,103 คน
  12. สืบสวนจับกุมเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม สื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ ที่โฆษณาเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ โดยเน้นจับกุมผู้จัดให้มีการเล่นและผู้ประกาศโฆษณาชักชวน โดยเฉพาะอินฟูลเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง และขยายผล ยึดและอายัดทรัพย์สิน โดยในห้วงวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 (8 วัน) จับกุมผู้จัดให้มีการเล่นและผู้โฆษณาชักชวนบนสื่อออนไลน์ ได้ 22 ราย ผู้ต้องหา 27 คน (ทั้งนี้ ในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม–8 พฤศจิกายน 2568 ในภาพรวมมีการจับกุมเครือข่ายการพนันออนไลน์รายใหญ่ 26 ราย ผู้ต้องหา 196 คน ตรวจยึดทรัพย์สิน 41,720,000 บาท)
  13. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอปิดกั้นเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม สื่อออนไลน์ช่องทางต่างๆ ที่โฆษณาชักชวนหรือเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ รวมทั้งที่กระทำผิดกฎหมายอื่นๆ เช่น ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า อาวุธปืน โดยในห้วงวันที่ 1 ตุลาคม–5 พฤศจิกายน 2568 เสนอปิดกั้นที่เกี่ยวกับการพนันออนไลน์และที่กระทำผิดกฎหมายอื่นๆ ดังนี้
    1. 1-31 ต.ค.2568 : ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 22,416 URL, ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 4,984 ครั้ง
    1. 1-5 พ.ย.2568 : ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 15,978 URL,ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 3,818 ครั้ง รวม ปิดเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 38,394 URL,ปิดแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์และที่ผิดกฎหมายอื่นๆ (Facebook/YouTube/X/TikTok/Line) 8,802 ครั้ง

ในการแถลงข่าวผลการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์ United Thailand Against Scammers” ได้แบ่งพื้นที่งานออกเป็น 5 โซน คือ

  1. War Room (ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์)
  2. การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย (โครงการ Money Cash Back)
  3. ผลการป้องกันปราบปรามที่มีความสำคัญและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
    1. 3.1) ผลการปฏิบัติที่สำคัญของกองบัญชาการต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    2. 3.2) เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์” เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยในโลกออนไลน์
    3. 3.3) ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
  4. บรรยายพิเศษเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์
  5. นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. War Room (ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์) มีการยกระดับการปฏิบัติงานของ War Room โดยได้เชิญเจ้าหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการธนาคาร,ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์,สำนักงาน ก.ล.ต.,สำนักงาน ปปง.,สำนักงาน กสทช. มาร่วมปฏิบัติงานประจำที่ War Room ทุกวัน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนและการปราบปรามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สามารถระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกโดนหลอก สามารถจับกุมคนร้ายได้ในทันทีทันใด และติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
  2. การคืนเงินให้กับผู้เสียหาย (โครงการ Money Cash Back) เป็นผลต่อเนื่องมาจากการปฏิบัติงานของศูนย์ War Room โดยเมื่อศูนย์ฯ ตรวจพบเส้นทางการเงินที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีความผิดปกติ จะมีการสั่งการให้ธนาคารระงับธุรกรรมทางการเงินชั่วคราว และสั่งการให้ชุดปฏิบัติการตำรวจทั้งส่วนกลางและพื้นที่รับผิดชอบรีบเข้าไปตรวจสอบ หากตรวจพบการกระทำความผิดจะอายัดเงินของคนร้ายที่หลอกลวงไปนำกลับมาคืนเงินให้กับผู้เสียหาย
  3. ผลการป้องกันปราบปรามที่มีความสำคัญและความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
    1. 3.1) ผลการปฏิบัติที่สำคัญของกองบัญชาการต่างๆ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 34 คดี
    2. 3.2) เครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์” เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยในโลกออนไลน์
      1. แอปพลิเคชัน “Cyber Check” โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้จาก App store และ Google Play เพื่อตรวจสอบกรณีสงสัยว่าอาจจะเป็นมิจฉาชีพมาหลอกลวงหรือไม่ โดยนำข้อมูล ได้แก่ หมายเลขโทรศัพท์,เลขที่บัญชีธนาคาร,Website,Facebook,Line,TikTok และ SMS เข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นได้ ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนเข้ามาใช้ แอปพลิเคชั่น Cyber Check แล้ว มากกว่า 300,000 คน และมีการปรับปรุงข้อมูลในระบบให้เป็นปัจจุบันตลอดเวลา
      2. “Cyber Vaccine” โดยวิเคราะห์แผนประทุษกรรมรูปแบบใหม่ๆ ของคนร้ายที่นิยมใช้ในปัจจุบัน และจัดทำเป็นสื่อเตือนภัยลงใน Facebook เพจ “ตำรวจไซเบอร์” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประชาสัมพันธ์ “เตือนภัยไซเบอร์”
    3. 3.3) ความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
      1. หน่วยงานภายในประเทศ ประกอบด้วย ภาคการเงิน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย,สมาคมธนาคารไทย,สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA),สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO),Binance,True Money ภาคโทรคมนาคม ได้แก่ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ AIS, TRUE / DTAC,3BB
      2. หน่วยงานภายนอกประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ประกอบด้วย FBI,Homeland Security Investigation (HSI),U.S. Secret Service,UNODC,Australian Federal Police,German Federal Criminal Police Office,Korean National Police Agency
      3. แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ LINE,TIKTOK
  4. บรรยายพิเศษเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
  5. นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศเจตนารมณ์ร่วมกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยกระดับในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและบังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ขอให้พี่น้องประชา ชนเชื่อมั่นในความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มแก๊งหลอกลวงออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ (สแกมเมอร์) รวมทั้งเครือข่ายการพนันออนไลน์ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในขณะนี้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานรวมทั้งการแจ้งเบาะแสต่างๆ และร่วมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วยดีตลอดมา

พวกเราทุกคนขอยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใส เข้มแข็ง และมุ่งมั่น เป็นตำรวจมืออาชีพ เพื่อความผาสุกและความปลอดภัยในสังคมออนไลน์ของประชาชนทุกคน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ผบช.ทท.” สั่งกำชับ ตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่วัดสุวรรณคูหา จ.พังงา เร่งรัดวาง 6 มาตราการเข้ม

“ผบช.ทท.” สั่งกำชับ ตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่วัดสุวรรณคูหา จ.พังงา เร่งรัดวาง 6 มาตราการเข้ม ห้ามผู้ประการขายกล้วยให้ลิง หยุดตื้อ นทท.ด้วยกริยาไม่งาม ป้อง กันภาพบรรยาการท่องเที่ยว รับไฮซีซั่น

วันที่ 9 พ.ย.2568 เวลา 15.00 น. ที่สถานีตำรวจท่องเที่ยว 1 กก.2 บก.ทท.3 พ.ต.ท.เอกชัย ศิริ สวญ.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏคลิปวีดีโอเผยแพร่ในสื่อสัง คมออนไลน์ กรณีแม่ค้าขายกล้วยลิง บริเวณวัดสุวรรณคูหาฯ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยว นััน พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.ได้สั่งกำชับให้ พล.ต.ต.เศรษฐศักดิ์ ยิ้มเจริญ ผบก.ทท.3, พ.ต.อ.ณรภณ วัฒนะกรทวี ผกก.2 บก.ทท.3, พ.ต.ท.บรรณพงศ์ เก่งเรียน รอง ผกก.2 บก.ทท.3 เร่งแก้ใขกรณีดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อภาพลักษ์ บรรยาการการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มเข้าฤดูไฮซีซั่น นั้น

พ.ต.อ.ณรภณฯ เปิดเผยว่า ในวันนี้ พ.ต.ท.เอกชัย พร้อมด้วย พ.ต.ต.ชาญณรงค์ รอดทองดี สว.ส.ทท.1 กก.2 บก.ทท.3 พร้อม สายตรวจพังงา ได้ลงพื้นที่ วัดสถานที่เกิดเหตุ เพื่อกราบนมัสการหารือร่วมกับ พระภาวนาธรรมาภิราม รองเจ้าคณะจังหวัดพังงา พระครูวรธรรมวิมล เจ้าคณะอำเภอตะกั่วทุ่ง, พระปลัดธนารักษ์ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา, นายวิเชฐ สูยะนันท์ นายอำเภอตะกั่วทุ่ง, นางอรพิณย์ แสนหล้า นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพังงาและคณะกรรมการวัดสุวรรณคูหา สำหรับผลการหารือเกี่ยวกับปัญหาตามที่ปรากฎคลิปวีดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีแม่ค้าขายกล้วยลิง บริเวณวัดสุวรรณคูหาฯ ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อการท่องเที่ยวรวมทั้งพูดคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการขายอาหารลิง (กล้วย) เพื่อรับฟังปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ศาลาการเปรียญ วัดสุวรรณคูหา ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

ด้าน พ.ต.ท.เอกชัยฯ ยังได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินการตามข้อสั่งการตามลำดับชั้นว่า โดยได้สรุป ดังนี้

  1. ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการขายอาหารลิง แสดงความเสียใจ และกล่าวขอ โทษ ที่ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเสียหาย
  2. กลุ่มผู้ประกอบการ จะไม่ออกมาเร่ขายสินค้า (อาหารลิง)ในพื้นที่สาธารณะอีก จะจำหน่ายในเขตพื้นที่ ที่ทางวัดจัดให้เท่านั้น รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะไม่มีพฤติกรรมที่เป็นลักษณะทำให้เสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีก
  3. ทางคณะกรรมการวัดจะทำการจัดระเบียบที่จอดรถ ให้บริษัทนำเที่ยวนำรถมาจอดในเขตพื้นที่ที่ทางวัดจัดไว้เท่านั้น รวมถึงทำป้ายประชาสัมพันธ์จุดจำหน่ายอาหารลิง และจุดให้อาหารลิง ให้เห็นเด่นชัดจากลานจอดรถ
  4. ให้ทางร้านติดป้ายกำกับราคาในสินค้าที่จำหน่ายภายในวัด เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว
  5. ทางวัดจะจัดโซนสำหรับจำหน่ายอาหารลิง และโซนที่จะให้อาหารลิงไว้เป็นการเฉพาะ
  6. ทางคณะกรรมการวัดฯจะทำความเข้าใจกับตัวแทนบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ที่นำนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวที่วัดสุวรรณคูหา กรณีการอุดหนุนสินค้า (อาหารลิง) ที่วางจำหน่ายภายในวัดเท่านั้น แต่ไม่ตัดสิทธิ์ ร้านค้าภายนอกวัดที่จะเข้าร่วมจำหน่ายอาหารลิงภายในพื้นที่ ที่วัดได้จัดไว้ให้

ท้ายนี้ขอฝากไปถึงพี่น้องประชาชน หากพบเห็นเหตุการณ์ที่จะส่อไปในทางนักท่องเที่ยว ทั้งไทยและต่างชาติได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินรวมถึงการก่อความรำคาญในขณะที่ไปท่องเที่ยวในแหล่งนั้นนั้น ได้โปรด โทรแจ้งได้ที่ หมายเลข 1155 “พ.ต.ท.เอกชัย กล่าว“


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบของขวัญ ส่งกำลังใจแก่ผู้พิการ ในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ และ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบกระบอกน้ำพลาสติก ขนาด 1 ลิตร รวมจำนวน 4,000 ใบ รวมงบประมาณเป็นเงิน 248,000 บาท (สองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) เป็นของขวัญให้แก่ผู้พิการ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เนื่องในงานวันคนพิการ ครั้งที่ 56 ประจำปี 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณแด่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคม สงเคราะห์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องจัดเลี้ยงอาหาร 9 ชั้น 1 บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด สำนักงานแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

สำหรับการช่วยเหลือผู้พิการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ได้ริเริ่มดำเนินการและขยายโครงการต่อเนื่องเรื่อยมา ด้วยความตระหนักถึงความยากลำบากในการดำรงชีวิต เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต อาทิ โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” โดยการมอบเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ พร้อมมอบค่าพาหนะสำหรับผู้ที่เดินทางมารับ ซึ่งขณะนี้ได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้พิการยากไร้ในส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังให้ความช่วยเหลือโดยผ่าน หรือร่วมกับโครงการ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ อาทิ การสนับสนุนค่าพาหนะ และเครื่องอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ การมอบของขวัญเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้พิการ เนื่องในวันคนพิการ โดยร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และในวันจันทร์นี้ (10 พฤศจิกายน พ.ศ.2568) มูลนิธิฯ กำหนดมอบไม้เท้าขาวแก่ผู้พิการทางสายตา ผ่านมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมงบประมาณการช่วยเหลือผู้พิการ ในปี 2568 ณ ปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน