บานแล้ว ดอกกุหลาบพันปีบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย

บานแล้ว ดอกกุหลาบพันปีบนอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นสบาย โดยวันนี้อุณหภูมิบนยอดดอยวัดได้ 9 องศาเซลเซียส นักท่องเที่ยวแห่ไปรับลมหนาวกันอย่างคึกคัก

เช้าวันที่ 21 พย. 68 นายจิรนิติ เชิงสะอาด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์กล่าวว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวบนยอดดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ กลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ป่าเขาเขียวขจี อีกทั้งช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้เป็นที่นิยมชมชอบของบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นมาสัมผัสไอหมอกที่ลอยปะทะกับใบหน้า พร้อมชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ทอแสงสีทองตัดกับภูเขาที่เขียวขจีสุดลูกหูลูกตา แม้ว่าจะยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ แต่สภาพอากาศบนยอดดอยหนาวเย็น โดยอุณหภูมิบนยอดดอยวัดได้ 9 องศาเซลเซียส ขณะที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปานวัดได้ 10 องศาเซลเซียส

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ได้จัดเจ้าหน้าที่สำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เพื่อเตรียมกลับมาเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินเที่ยวชมธรรมชาติในวันนี้ พร้อมภาพความงดงามของต้นกุหลาบพันปี บริเวณจุดชมวิวของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ผลิดอกบานสะพรั่งจำนวนหลายต้น รอต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะขึ้นมาเที่ยวชมความงามตลอดช่วงฤดูหนาวนี้


นที มีเดช รายงาน

เสธ.ทบ. รับมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรของกำลังพล จากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

เสธ.ทบ. รับมอบทุนการศึกษาสำหรับบุตรของกำลังพล จากผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน

วันนี้ (20 พ.ย. 68) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินบริจาค จำนวน 160,000 บาท จาก พลตรี จาง หลินหง (Zhang LinHong) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อเข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก สำหรับเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลกองทัพบก

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างใกล้ชิดในทุกๆ ด้าน อย่างหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทหารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ได้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับ, การฝึกร่วมผสม และความร่วมมือที่สำคัญในด้านต่างๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนการศึกษา จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ มีความผูกพันที่ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน มีการพัฒนาที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและราบรื่นมาโดยตลอด และเป็นแบบอย่างหนึ่งที่สำคัญและหน้าที่ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

กองทุนสวัสดิการกองทัพบก จัดตั้งขึ้นเพื่อนำรายได้ที่ได้มาจากการจัดสวัสดิการของกองทัพบก รวมทั้งการได้รับบริจาคจากหน่วยงานต่างๆ ไปจัดสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่กำลังพลและครอบครัว นอกเหนือจากสิทธิกำลังพลตามที่ราชการจัดให้ โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายเพื่อให้กำลังพลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามสมควร และสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีของทหาร

ในโอกาสนี้ กองทัพบก ขอขอบคุณ พลตรี จาง หลินหง (Zhang LinHong) ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย ที่มีความตั้งใจและห่วงใยกำลังพลของกองทัพบก รวมถึงครอบครัวของกำลังพลในด้านการศึกษา ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ยังเป็นการบำรุงขวัญเพิ่มกำลังใจ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ป้องกันประเทศได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทั้งนี้กองทัพบกจะนำเงินดังกล่าว เข้ากองทุนสวัสดิการกองทัพบก สำหรับเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพลกองทัพบกต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ปะทะเดือด! ทหารทัพเจ้าตาก สกัดแก๊งขนยาชายแดนแม่สาย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด

ปะทะเดือด! ทหารทัพเจ้าตากสกัดแก๊งขนยาชายแดนแม่สาย ยึดยาบ้า 2 ล้านเม็ด

วันที่ 20 พ.ย.2568 เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ม.3 ฉก.ทัพเจ้าตาก กองกำลังผาเมือง ได้นำกำลังพลเข้าตรวจสอบบริเวณจุดปะทะชายแดนไทย-เมียนมา ด้านหมู่บ้านห้วยน้ำริน หมู่ 7 ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย จ.เชียงราย หลังจากกลางดึกคืนวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังออกลาดตระเวนเฝ้าตรวจเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ในพื้นที่ล่อแหลม ขณะทำการเฝ้าตรวจในถึงพื้นที่หมู่บ้านห้วยน้ำริน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวน 8-10 คน สะพายกระสอบฟางดัดแปลงเป็นเป้เดินลัดเลาะป่าเข้ามาในฝั่งไทย เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้แสดงตัวเพื่อจะขอทำการตรวจค้น

แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ใช้อาวุธไม่ทราบชนิดและขนาดยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่อย่างหนัก เพื่อจะเปิดทางหลบหนี เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ทำการตอบโต้ทำให้เกิดการปะทะกันนานประมาณ 10 นาทีเสียงปืนดังสนั่นชายแดน จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายได้ทำการวิ่งหลบหนีไปได้เพราะใช้ความชำนาญทางภูมิประเทศไป ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มเติมกำลังและทำการควบคุมพื้นที่ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

จากการเข้าตรวจจุดปะทะช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ย.2568 เจ้าหน้าที่ได้พบกระสอบฟางดัดแปลงตกกระจายไปตามป่าเขานับรวมได้จำนวน 10 ใบ แต่ละใบบรรจุยาเสพติดประเภทยาบ้าที่ห่อประทับตรา 999 สีน้ำเงิน ใบละประมาณ 200,000 เม็ด รวมของกลางยาบ้าทั้งหมดประมาณ 2,000,000 เม็ด จึงได้ยึดไว้เป็นของกลางและวางกำลังสกัดกั้นอย่างเข้มงวดต่อไป


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพกุ้งร่วมเคารพธงชาติ พบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และมทบ.39

แม่ทัพกุ้ง พลโท บุญสิน พาดกลาง ร่วมเคารพธงชาติ พบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 และมณฑลทหารบกที่ 39 แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ต้อนรับ

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางไปพบปะกำลังพลกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมร่วมยืนเคารพธงชาติ และร้องเพลงชาติไทยกับกำลังพลกองบัญชา การกองทัพภาคที่ 3 ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำ เภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จากนั้น พลตรี นพดล วัชรจิตบวร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 พร้อมด้วยข้าราชการสังกัด มณฑลทหารบกที่ 39 ให้การต้อนรับ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีต แม่ทัพภาคที่ 2 ในโอกาสเดินทางมาพบปะกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 39

โดย พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ขึ้นแท่นรับการเคารพ จากนั้นได้ให้โอวาทกำลังพล เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “แม่ทัพขอเป็นกำลังใจให้กับพวกท่านจงตระหนักว่าอยู่ที่ไหนเราก็คือทหาร เพราะฉะนั้นเรารักษาเกียรติภูมิของเราไว้” ต่อมาในเวลา 08.00 น. ได้ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติกับกำลังพล โดยให้เกียรติร่วมเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาด้วยความภาคภูมิใจ สมกับเป็นผู้นำกำลังรบแห่งภาคอีสาน ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ได้มอบของที่ระลึกเป็นผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 39 ประกอบด้วย ตุ๊กตาหมีน้อยเบาใจ – ในชุดลายพลาง และยาดมรักชาติ กลิ่นอโรม่า เพื่อแทนคำขอบคุณ

พร้อมกันนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ได้ร่วมบันทึกภาพกับกำลังพลอย่างเป็นกันเอง ด้วย ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก


เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา วัดวังพิกุลวราราม ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสา พร้อมชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา วัดวังพิกุลวราราม บำเพ็ญสาธารณ ประโยชน์ และสาธารณกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์มอบสิ่งของให้เด็กนักเรียนโรงเรียนวัดวังพิกุล จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน 2568 พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา บำเพ็ญสาธารณประโยชน์และสาธารณกุศล ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ วัดวังพิกุลวราราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

โดย ประธานในพิธีฯ “ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทตนเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จากนั้น ถวายพานพุ่มดอกไม้ จุดธูป เทียน (เครื่องทองน้อย)

ต่อจากนั้น พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 นำจิตอาสาพระราชทาน และผู้เข้ารับการปฐมนิเทศการปฏิบัติงานของ ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในพื้นที่ กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกันพัฒนา ปรับปรุงภูมิทัศน์ทำความสะอาดพระอา ราม โบสถ์ ศาสนสถาน อาสนะสงฆ์ พระพุทธรูป สถูปเจดีย์ ภายในบริเวณวัดวังพิกุลวนาราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

ต่อมา พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เยี่ยมชมบูธนิทรรศการ งานด้านกิจ การพลเรือนของกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 3 รวมถึงเยี่ยมชมชุดช่างจิตอาสาจากกองพันซ่อมบำรุงที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ออกหน่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องมือภายในครัวเรือนและเครื่องมือประกอบอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ตลอดจนเยี่ยมชมการออกหน่วยบริการทางการแพทย์ให้กับประชาชนและเยาวชนในพื้นที่อำเภอวังทองของโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วย

นอกจากนั้น พลตรี เสมอ แจ่มใส เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานมอบอุปกรณ์การเรียนเสื้อนักเรียน ของเครื่องใช้สำหรับนักเรียน และสื่อการเรียนการสอนให้กับคณะครูและเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดวังพิกูล อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ในกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์

ซึ่งภายในกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 39 ได้จัดจิตอาสาพระราชทานและชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน ขุนภักดี จัดกิจกรรมปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ พร้อมทั้งบรรเลงดนตรีจากวงดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 39 รวมถึงกิจกรรมสันทนาการที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน การจัดชุดช่างตัดผมจิตอาสาให้บริการตัดผมแก่เด็กนักเรียน พร้อมทั้งจัดรถครัวสนามอาหารปรุงสุกใหม่ร้อนๆสำหรับมื้อเที่ยงให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย


นที่ มีเดช รายงาน

“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

“เลขาธิการ ป.ป.ส.” ลงพื้นที่หนองคาย ประสานความร่วมมือไทย-สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาหนีหมายจับคดียาเสพติด

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคายสะพานมิตรภาพ ไทย – ลาว แห่งที่ 1 จังหวัดหนองคาย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วยนายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นายอภิกิต ฉ.โรจน์ประเสริฐ รองเลขาธิการ ป.ป.ส., พล.ต.ต.อัทธชนม์ ช่วงงาม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 บช.ปส., พ.ต.อ.กริช ปัตลา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดหนองบัวลำภู, น.ส.ลลิตา อรรถพิพล ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รองผู้กำกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย ผู้แทนสำนักงานศุลกากรภาคที่ 2, น.ส.กัญญ์ชิสา ประดิษสุวรรณ์ สำนักงานศุลกากรหนองคาย , พ.อ.เรวัฒ ธรรมจิรเดช เสธ.กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ผู้แทน นบ.ยส. 24 และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดหนองคาย เพื่อประสานความร่วมมือด้านปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติระหว่างไทยกับ สปป.ลาว พร้อมรับมอบตัวผู้ต้องหาสัญชาติไทยหลบหนีหมายจับ

สำหรับการส่งมอบตัวผู้ต้องหาคดียาเสพติดหลบหนีหมายจับในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการประสานความร่วมมือ ทวิภาคีไทย-ลาว เรื่องความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และความร่วมมือคณะกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนจังหวัดหนอง คาย ซึ่งเป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. หน่วยงานภาคีทั้งในประเทศและนอกประเทศ จึงนำมาสู่การส่งมอบตัวผู้ต้องหาฯ จำนวน 3 คน ดังนี้

  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 1 คือ นายบุญทัน กูลเกล้า ตามหมายจับของศาลจังหวัดหนองบัวลำภู
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 2 คือ นายอิทธิพล ธนกรเกรียงไกร หมายจับศาลอาญา
  • ผู้ต้องหาตามหมายจับรายที่ 3 คือ นายอานนท์ เมณฑ์กูล ตามหมายจับของศาลจัง หวัดธัญบุรี

นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีและ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้ได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีหมายจับคดียาเสพติดที่หลบหนีมาอาศัยที่ สปป.ลาว จำนวน 17 คน รวมกับครั้งนี้ 3 คน รวมทั้งสิ้น 20 คน จึงแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือในด้านการปราบปรามยาเสพติดระหว่างสองประเทศ มีความเข้มแข็ง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลลาวที่มีความจริงจังในการปราบปรามยาเสพติดในประเทศ

เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวขอบคุณทางการลาวที่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายา เสพติด โดยเฉพาะนักค้ายาเสพติดคนไทยที่มีพฤติการณ์ค้ายาเสพติดในระดับของผู้สั่งการ ซึ่งมีหมายจับคดียาเสพติดและหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน และขอบคุณหน่วยงานภาคีที่ร่วมบูรณาการปราบปรามยาเสพติดและสืบสวนขยายผลจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้กระทำผิดในครั้งนี้ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเดินหน้าบูรณาการการทำงานในทุกมิติ เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยจากปัญหายาเสพติด

จากนั้น เลขาธิการ ป.ป.ส. และคณะ เดินทางข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย- เวียงจันทน์) เพื่อรับตัวผู้ต้องหาจากกรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ ณ ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย – เวียงจันทน์) ส่งกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยต่อไป พร้อมนี้ได้สนับสนุนชุดตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ จำนวน 12,000 ชุด


ประมง ปล่อยพันธุ์ปลาลงทุ่งบ้านหมี่ ท่าวุ้งแก้มลิง มูลนิธิชัยพัฒนากว่า 30 ล้านตัว

จังหวัดลพบุรี – สำนักงานประมงจังหวัดลพบุรี ร่วมกับอำเภอท่าวุ้ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงในพื้นที่น้ำท่วม เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลดกว่า 30 ล้านตัว

นายสรณต ณ ศรีโต นายอำเภอท่าวุ้ง พร้อมด้วย นายสง่า คำพันธ์ ประมงจังหวัดลพบุรี นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และประชาชน ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนขาวจำนวน 15,100,000 ตัว ลงในพื้นที่น้ำท่วมใกล้กับโครงการแก้มลิงของมูลนิธิชัยพัฒนา หรือแก้มลิงหนองน้ำพล ตำบลบางคู้ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี สำหรับในการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งสุโขทัย ทุ่งบางระกำ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปีงบประมาณ 2569 ดำเนินการในทุ่งชัยนาท-ป่าสัก (ฝั่งซ้าย) และทุ่งท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

สำหรับในช่วงนี้ในพื้นที่ของทุ่งท่าวุ้งได้มีน้ำท่วมเพราะรับน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา โดยผ่านประตูระบายน้ำบางโฉมศรีเข้ามาตามลำน้ำบางขาม ประตูระบายน้ำปากคลองบางพุทรา จังหวัดสิงห์บุรี และส่วนหนึ่งเป็นน้ำจากคลองชัยนาท – ป่าสัก ที่รับน้ำจากประตูระบายน้ำมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ทั้งนี้เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลไปท่วมทางตอนล่างของเขื่อนเจ้าพระยามาสู่ทุ้งท่าวุ้งที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนาที่ได้มีการเก็บเกี่ยวแล้ว

นอกจากนี้ในการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้เป็นทุ่งที่ 2 ของลพบุรีต่อจากทุ่งอำเภอบ้านหมี่แผนของโครงการปล่อยสัตว์น้ำลงทุ่งจำนวน 30,200,000 ตัว โดยจะเป็นปลาตะเพียนขาวแรกฟัก จำนวน 30,000,000 ตัว และปลาขนาด 2 – 3 เซนติเมตรจำนวน 200,000 ตัว หลังจากน้ำลดลงปลาเหล่านี้ก็จะเติบโตเป็นแหล่งอาหารในแม่น้ำ ตามบ่อ ตามคู ให้กับประชาชนได้จับไปเป็นอาหาร สำหรับพันธุ์ปลาตะเพียนนี้เป็นปลาที่กินพืชทำให้การดูแลให้อาหารของทุ่งท่าวุ้งนั้นมีพอเพียงที่จะเป็นอาหารให้กับพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย

โดย นางณพัชร สงวนงาม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี ได้เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ปลาที่ปล่อยไปจะมีน้ำที่ท่วมอยู่ในทุ่งแห่งนี่ทำให้ปลามีขนาดโตขึ้นสามารถเริ่มที่จะจับไปเป็นอาหารได้ หลังจากที่น้ำลดลงปลาก็จะไหลไปตามน้ำสู่ทางด้านตอนล่างส่วนหนึ่ง ขณะที่พันธุ์ปลาที่เจริญเติบโตก็จะหลบไปอาศัยตามหนอง คลอง บึง บ่อต่าง ๆ เพื่อที่เป็นอหารให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จับไปเป็นอาหารได้ ขณะที่ระดับน้ำในทุ่งท่าวุ้งก็ยังคงมีระดับเพิ่มสูงขึ้น


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

นครพนม – จุดจบตัวตึง “โซนนาเดื่อ” ภัยสังคมประจำหมู่บ้าน อวดศักดาไม่กลัวใคร ไม่สมราคาคุย เจอตำรวจหน้าจ๋อย

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. พ.ต.อ.ถวิล คำเกษ ผกก.สภ.ศรีสงคราม นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าพบนางซ้อน แก้วมุงคุณ อายุ 65 ปี ชาวบ้านนาเดื่อหมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ซึ่งเป็นแม่ของนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ผู้ถูกกล่าวหาบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธมีด และให้นางซ้อนเป็นผู้นำทางไปตามหาตัวลูกชาย ในสวนยางพารา กระท่อม และเถียงนาของชาวบ้าน

กระทั่งเวลาบ่ายโมงเศษ ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ศรีสงคราม พบชายลักษณะท่าทางมีพิรุธ โดยใช้ผ้าห่มผืนบางคลุมโม่งเดินอยู่ในทุ่งนา เหมือนจะปิดบังอำพรางใบหน้า จึงเรียกให้หยุดเพื่อสอบถามชื่อ ปรากฏว่าชายดังกล่าวคือนายโซน บุคคลที่ตำรวจกำลังติดตามตัวอยู่ และพยายามเดินเลาะทุ่งนาหาที่หลบซ่อน แต่ถูกเจ้าหน้าที่เจอก่อน จึงควบคุมตัวไปโรงพักสอบสวนตามข้อกล่าวหา

นายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน ผู้ต้องหายังให้การวกไปวนมา และยอมรับว่าเพิ่งเสพยาบ้า ปฏิเสธว่าว่าไม่เคยระรานหรืออาละวาดทุบทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น แต่เมื่อเจ้าหน้าที่นำคลิปจากกล้องวงจรปิดให้ดู นายโซนถึงกับพูดไม่ออก พูดเสียงอ่อยๆว่าตอนก่อเหตุนั้นเมาจำอะไรไม่ได้

คดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นางล่ำ แก้วปีลา อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 146 หมู่ 1 ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเข้าร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.พรชัย ดลรัศมี รองสารวัตรสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 68 เวลาประมาณสามทุ่มเศษ ได้มีนายสราวุธ มัยวงค์ หรือโซน อายุ 46 ปี ที่ทำตัวเป็นอันธพาลประจำหมู่บ้าน ถืออาวุธมีดพร้าฟันประตูทางเข้า จนได้รับความเสียหาย พร้อมท้าทายให้ไปแจ้งความ เพราะไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งสิ้น โดยกระทำลักษณะนี้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน จึงแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายโซน

ขณะเดียวกันก็มีนางวิไลจิตร ศิริวงศ์ อายุ 52 ปี ชาวบ้านนาเดื่อ หมู่ที่ 9 เป็นเพื่อนบ้านกับนางล่ำ เปิดเผยว่าช่วงเดือนสิงหาคม 68 ที่ผ่านมา เคยถูกนายโชนอันธพาลประจำหมู่บ้าน ใช้สันพร้าทุบที่ท้ายทอยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ศรีสงคราม ให้ดำเนินคดี แต่เรื่องก็เงียบมาถึงปัจจุบัน จึงพากันร้องเรียนผ่านสื่อดังกล่าว

นอกจากนี้นางซ้อนผู้เป็นแม่ของนายโซน ได้เล่าด้วยเสียงปนสะอื้นว่า มีลูกทั้งหมด 5 คนนายโซนเป็นคนโต มีนิสัยอันธพาลก่อเรื่องวุ่นวายประจำ โดยเฉพาะตอนเมาจะอาละวาดทำลายข้าวของ ไม่เว้นแม้แต่แม่บังเกิดเกล้า พูดจาข่มขู่จะทำร้ายตนจึงต้องพกเคียวเหน็บหลังไว้ตลอดเวลา ยิ่งมาเสพยาบ้าร่วมด้วย เท่ากับมีความบ้าคูณสอง ใครๆก็ห้ามไม่ได้ เพราะจะถูกทำร้ายทันที การที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ คงทำให้ในหมู่บ้านเกิดความสงบสุขขึ้น และขอให้ลูกกลับเนื้อกลับตัว โดยขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวนายโซนออกจากห้องควบคุม เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม นายโซนเข้ามายกมือไหว้ขอโทษแม่ ที่ทำความเสื่อมเสียให้จนครอบครัวเดือดร้อน


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

นบ.ยส.24 ร่วมกับ ตชด.ภาค 2 ไล่ล่าสกัดนักบิน พร้อมยึดยาบ้า 6 แสนเม็ด สารภาพรับจ้างจากชาว สปป.ลาว

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวานนี้ กองทัพบก โดย ทภ.2/นบ.ยส.24 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ มทภ.2/ผบ.นบ.ยส.24 อำนวยการ/บูรณาการร่วมกับ พล.ต.ต.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผบก.ตชด.ภาค2 และ พ.ต.อ.คณิต กลิ่นศรีสุข รอง ผบก.ตชด.ภาค 2 มอบหมายให้ ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 ร่วมกับ สำนักการข่าว กอ.รมน, ขกท.กกล.สุรศักดิ์มนตรี ,สำนักปราบปราม ป.ป.ส., กก.3 บก.ปส.2 อุดรธานี, หน่วยบริการตำรวจทางหลวงบรบือ, ชุดสืบสวน ภ.จว.มหาสารคาม, ชุดสืบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม ร่วมกันจับกุมตัว นายวุฒิ อายุ 30 ปี และนายพีรชัย อายุ 22 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 3 กระสอบ รวม 600,000 เม็ด โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน ต.ตลาด อ.เมือง จ.มหาสารคาม

ร.ต.อ.คมสัน นิลสมบูรณ์ หน.ชปข.บก.ตชด.ภาค 2 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องหามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีพฤติกรรมเป็นนักบิน รับงานนำยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ และขอนแก่น

ล่าสุดเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหา ใช้รถ 2 คัน ในการลำเลียงยาบ้าไปวางตามจุดต่าง ๆ โดยรถคันแรกเป็นรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค สีดำ เป็นรถนำทาง และใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นรีโว่ สีเทา บรรทุกยาบ้าไปวางตามจุด ซึ่งได้วางงานไปแล้ว 3 จุด จุดละ 1 กระสอบ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตามไล่ล่า โดยผู้ต้องหาได้ขับรถหลบหนีระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ตั้งแต่ จ.มุกดาหาร มาจนถึง จ.มหาสารคาม ซึ่งกลุ่มคนร้ายที่ขับรถเก๋งฮอนด้าสามารถหลบหนีไปได้ โดยนำรถไปจอดทิ้งไว้ที่พื้นที่อำเภอกุดรัง จ.มหาสารคาม ส่วนรถกระบะที่ขนยาบ้าเจ้าหน้าที่ได้สกัดจับที่บริเวณสี่แยกแก่งเลิงจาน เมื่อตรวจสอบพบยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ยาบ้าประมาณ 600,000 เม็ด ซึ่งหากรวมยาบ้าที่ได้วางงานไปแล้วอีก 3 กระสอบ จะมากถึง 1.2 ล้านเม็ด ซึ่งจุดล่าสุดที่ผู้ต้องหาจะไปวางงานคือที่ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม แต่เจ้าหน้าที่กระทำการจับกุมซะก่อน

ทั้งนี้ ผู้ต้องหารับสารภาพว่า รับจ้างจากชาว สปป.ลาว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (แมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชา ชนและกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ มีรายงานว่าชุดจับกลุ่มดังกล่าวเป็นชุดเดียวที่สกัดจากขบวนการค้ายาบ้าบนสะพานเทพสุดา จ.กาฬสินธุ์เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้ของกลางยาบ้ากว่า 1,200,000 เม็ด ปัจจุบันนำผู้กระทำความผิดพร้อมของกลางทั้งหมด ไปยัง บก.ตชด.ภาค 2 เพื่อสืบสวนขยายผลดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

โดย นบ.ยส.24 มีผลการปฏิบัติงานตามมาตรการสกัดดั้นและมาตรการปราบปรามในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 – 20 พ.ย.68 มีผลการจับกุม 154 ครั้ง ผู้ต้องหา 178 ราย ยาบ้า จำนวน 23,141,421 เม็ด ไอช์ จำนวน 1,216.54 กก. เฮโรอีน จำนวน 21.80 กก. รวมมูลค่าทั้งสิ้น 852,045,671 บาท


นที มีเดช รายงาน

เชียงใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังทุกภาคส่วนบูรณาการเตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5

รองนายกรัฐมนตรี สั่งการ 7 หน่วยงาน เตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ขานรับนโยบายรัฐบาล ผนึกกำลังทุกภาคส่วนบูรณาการเตรียมรับมือฝุ่น PM 2.5 ตั้งเป้าลดตัวชี้วัดทุกข้อให้ได้มากกว่า 20%

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ที่ห้องปฏิบัติการ POC ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ปี 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล (VCS) โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย

  1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เฝ้าระวังและควบคุมการเผาในพื้นที่อย่างเข้มงวด และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
  2. กระทรวงกระเกษตรและสหกรณ์ ให้กำกับควบคุมให้เป็นไปตามแนวทางการบริหารการเผาในพื้นที่เกษตร ส่งเสริมให้นำเศษวัสดุทางการเกษตรไปแปรรูปและเพิ่มมูลค่าแทนการเผา
  3. กระทรวงคมนาคมให้บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบ ตรวจจับยานพาหนะควันดำโดยเคร่งครัด
  4. กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ตรวจวัดมลพิษทางอากาศของโรงงานอุตสาหกรรมและบัง คับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
  5. กระทรวงสาธารณสุขให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการปฎิบัติตนในการดูแลสุขภาพ การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น จัดพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน
  6. กรมประชาสัมพันธ์ให้สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ มาตรการ ข้อกฎ หมาย และบทลงโทษ รวมทั้งสร้างความเข้าใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกมิติ และ
  7. กระทรวงมหาดไทยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหา นคร ร่วมบูรณาการในการแก้ไขปัญหากับส่วนราชการทุกระดับในพื้นที่ในทุกมิติ

ทั้งนี้กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสถานการณ์และมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ด PM 2.5 ปี 2569 ว่า แหล่งกำเนิดของฝุ่น PM 2.5 ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการเผาในที่โล่ง รองลงมาคือการเผาในที่ป่า และจากการเปรียบเทียบสถาน การณ์ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 พบว่าระยะเวลาการเผามีช่วงแคบลง และในปี 2568 จุดความร้อนทั่วประเทศมีสถิติที่ลดลง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และอื่นๆ สำหรับการรับมือในปี 2569 นั้น ตั้งเป้าจะต้องลดพื้นที่เผาไหม้ ให้ได้อีก 10-20% ลดค่าเฉลี่ย PM 2.5 5-10% และลดจำนวนวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐาน 5% โดยมุ่งขับเคลื่อนในพื้นที่เกษตร เน้นการ นำเศษวัสดุทางการเกษตรใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ในพื้นที่ป่า วางแผนวางจุดเฝ้าระวังในพื้นที่ 14 กลุ่มป่าในภาคเหนือ ในพื้นที่เขตเมือง มุ่งเน้นในการควบคุมการตรวจจับควันดำ รณรงค์ให้หันมาใช้รถ EV ส่วนปัญหาในเรื่องหมอกควันข้ามแดน จะมุ่งควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาและเปิดรับการนำเข้าแหล่งอื่นทดแทน

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานถึงมาตรการและแนวทางการป้องกัน รับมือกับฝุ่น PM 2.5 ในปี 2569 ที่จะถึงนี้ว่า จังหวัดเชียง ใหม่ มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วนแบบบูรณาการ โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ ขณะเกิดสถานการณ์ และหลังเกิดสถานการณ์ ที่สำคัญมีการกำหนดช่วงเวลาการห้ามเผาอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้ประชาชนใช้วิธีการไถกลบแทนการเผา ตรวจจับควันดำอย่างเข้มงวด ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการรับมือจัดเตรียมอุปกรณ์ กำลังพล ห้องลดฝุ่น ไว้รองรับเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน และการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อย่างเหมาะสม

โดยในปี 2569 จังหวัดได้กำหนดเป้าหมายว่าจะลดจำนวนจุดความร้อน 25% จาก 8,505 จุด เหลือ 6,379 จุด ลดพื้นที่เผาไหม้ 25% จาก 829,728 ไร่ เหลือ 622,296 ไร่ ลดจำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน 20% จาก 80 วัน เหลือ 64 วัน และลดจำนวนผู้ป่วย COPD เข้ารับการรักษา 20% จาก 17,798 ครั้ง เหลือ 14,238 ครั้ง โดยเทียบจากค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง


นที มีเดช รายงาน