กอ.รมน.ภาค 3 ส่วนแยก 2 พร้อมจิตอาสา มอบผ้าห่มกันหนาวให้ผู้พิการ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ตามโครงการ “กองทัพบกร่วมใจ ต้านภัยหนาว” ในพื้นที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 พร้อมจิตอาสา มอบผ้าห่มกันหนาวให้ผู้พิการ ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ตามโครงการ “กองทัพบกร่วมใจ ต้านภัยหนาว” ในพื้นที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 จัดชุดพัฒนามวลชนสัมพันธ์ที่ 3217 และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับ ผู้นำหมู่บ้าน บ้านเฉลิมราช หมู่ที่ 8 ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน มอบผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้พิการ ผู้ยากไร้ และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ บ้านเฉลิมราช หมู่ที่ 8 ตำบลปอน ฯ จำนวน 5 ราย เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนและให้ประชาชนได้นำไปใช้ในห้วงฤดูหนาว ตามโครงการ “กองทัพบกร่วมใจ ต้านภัยหนาว” รวมถึงหน่วยได้สอบถามชีวิตความเป็นอยู่/ปัญหาของครัวเรือนนั้น ๆ เพื่อนำข้อมูลไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ณ บ้านเฉลิมราช หมู่ที่ 8 ตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน.สุโขทัย บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนแผนการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ประจำปี 2569

กอ.รมน.จังหวัดสุโขทัย บูรณาการความร่วมมือ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุโขทัย ขับเคลื่อนแผนการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ประจำปี 2569

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 พันเอก พงศธร นิพภยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย ฝ่ายทหาร พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุโขทัย เข้าพบ นายบรรเจิด ถมปัด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุโขทัย เพื่อรับทราบข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย

พร้อมทั้งหารือในการกำหนดแนวทางบูรณาการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ประจำปี 2569 ทั้งด้านการป้องกัน การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงของป่าไม้ การเสริมขีดความสามารถของกำลังพล และอุปกรณ์ดับไฟป่า รวมถึงระบบแจ้งเตือนสถานการณ์ล่วงหน้า พร้อมทั้งร่วมวางแนวทางการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลดการเผาในที่ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ จังหวัดสุโขทัย ณ ห้องประชุมสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสุโขทัย ตำบลบ้านกล้วย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย


นที มีเดช รายงาน

ทบ. รับมอบแบตเตอรี่ Solite CMF68032 12V 180Ah จากบริษัท อาร์เอส คอมโพเน็นส์ จำกัด เพื่อนำไปใช้ในภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ. รับมอบแบตเตอรี่ Solite CMF68032 12V 180Ah จากบริษัท อาร์เอส คอมโพเน็นส์ จำกัด เพื่อนำไปใช้ในภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (18 พ.ย. 68) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (2) ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบแบตเตอรี่ Solite CMF68032 12V 180Ah มูลค่า 98,868 บาท โดยมี พันโท ณัฐภัทร จันทร์ดี ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 103 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 3 ผู้รับมอบ จาก บริษัท อาร์เอส คอมโพเน็นส์ จำกัด นำโดย นางสาว กัญทร โพธิ์กลัด ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย และคณะ ซึ่งเป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบให้กองทัพบก เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

แบตเตอรี่ Solite CMF68032 12V 180Ah (Sealed Maintenance Free Type) ชนิดไม่ต้องดูแลรักษา ของบริษัท อาร์เอส คอมโพเน็นส์ จำกัด ที่ได้มอบให้กับทางกองทัพบกในครั้งนี้ จะสามารถช่วยให้ยานพาหนะที่ใช้ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความต่อเนื่องในการเคลื่อนย้าย และมีความปลอดภัย ทำให้ยานพาหนะสามารถ มีความคงทน มีคุณภาพสูง ช่วยยืดระยะเวลาการใช้งาน ทำให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานได้อย่างดี

กองทัพบกขอขอบคุณ บริษัท อาร์เอส คอมโพเน็นส์ จำกัด ที่มีห่วงใยถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพล รวมทั้งยุทโธปกรณ์สำคัญต่างๆ ที่ใช้งานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งนี้กองทัพบกจะนำแบตเตอรี่ Solite CMF68032 12V 180Ah ไปแจกจ่ายให้แก่หน่วยที่ปฏิบัติภารกิจตามแผนป้องกันประเทศในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ตามความประสงค์ของทางบริษัทฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

กอ.รมน.เชียงราย ร่วมพิธีปล่อยแถวอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ร่วมพิธีปล่อยแถวอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14.30 น. พันเอก สิงหนาท โลสุยะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ฝ่ายทหาร พร้อมด้วย กำลังพลจิตอาสาพระราช ทาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย, มณฑลทหารบกที่ 37 ,เจ้าหน้าที่เสนารักษ์โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมพิธีปล่อยแถวอำนวยความสะดวกแก่ตัวแทนประชาชน อำเภอเมือง, อำเภอแม่ลาว อำเภอเวียงชัย และอำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย ในการเดินทางเข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานครฯ มีจำนวน 760 คน

โดยมี นาย ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน ณ จุดรวมพล ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


นที มีเดช รายงาน

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 1,400,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

กองกำลังผาเมือง ปะทะกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด ยึดยาบ้า จำนวน 1,400,000 เม็ด ในพื้นที่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 18.30 นาฬิกา กองร้อยทหารม้าที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง จัดกำลังพลจำนวน 2 ชุดปฏิบัติการทำการลาดตระเวนเฝ้าตรวจ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บริเวณ บ้านจะตี หมู่ 16 ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยสะพายกระสอบดัดแปลง ประมาณ 9 – 10 คน จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงใส่ฝ่ายเรา ทำให้เกิดการปะทะกันประมาณ 5 นาที เมื่อสิ้นสุดการปะทะฝ่ายเราปลอดภัย กลุ่มบุุคคลดังกล่าวได้ทิ้งสิ่งของไว้ และใช้ความชำนาญในพื้นที่หลบหนีไปได้ หน่วยจึงได้จัดกำลังพลเพิ่มเติม 2 ชุดปฏิบัติการ เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 เวลา 06.30 นาฬิกา หน่วยได้จัดกำลังควบคุมพื้นที่ และตรวจสอบของกลาง ตรวจพบยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) จำนวน 7 กระสอบๆ ละ 200,000 เม็ด รวมยาบ้าประมาณ 1,400,000 เม็ด

และเมื่อเวลา 14.00 นาฬิกา พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดกองกำลังผาเมือง มอบหมายให้ พันเอก ธวัฒน์ อินกอง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก เป็นผู้แทน ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการตรวจยึดยาเสพติดดังกล่าว พร้อมทั้งชี้แจงให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน บริเวณพื้นที่เกิดเหตุ ปัจจุบันหน่วยได้นำของกลางส่ง สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนิการตามกฎหมายต่อไป

สรุปผลการสกัดกั้นยาเสพติด ในห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยสามารถสกัดกั้นยาเสพติดได้ 93 ครั้ง จับกุมผู้ต้องหาได้ 97 คน ตรวจยึดยาบ้าได้ 41,766,457 เม็ด, เฮโรอีน 1.2 กิโลกรัม, ไอซ์ 845 กิโลกรัม และ ฝิ่น 1.54 กิโลกรัม การปะทะกับกลุ่มขบวนการ จำนวน 12 ครั้ง กลุ่มขบวนการฯ เสียชีวิต 8 ราย ซึ่งหากยาเสพติดที่ตรวจยึดได้ดังกล่าว ถูกลำเลียงเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานคร จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมูลค่าของยาเสพติดที่จำหน่ายถึง 7,111.2 ล้านบาท (7,111,276,540 บาท)

#ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย 3ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด 3กองกำลังผาเมือง #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก


นที มีเดช รายงาน

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมยาบ้า 10 ล้านเม็ด

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. แถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมยาบ้า 10 ล้านเม็ด

เมื่อวันพุธที่ 12 พ.ย.2568 เวลา 13.00 น. ณ อาคารศึกษาฝึกอบรม บก.สปพ. : พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรวิทย์ ญาณจินดา ผบก.สปพ., พ.ต.อ.วสันต์ ธวัชชัยวิรุตษ์ ผกก. สายตรวจ, พ.ต.ท.วสุเทพ ใจอินทร์ รอง ผกก.สายตรวจ, พ.อ.วิรุฬห์ ชัยสุวิรัตน์ หน่วยข่าวกรองทางทหาร กองทัพบก ร่วมแถลงผลการจับกุมของกองบังคับการตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191

จับกุมผู้ต้องหา จำนวน 2 รายคือ 1.น.ส.เมรินทร์ฯ สงวนนามสกุล อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2.น.ส.ศิริรัตน์ฯ สงวนนามสกุล อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 โดยกล่าวหาผู้ต้องหาว่า “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) โดยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป”

พร้อมด้วยของกลางและทรัพย์ที่ตรวจยึด 1.ยาบ้า ประมาณ 50 กระสอบ รวม ยาบ้าประมาณ 10 ล้านเม็ด, 2.รถยนต์ ยี่ห้อ Toyota รุ่น vios สีขาว จำนวน 1 คัน, 3.รถยนต์ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น Colorado สีขาว จำนวน 1 คัน, 4.รถยนต์ ยี่ห้อ Toyota รุ่น Fortuner สีดำ จำนวน 1 คัน และ 5.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน มูลค่ารวมประมาณ 500,000,000 บาท


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ลพบุรีเขต 1 ลั่นกลองรบ ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ดันสัตวแพทย์หญิง ‘หมอเจี๊ยบ’เป็น สส. ชูนโยบาย รพ.สัตว์ของรัฐ จัดระเบียบลิง-น้ำประปาเข้าถึงและดื่มได้

ลพบุรีเขต 1 ลั่นกลองรบ รวมไทยสร้างชาติดันสัตวแพทย์หญิง ‘’หมอเจี๊ยบ‘’ เป็น สส. ชูนโยบาย รพ.สัตว์ของรัฐ จัดระเบียบลิง-น้ำประปาเข้าถึงและดื่มได้

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ทีมลพบุรีพรรครวมไทยสร้างชาติจัด ประชุมทีมว่าที่ผู้สมัคร ลพบุรี เขต 1 หมอเจี๊ยบ สพ.ญ. บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร และ รุ่งวิทย์ แจ้งสว่าง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรค โดยมี รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ร่วมประชุมแนวทางนโยบายในพื้นที่ โดยชูนโยบายด้านสัตว์เลี้ยง เพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการทำฐานข้อมูลสัตว์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด อาทิ การฝังไมโครชิพซึ่งได้ทำแล้วให้เป็นโมเดลต้นแบบ การทำโรงพยาบาลสัตว์ของรัฐในราคาที่เป็นธรรม เพราะปัจจุบันสังคมไทยหลายครอบครัวเลี้ยงสัตว์ทั้งสุนัขและแมว พอสัตว์เลี้ยงป่วยมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ซึ่งหมอเจี๊ยบ สพ.ญ. บุษยมาศ เจียมวิจิตรกร มีประสบการณ์ด้านการทำโรงพยาบาลสัตว์ ได้ออกแบบนโยบายไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำได้จริง จะมีการเริ่มฝังไมโครชิพในวันที่ 3 ธันวาคม 2568

ส่วนนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ก็สามารถทำได้จริงและทำมาแล้ว จากพื้นที่ที่ไม่มีน้ำประปาจนสามารถเป็นน้ำประปาดื่มได้ โดย นาย รุ่งวิทย์ แจ้งสว่าง ว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ ในพื้นที่ อำเภอบ้านหมี่ ด้วยก่อนหน้านั้นได้รับเสียงสะท้อนปัญหาของประชาชน จึงได้ลงพื้นที่ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้

และยังได้ร่วมลงพื้นที่บริเวณศาลพระกาฬ และ พระปรางค์สามยอด เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน สิ่งที่เป็นปัญหาที่ประชาชนสะท้อนคือปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ ซึ่งได้ชี้แจงประชาชนถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องคือ ค่าครองชีพสูงส่วนหนึ่งมาจากปัญหาต้นทุนด้านพลังงาน ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ ที่พุ่งสูงขึ้น นโยบายหลักของรวมไทยสร้างชาติเราทำเรื่องนี้สำเร็จมาแล้ว คุณ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสามารถลดค่าไฟรวมแล้วกว่า 270,000 ล้าน และยังจะทำต่อไปถ้ามีโอกาสกลับมารับใช้ประชาชน

รวมทั้งปัญหาลิงลพบุรี ได้มีการวางแผนนโยบายทำอุทยานลิงที่จำลองธรรมชาติให้ลิงได้อยู่ และสามารถจัดระเบียบได้จริง

สามารถติดตามรวมไทยสร้างชาติลพบุรีได้ทางช่องทาง Line :เพื่อนรักหมอเจี๊ยบ Facebook Fanpage:หมอเจี๊ยบ TikTok:หมอเจี๊ยบ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เอกนิติ ยึดมั่นในคุณธรรมแห่งวิชาชีพนักกฎหมาย แม้ลูกความยังติดค้างค่าวิชาชีพ

บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ย้ำจุดยืน แม้ลูกความบางคนยังคงค้างค่าวิชาชีพ จะไม่ไปทำงานให้กับคู่กรณีอีกฝ่าย

นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับอรรถคดีเป็นจำนวนมาก ซึ่งในบางคดีบางลูกความของเราไม่สามารถกลั่นกรองในอุปนิสัยใจคอของลูกความบางคนได้ ซึ่งเชื่อว่าสำนักงานกฎหมายและทนายความทุกๆท่านหลายๆแห่งต่างประสบปัญหามาเหมือนๆกัน โดยปัจจุบันแม้จะมีลูกความที่ยังคงค้างค่าวิชาชีพกับบริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด อยู่เป็นจำนวนอยู่หลายๆคดี แต่ลูกความบางคนก็ดีมีมารยาทที่ดี ลูกความบางคนก็ไม่ใช่คะ บางครั้งสำนักงานหลายๆแห่งต่างประสบปัญหาเหมือนๆกัน ที่ลูกความค้างค่าวิชาชีพไปพูดเพื่อดิสเครดิตกัน ปัจจุบันโลกมันไม่ได้กว้างเช่นในวงการกฎหมายย่อมแคบคนที่ถูกนำไปพูดต่อๆกันก็ยืนยันได้เป็นอย่างดี

นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวต่ออีกว่า บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด เกิดขึ้นจาก บริษัท ทรีแมน แอนด์ทีม จำกัด ซึ่ง บริษัท ทรีแมน แอนด์ ทีม จำกัดนี้ ดำเนินกิจการมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.2555 รวมทั้งสิ้น 13 ปี ย่อมมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควร ดังนั้นลูกความที่ไปกล่าวกับบุคคลทั่วๆไป ที่อ้างถึงบริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ให้เกิดความเสียหาย และ หรือ รวมถึง ผู้บริหารเอกนิติให้เกิดความเสียหาย กล่าวหาว่า บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด ไปรับคดีอีกฝ่ายหนึ่ง ขอให้แสดงหลักฐานมาได้เลยคะ

กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกนิติอินเตอร์ลอว์ จำกัด กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน เราทราบแล้วว่า ลูกความคนๆนั้น คือใคร ดังนั้น เราจะขอเรียนเชิญผู้ที่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าว และจะขอเรียนเชิญ โจทก์ จำเลย ในคดี ของลูกความคนๆนั้น ร่วมกันแถลงข่าว ต่อไปคะ นางสาวสิริรัตน์ ราวินิจ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร จัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking)

กรมศุลกากรจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking)

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในการจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking) ของกรมศุลกากร ร่วมด้วยนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บริหารกรมศุลกากร และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ณ สโมสรศุลกากร ชั้น 2 กรมศุลกากร

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่ผ่อนปรนต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกรูปแบบ พร้อมดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องสังคมและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้นตามนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” และเชื่อมั่นว่าการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมไปถึงหน่วยงานต่างประเทศ จะสามารถทำให้ประเทศไทยปลอดจากภัยยาเสพติด และป้องกันมิให้กลุ่มบุคคลผู้ไม่พึงประสงค์ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรม ซึ่งจะส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศไทยในเวทีโลก สำหรับกรมศุลกากร ในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของประเทศในการสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติด ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ได้แสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการร่วมแก้ปัญหายาเสพติดของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรการเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามมิให้มีการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นฐานของอาชญากรในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้โทษ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า วันนี้กรมศุลกากรจัดงานแถลงนโยบายในการขับเคลื่อนมาตรการการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (Quick Big Win in Anti-Drug Trafficking) เนื่องจากปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน ความปลอดภัยของสังคม และความมั่นคงของประเทศ ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศไทยในประชาคมโลก

ด้วยสถานการณ์ยาเสพติดของประเทศไทยยังคงอยู่ในสถานะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยที่ผ่านมาพบว่ายังมีการลักลอบนำเข้ายาเสพติดในหลายช่องทาง อีกทั้งยังเป็นเป้าหมายของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเพื่อส่งต่อไปยังต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ กรมศุลกากจึงเร่งพัฒนาแนวทางการทำงานในทุกมิติเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย ผ่านการกำหนดมาตรการเชิงรุกในการปฏิบัติงานด้านป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ทั้งหมดนี้เป็นการน้อมรับ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล “Quick Big Win” ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และการกำกับดูแลของ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1 ความร่วมมือเชิงรุกกับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทาน ปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง จากการตรวจค้น ณ จุดผ่านแดนหรือจุดนำเข้าส่งออก เป็นการดำเนินการเชิงรุก โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งรายใหญ่และรายย่อย รวมถึงภาคธุรกิจขนส่ง และโลจิสติกส์ DHL FedEx UPS ไปรษณีย์ไทยและบริษัท Freight Forwarder ต่างๆ โดยเข้าไปให้ข้อมูลความเสี่ยง เกี่ยวกับรูปแบบและวิธีการในการกระทำความผิดด้านยาเสพติด รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลการข่าวระหว่างกัน ทำให้กรมศุลกากรสามารถตรวจค้นและสกัดกั้นสินค้าต้องสงสัยได้ตั้งแต่ต้นทาง ก่อนเข้าสู่กระบวนการศุลกากร

มิติที่ 2 ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ สร้างพันธมิตรกับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น สำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย (Australia Border Force: ABF) กองกำลังป้องกันชายแดนแห่งสหราชอาณาจักร (UK Border Force: UKBF) สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ศุลกากรนิวซีแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส แคนาดา รวมถึง สำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA) และสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (HSI) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและปฏิบัติการร่วมกัน หรือ Joint Operation เพื่อสกัดกั้นขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

มิติที่ 3 การสืบสวนขยายผลและการดำเนินคดี กรมศุลกากร จะไม่ยุติการดำเนินการเพียงแค่การยึดยาเสพติด ณ จุดผ่านแดนเท่านั้น แต่จะรวบรวมข้อมูลผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายใต้คณะทำงานสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด ณ ท่าอากาศยานสากล (Airport Interdiction Task Force: AITF) และท่าเรือสากล (Seaport Interdiction Task Force: SITF) ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ส. กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญ ชาการกองทัพไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย สำหรับสืบสวนและดำเนินคดี เพื่อทำลายเครือข่ายอาชญากรรมยาเสพติดทั้งระบบ

จากมาตรการทั้ง 3 มิติที่ได้กล่าวมา กรมศุลกากรได้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ไว้เพื่อรองรับและขับเคลื่อนมาตรการในการป้องกัน ปราบปราม และสกัดกั้นการลักลอบยาเสพติด ให้เห็นผลภายใน 4 เดือน เช่น

  1. ปฏิบัติการความร่วมมือกับสำนักงานพิทักษ์เขตแดนแห่งออสเตรเลีย เพื่อป้องกันและปราบปรามด้านยาเสพติด ไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นฐานลักลอบยาเสพติดส่งไปออสเตรเลีย โดยเริ่มปฏิบัติการวันในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568
  2. ปฏิบัติการร่วมกับศุลกากรเกาหลีใต้ ในลักษณะเดียวกัน ในปี พ.ศ.2569
  3. การขยายพื้นที่การใช้สุนัขดมกลิ่น (K-9) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงานหลัก เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง คลังสินค้าสุวรรณภูมิ ศูนย์ไปรษณีย์หลักสี่และสุวรรณภูมิ รวมถึงคลังสินค้าของผู้ให้บริการขนส่งเอกชน
  4. เปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายภาคใต้ (Narcotics and Contrabands Interdiction Unit) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ในต้นเดือนธันวาคม 2568 เพื่อสกัดการลักลอบขนยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายผ่านสนามบินรอง ด้วยระบบตรวจสอบผู้โดยสารที่ทันสมัย

อย่างไรก็ดี การปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่กรมศุลกากรไม่อาจดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจการขนส่ง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดและทำลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การปราบปรามยาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายอื่นๆ มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยกรมศุลกากรจะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อปกป้องประเทศจากภัยเหล่านี้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เปิดเวทีเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม บรรเทาวิกฤตอุทกภัย

วช. เปิดเวทีเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ชูองค์ความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม บรรเทาวิกฤตอุทกภัย

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการเสวนา “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นประธานเปิดการเสวนา พร้อมด้วยคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ร่วมกิจกรรมเสวนา ณ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช.8

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า ผลกระทบจากพายุช่วงต้นเดือน พ.ย.2568 ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักตอนบนเพิ่มสูงขึ้น ประกอบอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำกักเก็บจำนวนมากเพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านฤดู ทำให้มีความจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยา มีผลกับพื้นที่ภาคกลางตอนบนต้องเผชิญกับวิกฤตอุทกภัยในหลายจังหวัด อาทิ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงหบุรี ชัยนาท (วช.) พร้อมด้วยทีมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกันสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย บรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน รวมทั้งการถอดบทเรียนจากสถานการณ์เพื่อเป็นแนวทางในการเฝ้าระวังภัยพิบัติ

การเสวนา เรื่อง “สถานการณ์น้ำท่วม บรรเทาได้ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ประเด็นน้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ของ (วช.) เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พร้อมด้วยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายหน่วยงานร่วมเสวนาใน 2 ช่วง ดังนี้

  • ช่วงแรก : ระบบคาดการณ์และการประเมินสถานการณ์เพื่อการป้องกัน
    • นายสมควร ต้นจาน กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ข้อมูลว่าปริมาณฝนทั้งประเทศในปีนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 แต่ยังน้อยกว่าปี 2554 แต่ปีนี้ฝนผิดปกติในช่วงต้นเดือน พ.ย.2568 ทั้งที่มีการประกาศเข้าฤดูหนาวแล้ว เกิดจากภาวะที่อากาศแปรปรวน ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงวันที่ 14 พ.ย.2568 แต่ภาคใต้จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา
    • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปสถานการณ์และแนวโน้มน้ำท่า โดยสังเขปว่า ปีนี้น้ำเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนมีมากตั้งแต่ช่วงพายุบัวลอย ฝนที่ตกเพิ่มในระยะสั้นช่วงต้นเดือน พ.ย. มีปริมาณมาก ทำให้เขื่อนตอนบนมีปริมาณน้ำไหลลงจนเต็มความจุ จนส่งผลต่อปริมาณน้ำในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน และยังตรงกับช่วงน้ำทะเลหนุนทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลช้าลง
    • ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ กรมชลประทาน กล่าวถึงการบริหารจัดการน้ำช่วงปลายฤดูฝนของกรมชลประทาน เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าประชาชนจะมีน้ำเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง ช่วงต้นเดือน พ.ย. เขื่อนจะเก็บน้ำไว้ประมาณร้อยละ 80 ของความจุและมีการปรับตามสถานการณ์รายเดือน สถานการณ์ครั้งนี้ปริมาณน้ำส่วนใหญ่มาจากแม่น้ำปิง ซึ่งทำให้เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำเต็มความจุ โจทย์สำคัญคือในเดือน พฤษภาคม 2569 จะบริหารการพร่องน้ำของเขื่อนในฤดูฝนอย่างไร เพื่อให้เป็นเครื่องมือกับความแปรปรวนของอากาศที่เกิดขึ้น
    • ดร.ศรเทพ วรรณรัตน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ให้ข้อมูลว่า คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมข้อมูลมาจากหลายหน่วยงานสามารถช่วยในการบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังต้องการงานวิจัยมาเติมเต็ม เช่น ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำที่ต้องการความเป็นปัจจุบัน รวมถึงการคาดการณ์ฝนจากข้อมูลดาวเทียมในกรณีที่ต้นน้ำอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภารกิจของ (อว.) ส่วนหน้าในการทำงานร่วมกับศูนย์บริหารเหตุการณ์จังหวัด
  • ช่วงที่ 2 : นวัตกรรมและสถานการณ์เร่งด่วน
    • รองศาสตราจารย์ ดร.บัญชา ขวัญยืน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สรุปบทเรียน และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการน้ำ คือการสร้างการรับรู้ความเสี่ยงและการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตาม เฝ้าระวัง และรับมือภัยด้านน้ำ และถึงแม้ว่าเราจะมีการเตรียมทุ่งรับน้ำในพื้นที่ไว้ แต่ต้องมีการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความแปรปรวนในปัจจุบัน ทำให้ต้องมีการยกระดับการจัดการตามสถานการณ์

ส่วนของการใช้โดรนสำรวจและช่วยเหลือเมื่อเกิดสถานการณ์เร่งด่วน นายธีรวัติ ศรีประโชติ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ให้ข้อมูลว่า มีการนำโดรนมาช่วยในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดย (วช.) มีการจัดตั้งศูนย์ให้ความรู้โดยร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่งภายามยาก และมีการเพิ่มเจ้าหน้าที่ที่สอบใบขับขี่โดรน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากในบางพื้นที่จำเป็นต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อป้องกันการชนและทำให้การทำงานสะดวกขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.คเณศ วงษ์ระวี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยกตัวอย่าง นวัตกรรมที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเมื่อเกิดเหตุ อาทิ สารประกอบทองแดงที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งประยุกต์จากการใช้งานในผลิตภัณฑ์การเกษตร มาช่วยต้านเชื้อราที่มากับความชื้นเมื่อเกิดอุทกภัย ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพกับประชาชน โดยเฉพาะในโรงเรียน

ทั้งนี้ (วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมจะเป็นพลังสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากความรุนแรงของอุทกภัย และเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำของประเทศในระยะยาว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในเขตเมือง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน