กรมชลประทาน มอบรางวัลประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ “สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน”

พิธีมอบรางวัล โครงการประกวดภาพถ่าย และวีดีโอคอนเทนต์ “สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน” (Water for Life, Flow for Future) กรมชลประทาน มอบรางวัลประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ “สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน”

กรมชลประทาน จัดงานประกาศผลการประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ เพื่อเปิดเวทีให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และช่างภาพทั่วประเทศได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ความงดงาม และคุณค่าของน้ำ ผ่านมุมมองเชิงสร้างสรรค์ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์จากผู้ที่ได้รับรางวัล

นายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและออกแบบ) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ ภายใต้หัว ข้อ “สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต สร้างไทยยั่งยืน” (Water for Life, Flow for Future) การประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ การประกวดภาพถ่าย ในหัวข้อ “ชีวิตคู่สายน้ำ” (Life with Water) และ “โครงการน้ำสร้างอนาคต” (Water Works, Water Wisdom) และ การประกวดวีดีโอคอนเทนต์ ในหัวข้อ “นวัตกรรมน้ำขับเคลื่อนอนาคต” (Smart Water Move) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

การประกวดได้รับการตอบรับจาก ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และช่างภาพทั่วประเทศ มีผู้ส่งผลงานทั้งหมด 430 คน เป็นผลงานประเภทภาพถ่าย 780 ภาพ แบ่งเป็น หัวข้อ “ชีวิตคู่สายน้ำ” (Life with Water) จำนวน 566 ภาพ และ “โครงการน้ำสร้างอนาคต” (Water Works,Water Wisdom) จำนวน 214 ภาพ ผลงานประเภทวิดีโอคอนเทนต์ หัวข้อ “นวัตกรรมน้ำขับเคลื่อนอนาคต” (Smart Water Move) จำนวน 77 ผลงาน แบ่งเป็นกลุ่มนักเรียนนักศึกษา 63 ผลงาน และกลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 14 ผลงาน ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการร่วมตัดสินและคัดเลือกผลงาน

ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณวรนันทน์ ชัชวาลทิพากร ศิลปินแห่งชาติ ปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ ด้านภาพถ่าย, ศ.ดร.วราวรรณ สุวรรณผาติ อาจารย์สาขาวิชาศิลปะภาพถ่าย มหาวิทยาลัยรังสิต, คุณเกรียงไกร ไวยกิจ ช่างภาพอิสระ, คุณพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านสำรวจและหรือออกแบบ),  คุณธีรกฤติ อภิรักษ์ขิต ผู้อำนวยการส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ร่วมกันตัดสินเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ส่วนการประกวดวิดีโอคอนเทนต์ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในการร่วมตัดสินและคัดเลือกวิดีโอคอนเทนต์ ได้แก่ คุณวรพล พุฒจ้อย ที่ปรึกษาโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยด้านรายการ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายผลิตรายการ บริษัท อสมท. จำกัด คุณชนินทร์พงษ์ วิศปาแพ้ว ผู้จัดการ Hot Chilli Film Studio และ คุณเลอบุญ อุดมทรัพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศกรรมชลประทาน (ด้านจัดสรรน้ำและบำรุงรักษา) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีผลการตัดสิน ดังนี้

  • การประกวด ภาพถ่าย หัวข้อ “ชีวิตคู่สายน้ำ” (Life with Water)
    • รางวัลชนะเลินายสุทัศน์  ฟองมูล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นายพลฤทธิ์ ฐิติวริทธินันท์
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายเฉลิมชัย อ่อนละออ
  • หัวข้อ “โครงการน้ำสร้างอนาคต” (Water Works, Water Wisdom)
    • รางวัลชนะเลิศ นายจามิกร ศรีคำ
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นายชิษณุพงศ์ กาทิพย์
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายพลฤทธิ์ ฐิติวริทธินันท์
  • การประกวด วิดีโอคอนเทนต์ ประเภท นักเรียน นักศึกษา
    • รางวัลชนะเลิศ เด็กหญิงกชกร พรหมเกตุ, นางสาวศศิวิมล แก้วยิ้ม, นายยุทธพงษ์ จุติผล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นายเดโชดิษฐ์ อธิชโย
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นางสาวภควดี สมัครการ, นายรักกอบกิจ บุญเส็ง
  • การประกวด วิดีโอคอนเทนต์ ประเภท ประชาชนทั่วไป
    • รางวัลชนะเลิศ นายพีรพัฒน์ วิสัยโสภณกุล, นายต้นตะวัน ขุนเจริญ, นายพงษ์พัฒน์ สำรองกิจ, นายธวินท์นวัชร์ มงคลธนตระกูล
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 นางสาวชญานิศ แก้วประเสริฐ, นางสาวรัดเกล้า กลันทกสุวัณณ
    • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 นายนรินทร์ จารุกิจวณิชย์

โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน นักศึกษา ช่างภาพและประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างคลังภาพถ่าย และวิดีโอคอนเทนต์ที่สามารถนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลของหน่วยงานรัฐ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของน้ำในมิติที่หลากหลาย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ผสานระหว่างการประชาสัมพันธ์ภารกิจของภาครัฐ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการสร้างแรงบันดาลใจผ่านงานศิลปะในรูปแบบภาพถ่ายและวิดีโอคอนเทนต์ ซึ่งจะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในสังคม และนำไปสู่การร่วมกันดูแล “สายน้ำ” ของไทย อย่างรู้คุณค่าและยั่งยืนต่อไปในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

‘โอกาสใหม่’ ช่วย ‘หาดใหญ่’ ระดมทีม เรือ-วิทยุทรานซิสเตอร์-ถุงยังชีพ หนุนภารกิจช่วยชาวใต้ กระทบมหาวิบัติน้ำท่วมใหญ่

‘โอกาสใหม่’ ช่วย ‘หาดใหญ่’ ระดมทีม ‘เรือ-วิทยุทรานซิสเตอร์-ถุงยังชีพ’ หนุนภารกิจช่วยชาวใต้ กระทบมหาวิบัติน้ำท่วมใหญ่

วันที่ 26 พ.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ลานหน้าสำนักงานพรรคโอกาสใหม่ ได้มีการจัดสรรสิ่งของจำเป็น โดยปล่อยออกไปเป็นขบวนคาราวาน เพื่อช่วยน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ซึ่ง นายจตุพร บรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่พร้อม กับ คณะกรรม การบริหารพรรค และ เครือข่ายอาสาสมัครนำทัพ

ทั้งนี้ นายจตุพรฯ ได้กล่าวฝากถึงพี่น้องชาวใต้และชาวหาดใหญ่ทุกคนด้วยว่า “พรรคโอกาสใหม่ ขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปถึงทุกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งนับว่ารุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านๆ มา ขอให้ทุกท่านเข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่น ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อว่าภาครัฐและหน่วยงานทุกฝ่ายพร้อมช่วยเหลือท่านอย่างเร่งด่วน ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว พรรคโอกาสใหม่พร้อมเป็นอีกแรงที่พร้อมช่วยเหลือประชาชนในอุทกภัยครั้งนี้ทุกด้าน ทุกจังหวัด”

ผู้สื่อข่ารายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้ ทางพรรคโอกาสใหม่ ได้จัดทีมลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ส่วนล่าสุดหรือในขณะนี้ ก็ได้เสริมการช่วยเหลืออีกระลอก ด้วยการส่งคาราวานสิ่งของช่วยเหลือยังชีพจากส่วนกลางลงไปช่วยผู้ประสบภัย โดยขบวนคาราวานนี้ได้ระดมกำลังพลอาสาสมัคร 30 นาย และอุปกรณ์กู้ภัยที่จำเป็นทั้งสิ้น อาทิ 1.วิทยุทรานซิสเตอร์ 2,000 เครื่อง, 2.ถุงยังชีพ 2,000 ชุด และ น้ำดื่ม 1,000 แพ็ค, 3.เรือท้องแบน 8 ลำ, 4.เครื่องปั่นไฟ 2 ชุด, 5.เสื้อซูชีพ 100 ชุด, 6.รถยกสูง 10 คัน, 7.ผ้าห่ม 200 ชุด

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรฯ ได้เปิดเสริมอีกว่า แม้ทางพรรคโอกาสใหม่จะมีการระดมช่วยเหลือไปเป็นช่วงๆ แล้ว แต่จากนี้ก็จะยังได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนต่อไป เพราะยามนี้คือช่วงเวลาที่คนไทยทุกภาคส่วนควรแสดงออกถึงพลังแห่งความสามัคคี และพร้อมให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่คนในชาติลำบาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ขอแสดงความห่วงใย พร้อมระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของจังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล และอีกหลายพื้นที่ในเขตภาคใต้ตอนล่าง กรมศุลกากรขอแสดงความห่วงใยไปยังประชาชนในทุกพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ พร้อมระดมกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชน

โดยเมื่อวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2568 หน่วยสืบสวนและปราบปรามสตูล–ปากบารา ส่วนสืบสวนปราบปราม 2 กองสืบสวนและปราบปราม กรมศุลกากร ได้เร่งดำเนินการเข้าให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.ควนโดน และอ.ควนสตอ จ.สตูล โดยนำน้ำดื่ม จำนวน 2,000 ขวด ลงพื้นที่แจกจ่ายแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบประสานผ่านผู้นำชุมชน เพื่อกำหนดจุดกระจายการแจกจ่ายน้ำ รวมถึงลงพื้นที่บ้านเรือนที่เข้าถึงยากและพื้นที่น้ำท่วมเฉพาะจุด เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม พร้อมทั้งสนับสนุนเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย และลดความเสี่ยงจากการจมน้ำในพื้นที่ระดับน้ำสูง ให้การสนับสนุนเรือและกำลังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง อีกทั้งได้เร่งประสานงานกับหน่วยท้องถิ่นและหน่วยกู้ภัยอื่นๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

โดยในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 กรมศุลกากรได้เข้าพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้านบริเวณตำบลเกาะหมี จังหวัดสงขลา เพื่อนำผู้ประสบอุกภัยออกจากพื้นที่โดยเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ ยังมีพื้นที่ที่ต้องการอาหาร น้ำดื่มและรอคอยความช่วยเหลืออีกเป็นจำนวนมาก กรมศุลกากรจึงได้บูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่นในการสำรวจครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพื่อพิจารณาการให้ความช่วยเหลือต่อไป

อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมศุลกากรมุ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยที่มีศักยภาพด้านภารกิจทางน้ำเตรียมความพร้อมและระดมกำลังเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง โดยเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมสนับสนุนจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

ทั้งนี้ กรมศุลกากรได้เปิดจุดรับบริจาคสิ่งของ และเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ เพื่อส่งให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ ห้องโถง ชั้น 1 กรมศุลกากร คลองเตย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถติดต่อผ่าน โทร. 02 271 6000 หรือช่องทางสื่อสารของกรมศุลกากร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“รองนายกฯ สุชาติ” ระดมทีมกู้ภัยทางน้ำ 15 ทีม–เรือ 25 ลำ ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตลอด 24 ชั่วโมง

“รองนายกฯ สุชาติ” ระดมทีมกู้ภัยทางน้ำ 15 ทีม–เรือ 25 ลำ ลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตลอด 24 ชั่วโมง

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 : นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ระดมสรรพกำลังเต็มรูปแบบ เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ หลังหลายจังหวัดประสบฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน

โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดกำลังสนับสนุนทางน้ำจำนวน 15 ทีม จาก 13 หน่วยงาน ประกอบด้วยสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1–10 และศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 3 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง อ่าวไทยตอนกลาง และฝั่งอันดามันตอนล่าง พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือและการกู้ภัยทางน้ำรวม 74 นาย ซึ่งพร้อมปฏิบัติการทันทีในจุดวิกฤต

สำหรับยุทโธปกรณ์ทางน้ำที่เตรียมพร้อม ได้แก่ สปีดโบ๊ท 3 ลำ เรือยาง 12 ลำ และเรือท้องแบน 10 ลำ รวม 25 ลำ พร้อมรถยนต์สนับสนุนภารกิจอีก 21 คัน ขณะเดียวกัน ภารกิจจากทางอากาศยังคงดำเนินต่อเนื่อง โดยเฮลิคอปเตอร์ของ ทส. ถูกส่งเข้าสนับสนุนการขนย้ายผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก

นายสุชาติฯ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. เตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

“ผมเข้าใจดีว่าพี่น้องประชาชนกำลังเผชิญกับความยากลำบาก หลายครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้าน บางท่านสูญเสียทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจว่ารัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ทอดทิ้งพี่น้องไปไหน เราระดมทุกกำลังที่มี ทั้งเฮลิคอปเตอร์ เรือ และเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญการทางน้ำ พร้อมเข้าถึงทุกพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้พี่น้องอดทนและดูแลตัวเองให้ปลอดภัย เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน” รองนายกฯ สุชาติฯ กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“สุรศักดิ์” รัฐมนตรีกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ และนำความช่วยเหลือจาก อว. บรรเทาสถานการณ์ผู้ประสบอุทกภัย

“สุรศักดิ์” รัฐมนตรีกระทรวง อว. นำคณะผู้บริหาร อว. ลงพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ และนำความช่วยเหลือจาก อว. บรรเทาสถานการณ์ผู้ประสบอุทกภัย

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดม ศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะผู้บริหาร (อว.) ประกอบด้วย นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง (อว.), ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.), ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวง (อว.) และคณะผู้บริหารจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่หาดใหญ่ติดตามสถานการณ์ และนำความช่วยเหลือจาก (อว.) ร่วมบรรเทาสถานการณ์ผู้ประสบอุทกภัย ณ หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งของจำเป็นช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังครั้งใหญ่ สู้มหาอุทกภัยภาคใต้ !!

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังครั้งใหญ่ สู้มหาอุทกภัยภาคใต้!! จัดทีมบรรเทาสาธารภัย พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ ชุด 2 สมทบทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมจัดทีมแพ็กถุงยังชีพฉุกเฉิน กว่า 1,500 ชุด เร่งส่งเข้าพื้นที่ประสบภัยทันที

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรม การและเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ ชุด 2 สมทบทีมช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหาด ใหญ่ โดยออกเดินทางแล้วตั้งแต่เช้าช่วงเช้าที่ผ่านมา พร้อมทั้งเปิดลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพลับพลาไชย นำทีมเจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ “รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม” เร่งบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง อาหารสำเร็จรูป ไฟฉายพร้อมถ่าน ผ้าอนามัย ถุงขยะดำ ทิชชูเปียก ทิชชูแห้ง สบู่เหลว ยากันยุง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กว่า 1,500 ชุด นำส่งสมทบให้ทีมบรรเทาสาธารณภัยนำออกแจกจ่ายให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ ผ่านกองทัพเรือ โดยมี อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) และนางสาวพัชร์สิตา อธิอนันตศักดิ์ (เกรซ-พัชร์สิตา) นายธรรศภาคย์ ชี (บี้) และ นางสุมณทิพย์ ชี ร่วมบรรจุถุงยังชีพในครั้งนี้

และในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ มูลนิธิฯ โดยนายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯ พร้อมด้วยนางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกสาธารณภัย มอบถุงยังชีพฉุก เฉิน ให้แก่กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จำนวน 500 ชุด โดยมี พลเรือตรี ปณิธาน สิทธิโยธาคาร รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ และพลเรือตรี สมภูมิ ประยูรอนุเทพ ผู้อำนวยการสำนักจิต วิทยา กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ เป็นผู้รับมอบ ณ กรมกิจการพลเรือนทหารเรือ

นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิฯ ได้ส่งทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร  พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ เรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถยกสูง 4×4 รถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่หาด ใหญ่ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยมี มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่  เป็นผู้ประสานงานในพื้นที่และร่วมปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้ โดย ณ ขณะนี้ กองอำนวยการฯ เพื่อประสานงานรับแจ้งเหตุและช่วยเหลือในพื้นที่ และจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ ตั้งอยู่ที่ วัดโคกนาว อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ หากผู้ประสบภัยในพื้นที่ต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความรวดเร็วในการประสานงาน เฉพาะพื้นที่ประสบภัย ขอให้ท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนโทรแจ้งเหตุ อาทิ-ชื่อ-สกุลผู้แจ้งเหตุ และเบอร์ติดต่อกลับที่สะดวก–พิกัด–จำนวนผู้ประสบภัย-รายละเอียดผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ (ถ้ามี)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับ พลาไชย กรุงเทพฯ และที่กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์ ติดตามข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี พ.ศ.2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้าง อนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ประจำปี พ.ศ.2568

เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการฯ พร้อมด้วย นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการฯ และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย มอบทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาแก่นักเรียนในถิ่นทุรกันดาร รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 1 ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นการมอบทุนฯ ในรูปแบบต่อเนื่อง 3 ปี รวมจำนวน 60 ทุน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 450,000 บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน) โดยมี นายวีระยุทธ คีลาวงค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา อีก 20 แห่ง คณะครู อาจารย์ และผู้แทนนักเรียนจากโรงเรียน ร่วมในพิธี ณ หอประชุมโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

การมอบทุนการศึกษา เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เพื่อช่วยเหลือสังคม “สร้างชีวิต” ให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา เติมเต็มความหวังเป็นอนาคตของครอบครัวสังคม และประเทศชาติ โดยตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กระทรวงแรงงาน ดึง Microsoft เร่งพัฒนาทักษะ AI แรงงานไทย 150,000 คน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ผู้สร้าง” ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

กระทรวงแรงงาน ดึง Microsoft เร่งพัฒนาทักษะ AI แรงงานไทย 150,000 คน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ผู้สร้าง” ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานงานแถลงข่าวความร่วมมือ AI For Workforce ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมีนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงนโยบายภาคเอกชน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงาน มีผู้บริหารสังกัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องบอลรูม 2 ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ

นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า วันนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานในงานแถลงข่าวความร่วมมือ AI for Workforce ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) คลาวด์ (Cloud) ดาต้า (Data) ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) และระบบอัตโนมัติ (Automation) กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคนของเราให้มีทักษะที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยทุกกลุ่ม การ Upskill–Reskill ให้แรงงานไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล จึงเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงาน

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการพัฒนาทักษะแรงงานของประเทศ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานได้นำหลักสูตรและองค์ความรู้ระดับสากลด้าน AI, Cloud, Cybersecurity และทักษะดิจิทัลในสาขาต่าง ๆ มาบูรณาการให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านระบบการเรียนรู้แบบออนไลน์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงเครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยเปิดโอกาสให้แรงงานได้ทดลองใช้งาน และเรียนรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยตนเอง จึงขอเชิญชวนแรงงานไทยทุกท่านให้เปิดรับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ผ่านโครงการ ‘AI for Workforce’ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่เป็นรูปธรรมของการทำ งานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ และยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้มั่นคงและยั่งยืน รวมถึงเพิ่มโอกาสในการได้งานและรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมุ่งส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการต่างๆ ได้ใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในทักษะของบุคลากร ซึ่งการลงทุนในทักษะ AI คือการลงทุนในอนาคตของชาติ นับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศ ไทยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาทักษะ AI ให้กับคนไทยกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2570 และก้าวสู่การเป็นประเทศผู้นำด้าน AI ในภูมิภาคอย่างแท้จริง”

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ระดับโลก ในการยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล เราตระหนักถึงความจำเป็นที่แรงงานต้องมีทักษะ AI เพื่อให้สามารถปรับตัวและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองและองค์กร รวมถึงตอบสนองต่อความต้องการบุคลากรดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น สำหรับโครงการ AI for Workforce มีเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะ AI ให้กับแรงงานไทยผ่านช่องทางที่หลากหลาย รวมถึงการสนับสนุนการขับเคลื่อน AI Transformation ภายในกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ด้วยโครงการหลักหลายด้าน ได้แก่ การจัดอบรมทักษะ AI พื้นฐานผ่านแพลตฟอร์ม DSD Online Training ที่มีหลัก สูตร AI ภาษาไทยกว่า 280 หลักสูตร ซึ่งผู้เรียนจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองร่วมกันจากทั้งสองหน่วยงาน การฝึกอบรมเชิงลึกด้าน Data Analytics สำหรับผู้ต้องการพัฒนาเป็นนักพัฒนา (Developer) การพัฒนาขีดความสามารถสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารของกรมฯ การฝึกอบรมสำหรับแรงงานที่กำลังว่างงานหรือเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับวิทยากรผู้ฝึกของกรมฯทั่วประเทศให้สามารถจัดการอบรมทักษะ AI เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในทุกจังหวัด การจัดอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกรมฯ เพื่อให้พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้าน AI ภายในองค์กร โดยผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ จะได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปผลักดันการพัฒนาทักษะ AI ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในระดับนโยบาย การเพิ่มพูนทักษะสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติสำหรับทักษะ Generative AI อย่างเช่น Copilot เพื่อรองรับความต้องการของตลาดอีกด้วย

ด้านนายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและเสริมศักยภาพ และสร้างโอกาสให้กับทุกคน ทุกองค์กร ในทุกอุตสาหกรรมได้อย่างมหาศาล สำหรับความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานในครั้งนี้ เราเห็นถึงความต้องการแรงงานที่มีทักษะ Generative AI อย่างเร่งด่วนสูงถึง 41% โดยไมโครซอฟท์ มีเป้าหมายที่จะติดอาวุธให้แรงงานไทยก้าวสู่การเป็น ‘ผู้สร้าง’ และ ‘Frontier Firms’ ในเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ AI ในการขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้างโอกาสใหม่ๆ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยเราได้นำแพลตฟอร์มระดับโลก เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้าน AI มาสนับสนุนทุกภาคส่วน เพื่อให้ทุกคนก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกันในยุค AI”

ทั้งนี้ โครงการ AI for Workforce เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และจะขยายผลครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย อาทิ กลุ่มผู้ที่กำลังว่างงาน หรือมีความเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง รวมถึงแรงงานทั่วไป เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการพัฒนาทักษะ AI ได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พม. รวมพลังทุกภาคส่วน ปลุกกระแสสังคม “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง”

พม. รวมพลังทุกภาคส่วน ปลุกกระแสสังคม “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง”

วันที่ 25 พ.ย.2568 เวลา 13.30 : นาย อัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง” โดยมีนางจตุพร โรจนพาณิช อธิบดีกรมกิจการ สตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายกันตพงศ์ รังสีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปพม.) คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวง (พม.) ศิลปิน ดารา ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กร พัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน รวมจำนวนกว่า 300 คน เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ ชั้น 2 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทั้ง 76 จังหวัด เข้าร่วมงานผ่านระบบ Zoom Meeting

นายอัคราฯ กล่าวว่าสืบเนื่องจากองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล และสำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 กำหนดให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปี เป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคล ในครอบครัวอย่างต่อเนื่อง โดย (พม.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานการดำเนินงาน และขับเคลื่อนงานดังกล่าว และในปีนี้ (พม.) กำหนดจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด “ยุติความรุนแรงทางดิจิทัล เพื่อสตรีและเด็กผู้หญิง” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของ UN Women (องค์การเพื่อสตรี แห่งสหประชาชาติ) ในปีนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนในสังคมตระหนักรู้ถึงสาเหตุ ปัจจัย และแนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความรุนแรงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นกับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ซึ่งนับเป็นความรุนแรงรูปแบบใหม่ที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความล้ำสมัยทางดิจิทัล มีทั้งผลดีอย่างมหาศาลและผลเสียอย่างร้ายแรง เพื่อร่วมสร้างเจตคติ ปลูกฝังมายาคติที่ถูกต้องและเหมาะสม ส่งเสริมบทบาทในการเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบและเป็นพลังในการยุติความรุนแรง ต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอัคราฯ กล่าวต่อไปว่า (พม.) ได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาความรุนแรงทางดิจิทัลที่เกิดขึ้นกับเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว เพราะปัจจุบันคนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงข้อมูลทางดิจิทัลได้อย่างอิสระ การเสพข้อมูลและการ สื่อสาร มักขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางสังคม ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล การศึกษา รวมถึงวุฒิภาวะของบุคคลด้วย และข้อเสียของความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ไม่ให้เกียรติและไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบไม่เพียงแต่สร้างความกดดันหรือความเครียดแก่ผู้ถูกกระทำเท่านั้น ยังส่งผลกระทบต่อการสร้างรายได้และการเพิ่มขึ้นของหนี้สินของครอบครัว รวมถึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสังคมอย่างมีนัยสำคัญ (พม.) จึงมีนโยบาย “(พม.) ใกล้คุณ” ซึ่งเป็นนโยบายที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เห็นผลอย่างเป็น รูปธรรม โดยมีเป้าหมายหลักคือ “ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต” ด้วยการให้คำปรึกษาและให้การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหรือผู้ประสบปัญหาทางสังคมผ่าน “ศูนย์ (พม.) Restart” ให้สามารถลดรายจ่าย สร้างรายได้จัดการหนี้และตั้งหลักได้จริง

นายอัคราฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ ในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งความพยายาม ในการรณรงค์ ให้สังคมปราศจากความรุนแรงอย่างถึงที่สุด ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ตลอดจนให้การส่งเสริม และสนับสนุนอย่างแพร่หลาย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม แสดงให้เห็นว่าประชาชนและทุกภาคส่วน ได้ให้ความสำคัญ อย่างมากกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว กิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน ประกอบด้วยการติดเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว ให้แก่นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้ดำเนินกิจกรรมแล้วเสร็จ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การรับชมคลิปคำปราศรัยนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันรณรงค์ยุติความรุนแรงฯ

  • การเสวนา เรื่อง “Family First: ครอบครัวไทยมีรัก ไร้ความรุนแรง Safe Zone for All” โดย นายธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (พม.), ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ รองประธานกรรมการคนที่สองในคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.), คุณกิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และพลตำรวจตรีหญิง ศิริกุล ศรีสง่า โฆษกโรงพยาบาลตำรวจ
  • พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติสำหรับบุคลากร/หน่วยงานที่สนับสนุนและส่งเสริมการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว
  • การจัดแสดงบูธหน่วยงานในสังกัดกระทรวง (พม.) และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง/NGO เช่น โรงพยาบาลตำรวจ,องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women),สำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNFPA),สมาคมซอนต้า ประเทศไทย (Zonta International)

นอกจากนี้ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ยังจัดให้มีสื่อประชาสัมพันธ์เชิงให้ความรู้ด้าน ครอบครัว รวมถึงการรณรงค์ยุติความรุนแรงตลอดทั้งปี ผ่านบุคคลที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคประชาชนด้วย

นายอัคราฯ กล่าวตอนท้ายว่า ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคล ในครอบครัว ประจำปี 2568 ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด และจับมือไปด้วยกัน อย่างแน่วแน่ ร่วมสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นจิตสำนึก เปลี่ยนแปลงความคิด และลงมือทำในทันที โดยการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวทุกรูปแบบ และหากมีผู้ใดพบเห็นหรือถูกกระทำ ด้วยความรุนแรงในครอบครัว สามารถแจ้งมาได้ที่สายด่วน (พม.) 1300 โทรฟรีตลอด 24 ชม. เพื่อให้สังคมไทยของเรา เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย สงบสุข และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกันตลอดไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“19 ยอดฝีมือไทย” ลุยไทเป พร้อมพิสูจน์ศักยภาพแรงงานไทยบนเวทีเอเชีย

“19 ยอดฝีมือไทย” ลุยไทเป พร้อมพิสูจน์ศักยภาพแรงงานไทยบนเวทีเอเชีย

วันที่ 25 พ.ย.2568 เวลา 06.15 น. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแรงงาน พร้อมผู้บริหารกรม ส่งคณะเยาวชนทีมชาติไทย จำนวน 19 คน เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 WorldSkills Asia Taipei 2025 โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นหัวหน้าคณะเดินทาง การแข่งขันดังกล่าว มีกำหนดทำการแข่งขันระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายน 2568 ที่ศูนย์นิทรรศการไทเปหนานกัง เขตหนานกัง ไทเป ไต้หวัน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ (25 พ.ย.2568) ตนเองได้มอบหมายให้นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นหัวหน้าคณะนำเยาวชนทีมชาติไทยจำนวน 19 คน เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 WorldSkills Asia Taipei 2025 จึงให้ขอการเดินทางด้วยความปลอดภัย และขอให้แข่งขันอย่างสุดความสามารถตามที่ได้ฝึกซ้อมมา ทุกคนคือความภาคภูมิใจของประเทศไทย โดยเมื่อเดินทางไปถึงน้องๆ จะเข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันฯ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 และเริ่มทำการแข่งขันในวันที่ 27-29 พฤศจิกา ยน 2568 เป็นเวลา 3 วันเต็ม และพิธีปิดจัดขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

นายสมาสภ์ฯ กล่าวต่อว่า จากที่ติดตามการฝึกซ้อมเยาวชนทุกคนมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ทุกคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจที่จะคว้าเหรียญรางวัลมาให้ประเทศ ไทยเป็นอย่างมาก โดยผลงานการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชียครั้งที่ผ่านมา (ครั้งที่สอง) น้องๆ เยาวชนไทยคว้าเหรียญรางวัลกลับมาให้ประเทศไทย และในครั้งนี้ก็เช่นกัน มีความมั่นใจมากว่าน้องๆ จะคว้าเหรียญรางวัลในการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเซีย ครั้งที่ 3 กลับมาให้ประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ซึ่งผมและผู้บริหารจะเดินทางไปในวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดและให้กำลังใจน้องถึงขอบสนาม

ด้านนายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่ารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะในการเดินทางในครั้งนี้ ต้องการให้น้องๆ ทุกคนดูแลรักษาสุขภาพตนเองให้ดี ไม่เจ็บป่วยก่อนเข้าร่วมแข่งขัน และมีความพร้อมมากที่สุดเมื่อเข้าร่วมแข่งขัน ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด ขอกำลังจากประชาชนไทยให้น้องๆ ด้วยในการแข่งขันครั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารได้ทางเพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (www.facebook.com/dsdgothai) และเพจ WorldSkills Thailand (www.facebook.com/worldskillsthailand)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน