รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นทีตรวจติดตามจุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ที่จังหวัดนครปฐม

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลง พื้นทีตรวจติดตามจุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ที่จังหวัดนครปฐม

เวลา 09.30 น. ณ จุดก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน เชื่อมคลองสูบ หมู่ 2 โรงพยาบาลห้วยพลู อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจสถานที่ก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน พร้อมทั้งได้มอบถุงยังชีพ จำนวน 250 ชุด ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่

โดยมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, นางสาวเสาวลักษณ์ ศุภกมลเสนีย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน ตลอดจน หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนให้การต้อนรับ

สืบเนื่องจากประชาชนหมู่ที่ 2 ตำบลห้วยพลู ตำบลวัดละมุด ตำบลบางพระ ตำบลบางแก้วฟ้า และโรงพยาบาลห้วยพลู อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ได้รับความเดือดร้อนจากปริมาณน้ำในแม่น้ำท่าจีนที่เพิ่มสูงขึ้นจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนของประชา ชนและโรงพยาบาล ได้รับความเสียหาย เนื่องจากปัจจุบันไม่มีอาคารควบคุมปริมาณน้ำ ดังนั้น เพื่อป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ เมื่อดำเนินโครงการก่อ สร้างประตูระบายน้ำพร้อมสถานีสูบน้ำคลองโรงพยาบาลหัวยพลู ตำบลห้วยพลู อำเภอนคร ชัยศรี จังหวัดนครปฐม แล้วเสร็จจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 890 ไร่ ราษฎรจำนวน 200 ครัวเรือน

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวว่า การเดินนทางมาที่จังหวัดนครปฐม เนื่องจากมีปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำท่าจีน ซึ่งเชื่อมโยงมาตั้งแต่จังหวัดสุพรรณบุรีมาถึงจังหวัดนครปฐม โดยได้รับฟังปัญหาจากผู้นำท้องถิ่น ว่าแม่น้ำท่าจีนถึงเวลาต้องขุดลอก ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ ซึ่งได้ดำเนินการที่จังหวัดสมุทรสาคร ใช้เวลาในการดำเนินการ 1 เดือน เพื่อขยายคลองให้มีความกว้างและลึกได้เหมือนเดิม

สำหรับวันนี้จังหวัดนครปฐม ที่บริเวณนี้ ได้รับการร้องเรียนจากผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ และตัว แทนของพรรค ที่มีความต้องการสร้างประตูระบายน้ำ ซึ่งได้มีการหารือกันมาหลายปี จากแผนฯ กำหนดไว้ต้องใช้งบประมาณ พ.ศ. 2571 แต่ความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโรงพยาบาลห้วยพลู ที่ต้องรองรับผู้ป่วยจากอำเภอนครชัยศรีและอำเภอใกล้เคียง และพื้นที่ชุมชนกว่า 200 ครัวเรือน เพราะปัญหาน้ำท่วม จึงได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุมัติในหลักการ เพื่อขออนุมัติใช้เงินเหลือจ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าแบบจะแล้วเสร็จ เดือนธันวาคม 2568 เมื่อแบบเสร็จจะได้มีการประสานมายังผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เพื่อขอใช้พื้นที่ในการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการแก้ไขปัญหา และอีกหนึ่งเรื่องเกี่ยวกับปัญหาลำน้ำสาขา ที่มีความตื้นเขิน อยู่ในความรับผิดชอบของกรมเจ้าท่า โดยได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้มีความเห็นชอบ โดยมอบให้กรมชลประทาน เป็นผู้ดำเนินการที่มีความพร้อม ร่วมกับกระทรวงกลาโหม ไม่ว่าจะเป็น หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มีเครื่องมือ หน่วยทหารช่าง ซึ่งได้มีการประสานเบื้องต้นแล้ว จะมาบูรณาการร่วมกันขุดลอก ทั้งนี้ ไม่ใช่แม่น้ำท่าจีน แต่ยังรวมไปถึงแม่น้ำสาขา แม่น้ำสายหลัก ที่ต้องมีการบูรณาการดำเนินการร่วมกันทั่วประเทศ

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจสถานที่ก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำคลองพระน้อย ตำบลวัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พร้อมทั้งได้มอบถุงยังชีพ จำนวน 350 ชุด ให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นพื้นที่รับน้ำจากพื้นที่ตำบลวัดละมุด ตำบลดอนแฝก ตำบลศรีมหาโพธิ์ และตำบลสัมปทวน ก่อนระบายน้ำลงสู่คลองท่าเรือ-บางพระ

ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากไม่มีอาคารควบคุมน้ำที่สามารถช่วยระบายน้ำ ส่งผลให้น้ำไหลย้อนเข้าท่วมพื้นที่ริมคลองและพื้นที่เกษตรกรรมโดยรอบ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เมื่อดำเนินการก่อ สร้างแล้วเสร็จ จะสามารถช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน รวมถึงช่วยเก็บกักน้ำไว้ในคลองได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยเหลือพื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่การเกษตรได้ประมาณ 545 ไร่ ประชากร 340 คน 110 ครัวเรือน

ในการนี้ ร้อยเอกธรรมนัสฯ ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำฯให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวนครปฐมให้สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยเร็วที่สุด


สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม ภาพ/ข่าว
สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม รายงาน

จับรายวัน!! ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับรถขนแรงงาน พบต่างด้าวผิดกฎหมาย 29 ราย พร้อมคนขับ 1 ราย

จับรายวัน ตม.จว.กาญจนบุรี สกัดจับรถขนแรงงาน พบต่างด้าวผิดกฎหมาย 29 ราย พร้อมคนขับ 1 ราย

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช./ผอ.ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.), พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.), พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก. ตม.3, พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รอง ผบก.ฯ รรท.รอง ผบก.ตม.3 นำโดย พ.ต.อ.กรณ์ สมคะเณย์ ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, พ.ต.ท.ตฤณธวัช ปัญญาธร รอง ผกก.ตม.จว.กาญจนบุรี, ว่าที่ พ.ต.ต.ธนพงษ์ พลายเพชร สว.ตม.จว.กาญจนบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว. กาญจนบุรี เฝ้าติดตามเครือข่าย ขบวนการขนคนต่างด้าว โดยตรวจเส้นทางการเดินรถผ่าน License Plate พบรถยนต์มีลักษณะต้องสงสัย จึงได้วางแผนติดตามตรวจสอบรถคันดังกล่าว

วันที่ 15 พ.ย.2568 เวลา 11.30 น. เจ้าหน้าที่พบรถกระบะ Nissan หมายเลขทะเบียน 2ฒง 8505 กทม. จอดอยู่หน้าห้องเช่าบริเวณ ม.4 ต.หนองบัว อ.เมืองกาญจนบุรี ตรวจสอบพบบุคคลเพศชายกำลังจะขับรถกระคันดังกล่าวออกจากบริเวณหน้าห้อง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่และขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว พบว่า บุคคลดังกล่าวชื่อนาย วรพันธ์ (ผู้ถูกจับกุมที 1) โดยได้แจ้งว่าเป็นผู้เช่าห้องเช่าดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบภายในห้องเช่าดังกล่าว โดยนายวรพันธ์ เป็นผู้นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่า ภายในห้องพบบุคคลต่างด้าวจำนวน 29 คน (ชาย 16 คน หญิง 11 คน และเด็กหญิงผู้ติดตาม 2 คน) พร้อมกระเป๋าสัมภาระจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ขอตรวจสอบเอกสารแสดงตัวตนของบุคคลต่างด้าวทั้งหมด พบว่า บุคคลต่างด้าวจำนวน 29 คน ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทางมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม

จากการสอบถามผู้ถูกจับกุมที่ 1 ได้ให้การว่าตนเป็นผู้เช่าห้องเช่าดังกล่าว จำนวน 2 ห้อง 1 ห้องเป็นห้องพักของตน และอีก 1 ห้อง เป็นห้องที่นำบุคคลต่างด้าวมาพัก โดยวันที่ 15 พ.ย.68 เวลาประมาณ 04:00 น. ได้ขับรถกระบะ Nissan หมายเลขทะเบียน 2ฒง 8505 กทม. ไปรับบุคคลต่างด้าวมาจากบริเวณป่าข้างทางแถววัดลิเจีย เพื่อจะไปส่งยังวัดโคกขาม จว.สมุทรสาคร โดยได้นำบุคคลต่างด้าวมาพักไว้ที่ห้องเช่าดังกล่าว และรอที่จะเดินทางต่อ โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 1,200 บาท ต่อบุคคลต่างด้าว 1 คน

จากการสอบถามผู้ถูกจับที่ 2 – 28 ได้ให้การว่าเป็นบุคคลสัญชาติเมียนมา และได้เดินทางหลบหนีเข้าเมืองมาจากช่องทางธรรมชาติ อ.สังขละบุรี เพื่อที่จะเดินทางไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย โดยได้เสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าฝั่งประเทศเมียนมาเป็นเงินจำนวน 55,000 – 65,000 บาท โดยจะจ่างเงินเมื่อถึงปลายทาง โดยได้เดินเท้าเข้าทางช่องทางธรรมชาติ และได้ลงเรือ จากนั้นได้มีรถกระบะคันดังกล่าวมารับและนำมาพักอาศัยอยู่ภายในห้องเช่าดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับชุดจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิของผู้ถูกจับตามกฎหมายและรายละเอียดแห่งการจับดังกล่าวข้างต้นให้ผู้ถูกจับทราบ จากนั้นจึงได้บันทึกการจับกุมตัว
สถานที่จับกุมบริเวณห้องเช่า ม.4 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยผู้ขับขี่ถูกจับกุมใน ข้อกล่าวหาว่า “ช่วยเหลือ ซ้อนเร้น ด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยผิดกฏหมายนั้นพ้นจากการจับกุม” และบุคคลคนต่างด้าว 27 ราย ข้อกล่าวหาว่า “เป็นบุคคลต่าง ด้าวเดินทางเข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” มีผู้ติดตาม 2 ราย ในชั้นจับกุม ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงได้นำตัวไปยัง ตม.จว.กาญจนบุรี ทำบันทึกจับกุม และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง #


/// กัมพล ทันเวลา / ทีมข่าวภาคตะวันตก

พ่อเมืองสุพรรณติดเครื่อง นำข้าราชการลุยน้ำติดตามสถานการณ์อุทกภัยหาทางช่วยชาวบ้านหลังเข้ารับตำแหน่ง

พ่อเมืองสุพรรณนำข้าราชการลุยน้ำติดตามสถานการณ์อุทกภัยหาทางช่วยชาวบ้าน หลังเข้ารับตำแหน่งพ่อเมืองสุพรรณ ไม่รอช้าติดเครื่องนำข้าราชการส่วนที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยพร้อมมอบถุงยังชีพ ในพื้นที่อำเภอศรีประจันต์ อำเภอเมือง และอำเภออู่ทอง ทันทีพร้อมหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายกลวัชร ทรัพย์ส่งสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี หัวหน้าสำนักงาน ปภ. สุพรรณบุรี ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุพรรณบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ พร้อมมอบถุงยังชีพ และเยี่ยมเยียนให้กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 15 ครัวเรือน โดยมีนายอำเภอศรีประจันต์ นายก อบต.มดแดง ผู้นำชุมชน และประชาชน ให้การต้อนรับ

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมคณะ เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หมู่ที่ 2 ตำบลสวนแตง อำเภอเมือง เพื่อมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย และกลุ่มเปราะบาง จำนวน 6 ครัวเรือน รวมทั้งกล่าวให้กำลังใจประชาชนในพื้นที่ ก่อนจะ เดินทางต่อไปที่ตำบลเจดีย์ อำเภออู่ทอง และเดินเท้าลุยน้ำเข้าเยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 15 ครัวเรือน โดยมี นายอำเภออู่ทอง รองนายกเทศมนตรีตำบลเจดีย์ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น ร่วมให้การต้อนรับ

ทางด้านสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสุพรรณบุรี (ปภ.จ.สุพรรณบุรี) ได้รายงานสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ประจำวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ ระบายน้ำเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน ผ่านประตูพลเทพที่อัตรา 150.35 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การระบายน้ำเพิ่มขึ้น 0.12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระบายผ่านประตูระบายน้ำโพธิ์พระยาในอัตรา 149.88 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การระบายน้ำเพิ่มขึ้น 0.11 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือประตู +6.10 ม.รทก. ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 10 เซนติเมตร ระดับน้ำท้ายประตู +5.68 ม.รทก. ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 10 เซนติเมตร สูงกว่าระดับถนนพระพันวษา 8 เซนติเมตร (ระดับต่ำสุดในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี 5.60 เมตร) ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนเพิ่มขึ้น 10 เซนติเมตร คลองจระเข้สามพัน ระบายน้ำในอัตรา 38.28 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีการระบายน้ำลดลง 5.16 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที คลองระบายใหญ่สองพี่น้อง ระบายน้ำในอัตรา 70.07 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีการระบายน้ำลดลง 0.12 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำรวมสถานี T 13 บริเวณสะพานวัดท่าเจดีย์ระบายน้ำในอัตรา 450.00 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที การระบายน้ำลดลง 1.83 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 7.37 เมตร เพิ่มขึ้น 1 เซนติเมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 0.97 เมตร (ระดับตลิ่ง 6.40 เมตร) อ่างเก็บน้ำกระเสียวมีปริมาณน้ำ 243 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 1 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณความจุอ่าง 299 ล้านลูกบาศก์เมตร) คิดเป็น 81.44 %

ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยได้แผ่ขยายวงกว้างมากขึ้นทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 5 อำเภอ 64 ตำบล 31 ชุมชน 477 หมู่บ้าน 21,153 ครัวเรือน มีบ่อกุ้งบ่อปลาของเกษตรกรอำเภอบางปลาม้า อำเภอสองพี่น้อง ถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายหลายร้อยไร่


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วม กกล.สุรศักดิ์มนตรี ปฏิบัติการเด็ดปีกแก๊งค้ายานรก พร้อมของกลางยาบ้า 136,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เมือง บึงกาฬ

นบ.ยส.24 บูรณาการร่วมกับ กกล.สุรศักดิ์มนตรี ปฏิบัติการเด็ดปีกแก๊งค้ายานรก พร้อมของกลางยาบ้า 136,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 68 เวลา 02.30 น. กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 ขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Big Win” รวมพลังรักศรัทธาแก้ไขปัญหา ยาเสพติดแบบบูรณาการ ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว สู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ อำนวยการให้ ส่วนปราบปรามขยายผล กก.สืบสวน ภ.จว.บ.ก. (หน่วยงานหลัก) บูรณาการร่วมกับ ร้อย.สกัดกั้นฯ ที่ 2 บก.ควบคุมที่ 2 (ร.13) กกล.สุรศักดิ์มนตรี และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว ว่าจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้ามาในพื้นที่ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ โดยใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ โตโยต้า สีขาว ทะเบียน ผท 1955 อุดรธานี ขับเข้ามาในพื้นที่ จนท.จึงจัดกำลัง ซุ่มเฝ้าตรวจ

จนกระทั่ง เวลา 02.30 น. เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบรถยนต์คันดังกล่าว ตรงตามลักษณะที่แหล่งข่าวแจ้ง ขับมาตามเส้นทาง ถนนหมายเลข 3009 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการไล่ติดตาม สกัดจับรถยนต์คันดังกล่าวไว้ได้ ที่บริเวณถนนหมายเลข 3009 บ.ดอนเสียด ต.บ้านต้อง อ.เซกา จังหวัดบึงกาฬ

หลังจากการตรวจค้นภายในรถยนต์ พบของกลางยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 136,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง กก.สืบสวน ภ.จ.บึง กาฬ เพื่อดำเนินการตรวจนับโดยละเอียด และดำเนินตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว : วัชรา ยืนทน นบ.ยส.24

ประมง ปล่อยปลาตะเพียน 15 ล้านตัวลงพื้นที่น้ำท่วมเพื่อเป็นแหล่งอาหารหลังน้ำลด

จังหวัดลพบุรี – อำเภอบ้านหมี่ ร่วมกับประมงจังหวัดลพบุรี องค์การบริหารส่วนตำบลพุคา ปล่อยปลาตะเพียนกว่า 15 ล้านตัว ลงในแหล่งน้ำที่ท่วม เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้กับประชาชนในพื้นที่หลังน้ำลดลง

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 นายณภัทร์ เอมอ่อน นายอำเภอบ้านหมี่ นายสง่า คำพันธ์ ประมงจังหวัดลพบุรี ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา ได้ร่วมกันนำลูกปลาตะเพียนจำนวน 1,510,000 ตัว จากสถานีประมงจังหวัดลพบุรีมาปล่อยลงในพื้นที่ตำบลพุคา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งในปัจจุบันพื้นที่ตำบลพุคา ได้รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทเข้ามาในพื้นที่ เพื่อเป็นการแบ่งมวลน้ำที่ไหลมาจากด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยามาเก็บกักไว้ในพื้นที่ ทั้งนี้เป็นการชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงไปเพิ่มระดับน้ำในพื้นที่จังหวัดที่อยู่ทางด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังมาเป็นระยะเวลากว่า 4 เดือนแล้ว โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลพุคาได้สร้างวิกฤตให้เป็นโอกาศได้ประสานกับทางประมงจังหวัดลพบุรี เพื่อขอสนับสนุนพันธุ์ปลามาปล่อยในพื้นที่ที่จะเป็นแหล่งอาหารให้กับประชาชนหลังจากระดับน้ำลดลง

ซึ่งทาง ว่าที่ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุคา ได้เปิดเผยว่าตอนนนี้ระดับน้ำในพื้นที่ยังคงมีระดับที่สูงขึ้น แต่ก็ยังพอที่จะรับไหวประชาชนได้มีการเตรียมตัวขนสิ่งของมีค่าขึ้นไว้ในที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยรับแจ้งเหตุและประสานงานกับประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังได้มีการจัดเตรียมเรือท้องแบนไว้บริการประชาชนที่จะต้องเดินออกจากบ้านเข้า ออกไปทำงาน โดยให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติในเรื่องของความปลอดภัยในการเดินทาง สำหรับในการปล่อยพันธุ์ปลาในครั้งนี้ได้ระดมเจ้าหน้าที่ปล่อยพันธุ์ปลาตามจุดต่าง ๆ โดยเชื่อว่าหลังจากน้ำลดพันธุ์บางส่วนจะไหลไปตาน้ำสู่พื้นที่ด้านล่าง ขณะที่พันธุ์ปลาบางส่วนก็จะอาศัยตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามบ่อหรือแหล่งน้ำ ซึ่งจะทำให้เป็นแหล่งอาหารของคนในพื้นที่

ทั้งนี้ทาง นายสง่า คำพันธ์ ประมงจังหวัดลพบุรี ได้เปิดเผยว่า พันธุ์ปลาที่จะนำไปปล่อยเป็นแหล่งอาหารให้กับประชาชนยังมีในพื้นที่ของอำเภอท่าวุ้ง ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำอีกพื้นที่หนึ่งและยังมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยจะทยอยนำพันธุ์ปลาไปปล่อยในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันปลาจะได้เติบโตด้วยการใช้เวลาประมาณ 6–8 เดือน สำหรับพันธุ์ปลาตะเพียนนี้เป็นปลาที่กินพืชทำให้สามารถเจริญเติบโตในแหล่งพื้นที่น้ำที่ท่วมในพื้นที่ทางการเกษตรได้ดี


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ชาวลพบุรี เสียสละผันน้ำเข้าพื้นที่ลดความเดือดร้อนพี่น้องตอนล่าง

จังหวัดลพบุรี – ชาวลพบุรีเสียสละผันน้ำเข้าพื้นที่ลดความเดือดร้อนพี่น้องตอนล่าง

จากการติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดลพบุรีลุ่มน้ำลพบุรี และลุ่มน้ำบางขาม หลังจากที่ได้แบ่งปริมาณน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นมีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสายหลักของจังหวัดลพบุรีในพื้นที่ 2 ลุ่มน้ำ ซึ่งมีลุ่มน้ำลพบุรี และ ลุ่มน้ำบางขาม ที่ได้มีการเปิดประตูระบายน้ำรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเป็นการแบ่งมวลน้ำที่ไหลลงไปทางด้านตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ไม่ให้ไหลไปรวมกับน้ำที่ท่วมขังอยู่

โดยจังหวัดลพบุรีได้รับการประสานจากสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้ขอเปิดพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำที่ไหลมาตามคลองชัยนาท – ป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำบางขาม พร้อมกับได้มีการระบายไปตามคลองซอยสองฝั่งคลองชัยนาท – ป่าสัก แบบก้างปลาที่รับน้ำจากประตูระบายน้ำมโนรมณ์ จังหวัดชัยนาท ขณะที่แม่น้ำบางขามก็รับน้ำบางส่วนมาจากคลองชัยนาท – ป่าสัก และประตูระบายน้ำบางโฉมศรี จังหวัดสิงห์บุรี ส่วนแม่น้ำลพบุรีก็รับน้ำมาจากประตูระบายน้ำ ตำบลม่วงหมู่ จังหวัดสิงห์บุรี และมารวมกับแม่น้ำบางขาม

ซึ่งพบว่าปริมาณน้ำในสองลุ่มน้ำคือลุ่มน้ำลพบุรี และ ลุ่มน้ำบางขาม มีระดับน้ำสูงขึ้น แต่ได้มีการประกาศเตือนแจ้งให้ประชาชนได้มีการขนย้ายสิ่งของมีค่าไว้ในที่สูงไม่ให้เกิดความเสียหาย โดยที่ปริมาณน้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในบางพื้นที่ที่เป็นที่ลุ่มต่ำติดแม่น้ำ นายสรณต ณ ศรีโตนายอำเภอท่าวุ้ง พร้อมด้วยส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ลง พื้นที่นำถุงยังชีพไปมอบให้กับประชาชนที่บ้านเรือนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและได้ให้กำลังใจแก่ประชาชน ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่สาธารณะสุข ดูประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ถือว่าเป็นการเสียสละของประชาชน เกษตรกร ของจังหวัดลพบุรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนในจังหวัดด้านล่างของเขื่อนเจ้าพระยาที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นเวลานับเดือน โดยในพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีในพื้นที่ทางการเกษตรยังพอที่จะรับปริมาณน้ำที่ระบายลงมาได้อีกระดับหนึ่ง


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

กองทัพบกประสานความร่วมมือกองทัพแคนาดา จัดฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ

กองทัพบก-กองทัพแคนาดา ประสานความร่วมมือจัดการฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT)

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ H.E. Ms. Ping Kitnikone เอกอัครราชทูตแคนาดา ประ จำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้ช่วยทูตทหารแคนาดา และคณะวิทยากร ได้เข้าเยี่ยมคำนับ พลโท เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เนื่องในโอกาสการดำเนินโครง การความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพแคนาดา และได้จัดการฝึกอบรมหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT) ให้กับกำลังพลเหล่าทหารแพทย์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการรักษาพยาบาลเบื้องต้นในการปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และร่วมในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุม โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก

โครงการความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทัพแคนาดา ในการจัดหลักสูตรการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบ (Combat First Aid Training: CFAT) มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะการปฐมพยาบาลในสนามรบ ระหว่างครูกองทัพบกและกองทัพแคนาดา เป็นการช่วยพัฒนาครูผู้ฝึกสอนให้สามารถถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือด้านการฝึกและการแพทย์สนามระหว่างกองทัพบก และกองทัพแคนาดา การฝึกจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ โดยแบ่งการฝึกเป็น ๒ หลักสูตร ได้แก่ การฝึกหลักสูตร T3 (Train the Trainer) จำนวน ๑๒ นาย และการฝึกหลักสูตร Combat First Aid Training จำนวน ๗๒ นาย รวมผู้เข้ารับการฝึกอบรบทั้งสิ้น ๘๔ นาย ซึ่งผู้ที่เข้ารับการฝึกเป็นกำลังพลจาก โรงพยาบาลกองทัพบก กองพันเสนารักษ์ และกองพันนักเรียนนายสิบ กรมนักเรียน โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก ทั้งนี้ กอง ทัพแคนาดาจะสนับสนุนครูฝึก และอุปกรณ์การสอนตลอดการฝึกอบรม

การปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UN Peacekeeping Operations) จำ เป็นต้องมีกำลังพลที่มีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้บาดเจ็บในสนามรบอย่างถูกต้องและทันท่วงที เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังถือเป็นความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญ ช่วยยกระดับมาตรฐานการฝึก การแพทย์สนาม และการเตรียมความพร้อมของกำลังพลไทยในการปฏิบัติภารกิจทั้งในและต่างประเทศ


นที มีเดช รายงาน

กลับมา อีกครั้ง ในรอบหลายปี Army Delivery

Rider Delivery ทหารจิตอาสาหน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ ชายแดนภาคเหนือ แปลงร่าง รถมอเตอร์ไซค์ ขับขึ้นหมู่บ้านบนเขา อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มอบสิ่งของ ตัดผมฟรี ดูแลสุขภาพให้ชาวบ้านและเด็ก ภายใต้กิจกรรม Army Barber & Army Delivery ” ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เป็นทหารจิตอาสา ขึ้นเชียงดาวไปมอบรอยยิ้มให้คนบนดอย ” ” เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม ความสุข ของชาวบ้าน และ เด็กๆ บนดอย ” …คือพลังต้นทุนทางใจของทหารชายแดน

เช้าวันจันทร์หลายที่หลายแห่งหลายคน….เป็นวันเริ่มต้นของการทำงานและหลายสิ่งหลายอย่าง ….แต่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย จุดเล็กๆที่จังหวัดเชียงใหม่ ทหารจิตอาสา หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ เตรียมนำสิ่งของเก็บลงกล่อง ขึ้นท้ายรถมอเตอร์ไซค์….ขับขี่ออกไปลัดเลาะเลี้ยวมุ่งสู่เป้าหมายหมู่บ้านบนพื้นที่สูงของอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แม้เส้นทางจะไกลสักเพียงใด อากาศจะหนาวแค่ไหน หรือแม้หยาดเหงื่อจะท่วมท้นมากเท่าไหร่ แต่เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเด็กๆ คือ ” คำตอบของการเดินต่อ “

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 กองบังคับการผาดง หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ กองกำลังผาเมือง จัดกำลังพลชุดจิตอาสา และ เจ้าหน้าที่เสนารักษ์ จัดกิจกรรม Army Barber & Army Delivery ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นดอย มอบสิ่งของอุปโภค – บริโภค และ บริการตัดผมฟรี ให้กับ เด็กเยาวชนบนพื้นที่สูง ประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร ถึงที่บ้าน ที่ บ้านแม่จาน้อย ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งนำหมอทหาร ให้บริการตรวจสุขภาพและแจกจ่ายยาสามัญประจำบ้าน ให้คำแนะนำในการดูแลรักษาสุขภาพเบื่องต้นแก่ผู้สูงอายุเพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่ดี พร้อมทั้งนำขนม อุปกรณ์การเรียนมาแจกให้กับเด็กในหมู่บ้านบนพื้นที่สูงของอำเภอเชียงดาว เพื่อสร้างความประทับใจ ช่วยเหลือแบ่งเบาค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน และเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร กับ ประชาชนในพื้นที่

จากนั้น พี่ๆ หน่วยเฉพาะกิจไชยานุภาพ พร้อม ผู้นำชุมชน ประชาชน ร่วมแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งประชาชนที่ได้รับสิ่งของต่างยินดี และชื่นชมที่ ” ทหาร จิตอาสา ” ไม่ทอดทิ้งประชาชนในพื้นที่ห่างไกล สุดยอดบนดอยสูงแห่งอำเภอเชียงดาว เพราะคิดว่า…โอกาสเล็กๆ ที่เราหยิบยื่นให้กับใครบางคน อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา


นที มีเดช รายงาน

ลำพูนต้อนรับ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ในโอกาสที่มาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าฯ ลำพูน

จังหวัดลำพูนให้การต้อนรับ นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ ในโอกาสที่ย้ายมาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ เพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองและเป็นการเริ่มต้นการทำงานด้วยความราบรื่น

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30 น. นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยนางณัษฐพร ชูวงศ์ ภริยา เข้ากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเถระชั้นผู้ใหญ่จังหวัดลำพูน เนื่องในโอกาสที่ย้ายมาดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนคนใหม่ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านและข้าราชการในพื้นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเพื่อความเป็นมงคลแก่ตนเองครอบครัว และเป็นการเริ่มต้นการทำงานด้วยความราบรื่นประสบความสำเร็จ โดยมี นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ

โดยในเวลา เวลา 08.30 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนคนใหม่ เข้าสักการะอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี, สักการะพระสุวรรณจังโกฏเจดีย์ สักการะกู่อัฐิครูบาศรีวิชัย ณ วัดจามเทวี, สักการะศาลพระนางจามเทวี สักการะศาลพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ (โอรสพระนางจามเทวี) สักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ณ ศาลากลางจังหวัดลำพูน (หลังเก่า), สักการะสถูป กู่ช้าง – กู่ม้า, สักการะพระประธานในพระวิหารหลวง สักการะองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย กราบนมัสการพระศรีธรรมโสภณ รองเจ้าคณะจังหวัดลำพูน สักการะเสาหลักเมือง คณะสะดือเมือง ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จากนั้นเดินทางไปสักการะศาลพระภูมิชัยมงคล ณ บ้านพักรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน


นที มีเดช รายงาน

รองผบ.มทบ.39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาค3 ร่วมกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” ประจำปี 2568

รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 พันเอก วิชา อมระดิษฐ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน (World Day Of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568” Safe Road Save Lives (SRSL) ถนนปลอดเหตุ ชีวิตปลอดภัย เพื่อ “รณ รงค์” การใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยมี นายพัชรพล มั่นปาน นายอำเภอเมืองพิษณุโลก เป็นประธาน ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ริมน่าน อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่สำคัญ ประกอบด้วย จุดเทียนบริเวณหน้าเวทีสวนชมน่านเพื่อรำลึกถึงผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากอุบัติ, แจกหมวกกันน็อกรวม 130 ใบ ให้แก่เด็กนักเรียนในจัง หวัดพิษณุโลก รวม 7 โรงเรียน และ เดินขบวน “รณรงค์“ โดยอาสาสมัครนักเรียน ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 มณฑลทหารบกที่ 39 และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างการรับรู้ บริเวณสวนชมน่านจนถึงสถานีรถไฟ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

เนื่องในโอกาสวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน Word Day of Remembrance for Road Victims ซึ่งจัดขึ้นโดย สโมสรโรตารีในจังหวัดพิษณุโลกภาค 3360 โรตารีสากล พร้อมเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในจังหวัดพิษณุโลก โดยมีวัตถุประสงค์ ให้เยาวชนและประชาชนทั่วไปตระหนักถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนทางถนน อีกทั้งยังสร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน แก่เยาวชนและสาธารณ ชนทั่วไป

ขณะที่ นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดกิจกรรม “วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน” (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ประจำปี 2568ณ บริเวณตลาด 1 ตำบล 1 ตลาดนัดชุมชน ตำบลวังพิกุล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

โดย รองผู้ว่าราชการจัหวัดพิษณุโลก อ่านสารนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน” เช่นการสร้างวัฒนธรรม “ดื่มไม่ขับ” การปลูกฝังเรื่องความปลอดภัยทางถนนในหมู่เยาวชนและโรงเรียน รวมถึงการตัดตอนห่วงโซ่เหตุการณ์ หรือ Chain of event เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รัฐบาลขอขอบคุณในความร่วมมือและความเสียสละของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและขอถือโอกาสนี้เป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย และขอให้ทุกท่านมีกำลังกายกำลังใจ และกำลังสติปัญญาที่เข้มแข็งเพื่อร่วมเป็นพลังสำคัญในการก้าวเดินไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยเฉพาะการสร้าง”วัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”เพื่อช่วยให้ถนนทุกสายของประ เทศไทย เป็นเส้นทางสัญจรแห่งความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน พร้อมกับส่วนราชการ นักเรียน และประชาชน อีกด้วย

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกได้ร่วมเดินขบวนรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน เนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน พร้อมกับส่วนราชการ นักเรียน และประชาชน อีกด้วย

และ สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 เห็นชอบให้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับ หน่วยงานทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมเนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ในวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สาม ของเดือนพฤศจิกายน เป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความตระหนักรู้ และป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุทางถนนเกิดขึ้นโดยในวันนี้ ยังมีกิจกรรมการร่วมยืนถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี นาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กิจกรรมยืนสงบนิ่งไว้อาลัย 1 นาที การอ่านสารนายกรัฐ มนตรี การจุดเทียนรำลึกถึงผู้เสียชีวิตฯ การเดินขบวนรณรงค์ ฯลฯ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยกันส่งต่อความตระหนักถึงความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ไปยังบุตรหลาน ประชาชน และให้ทุกคนช่วยกันเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรทางถนน มีวัฒน ธรรมความปลอดภัยไม่ละเมิดกฏหมายจราจร ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ถนนทุกฝ่ายในจังหวัดพิษณุโลก เป็น ‘ถนนปลอดเหตุ ทุกชีวิตปลอดภัย’


นที มีเดช รายงาน