“ผบช.ภ.7” สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

“ผบช.ภ.7” สั่งกำชับตำรวจพื้นที่ ภ.7 ต้องวางมาตราการเข้ม ทั้งงานบริการ-ป้องกันปราบปราม-ดูแลกำลังพล เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2568 พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7 (ผบช.ภ.7) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายข้อสั่งการสถานีตำรวจในพื้นที่ ดังนี้

1.งานบริการประชาชนและภาพลักษณ์ตำรวจ
• การเอาใจใส่ประชาชน : กำชับให้ข้าราชการตำรวจทุกคน แสดงกิริยาวาจาสุภาพ และให้การบริการที่ดีแก่ประชาชน โดยถือว่าสถานีตำรวจคือ ที่พึ่งสุดท้าย ของประชาชน
• การอำนวยความสะดวก : เน้นย้ำให้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์สถานี ให้สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอต่อการบริการประชาชน One Stop Service
• การรับแจ้งความ : ต้องเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวน เข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และให้การรับแจ้งความทุกคดีเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนและการบริการล่าช้า
• งานมวลชนสัมพันธ์ : การเข้าไป Stop Walk&Talk เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนด้วยความจริงใจ และสร้างเครือข่ายกับประชาชน

2.งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม
• การปราบปรามอาชญากรรมทุกมิติ : กำชับให้เร่งรัดและเข้มงวดในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เช่น : ยาเสพติด : ให้สกัดกั้นและปราบปรามอย่างเข้มแข็ง-อาวุธปืน : เมื่อเกิดเหตุต้องจับให้ได้เร็วที่สุดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ออนไลน์) เป็นวาระแห่งชาติ : โดยให้เพิ่มความรู้ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันแก่ประชาชน
• มาตรการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน : เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น พื้นที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญ เขตชุมชน ร้านทอง สถานบริการ ห้างร้านในพื้นที่

3.การบริหารจัดการภายในและกำลังพล
• สวัสดิการ : ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการและขวัญกำลังใจของตำรวจในระดับปฏิบัติงาน
• การปฏิบัติหน้าที่ : เน้นย้ำให้ข้าราชการตำรวจทุกคนปฏิบัติหน้าที่อย่างมีวินัย ไม่ประพฤติตนเป็นผู้บกพร่อง ต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดทางวินัยหรืออาญา 
• การทำงานร่วมกับฝ่ายอื่น : กำชับให้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
• การสร้างระเบียบวินัย : การแต่งกาย เครื่องแบบ ทรงผมต้องเป็นไปตามระเบียบที่กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ,เปิด-ปิดเวลา,ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ

พร้อมทั้งต้องประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน,จุดบริการ,เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย,เหมาะสม,โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากนี้ ยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมสำหรับ สภ.หัวหิน ได้แก่

  1. กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปกำกับดูแลสถานบริการและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร / บาร์ / ผับ / สถานบันเทิง ให้เป็นไปตามกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 การตรวจสอบใบอนุญาตสถานบริการ,เปิด-ปิดเวลา,ไม่มีการขายสุราให้เด็ก / เยาวชน เป็นต้น
  2. ต้องบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ในพื้นที่เพื่อควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นระบบ
  3. ประชาสัมพันธ์ช่องทางให้บริการและช่วยเหลือนักท่องเที่ยว เช่น สายด่วน,จุดบริการ,เจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาต่างประเทศ สร้างปลอดภัย,เหมาะสม,โปร่งใส ไม่ให้มีการร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่เอาเปรียบหรือถูกละเมิดสิทธิ หรือเรียกรับผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ”“ผบช.ภ.7 กล่าว“

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เทคบอล” ยันกวาด 5 เหรียญทอง “คิกบ็อกซิ่ง” ไม่น้อยหน้าจอง 5 ทอง

“เทคบอล” ยันกวาด 5 เหรียญทอง “คิกบ็อกซิ่ง” ไม่น้อยหน้าจอง 5 ทอง หลังได้กำลังใจจาก ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

วันที่ 18 พ.ย.2568 ที่ ชั้น 3 ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใน กกท. ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และกรรมการบริหารมูลนิธิเดินทางมาให้กำลังใจนักกีฬาวอลเทคบอลทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมีพลตรีหญิง ปรียาภัสสร์ จรัลพงศ์ เลขาธิการสมาคมกีฬาเทคบอลแห่งประเทศไทย นำคณะผู้ฝึกสอน และนักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่นักกีฬาเทคบอลทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 5 เหรียญทอง ที่สำคัญนักกีฬาทุกคนขอให้อยู่ในระเบียบวินัยเชื่อฟังผู้ฝึกสอนและดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดกับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่เหลือเวลาอีกเพียง 20 วัน

จากนั้นคณะของ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ เดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยที่ เจริญทองยิมส์ของอดีตยอดมวยไทย เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง ที่ปัจจุบันรับหน้าที่ผู้ฝึกสอนให้กับนักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยด้วยแต่เจ้าตัวติดภารกิจอยู่ประเทศจีน โดยมีนายธนดล ลิกค์ ลูกชายนายไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย,เรืออากาศตรีหญิงทิรา บุญาณี กิตติกรณ์ เลขาธิการสมาคมฯ,ผู้ฝึกสอนและนักกีฬาให้การต้อนรับ

จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้พร้อมเงินสดสนับสนุนการฝึกซ้อมให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยจำนวน 20,000 บาท พร้อมกล่าวชื่นชมการทำงานอย่างหนักของผู้บริหารสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งฯ,ผู้ฝึกสอน และนักกีฬาทุกคนที่ต่างเสียสละเวลา และทุ่มเทในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่มีเวลาเหลือเพียง 20 วัน ซึ่งตนเองและกรรมการบริหารมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังใจให้นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทยทุกคนบรรลุเป้าหมาย 5 เหรียญทองที่ตั้งไว้ พร้อมกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยไปร่วมชมร่วมเชียร์นักกีฬาคิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทย หรือติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางทีวีก็จะช่วยเป็นกำลังใจที่ดีให้กับน้องๆนักกีฬาและสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.ณัฏฐ์ฯ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา เยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง, ยูยิตสู และคาราเต้ทีมชาติไทย ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา เดินทางเยี่ยมให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิง,ยูยิตสู และคาราเต้ทีมชาติไทย ก่อนลุยศึกซีเกมส์ครั้งที่ 33

วันที่ 17 พ.ย.2568 ที่ ชั้น 3 ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา ภายใน กกท. ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนาการกีฬา และกรรมการบริหารมูลนิธิเดินทางมาให้กำลังใจนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ชุดสู้ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมี “โค้ชอ๊อด” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนและทีมวอลเลย์ บอลหญิงทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินสนับสนุนการฝึกซ้อมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬาจำนวน 20,000 บาท พร้อมให้โอวาทแก่ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ให้ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทองสมัยที่ 17 และเป็นแชมป์ซีเกมส์ 15 สมัยติดต่อกัน ที่สำคัญขอให้อยู่ในระเบียบวินัยและดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดกับมหกรรมกีฬาซีเกมส์ที่เหลือเวลาอีกเพียง 22 วัน

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬายูยิตสูที่สนามซ้อมของสมาคมฯชั้นล่างสนามราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งนักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทยเพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจการแข่งขันยูยิตสูชิงแชมป์โลก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 1-15 พ.ย.ที่ผ่านมาด้วยผลงานคว้า 6 เหรียญทองในประเภทประชาชน ซึ่งเป็นนักกีฬาชุดเตรียมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 โดยมี รศ.ดร. ชาญชัย สุขสุวรรณ์ นายกสมาคมกีฬายูยิตสูแห่งประเทศไทย ผู้ฝึกสอนและนักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทยให้การต้อนรับ

ในโอกาสนี้ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ มอบกระเช้าผลไม้และเงินจำนวน 20,000 บาทสนับ สนุนการฝึกซ้อม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่นักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทย ซึ่งมั่นใจคว้า 9-10 เหรียญทองจากมหกรรมกีฬาซีเกมส์ พร้อมอวยพรให้นักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จคว้าเหรียญทองได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

จากนั้น ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ พร้อมคณะได้ไปเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย โดยมี พลเอกสุรชาติ จิตต์แจ้ง นายกสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย คณะผู้ฝึกสอนและนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยให้การต้อนรับ โดย ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ได้มอบกระเช้าผลไม้และเงิน 20,000 บาทสนับสนุนการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย ทำให้นักกีฬาคาราเต้รู้สึกอบอุ่นในกำลังใจที่มอบให้ในวันนี้ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ยังกล่าวชื่นชมน้องๆนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย กับความเสียสละ ความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ขอให้น้องๆ นักกีฬา ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในการแข่งขันซีเกมส์ในอีก 22 วันข้างหน้า พร้อมทิ้งท้ายกล่าวเชิญชวนแฟนกีฬาชาวไทยมาร่วมชมร่วมเชียร์เป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทีมชาติไทยในทุกชนิดกีฬา เพราะเสียงเชียร์จากกองเชียร์ไทยทุกท่านคือพลังในการแข่งขันของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน

ทางด้าน พลเอกสุรชาติ แจ้งจิตต์ นายกสมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬาวุฒิสภา,ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านการกีฬา วุฒิสภา และประธานมูลนิธิกองทุนพัฒนา การกีฬา และคณะทุกท่านที่มาเยี่ยมชมการฝึกซ้อมของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยในวันนี้ ขวัญและกำลังใจจากท่านในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งพลังใจสำคัญให้กับความสำเร๋จของนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทย ในมหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งนี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สืบ 1” รวบยาเสพติดบิ๊กล็อต ไอซ์และยาบ้า ใช้กระบะคอกบรรทุกกระหล่ำปลีหวังตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“สืบ 1” รวบยาเสพติดบิ๊กล็อต ไอซ์และยาบ้า ใช้กระบะคอกบรรทุกกระหล่ำปลีหวังตบตาเจ้าหน้าที่ตำรวจ

วันที่ 13 พ.ย.2568 เวลา 13.30 น. ณ ลานเอนกประสงค์ บช.น. : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1 แถลงข่าว กรณี สืบ1 จับกุมผู้ต้องหาชาวไทยใหญ่ พร้อมด้วยของกลาง ยาไอซ์ ประมาณ 300 กิโลกรัม, ยาบ้า ประมาณ 2 ล้านเม็ด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. ได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัด ดำเนินการกวาดล้างปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่เป็นต้นเหตุ การแพร่กระจายไปยังประชาชนในทุกชุมชน

กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์,พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. จึงได้สั่งการและกำหนดแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ทุกหน่วยในสังกัดทำการกวาดล้างพร้อมขยายผลดำเนินการไปยังผู้ค้ารายย่อยและรายใหญ่ เพื่อดำเนินการสืบสวนจับกุม และดำเนินการยึดทรัพย์โดยเด็ดขาด

กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดย พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก. สส.บก.น.1 นำโดย พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.มนูญ กู้เมือง, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวข้างต้นของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัดและการขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่รับผิดชอบและขยายผลไปจนจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญหลายๆรายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ครั้งนี้พบข้อมูลของเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำยาเสพติดมาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน จึงได้ร่วมกันสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นเป้าหมายดังกล่าว จนสามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้กระทำความผิดไว้ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 01.00 น. สถานที่จับกุม/ตรวจยึดบริเวณริมถนน นบ.1002 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย คือ 1.นายจาย หนุ่มแลง (Mr.Sai Num Hlaing) อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาร์ และ 2.นางสาวหอม ไม่มีนามสกุล อายุ 20 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือไอซ์) และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” พร้อมด้วยของกลาง 1.ไอซ์ จำนวน 300 ห่อ น้ำหนักห่อละประมาณ 1 กิโลกรัม รวมน้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม, 2.ยาบ้า จำนวน 2,400,000 เม็ด, 3.โทรศัพท์มือถือ จำนวน 2 เครื่อง, 4.กระบะบรรทุกติดตั้งโครงเหล็ก (กระบะคอก) ยานพาหนะใช้ซุกซ่อนและรับ-ส่งยาเสพติด จำนวน 1 คัน

พฤติการณ์กล่าวคือ โดยพฤติการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ได้ทำการเฝ้าดูพฤติกรรมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในกรุงเทพและปริมณฑล แกะรอยกลุ่มขบวนการลัก ลอบนำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเพื่อลำเลียงเข้าพื้นที่ชั้นในอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสืบสวนทราบว่ามีลักลอบจำหน่ายยาเสพติดครั้งนี้โดยมีการใช้รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น D-max สีขาว หมายเลขทะเบียน xx 5xx6 ลำพูน ขับขี่จากภาคเหนือเพื่อมาจำหน่ายยาเสพติดให้ลูกค้าโดยจะซุกซ่อนกับพืชผลทางการเกษตรใช้อำพรางเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ โดยนัดส่งมอบยาเสพติดบริเวณถนนกาญจนาฯ ช่วงบางบัวทอง จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับ กุมจึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น มีคำสั่งให้จับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบ บริเวณถนนกาญจนาฯ ช่วงบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยสังเกตุรถขาเข้าพื้นที่ชั้นในและเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่บริเวณโดยรอบตลาดดังกล่าวไปตลอด

ต่อมาวันที่ 12 พ.ย.2568 เวลาประมาณ 23.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม พบรถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ รุ่น D-max สีขาว หมายเลขทะเบียน xx 5xx6 ลำพูน จากการแกะรอยเชิงลึกพบเดินทางมาจากภาคเหนือตรงตามการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากขยายผลเครือข่ายตามที่ทีมสืบได้รวบรวมมาโดยตลอด จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอทำการตรวจค้น พบผู้ขับขี่คือ 1.นายจาย (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) สัญชาติเมียนมา และที่นั่งผู้โดยสารพบ และ 2.นางสาวหอม (ขอสงวนชื่อและนามสกุลจริง) ชาวเมียนมาร์ ผลการตรวจค้นรถยนต์คันดังกล่าว พบกระสอบซุกซ่อนอยู่โดยใช้กระหล่ำปลีอำพรางยาเสพติด พบ ไอซ์ และ ยาบ้า เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางและแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์) และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาไปที่กองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 เพื่อทำการซักถามขยายผล หลังจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มเครือข่ายยาเสพติดดังกล่าว ในข้อหา สมคบฯ ฟอกเงิน และประสานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพื่อดำเนินการ ตามมาตรการตรวจยึดทรัพย์ และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ที่มา : กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1

ขบวนนาวาบูชาธรรม อัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี

สุพรรณบุรี – ขบวนนาวาบูชาธรรมอัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดโครงการนาวาบูชาธรรม พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ทางสายน้ำ ที่บริเวณริมเขื่อนตลาดบางลี่ อำเภอสอง พี่น้อง โดยมีนายรัชกฤต พยัคฆ์ นายอำเภอสองพี่น้อง นางสาวนิษฐกานต์ คุณวัชระกิจ วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมลูกหลาน พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) และพ่อค้า ประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก มีพระสงฆ์สวดเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเป็นพุทธบูชาและพระราชกุศล พิธีมอบโล่รางวัล เกียรติบัตร และทุนการศึกษา ให้กับนักเรียนที่ชนะการประกวด สุนทรพจน์ ขับเสภา เพลงพื้นบ้าน เรียงความ ทั้งระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา และประเภทขับเสภา ระดับประชาชน และร่วมปล่อยปลา 1 แสนตัว ถวายเป็นพุทธบูชา

จากนั้นนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบพิธีอัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ทางสายน้ำ ขบวนอัญเชิญฯ เคลื่อนออกจากริมเขื่อนตลาดบางลี่ อเภอสองพี่น้อง โดยขบวนนาวาบูชาธรรม เคลื่อนมาตามคลองสองพี่น้อง ขบวนนำโดย รัตนนาวาบูชาธรรม ตามด้วยแพชีวประวัติตามเส้นทางพระผู้ปราบมาร ประดับตกแต่งด้วย ดอกไม้ น้ำพุ น้ำตก ระหว่างเคลื่อนขบวน จะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติและการประกอบคุณงามความดีของพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผ่านบทกวี ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ บทกลอน, การขับเสภา, เพลงพื้นบ้าน และ อื่น ๆ ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านสองริมคลองสองพี่น้อง ที่ยังอนุรักษ์วิถีชีวิตในอดีต ในขบวนมีปราชญ์ชาวบ้านมาขับเสภา นักเรียนโชว์การแสดงเพลงเรือ ขบวนล่องไปจนถึงท่าน้ำวัดสองพี่น้อง ระยะทางประมาณ 2.8 กม.

นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี อัญเชิญเครื่องสักการะบูชาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ประกอบพิธีสักการะรูปเหมือนทองคำพระมงคลเทพมุนี (สด จนทสโร) ณ พระอุโบสถ วัดสองพี่น้อง ถวายพานธูปเทียนแพ สักการะพระมงคลเทพมุนี พระปริย์ติวรคุณ เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้อง เจ้าอาวาสวัดพี่น้อง ประธานฝ่ายสงฆ์ นำบูชาพระรัตนตรัย นั่งสมาธิ สวดสรรเสริญพระมงคลเทพมุนี พร้อมกล่าวสัมโมทนียกถา ให้พรกับผู้ที่มาร่วมพิธี เพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้ร่วมงานรับแจกข้าวมงคล (ข้าวหอมสุพรรณ) ณ บริเวณศาลาทรงไทย วัดสองพี่น้อง

สำหรับวัตถุประสงค์ ในการจัดโครงการนาวาบูชาธรรม เพื่อเป็นการกตัญญูบูชาต่อพระมหาเถระผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำความดีให้เกิดขึ้นกับพุทธศาสนิกชน เพื่อหล่อหลอมความสมัครสมานสามัคคีของประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อสร้างความเจริญทางด้านเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านจิตใจ สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีของชาวสุพรรณบุรีและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ผสานกับวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ ของอำเภอสองพี่น้องอีกด้วย


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

พบแล้วศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัดลอยน้ำเกยชายหาดทับสะแก เป็นสาวสวย ทำงานแบงค์

ประจวบคีรีขันธ์ – พบแล้วศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัดลอยน้ำเกยชายหาดทับสะแก เป็นสาวสวย ทำงานแบงค์

จากกรณี พบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ห่างจากร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง ) ประมาณ 500 เมตร สภาพศพหญิงสาวนอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่า ถูกคลื่นซัด หรือ ถูกประทุษร้าย

ล่าสุดเมื่อเวลา ประมาณ 10.00 น. วันที่ 18 พ.ย. 68 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต. อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิ โห้ใยรอง ผบก.ภ.จว. ประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.อ.สาโรจน์ พิมพ์คุณากร ผกก.สภ.ทับสะแก ได้เรียกประชุมชุดสืบสวนภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุดสืบสวน สภ.ทับสะแก และเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ประชุมเร่งรัดสืบสวนสอบสวน หลังทราบว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.ฐิติฌากรณ์ คล้ายแก้ว อายุ 42 ปี บ้านเลขที่ 266/1 หมู่ 4 ต.ศาลาลัย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบฯ ซึ่งมีตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งในอำเภอทับสะแก

โดยเจ้าหน้าที่ ได้ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้ตายได้ลางานไปหาหมอที่ รพ.พระมงกุฎ เนื่องจากเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง และโรคซึมเศร้า จากนั้นได้กลับมาบ้านที่ อ. สามร้อยยอด จนมาเมื่อเช้าวันจันทร์ ผู้ตายได้ขับรถมาที่บ้านพัก ในตลาดทับสะแก และได้มาพบกลายเป็นศพลอยอยู่ชายหาดดังกล่าว

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ตายได้ขับรถเก๋งของตัวเอง ยี่ฮ้อฮอนด้าซิตี้ สีขาว หมายเลขทะเบียน กธ 9486 ประจวบคีรีขันธ์ ไปจอดบริเวณที่ว่างเปล่า ติดกับชายทะเลช่วงปากคลองทับสะแก หมู่ 3 ต.ทับสะแก ห่างจากจุดที่พบศพประมาณ 2-3 กิโลเมตร ซึ่งประตูถูกปิดล็อค เจ้าหน้าที่ต้องให้ช่างมาทำการเปิดรถตรวจสอบ โดยได้ตรวจสอบห่างจากจุดจอดรถไปริมทะเลที่พบศพประมาณ 1 กม.พบกระเป๋าโน๊ตบุ๊คผู้ตายตกอยู่ และห่างไปอีก 500 เมตร พบหนังสือการจดทะเบียนสมรสของผู้ตายตกอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บเอกสารหลังฐานต่างๆ ไว้ตรวจสอบ

โดยที่ตามร่างผู้ตาย พบว่ามีรอยฟกช้ำที่แขน และขา เจ้าหน้าที่ได้นำศพส่งตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวชอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะได้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่ผู้ตายเดินทางออกจากบ้านพักไปจุดจอดรถ และตรวจสอบพยานแวดล้อมที่เกิดเหตุว่ามีรถอื่นเข้ามาด้วยหรือไม่ นอกจากนี้จะได้เรียก แฟนหรือสามีผู้ตายที่มีชื่อในทะเบียนสมรสมาสอบสวนด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และรอผลชันสูตรยืนยันอีกครั้ง


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

ผู้ว่าฯ นครปฐม บูรณาการปฏิบัติการ Kick Off “รัฐเข้ม ตรวจจับ ปรับจริง ห้ามใช้รถควันดำ”

ผู้ว่าฯ นครปฐม บูรณาการปฏิบัติการ Kick Off “รัฐเข้ม ตรวจจับ ปรับจริง ห้ามใช้รถควันดำ”

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่บริเวณถนนมาลัยแมน ต.วังตะกู อ.เมืองนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นประธานเปิด ปฏิบัติการ Kick Off “รัฐเข้ม ตรวจจับ ปรับจริง ห้ามใช้รถควันดำ” เพื่อเป็นการลดมลพิษด้านฝุ่นละอองจากภาคคมนาคม และขนส่งที่มาจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล โดยมีผลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับรถที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน จนกว่าจะได้รับการซ่อมบำรุงหรือแก้ไขให้ถูกต้อง และผ่านการตรวจรับรองจากเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย

นายศิวะปกรณ์ วิเชียรเพริศ ผอ.สนง.สิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 5 กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุข ภาพของประชาชนในช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนมีนาคมของทุกปี ทั่วทุกภาคของประเทศ ไทยได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และเขตปริมณฑลที่มีการจราจรหนาแน่น ซึ่งการป้องกันและลดมลพิษที่ต้นทางหรือจากแหล่งกำเนิด เป็นมาตรการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”

กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 5 ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดนครปฐม ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด สำนักงานขนส่งจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำรวจภูธรจังหวัด ตำรวจภูธรในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ร่วมกันตั้งจุดตรวจสอบยานพาหนะ ดำเนินการตรวจสอบตรวจจับและห้ามใช้รถยนต์ควันดำ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่ปีพ.ศ 2565 จนถึงปัจจุบัน โดยร่วมกันบูรณาการเพื่อปฏิบัติตรวจวัดควันดำครอบคลุมพื้นที่ถนนสายหลักและสายรองใน 7 อำเภอของจังหวัดนครปฐม


ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครปฐม
จำรัส ตุ้มท่าไม้ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.นครปฐม

สุพรรณบุรี จัดงานวันโลกรำลึกผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน

สุพรรณบุรี – ตำรวจสุพรรณบุรี จัดงานวันโลกรำลึกผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสร้างมีวินัยจราจร มีจำลองเหตุนำแดงเข้าจมูกเกือบตายจริง

ที่สวนเฉลิมภัทรราชินี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี, พล.ต.ต.วัชรินทร์ ประสพดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรสุพรรณบุรี เป็นประธาน เปิดงานวันโลกรำลึกผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน โครงการขับขี่ปลอดภัยมีวินัยจราจร โดย พ.ต.อ.กฤศ จันทร์สว่าง รอง การผู้บังคับการตำรวจภูธรสุพรรณบุรี รักษาราชการแทน ผกก.สภ.เมืองสุพรรณบุรี ได้ จัดกิจกรรมในโครงการ “ขับขี่ปลอดภัยมีวินัยจราจร” ลดความเร็ว ลดความสูญเสีย จากปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะจากพฤติกรรมขาดวินัยจราจร และการใช้ ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด พร้อมกับมีการเล่าประสบการณ์จากเหยื่อของอุบัติเหตุทางถนน มีการจัดนิทรรศการ และ การวางดอกไม้ เพื่อรำลึกถึงการเสียชีวิตของผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน และมีการจำลองการเกิดอุบัติเหตุ โดยจำลองการเกิดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ชนกัน โดยทางสมาคมเณรแก้วกู้ภัยทาวหลวงสุพรรณบุรี ได้แสดงโดยใช้น้ำหวานแทนเลือด แต่ตอนแสดงปรากฏคนแสดงเทน้ำหวาน มากเกินจนเข้าหู เข้าจมูกคนแสดงเป็นคนเจ็บ จนเกือบสำลัก แต่การแสดงก็จบได้ด้วยดี หลังแสดงเสร็จต้องรีบล้างน้ำออกทันที

จากนั้นได้มีการปล่อยขบวนรณรงค์ โดยมีรถบรรทุกโลงศพ ให้นักแสดงนอนบนโลง แห่ไปรอบเมือง และ รถฮาร์เล่ย์เดวิดสัน นักเรียนเทคนิค อาชีวะศึกษา และ น้องๆนักเรียน เดินร่วมขบวนรถณรงค์การรักษาวินัยจราจรในการขับขี่ เพื่อลดการสูญเสีย การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน


ภัทรพล พรมพัก สุพรรณบุรี

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ สกัดจับหนุ่มขนยาไอซ์คาด่านน้ำเกริ๊ก มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

ทหาร ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ สกัดจับหนุ่มขนยาไอซ์คาด่านน้ำเกริ๊ก มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พลตรี ณัฏฐพงศ์ อัศวินวงศ์ ผู้บัญชาการกองพลหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์ บูรณาการร่วมกับ นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี (รักษาการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวในพื้นที่ ว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมาก จากบริเวณชายแดน จ.กาญจนบุรี เข้ามายังพื้นที่ตอนใน

จึงได้สั่งการให้ พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ พร้อมด้วย พันเอก ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ ร่วมกับ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 สภ.สังขละบุรี และฝ่ายปกครอง อำเภอสังขละบุรี ทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัด เพื่อสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่ตอนใน

ต่อมาเวลา 10.10 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังตั้งจุดตรวจจุดสกัด บริเวณ จุดตรวจร่วมน้ำเกริ๊ก ม.8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี สังเกตพบรถยนต์ต้องสงสัยตามที่ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าว จึงให้สัญญาณหยุดรถเพื่อตรวจสอบ พบ นายตันเท ไม่มีชื่อสกุล อายุ 36 ปี เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Ford Ranger สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน ชบ 2438 ราชบุรี แสดงอาการพิรุธชัดเจน จึงได้ทำการตรวจค้นอย่างละเอียด พบของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) จำนวน 94,500 กรัม (90 ห่อ) ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวถังรถยนต์คันดังกล่าว ซึ่งถูกดัดแปลงเพื่อลักลอบขนยาเสพติดโดยเฉพาะ พร้อมเงินสดจำนวน 10,000 บาท และโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง

จากการสอบถามทราบว่า นายตันเทฯ ได้รับการว่าจ้างด้วยเงินจำนวน 10,000 บาท จากชายไม่ทราบชื่อ ให้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดบริเวณร้านสะดวกซื้อในตลาดสังขละบุรี ซึ่งเป็นจุดนัดหมาย หลังจากนั้นจะมีบุคคลไม่ทราบชื่อมารับรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อขับเข้าไปยังพื้นที่ตอนในต่อไป แต่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้เสียก่อน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงนำของกลางทั้งหมดส่ง สภ.สังขละบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย และขยายผลการจับกุมต่อไป


#/// กัมพล ทันเวลา // ทีมข่าวภาคตะวันตก

พบศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัด นอนเปลือยกายเสียชีวิตชายหาดแหลมกุ่ม เจ้าหน้าเร่งสืบสวน

ประจวบคีรีขันธ์ – พบศพหญิงสาว ถูกคลื่นซัด นอนเปลือยกายเสียชีวิตชายหาดแหลมกุ่ม เจ้าหน้าเร่งสืบสวน

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 17 พ.ย.68 พ.ต.ท.วินัย รายละเอียด สารวัตรสอบสวน สภ.ทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งพบศพผู้เสียชีวิตบริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จึงพร้อมด้วย ตำรวจชุดสืบสวน ชุดปราบปราม ฝ่ายปกครองอำเภอทับสะแก และอาสาสมัครมูลนิธิสว่างรุ่งเรืองธรรมสถานอำเภอทับสะแก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

บริเวณชายหาดแหลมกลุ่ม ห่างจาก ร็อคกี้พ้อยรีสอร์ท ไปทางทิศเหนือ (ซังเขาขวาง) ประมาณ 500 เมตร พบศพหญิงสาว อายุ ราวๆ 45-50 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บริเวณชายหาดถูกคลื่นซัดอยู่บริเวณหาดทราย สภาพศพเปลือยกาย ด้านบนเสื้อยกทรงรูดขึ้นอยู่ที่เหนือราวนม ส่วนกางเกงลักษณะถอดมาไว้ที่บริเวณหน้าแข้ง ที่ร่างกายไม่พบว่ามีบาดแผลหรือถูกทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงนำร่างผู้เสียชีวิตส่งผ่าพิสูจน์ยังโรงพยาบาลทับสะแกเพื่อตรวจสอบการเสียชีวิตในครั้งนี้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และเป็นใครมาจากไหน

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าเมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านที่มาหาของทะเลว่าพบศพคนนอนเสียชีวิตถูกคลื่นซัดอยู่ชายหาดดังกล่าว ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้เร่งออกหาข่าวว่าผู้ตายเป็นใครมาจากไหนและได้มาเสียชีวิตที่เกิดเหตุเพราะเหตุใด โดยจะเร่งสืบสวนหาบุคคลสูญหาย ในละแวกใกล้เคียง และนำภาพ ถ่ายออกหาเบาะแส รูปร่างหน้าตาผู้เคยพบเห็น บ้านไหนมีบุคคลสูญหายสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ พนักงานสอบสวน สภ.ทับสะแก



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443