น้องนับตังค์ และน้องเอิง คว้ามง กุฏหนูน้อยลำพูน ไปครองภายงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาว

น้องนับตังค์ เด็กหญิงพรรณนารา พันธุ์เดช และน้องเอิง เด็กหญิงปิณภกา สุพารัต คว้ามุงกุฏหนูน้องลำพูน ประจำปี 2568 ไปครองจากการแข่งขันทั้ง 2 รุ่น ภายงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ในวันที่ 2 ของการจัดงาน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 19.30 น. ที่เวทีกลาง ภายงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ภาคีเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์จังหวัดลำพูน ร่วมกับ กองประกวดหนูน้อยลำพูน ร่วมกันจัดการประกวดหนูน้อยลำพูน ประจำปี 2568 ขึ้น โดยมีการแบ่งเป็นทั้งหมด 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่นเล็กหญิง อายุ 4-9 ปี และรุ่นโตหญิง อายุ 10-14 ปี ผู้เข้าประกวดจะสวมใส่ชุดแขนกระบอกห่มสไบหรือชุดไทยเรือนต้น ไม่จำกัดทรงผม สีชุดคลุมโทนสีสุภาพไว้อาลัย ติดโบว์สีดำไว้อาลัย

สำหรับผลการประกวดหนูน้อยลำพูน รุ่นเล็กหญิง อายุ 4-9 ปี ได้แก่

  • น้องนับตังค์ เด็กหญิงพรรณนารา พันธุ์เดช อายุ 7 ปี หมายเลข 4 ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหนูน้อยลำพูน ประจำปี 2568 ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท มงกุฎ สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ น้องจิ๊ดริด เด็กหญิงศิราภรณ์ จูเจริญ อายุ 8 ปี หมายเลข 24 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ น้องน้องพูพิงค์ เด็กหญิงณิชชรีย์ มาตย์สาลี อายุ 8 ปี หมายเลข 12 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่ น้องใบหม่อน เด็กหญิงพิชญธิดา สุวรรณ์ อายุ 9 ปี หมายเลข 1 ได้รับเงินรางวัล 500 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 4 ได้แก่ น้องชมพู เด็กหญิงปัญญดา ณ เชียงใหม่ อายุ 5 ปี หมายเลข 17 ได้รับเงินรางวัล 500 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล

ในส่วนของผลการประกวดหนูน้อยลำพูน รุ่นโตหญิง อายุ 10-14 ปี ได้แก่

  • น้องเอิง เด็กหญิงปิณภกา สุพารัต อายุ 11 ปี หมายเลข 7 ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดหนูน้อยลำพูน ประ จำปี 2568 ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท มงกุฎ สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ น้องน้ำขิง เด็กหญิงวริศรา ช่างเพชร อายุ 12 ปี หมายเลข 16 ได้รับเงินรางวัล 2,000 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ น้องโบนัส เด็กหญิงปวริศา นาปรัง อายุ 14 ปี หมายเลข 15 ได้รับเงินรางวัล 1,000 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่ น้องยิ้มแย้ม เด็กหญิงไอญดา แจ่มใส อายุ 10 ปี หมายเลข 20 ได้รับเงินรางวัล 500 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล,
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 4 ได้แก่ น้องกวนอิม เด็กหญิงยิ่งลักษณ์ ปริวัฒน์ อายุ 14 ปี หมายเลข 13 ได้รับเงินรางวัล 500 บาท สายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล

นอกจากนี้ยังงมีรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ รางวัลแต่งกายยอดเยี่ยม, รางวัลบุคลิกภาพยอดเยี่ยม, รางวัลสุขภาพดี, ผู้เข้าประกวดทุกคนจะได้รับใบประกาศนียบัตรทุกคนรางวัลขวัญใจมหาชนซึ่งจะได้รับสายสะพาย พร้อมถ้วยรางวัล และยังสามารถผ่านเข้ารอบ 5 คนสุดท้ายแบบอัตโนมัติ ทั้งนี้ผู้เข้าประกวดทุกคนจะได้รับใบประกาศนียบัตรทุกคนอีกด้วย


นที มีเดช รายงาน

ร้านมัจฉากาชาด ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาว จ.ลำพูน ประชาชนลุ้นจับรางวัล คึกคัก

วันที่ 2 การออกร้านมัจฉากาชาด ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 ประชาชนให้ความสนใจลุ้นจับรางวัลมัจฉากาชาด พร้อมรับรางวัลใหญ่กลับบ้านกันอย่างคึกคัก

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. ร้านมัจฉากาชาด ภายในงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน ประจำปี 2568 นางณัษฐพร ชูวงศ์ รักษาการนายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน พร้อมด้วยคณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ร่วมมอบรางวัลใหญ่ในการจับหลอดมัจฉากาชาดของประชาชนที่ให้ความสนใจร่วมลุ้นรางวัลกันอย่างคึกคัก

สำหรับการจัดกิจกรรมออกร้านมัจฉากาชาดในแต่ละคืน จะมีการจำหน่ายบัตรมัจฉากาชาด ในราคาฉบับละ 20 บาท เพื่อให้ได้ลุ้นของรางวัล เช่น รถจักรยานยนต์ ทีวี ตู้เย็น พัดลม จักรยาน เครื่องใช้ไฟฟ้า และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย โดยจำหน่ายบัตรตั้งแต่ เวลา 17.00-23.00 น. ตลอดการจัดงาน (ยกเว้นคืนวันที่ 5 ธันวาคม 2568) ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ประโยชน์ ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดลำพูน

นางณัษฐพร ชูวงศ์ รักษาการนายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การจัดงานออกร้านมัจฉากาชาดถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่จัดควบคู่กับงานสักการะพระนางจามเทวีและงานฤดูหนาวจังหวัดลำพูน มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารายได้นำไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นปฏิบัติตามพันธกิจทั้งการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ผู้ประสบสาธารณภัยต่างๆ การส่งเสริมสุขภาพอนามัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในพื้นที่ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การรับบริจาคโลหิตดวงตาและอวัยวะตามหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอรับการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่ การสังคมสงเคราะห์แก่ผู้สูงอายุผู้ป่วยผู้พิการราษฎรยากไร้ ที่ประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนและผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะในถิ่นทุรกันดาร ตลอดทั้งในท้องที่ทั่วไปและในชุมชนตามความจำเป็น รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมกิจการยุวกาชาดอาสากาชาดและกิจการต่างๆของสภากาชาดไทย

นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการตามโครงการพระราชดำริ โดยออกเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยและนักเรียนในพระบรมราชานุเคราะห์ อีกทั้งยังเป็นตัวแทนของสภากาชาดไทยในจังหวัดที่เป็นที่ตั้งของเหล่ากาชาดจังหวัด ตามที่สภากาชาดมอบหมาย และส่งเสริมการเผยแพร่อุดมการณ์และหลักการกาชาด การสร้างจิตสำนึกในเมตตาธรรมและมนุษยธรรมอีกด้วย


นที มีเดช รายงาน.

ศอ.จอส.ภัยพิบัติ ภาค3 (ไฟป่า หมอกควัน) ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค3 (ไฟป่า หมอกควัน) ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.30 น. พันเอก ประวิทย์ พูลเทียบรัตน์ รองหัวหน้าส่วน ปฏิบัติการ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาภัยพิบัติ ภาค3 (ไฟป่า หมอกควัน) ร่วมกับ ผู้นำชุมชน, เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าจอมทอง และ ชุดปฏิบัติการโครงการศิลปชีพในโครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำปิง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอจอมทอง, อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ดำเนินการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ให้กับประชาชนในพื้นที่บ้านห้วยม่วงฝั่งซ้าย

เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ มีส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ปัญหาไฟป่า อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลาย และมอบเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ให้กับเยาวชนนักเรียน บ้านห้วยพัฒนา และ บ้านห้วยม่วงฝั่งซ้าย ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาเดือดร้อนให้กับราษฎรที่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มกันหนาว ณ ศาลาเอนกประสงค์บ้านห้วยม่วงฝั่งซ้าย ตำบลแม่สอย อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

ผบ.กองกำลังผาเมือง จัดพิธีมอบผ้าห่มกันหนาว เพื่อนำไปมอบให้กำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวตามแนวชายแดน

ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง จัดพิธีมอบผ้าห่มกันหนาว เพื่อนำไปมอบให้กำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวตามแนวชายแดน และได้มีการจัดแสดงนวัตกรรมของหน่วยขึ้นตรง และ หน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ พร้อมทั้งจัด การประชุมขับเคลื่อนการปฏิบัติ เดือน ธันวาคม พ.ศ.2568

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศกจิกายน พ.ศ.2568 พลตรี สาธิต ไวยนนท์ ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 เป็นประธานในพิธีมอบผ้าห่มกันหนาว ซึ่งได้รับจากมูลนิธิไกรสิทธิการกุศล จำนวน 1,000 ผืน เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชน และ กำลังพล ในพื้นที่ชายแดน ของหน่วยขึ้นตรง, หน่วยขึ้นควบคุมทางยุทธการ

หลังจากนั้น ได้จัดแสดงนวัตกรรมของหน่วย ซึ่งจัดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการบูรณาการยุทโธปกรณ์ให้เหมาะสมกับภัยคุกคามตามแนวชายแดน โดยเฉพาะระบบต่อต้านอากาศ ยานไร้คนขับ ของ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 31

หลังจากนั้น ได้มีการจัดการประชุมขับเคลื่อนการปฏิบัติ เดือน ธันวาคม พ.ศ.2568 เพื่อนำ ข้อสั้งการ/นโยบาย จากหน่วยเหนือ ไปแปลงนำสู่การปฏิบัติ ต่อไป โดย ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง/ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ส่วนแยก 2 มีข้อสั่งการ/ข้อเน้นย้ำ ในเรื่อง ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานป้องกันชายแดนเป็นอันดับแรก และ สั่งการให้หน่วยให้ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งคลัด ณ กองบัญชาการกองกำลังผาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


นที มีเดช รายงาน

“M-MERT&MALS” จัดตั้งศูนย์พักฟื้น รองรับผู้ป่วยได้หลายระดับ พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาวิกฤต และฟื้นฟูกำลังใจอย่างเร่งด่วน

“M-MERT&MALS จัดตั้งศูนย์พักฟื้น รองรับผู้ป่วยได้หลายระดับ พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาวิกฤต และฟื้นฟูกำลังใจอย่างเร่งด่วน”

ชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุฉุกเฉินกองทัพบก (M-MERT) กองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับกรมแพทย์ทหารบก โรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ สำนักงานเขตสุขภาพที่ 12 และหน่วยงานทุกภาคส่วน ได้จัดตั้งศูนย์พักฟื้นสำหรับผู้ป่วยอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง พร้อมเตรียมยกระดับเป็น โรงพยาบาลสนามระดับ 1 เมื่อมีความจำเป็นต้องขยายศักยภาพ เพื่อรองรับผู้ป่วยและผู้ประสบภัยจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ในภาวะฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที

การปฏิบัติครั้งนี้นำโดย พันเอก สูรย์ สอนปาน หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์พักฟื้นและระบบดูแลรักษาผู้ป่วย มีทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ประจำการตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งมีศักยภาพในการรองรับผู้ป่วยหลายระดับ มีการจัดตั้งจุดส่งกลับผู้ป่วยทางอากาศ (Sky Doctor) เพื่อรองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน และจัดชุดแพทย์ทหารเผชิญเหตุฉุกเฉิน M-MERT ลงพื้นที่ด้วยการเดินเท้าเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด ให้บริการทางการแพทย์เบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัย ดูแลสภาวะความเครียด และให้คำปรึกษาด้านความอยู่ ปัญหาด้านสุขภาพ การดูแลตนเอง และป้องกันจากโรคติดต่ออันตรายที่มาจากน้ำท่วม พร้อมทั้งได้แจกจ่ายยารักษาโรค

พร้อมกันนี้ ยังกำลังสนับสนุนด้วย ชุดปฏิบัติการทางน้ำขั้นสูง MALS ซึ่งมีขีดความสามารถด้านการกู้ชีพ การรักษา และการฟื้นคืนชีพในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูง โดยกำลังชุด M-MERT จากกองทัพภาคที่ 3 ประกอบด้วยกำลังพลจากโรงพยาบาลค่ายจิรประวัติ โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ร่วมกับโรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ ทั้งยังประสานงานร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์

พลโท เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก ได้กำชับให้ชุดแพทย์ทหารทุกหน่วย ทั้ง M-MERT, MALS, โรงพยาบาลสนาม และทีมสนับสนุนในพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อมสูงสุด ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เวชภัณฑ์ และระบบการส่งกลับผู้ป่วย เพื่อรองรับผู้ป่วยได้หลายระดับและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีพลตรี รัฐวิชญ์ วุฒิภัทรพิบูลย์ แพทย์ใหญ่กองทัพภาคที่ 4 กำกับดูแลการปฏิบัติในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยการสนับสนุนจากพันเอก ศุภณัฏฐ์ พรหมรุ่งเรือง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายเสนาณรงค์ ที่ได้อำนวยการจัดกำลังพล เวชภัณฑ์ และประสานงานกับหน่วยสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกและกรมแพทย์ทหารบกยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ระดมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบแพทย์ฉุกเฉินลงสู่พื้นที่วิกฤต โดยยึดหลักความรวดเร็ว แม่นยำ และการประสานงานอย่างไร้รอยต่อ ตามเจตนารมณ์ “กองทัพบกเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”


นที มีเดช รายงาน

“พระอาจารย์นาค” นำรถโรงทานเดินทางกว่า 1,300 กิโล ปรุงอาหารช่วยชาวบ้านหาดใหญ่

สุโขทัย – เจ้าคณะตำบลนำรถโรงทานเดินทางกว่า 1,300 กิโล ปรุงอาหารช่วยชาวบ้านหาดใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระครูปลัดสุวัฒนสาธุคุณหรือ “พระอาจารย์นาค” เจ้าอาวาสวัดพลายชุมพล เจ้าคณะตำบลบ้านกล้วย อ.เมือง จ.สุโขทัย พร้อมด้วยพระสงฆ์ สามเณร และแม่ครัว นำรถโรงทางจำนวน 3 คัน เดินทางจากจังหวัดสุโขทัย ไปไปเปิดโรงครัวช่วยเหลือชาวบ้านอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทั้ถูกน้ำท่วมได้รับความเดือดร้อน ซึ่งระยะทางเดินทางจากจังหวัดสุโขทัย ไปกลับจ.สงขลา ระยะทางกว่า 2,400 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางกว่า 2 วัน จึงถึงที่วัดท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นจุดตั้งโรงทานเพื่อประกอบอาหารเมนูข้าวเหนียว ไก่ทอด

“พระอาจารย์นาค” เจ้าอาวาสวัดพลายชุมพล เล่าว่า หลังจากที่อาตมา ทราบข่าวว่าชาวบ้าน อ.หาดใหญ่ ประสบอุทกภัยน้ำท่วมซึ่งทราบถึงความลำบาก เนื่องจากที่วัดของอาตมา ที่ จ.สุโขทัย ก็ประสบปัญหาถูกน้ำท่วมทุกปีจึงทราบถึงความลำบากของพระสงฆ์ และชาวบ้านดี อาตมาจึงได้นำรถโรงทานเดินทางมาจากจังหวัดสุโขทัย มาเปิดโรงทานที่วัดท่านางหอม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อช่วยเหลือโยมที่กำลังลำบาก

โดยวันนี้ได้ทำข้าวเหนียวไก่ทอด และเมนูข้าวกับผัดเปี้ยวหวาน ส่งให้ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 1,050 กล่อง และหากญาติโยมจะร่วมบุญในครั้งนี้สามารถโทรสอบถามได้ที่หมายเลข 0618026666 พระอาจารย์นาค หรือที่บัญชีวัดพลายชุมพล หมายเลขบัญชี 6160539140


พงศ์เทพ สาคร สุโขทัย

“สุรศักดิ์” ร่วมเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน มุ่งสร้าง “ประชาคมแห่งอนาคตร่วม” ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

“สุรศักดิ์” ร่วมเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน มุ่งสร้าง “ประชาคมแห่งอนาคตร่วม” ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568 : นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ไทย–จีน สานพลังขับเคลื่อนอนาคตด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดยมี ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคม ศาสตร์จีน (CASS) เป็นประธานร่วมเปิดงาน และมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะผู้บริหารสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวว่า ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมระหว่างไทย–จีน เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสองฝ่ายดำเนินความร่วมมือมากว่า 40 ปี มากกว่า 900 โครงการ โดยกว่า 700 โครงการอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวง (อว.) ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงก่อให้เกิดความก้าวหน้าในเชิงวิชาการ แต่ยังทำหน้าที่เป็น “สะพานองค์ความรู้” เชื่อมโยงประชาชน สถาบันและนักวิจัยของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน อีกด้วย

“นอกจากนี้ ความร่วมมือไทย-จีน ได้ขยายตัวในสาขาที่มีบทบาทสำคัญต่อการรับมือความท้าทายในศตวรรษที่ 21 อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI),Big Data,เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม,การจัดการทรัพยากรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย–จีนจะเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป และคำว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” จะยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพอันงดงามและยั่งยืนของทั้งสองประเทศ” นายสุรศักดิ์ กล่าว

ด้าน ศ.เกา เสียง ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน (CASS) กล่าวว่า ปีนี้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน การสถาปนาความสัมพันธ์ในปี 2518 เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลลึกซึ้งต่ออนาคต และเป็นรากฐานของมิตรภาพอันยาวนาน ประเทศจีนและไทยได้พัฒนาจาก “มิตรบ้านใกล้เรือนเคียง” สู่ “ประชาคมร่วมชะตา” ที่เติบโตร่วมกันทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ศ.เกา เสียง ได้เสนอทิศทางความร่วมมือในอนาคต 3 ประการ ได้แก่
1) การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนา โดยมองว่ารูปแบบการพัฒนาของจีนสามารถเป็นแรงบันดาลใจแก่ประเทศกำลังพัฒนาได้
2) การเสริมจุดแข็งเดิมและสร้างจุดเติบโตใหม่ร่วมกัน เช่น ความร่วมมือด้าน EEC,BRI,ห่วงโซ่อุตสาหกรรม,AI,เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ
3) การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยยกระดับบทบาทของจีน–ไทยให้เป็น “ต้นแบบของประเทศในโลกใต้” สนับสนุนอาเซียน ระบบพหุภาคี และสหประชาชาติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ประชาคมร่วมชะตาของมนุษยชาติ”

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง (วช.) และ CASS ที่มีความต่อเนื่องยาวนานกว่า 25 ปี ครอบคลุมด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผ่านการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การจัดสัมมนาวิชาการ และการเผยแพร่องค์ความรู้ ซึ่งความร่วมมือนี้นำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS” และได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ณ กรุงปักกิ่ง และเปิดศูนย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล และ ศ.เกา เสียง ได้เยี่ยมชมการจัดแสดงหนังสือซึ่งรวบรวมหนังสือ 87 เรื่อง โดนเฉพาะอย่างยิ่ง “สีจิ้นผิง : การปกครองของจีน” ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีที่สุดอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของจีน นอกจากนี้ ยังมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของสีจิ้นผิงเกี่ยวกับการทูต,ประชาคมโลกแห่งอนาคตร่วมกัน,ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI),มิตรภาพอันยาวนานระหว่างจีนและไทย ฯลฯ ซึ่งหนังสือทั้งหมดได้ส่งมอบเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ด้านจีนศึกษา ให้แก่ ศูนย์วิจัยจีน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสถาบันสังคมศาสตร์จีน เพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้สนใจต่อไป

สำหรับงาน “ปีทองแห่งมิตรภาพ ไทย–จีน” จัดขึ้นโดย วช. ร่วมกับ CASS ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์วิจัยจีน CASS–NRCT CCS ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความร่วมมือทางวิชาการไทย–จีนให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างองค์ความรู้เชิงลึกด้านไทย–จีน รวมถึงศึกษาและการเปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนจากทั้งสองประเทศให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น และเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางอนาคตของมิตรภาพไทย–จีน มุ่งเสริมสร้าง “ประชาคมไทย–จีน แห่งอนาคตร่วม” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม MHESI


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชป. ลุยตั้งเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำท่วมขัง ช่วยพี่น้องชาวหาดใหญ่

ชป.ลุยตั้งเครื่องสูบน้ำ เร่งระบายน้ำท่วมขัง ช่วยพี่น้องชาวหาดใหญ่

กรมชลประทาน เดินหน้าติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำที่เตรียมพร้อมไว้ก่อนหน้านี้ หลังหลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง ก่อนผลักดันลงสู่ทะเล ตามข้อสั่งการของ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เพื่อให้พี่น้องชาวหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในเร็ววัน

โดยขณะนี้ได้ติดตั้งและเดินเครื่องสูบน้ำในหลายพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง อาทิ

  • บ้านโพธิ์หลอด หมู่ 4 ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
  • บ้านท่าช้าง หมู่ 1 ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
  • ถนนลอดทางรถไฟ ถนนศรีภูวนารถ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
  • คลองปากแตระ ต.ปากแตระ อ.ระโนด จ.สงขลา
  • ประตูระบายน้ำคลองพังยาง ต.พังยาง อ.ระโนด จ.สงขลา
  • ฝายระวะ ต.ระวะ อ.ระโนด จ.สงขลา

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้มากที่สุด ควบคู่กับการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ตามนโยบายของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. แถลงผลพยากรณ์ R&D ปี 2567–2568 ชี้ทิศทางการลงทุนวิจัยไทย หนุนวางนโยบายเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

วช. แถลงผลพยากรณ์ R&D ปี 2567–2568 ชี้ทิศทางการลงทุนวิจัยไทย หนุนวางนโยบายเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “แถลงข่าวผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567-2568” ภายในงาน “NRCT Forum 2025 : วันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ 66 ปี” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้แถลงผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ปี 2567–2568 ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ อาคาร วช.8 ชั้น 1

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) แถลงผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ปี 2567–2568 เป็นตัวชี้วัดสำคัญใช้วัดขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของสถาบัน IMD โดยปี 2567 ประเทศไทยมีค่าใช้จ่าย R&D (GERD) 172,263 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 GERD/GDP ร้อยละ 0.93 ปี 2568 ค่าใช้จ่าย 174,158 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 1.10 GERD/GDP ร้อยละ 0.92 ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายสำคัญคือบุคลากรวิจัยและ GDP ปี 2567 บุคลากรเพิ่มร้อยละ 8.42 ปี 2568 ลดไม่มากร้อยละ 0.66 คาดว่าลดลงในกลุ่มเกษียณอายุ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายยังเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่าย R&D ส่วนใหญ่ในภาคเอกชนร้อยละ 66 ภาคการผลิตยังคงอยู่ในสัดส่วนสูงสุด (ร้อยละ 48) ถัดมาภาคบริการ (ร้อยละ 35) และค้าส่งค้าปลีก (ร้อยละ 17) SMEs มีแนวโน้มลงทุนวิจัยเพิ่มและมีความต้องการมาตรการสนับสนุนจากรัฐ การเข้าถึงมาตรการรัฐที่สะดวกไม่ซับซ้อน การผลิตเน้นลงทุนในสาขาอาหาร เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์การกลั่นปิโตรเลียม อุปกรณ์ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ภาคบริการเน้นการเงิน การบริหาร และสุขภาพ ค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มตาม GDP ปี 2567 ร้อยละ 4.42 ปี 2568 ร้อยละ 2.21 งานวิจัยภาครัฐเน้นด้านการแพทย์และสุขภาพ การบริการและท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ การพัฒนหลักสูตรนวัตกรรมการเรียนรู้ การผลิตและแปรรูปเกษตร อาหาร การบริหารจัดการน้ำ การจัดการฝุ่น PM 2.5 ส่วนบุคลากร R&D รายหัว ปี 2567 มี 239,202 คน เพิ่มจากปีก่อนร้อยละ 8.42 ปี 2568 ลดเหลือ 237,615 คน นักวิจัยส่วนใหญ่ร้อยละ 87 อายุ 25 – 54 ปี โดย (อว.) มีนโยบายสนับสนุนการผลิตบุคลากรวิจัยให้ตอบโจทย์ และ วช.ให้ควความสำคัญการพัฒนาเส้นทางอาชีพนักวิจัยและนวัตกรรมให้บรรลุเป้าหมาย 10,800 คน ปี 2566–2570 สนับสนุนขีดความสามารถแข่งขันและเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนานโยบายการลงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอนาคตไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้กล่าวถึง นโยบายการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) โดยมีเป้าหมายคือยกระดับการพัฒนาประเทศ สร้างผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม (IDE) และเพิ่มงบวิจัย (GERD) ผ่านมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี รศ.ดร.นพพร ลีปรีชานนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึง แนวทางการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยเน้นผลักดันผลงานวิจัยสู่ SME/STARTUP/SPIN-OFF การสร้างระบบระบบนิเวศนวัตกรรม เปลี่ยนผ่านจากการให้ทุนสู่การร่วมลงทุน ผ่านมาตรการ/กลไกสำคัญ อาทิ TRIUP การจัดตั้ง University Holding Company (UHC) ให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถนำผลงานวิจัยไปร่วมลงทุนและใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และ ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึง ความเชื่อมโยงระหว่างนวัตกรรมกับ GDP โดยเน้นย้ำความสำคัญของการยกระดับเทคโนโล ยีจากระดับ “Incremental” เป็น “Disruptive” และกลยุทธ์การฉีดนวัตกรรมเข้าไปในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าและราคาสูงขึ้น

ทั้งนี้ งาน “แถลงข่าวผลพยากรณ์ค่าใช้จ่ายและบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศ ไทย ปี 2567-2568” เพื่อประกาศตัวเลขคาดการณ์ด้านค่าใช้จ่ายและบุคลากรวิจัยของประเทศ ให้หน่วยงานรัฐ เอกชน และผู้กำหนดนโยบายใช้เป็นข้อมูลวางแผนพัฒนาเทคโน โลยีและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม สะท้อนสถานการณ์และแนวโน้มการลงทุนวิจัยอย่างโปร่งใส พร้อมชี้ประเด็นท้าทาย – โอกาสสำคัญของประเทศ และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวนโยบายการลงทุนวิจัยระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของต่างๆ จาก ทีมงาน “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม”

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของต่างๆ จาก ทีมงาน “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม”

เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย คุณศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ฯ พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้รับมอบเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของต่างๆ จาก ทีมงาน “อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม” เพื่อให้ทางมูลนิธิฯนำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และพื้นที่ภาคใต้

อนึ่งในวันนี้ได้มีผู้มีจิตศรัทธาที่ไม่ได้เอ่ยนามได้นำสิ่งของต่างๆมามอบผ่านให้มูลนิธิเพื่อไปแจกจ่ายต่อไป

ข้อมูลฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน