การรถไฟ สำรวจเส้นทางลอยฟ้าสวยงามและยาวที่สุดในไทย

จังหวัดลพบุรี – เจ้าหน้าที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทยสำรวจเส้นทางรถไฟสายเหนือทางคู่ลอยฟ้าและความพร้อมของ “สถานีลพบุรี 2” ซึ่งจะมีการเดินรถอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคมนี้จำนวน 14 ขบวน

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 เจ้าหน้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เดินทางด้วยรถไฟขบวนพิ เศษ เพื่อสำรวจเส้นทางยกระดับหรือเส้นทางรถไฟลอยฟ้าจากสถานีรถไฟบ้านกลับ ถึงสถานีรถไฟชุมทางโคกกะเทียม ซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ 29 กิโลเมตร ซึ่งมียกระดับยาวประ มาณ 19 กิโลเมตร โดยจะมีสถานีลพบุรี 2 เป็นสถานียกระดับ 3 ชั้น เป็นจุดตรงกลางในการรับ – ส่ง ผู้โดยสาร ตั้งอยู่ที่ตำบลโพธิ์ตลาดแก้ว อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

สำหรับผู้โดยสารที่ขึ้นรถไฟผ่านเส้นทางดังกล่าวจะเป็นเส้นทางรถไฟที่วิ่งบนทางยกระดับที่ยาวที่สุดในไทย ซี่งเป็นโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ที่จะเปิดให้บริการประ ชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคม 2568 โดยโครงการรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี – ปาก น้ำโพ มีระยะยาวประมาณ 148 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงนี้บรรยากาศสองข้างทางมีความสวยงามมาก

ซึ่งการดำเนินการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ในแนวเส้นทางใหม่เป็นการเบี่ยงแนวเส้นทางเดิม จากที่วิ่งผ่านเข้าตัวเมืองลพบุรีด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ของแหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถาน โดยก่อสร้างทางรถไฟขนานไปกับถนนทางหลวงหมายเลข 366 เป็นโครงสร้างทางรถไฟยกระดับที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ความสูงเฉลี่ย 10-20 เมตร ระยะทาง 19 กิโลเมตร สำหรับโครงสร้างงานสถานีลพบุรี 2 เป็นสถานียกระดับ แบ่งเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นแรกระดับดินจะมีที่จอดรถ ชั้นที่ 2 จำหน่ายตั๋วโดยสาร นั่งพักคอย ห้องน้ำ และชั้นที่ 3 เป็นชานชาลา จะมีลิฟต์ขึ้น โดยจะสามารถรองรับรถไฟทางไกลในเส้นทางสายเหนือ ได้แก่ รถด่วนพิเศษ รถด่วน และรถเร็ว จำนวน 14 ขบวน

ส่วนขบวนรถธรรมดา ขบวนรถชานเมือง และขบวนรถท้องถิ่น ยังคงจอดให้บริการที่สถานีรถไฟลพบุรีเช่นเดิม หลังจากเปิดให้บริการที่สถานีลพบุรี 2 สำนักงานขนส่งจังหวัดลพบุรีจะจัดรถโดยสารสาธารณะอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนช่วงลพบุรี – บ้านข่อย เป็นรถสองแถว ซึ่งให้บริการรับส่งจากสถานีขนส่งลพบุรี – สถานีลพบุรี 2 ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาทีต่อรอบ โดยบริเวณสถานีลพบุรี 2 จะจัดให้มีจุดพักคอยสำหรับผู้โดยสาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพียงพอ เช่น ที่นั่งพักคอย ไฟส่องสว่าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนจังหวัดลพบุรีผู้ใช้บริการ

สำหรับสถานีรถไฟลพบุรี 2 จะช่วยเติมเต็มโครงข่ายรถไฟทางคู่สายเหนือที่เปิดเดินรถไฟให้ครอบคลุมมากขึ้น รวมทั้งรถไฟสายเหนือจากกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ จะใช้เวลาเดินทางลดลงประมาณ 25 นาทีของขบวนธรรมดาในอนาคต หากเป็นขบวนรถด่วน และด่วนพิเศษ จะเร็วขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าแล้วเสร็จทั้งระบบก็จะส่งผลให้ลดระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

ยิ่งใหญ่อลังการ งานฤดูหนาวลพบุรี ประจำปี 2568

จังหวัดลพบุรี – “เที่ยวสนุกทุกย่างก้าวเที่ยวงานฤดูหนาวลพบุรี” ยิ่งใหญ่พิธีเปิดงานฤดูหนาวลพบุรี งานใหญ่ประจำปีของจังหวัด จัดต่อเนื่องมากว่า 50 ปี ยิ่งใหญ่ตระ การตาด้วยการแสดงพุล สดุดี พระแม่ไทย และถวายอาลัย เทิดพระเกียรติ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ที่ สนามโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย อ.เมือง จ.ลพบุรี ว่าที่ร้อยตรี ทรงพล แป้นแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เป็นประธานในพิธีงานฤดูหนาวลพบุรี ประจำปี 2568 โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

ทั้งนี้ งานฤดูหนาวลพบุรี จัดโดยสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดหารายได้สนับสนุนการศึกษา การกีฬา และสาธารณกุศลโดยทั่วไป เป็นการสนองนโยบาย การระดมทรัพยากร เพื่อการศึกษาให้ชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ให้เกิดความสมบูรณ์ และความสมดุล ของการพัฒนา ซึ่งได้รับเกียรติจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนใน จังหวัดลพบุรี เข้าร่วมเป็นกรรมการจัดงาน เพื่อกระตุ้นเศษฐกิจทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยวในจังหวัดลพบุรี ซึ่งได้จัดติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 50 ปีเศษ

โดยรูปแบบของการจัดงาน นอกจากมีการตกแต่งไฟประดับยิ่งใหญ่สวยงามแล้ว ในช่วงพิธีเปิดงานจัดให้มีการแสดงพลุ ซึ่งเป็นหนึ่งของไฮไลท์ ของการจัดงาน เพื่อเป็นการ สดุดี พระแม่ไทย และถวายอาลัย เทิดพระเกียรติ แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวน 20 ชุด อาทิ ชุด “นภาลัยพระแม่แห่งแผ่นดิน”, ชุด “สิริราชกัลยาเรืองรอง”, ชุด “จุมพิตแห่งแสงศรัทธา”, ชุด “มิ่งเมตตาก้องนภา”, ชุด “นทีแห่งพระกรุณา”, ชุด “ไหมล้ำค่า เฉิดฉายรัตนโกสินทร์”, ชุด “ลายผ้าแห่งพระเมตตา”, ชุด “บุษบาราตรีแห่งศิลป์ไทย”, ชุด “รอยศิลป์ใต้แสงดาว”, ชุด “ดอกมะลิแห่งพระพันปี” ตลอดจน ลานการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และเทิดพระเกียรติ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง การจำลองโรงภาพยนตร์ย้อนยุค ภาพยนตร์เก่าแก่ในแผ่นฟิล์มของจังหวัดลพบุรี ที่ให้กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง รวมถึงการจัดแสดงรถโบราณ ตลาดย้อนวันวาน ที่หาชมได้ยาก ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ภายในงานยังจัดให้มี การประกวดวงดนตรีลูกทุ่ง ระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ มีการแสดงบนเวทีกองอำนวยการ โดยได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดลพบุรี ส่งชุดการแสดงของนักเรียน มาแสดงตลอดงาน ด้านมหรสพ มีการแสดงมีดนตรี การแสดงพื้นบ้าน อาทิ ลิเก อันเป็นการสืบสาน วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้อยู่คู่กับลพบุรี ด้านสินค้าไทย มีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้าน ทั้งของท้องถิ่น และส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น ทุกส่วนภูมิภาค ของประเทศ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้มีเงินหมุนเวียนภายในจังหวัด จำนวนหลายสิบล้านบาท โดยงานดังกล่าวจะมีกิจกรรมมากมายทั้งภาคกลางวันและกลางคืน ต่อเนื่องไปจนถึง ถึง 10 ธันวาคม 2568 นี้


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

แพทย์ทหารเตือน “โรคหัด (Measles)” หลังพบระบาดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

แพทย์ทหารเตือน “โรคหัด (Measles)” หลังพบระบาดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

จากข้อมูลสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีการระบาดของโรคหัดในจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วย 27 ราย (ผู้ป่วยสะสมทั้งปี 28 ราย) โดยพบผู้ป่วย ในอําเภอเชียงแสน มากที่สุด จํานวน 10 ราย ตามด้วย อําเภอเชียงของ 8 ราย อําเภอเมือง 5 ราย อําเภอเวียงแก่น 3 ราย อําเภอขุนตาล และอำเภอดอยหลวง อําเภอละ 1 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ เด็กก่อนวัยเรียน ตามด้วยกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20 – 40 ปี

โรคหัดเป็นโรคติดต่อไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก ผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสเสมหะ/น้ำมูก ของผู้ป่วย หากไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน มีโอกาสป่วยและเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
อาการของโรคหัด ที่ควรสังเกตมีอาการเป็นระยะๆ ดังนี้.-

  1. ระยะนำ ไข้สูง ไอแห้ง น้ำมูกไหล ตาแดง แพ้แสง มีจุดขาวเล็ก ๆ ที่กระพุ้งแก้ม (Koplik’s Spots) เป็นสัญญาณจำเพาะของโรค
  2. ระยะผื่นขึ้น มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้า ก่อนลามลงตัว แขน ขา ไข้สูงต่อเนื่อง 3–4 วัน ก่อนค่อยๆ ลดผื่นค่อยๆ จางลง ใช้เวลาประมาณ 7–10 วัน
  3. ภาวะแทรกซ้อนอันตราย พบมากในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ

วิธีป้องกันโรคหัด

  1. เด็กควรได้รับวัคซีน MR เข็มแรกอายุ 9–12 เดือน และเข็มที่สองอายุ 18 เดือน
  2. ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือไม่แน่ใจ ควรเข้ารับวัคซีน MR ได้
  3. หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายไข้-ผื่น
  4. สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ ลดการแพร่เชื้อ

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ จึงได้แนะนำประชาชน หากพบอาการไข้สูงร่วมกับผื่นแดง หรืออาการตามที่ระบุ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ปกครองนำบุตรหลาน และผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงลเข้ารับวัคซีนให้ครบถ้วนตามกำหนด เพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยและการแพร่ระบาดในชุมชน

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


“บ้านดอยผักกูด” หมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากชุมชน เพื่อความมั่นคง สู่สุดยอดหมู่บ้านกาแฟไทย

“บ้านดอยผักกูด” หมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากชุมชน เพื่อความมั่นคง สู่สุดยอดหมู่บ้านกาแฟไทย

เมื่อปี 2545 ถึงปี 2549 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทรงสนพระทัยในความปลอดภัยของประชาชนตามแนวชายแดน มีพระราชดำริ “ให้พิจารณาหาแนวทางในการดำเนินงานจัดตั้งหมู่บ้าน ในรูปแบบบ้านยามชายแดน เพื่อพัฒนาราษฎรในพื้นที่ให้เข้มแข็ง มีส่วนร่วมรักษาประเทศชาติอย่างมีระบบ ตามแนวทางของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

ปัจจุบัน มีหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 4 แห่ง ดังนี้ 1) โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปางคอง ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า 2) โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านแม่ส่วยอู ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง 3) โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านอาโจ้ ตำบลนาปู่ป้อม อำเภอปางมะผ้า และ 4) โครงการจัดตั้งหมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านดอยผักกูด ตำบลแม่นาเติง อำเภอปาย

สำหรับ หมู่บ้านยามชายแดน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ “บ้านดอยผักกูด” ได้มีการพัฒนาขึ้นตามลำดับ จนเป็นชุมชนเข้มแข็ง เป็นสถานที่เพาะปลูกกาแฟ อราบิก้า ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ได้รับรางวัลถ้วยรางวัลพระราชทานของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี การประกวดสุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 (Thai Coffee Excellence 2021) ในการประกวดคัดสรรสุดยอดเมล็ดกาแฟไทย ตามโครงการประชาสัมพันธ์สุดยอดกาแฟไทย ปี 2564 โดย กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการสนับสนุนจากองค์การกาแฟระหว่างประเทศ

เนื่องด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นที่ราบระหว่างหุบเขาของฝั่งลำห้วย เป็นต้นน้ำของน้ำแม่ลาง ซึ่งจะไหลผ่าน บ้านแอโก๋ และอำเภอปาย มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประมาณ 1,423 เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด ประมาณ 1,865 เมตร ซึ่งการปลูกกาแฟ เกษตรกรปฎิเสธ การใช้สารเคมีใดๆ ในพื้นที่ จนกลายเป็นกาแฟออแกนิค อีกทั้งการเมล็ดกาแฟคั่วด้วยมือที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และภูมิปัญญาของชาวบ้าน และการรักษาคุณภาพของการคั่วกาแฟเป็นที่สำคัญอย่างยิ่ง คือความใส่ใจของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้กาแฟดอยผักกูด มีคุณภาพ ที่สูงสามารถทัดเทียมได้ในระดับสากลได้ ทั้งนี้ ยังได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สำหรับคนรักกาแฟ สามารถเยี่ยมชมการปลูก การคั่ว ไปจนถึงการลิ้มรสกาแฟคั่วมือบ้านดอยผักกูด ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ขอเชิญชวนข้าราชการทหารในสังกัดกองทัพภาคที่ 3, พี่น้องประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และเหล่านักท่องเที่ยวมาสัมผัสเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย รวมทั้งได้ลิ้มลองสุดยอดกาแฟไทย สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางโดยใช้ทางหลวงแผ่นดิน 1095 ผ่านอำเภอแม่ริม ถึงอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นระยะทาง 130 กิโลเมตร จากนั้นสามารถเดินทางไปยังโครงการฯ ได้ 2 เส้นทาง


ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 พร้อมช่วยเหลือภัยพิบัติจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 พร้อมช่วยเหลือภัยพิบัติจากอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ตามที่ ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ได้เคลื่อนออกไปปกคลุมบริเวณทะเล อันดามันตอนล่าง และช่องแคบมะละกา โดยเฉพาะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในเขตอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น

ในการนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้น พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ได้ให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 จัดเตรียมความพร้อมของ ชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อรองรับภารกิจช่วยเหลือประชาชนทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน การเตรียมความพร้อมครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการจัดกำลังพล ยานพาหนะ รวมถึงยุทโธปกรณ์ด้านบรรเทาสาธารณภัย เช่น รถลุยน้ำ เรือท้องแบน ชุดเคลื่อนที่เร็ว อุปกรณ์ค้นหา กู้ภัย และระบบสื่อสาร โดยมีการตรวจความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถออกปฏิบัติภารกิจ ได้ทันทีในกรณีเกิดอุทกภัยรุนแรง พร้อมทั้งได้เน้นย้ำว่า กองทัพภาคที่ 3 พร้อมสนับสนุนฝ่ายปกครองและท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้ แม้ปกติจะรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือก็ตาม แต่เพราะ “ภัยพิบัติไม่จำกัดขอบ เขต” จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการข้ามพื้นที่หากมีคำร้องขอความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ประสบภัยพิบัติต่างๆ และต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ท่านได้กรุณาแจ้งข่าวสารได้ที่ หน่วยทหารใกล้บ้าน หรือศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 หมายเลขโทรศัพท์ 055 – 242859, Facebook : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 3 และ เว็บไซต์ : กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) http://army3.rta.mi.th/ เพื่อรับทราบข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่เป็นการเร่งด่วน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา และทรงเปิดงาน “โครงการหลวง ๒๕๖๘” จ.เชียงใหม่

วันนี้ (๑ ธันวาคม ๒๕๖๘) เวลา ๑๘.๔๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา และทรงเปิดงาน “โครงการหลวง ๒๕๖๘” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครง การหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๔๑ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยคณะข้าราชการ และประชาชน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ จากนั้น ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราช ดำเนินไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงพลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) พร้อมคณะกรรมการจัดงานและข้าราชการ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

ต่อจากนั้น เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธนวราชบพิตร ทรงกราบ ทรงศีล ประธานสงฆ์ถวายศีล จบแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายชัยการ แบนสุภา หัวหน้าฝ่ายการเงินและบัญชี และนางสาวณัฐกานต์ เอมาวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายธุรการและการสนับสนุน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดตั้งอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นพิธีทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา ชาวพนักงานลั่นฆ้องชัย ประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์ ต่อจากนั้น เสด็จเข้าพลับพลาพิธี ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

เสร็จแล้ว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เลขาธิการและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กราบบังคมทูลเบิกผู้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนรู้เฉลิมพระ เกียรติ ๗๒ พรรษา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานของที่ระลึก ตามลำดับ และพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายนาวิน สุขเลิศ หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตผลและผลิตภัณฑ์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแผ่นศิลาเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกราบที่หน้าเครื่องนมัสการทรงลาพระสงฆ์ แล้วเสด็จออกจากพลับพลาพิธี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปลูกต้นรวงผึ้ง ไว้เป็นที่ระลึก

อาคารเรียนรู้

อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา จัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวงและวางรากฐานการพัฒนาทางเลือกบนที่สูงอย่างยั่งยืน เป็นอาคารเรียนรู้ของสถาบันการเรียนรู้มูลนิธิโครงการหลวง ในการสนองพระบรมราโชบายสืบสาน รักษา และต่อยอดงานของมูลนิธิโครงการหลวงที่ประสบผลสำเร็จจนเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ห้องอบรมประชุมสัมมนา ห้องนิทรรศการ ถ่ายทอดประวัติศาสตร์โครงการหลวง และห้องการเรียนการสอนหลักสูตรต่าง ๆ อีกทั้งเป็นต้นแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

เวลา ๑๙.๒๑ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน “โครงการหลวง ๒๕๖๘” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวงชนกาธิเบศรดำริ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ครั้นเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงลานวัฒนธรรมโครงการหลวงศาลา ๗๒ พรรษา แล้วเสด็จเข้าศาลา ๗๒ พรรษา พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายจตุพร ปารมี รักษาการหัวหน้าฝ่ายสถานีวิจัยและศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และนางสาวศิรัส เตชะอภิชาต หัวหน้าสำนักอำนวยการผู้บริหาร เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสูจิบัตร แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี

ต่อจากนั้น พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เลขาธิการและประธาน กรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน “โครงการหลวง ๒๕๖๘” เสร็จแล้ว ทอดพระเนตรการแสดง สื่อผสม แสง สี เสียง ประกอบบทเพลงประสานเสียง ชุด “ทศมมหาราชา พระมหากรุณานำการพัฒนาสู่ความยั่งยืน” เป็นชุดการแสดงที่ถ่ายทอดพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดแนวพระราชดำริของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ที่ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง นำไปสู่การพัฒนาในพื้นที่สูงด้วยแนวทางโครงการหลวงโมเดล โดยนักร้องประสานเสียงเยาวชน ร่วมกับวงดนตรีจิตอาสา ในรูปแบบศิลปะล้านนาร่วมสมัย ประกอบด้วย ๓ องก์ ได้แก่ องก์ที่ ๑ เสียงแห่งขุนเขา, องก์ที่ ๒ แสงทองแห่งพระมหากรุณา, องก์ที่ ๓ ความยั่งยืนแห่งแผ่นดิน สืบสาน รักษา ต่อยอด

เมื่อจบการแสดง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังแท่นพิธี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดงาน “โครงการหลวง ๒๕๖๘” แล้วเสด็จเข้าห้องจักรีบดินทร์ ชั้น ๑ อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษาในโอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ทศมมหาราชา พระมหากรุณานำการพัฒนาสู่ความยั่งยืน” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอด งานโครงการหลวง และนำเสนอผลสำเร็จของงานวิจัยและนวัตกรรมของมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบด้วย นิทรรศการ
สืบสาน “นวัตวิจัย ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” นิทรรศการ รักษา “พืชพระราชทาน สร้างงาน สร้างคุณค่า”

นิทรรศการ

นิทรรศการ ต่อยอด “พลังบูรณาการ เพื่อความยั่งยืนของพื้นที่สูง” และนิทรรศการ สืบสาน รักษา ต่อยอด “หัตถศิลป์พื้นที่สูง…ด้วยพระเมตตาแห่งแผ่นดิน” ในโอกาสนี้ ทอดพระเนตรวิดีทัศน์แนะนำการใช้ประโยชน์ อาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา

ต่อจากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารอเนกประสงค์ทอดพระเนตรซุปเปอร์มาร์เก็ตจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์โครงการหลวง ซึ่งในปีนี้ มีสินค้าที่โดดเด่น อาทิ ข้าวเจ้าพันธุ์จาคูเนเน ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ท้องถิ่นของชนเผ่าลีซอ น้ำนมข้าวโพดหวาน ชาอู่หลงกลิ่น
ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นชาโครงการหลวงที่มีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และกุหลาบพันธุ์รอยัล ๔

แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปยังห้องประทับรับรอง (ห้องราชภักดิ์) ทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก สมควรแก่เวลา จึงประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราช ดำเนินไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๔๑ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประทับเครื่องบินพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพมหานคร

งานโครงการหลวง ๒๕๖๘ มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ ๑ – ๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๘ ในปีนี้
ภายในงานแบ่งพื้นที่การจัดงานเป็น ๒ โซน ประกอบด้วย ลานวัฒนธรรมโครงการหลวง เป็นลานจัดกิจกรรมการแสดงกลางแจ้ง และภายในอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการ และนิทรรศ การจากหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และโรงพยาบาลสวนปรุง กรมส่งเสริมสุขภาพจิต รวมถึงจัดจำหน่ายผลิตผล และผลิตภัณฑ์แปรรูป จาก ๑๔ กลุ่มสินค้า กว่า ๑,๒๐๐ รายการ

ทั้งนี้ ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน มีราษฎรมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นราษฎรในพื้นที่ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง กับราษฎรและเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการหลวงจากชนเผ่าต่าง ๆ อาทิ เมี่ยน (เย้า) ละว้า ม้ง ไทลื้อ อาข่า คะฉิ่น ลีซู ดาราอั้ง และลาหู่ (มูเซอ) ที่มาจากพื้นที่สถานีเกษตรหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และโครงการขยายผล แบบโครงการหลวงในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ต่างพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดประจำชนเผ่าอย่างสวยงามมาร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ กองแพทย์หลวง สำนักพระราชวัง ร่วมกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มอบพิมเสนน้ำและผ้าเย็นแก่ประชาชน พร้อมทั้งพระ ราชทานอาหารแก่ราษฎรที่มาร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จในพื้นที่ด้วย


คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568 พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ได้มอบหมายร้อยตำรวจเอก ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโน โลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการกิจการทางทหารด้านไซเบอร์ เทคโน โลยี อาวุธยุทโธปกรณ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นำสิ่งของร่วมบริจาคและมอบสิ่งของปันน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วมเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ทั้งอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม นมสำหรับเด็กเล็ก ยารักษาโรคพื้นฐาน อาหารแห้งพร้อมรับประทาน ผลิตภัณฑ์เด็กและสตรีหรือผู้สูงอายุ

โดยผู้แทนคณะกรรมาธิการส่งกำลังใจและช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนด้วยสิ่งของจำเป็นแจกจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่บริเวณชุมชนหน้าโรงพยาบาล กรุงเทพ หาดใหญ่ เส้นทางถนนไทอาคาร หรือบริเวณชุมชนต่าง ๆ ที่รถบริจาคของคณะกรรมาธิการการทหารฯ วิ่งผ่านตามเส้นทางในตัวเมืองหาดใหญ่ซึ่งจะมีประชาชนเข้าขอรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค

คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ขอเป็นพลังใจ พลังกาย ร่วมห่วงใยช่วยเหลือปวงพี่น้องชาวไทยในพื้นที่อุทกภัยน้ำท่วม

#วุฒิสภา คณะกรรมาธิการการทหารฯ ห่วงใยประชาชน #น้ำท่วมภาคใต้ อุทกภัยภาคใต้


“ตรีนุช” สั่งการกรมพัฒน์ เร่งจัดตั้งศูนย์ซ่อม ช่วยเหลือน้ำท่วม 48 ศูนย์ใน 9 จังหวัดภาคใต้

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดตั้งศูนย์ซ่อม พร้อมระดมช่างทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็ค และซ่อม แซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ ฟรี เพื่อฟื้นฟูช่วยเหลือน้ำท่วมจังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 : นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า หลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยจังหวัดสงขลา เหตุการนี้สร้างความเสียหายให้ประชาชนเป็นวงกว้าง นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มีมาตรการฟื้นฟูเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้สั่งการให้จัดตั้ง “โรงครัวกระ ทรวงแรงงาน” ในพื้นที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทุกจังหวัด เพื่อจัดทำอาหารกล่องแจกจ่ายแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทางหน่วยงานได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย

ขณะนี้น้ำลดระดับลงแล้ว ได้สั่งการให้ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดตั้งศูนย์ซ่อม พร้อมทั้งระดมช่าง เจ้าหน้าที่ วิทยากร เครือข่ายจิตอาสา จากทั่วประเทศร่วมกัน ช่วยเหลือซ่อมแซมอุปกรณ์ทำมาหากิน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมไปถึงระบบประปา จำนวน 48 ศูนย์ใน 9 จังหวัดภาคใต้ ขอเชิญประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ใช้บริการในวันเวลาดังกล่าว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ชป. ลุยจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ /เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ให้กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

ชป. ลุยจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั่วประเทศ /เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ให้กลับสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน (1 ธ.ค.2568) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 69,703 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 91% ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวม 24,537 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 99% ของความจุอ่างฯ รวมกัน ภาพรวมปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดีและเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน

ด้านสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช้านี้ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,916 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มน้ำเหนือลดลง ในขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำเหลือ 1,600 ลบ.ม./วินาที สอดคล้องกับปริมาณน้ำเหนือที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่างผ่านประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราช ดำริ ให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำทะเล ร่วมกับใช้สถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณคลองชาย ทะเล เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด คาดว่าในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะสามารถปรับลดการระบายน้ำลงเหลือในอัตรา 700 ลบ.ม./วินาที

สำหรับสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของร่องมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และหย่อมความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านอ่าวไทยภาคใต้ตอนล่าง ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง นั้น ล่าสุดที่อำเภอหาด ใหญ่ จังหวัดสงขลา สถานการณ์น้ำในพื้นที่ส่วนใหญ่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กรมชล ประทาน ได้เร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังก่อนผลักดันลงสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปฟื้นฟูอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน รวมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทาน ที่ผ่านการใช้งานอย่างเต็มศักยภาพในช่วงน้ำหลาก ให้สามารถใช้งานในช่วงฤดูแล้งหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าบริหารจัดการน้ำ พร้อมมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนล่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอและทั่วถึง ตามข้อสั่งการของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ป.ป.ช.ลำพูน จัดประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ครั้งที่ 4/2568

สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดลำพูน จัดประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 4/2568

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมหริภุญชัย ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มอบหมายให้นายปรีชา สมชัย ปลัดจังหวัดลำพูน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผลักดันการดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 4/2568 โดยมีคณะกรรมการฯ เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำหรับวาระการประชุมที่สำคัญ ประกอบด้วย

  • แนวทางหรือกิจกรรมที่สนับสนุนการยกระดับตัวชี้วัด ร้อยละของเด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมที่ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาปีงบประมาณ พ.ศ.2569
  • แนวทางหรือกิจกรรมที่สนับสนุนการยกระดับตัวชี้วัด ร้อยละของประชาชนมีวัฒนธรรม ค่านิยมสุจริต มีทัศนคติและพฤติกรรมในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดลำพูน ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดย ชมรม STRONG – จิตพอเพียงต้านทุจริตจังหวัดลำพูน, แนวทางหรือกิจกรรมที่สนับสนุนการยกระดับตัวชี้วัด ร้อยละของหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) รวมถึงการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส่ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569
  • แนวทางหรือกิจกรรมที่สนับสนุนการยกระดับตัวชี้วัด จำนวนคดีทุจริตในภาพรวมลดลง รวามถึงการดำเนินการติดตามและเฝ้าระวังการทุจริตเรื่องร้องเรียนผ่านศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. หรือ CDC ปีงประมาณ พ.ศ.2569 ไตรมาสที่ 1 รวมถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดลำพูน ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และโครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของ สำนักงาน ป.ป.ท.

โอกาสนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้ร่วมกันพิจารณาในเรื่องของ แนวทางการดำเนินงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) วันที่ 9 ธันวาคม 2568 อีกด้วย


นที มีเดช รายงาน