พิรุธเยอะ ! โดนรวบคาด่านตรวจ ชายพกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

พิรุธเยอะ ! โดนรวบคาด่านตรวจ ชายพกปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 3 ม.ค.2569 เวลาประมาณ 01.15 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจงานตรวจพิสูจน์ผู้ขับขี่ ชป.7 กก.5 บก.จร. ตั้งจุดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์และป้องกันปราบปรามอาชญากรรม บริเวณหน้าศูนย์วัฒนธรรม ถ.เทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กทม. อยู่นั้น พบผู้ขับขี่เป็นชาย ขับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนเข้ามาในทางเดินรถจุดตรวจวัด เมื่อมาถึงจุดตรวจผู้ขับขี่แสดงอาการมีพิรุธต้องสงสัยคล้ายมีสิ่งของผิดกฎหมาย จึงได้เรียกให้หยุดเพื่อตรวจสอบและขอตรวจค้น

ผลการตรวจค้นพบ อาวุธปืนยี่ห้อ NORINCO ขนาด 9 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 1 อัน พร้อมกระสุน 6นัด บรรจุอยู่ในตัวปืน อยู่ภายในกระเป๋าหนังสีดำซุกซ่อนอยู่ที่บริเวณเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้ารถยนต์ฯ และพบเครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 5 นัด อยู่ในกระเป๋าหลังของกางเกงผู้ถูกจับ

จากการสอบถามผู้ถูกจับ รับว่าของกลางที่ตรวจพบเป็นของตนจริง ได้รับจำนำมาจากเพื่อน เจ้าหน้าที่ฯจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา “มีอาวุธและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน, พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุอันควร” จากนั้นควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.สน.ห้วยขวาง ดำเนินการตามกฎหมาย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท.จัดอลังการ เค้าท์ดาวน์กำแพงเพชร โดยมี นายก ส.คิกบ็อคซิ่ง ร่วมเปิดอย่างยิ่งใหญ่!

ททท. ร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชร เนรมิต ลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน เฉลิมฉลองศักราชใหม่ ในงาน “KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026” ส่งมอบความสุขสุดอลังการ 28 ธันวาคม 2568–1 มกราคม 2569 นี้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับจังหวัดกำแพงเพชร จัดงาน KAMPHAENGPHET GLOW NIGHT COUNTDOWN 2026 เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568–1 มกราคม 2569 นี้ ณ ลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยสิริจิตอุทยาน จังหวัดกำแพงเพชร ภายใต้แนวคิด ภาคเหนือ “Season of North สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ชูเสน่ห์อัตลักษณ์ภาคเหนือ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสวัฒนธรรมและเรื่องราววิถีชุมชน และเพื่อเป็นส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในช่วงปลายเดือนธันวาคมของทุกปี

โดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจากนายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรีภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย,นาย ไผ่ ลิกค์ นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกำแพงเพชร และนายก สมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่ง พร้อม หัวหน้าส่วนราชการภายในจังหวัดให้เกียรติร่วมงานในครั้งนี้

ภายในงานได้มีการนำเสนอไฮไลต์การประดับไฟ Lighting ในคอนเซป ลายผ้าไทยทางเหนือ ที่เป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชน ผ่านลายผ้าไทยทางเหนือ ซึ่งสะท้อนภูมิ ปัญญา วิถีชีวิต และสายใยความรักของครอบครัว ที่ตอนนี้ ถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเหล่าทหารกล้า คือ “ผ้าถุงแม่” ที่เป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม แต่คือผืนผ้าที่แม่ทอ แม่เลือก และแม่ส่งต่อลวดลายแต่ละเส้น คือความรัก ความห่วงใย เป็นความเชื่อและวัฒนธรรมไทยที่มองว่า “ชายผ้าถุงแม่” เป็นเครื่อง รางศักดิ์สิทธิ์ ให้ความคุ้มครอง แคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะทหารไทย หรือผู้ที่ต้องเผชิญอันตราย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักบริสุทธิ์ ความกตัญญู และพลังจากแม่ เป็นการสร้างบรรยากาศเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน พร้อมสร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนยกระดับจังหวัดกำแพงเพชร สู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่อย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ตม.5” สั่งตั้งกรรมการฯ ตม.ตาก พลาดปล่อยหลุดพม่าขืนใจ ลั่นไม่เว้นวินัย-อาญา สั่งประสานพม่าเร่งติดตามตัว

“ตม.5 สั่งตั้งกรรมการฯ ตม.ตาก พลาดปล่อยหลุดพม่าขืนใจ ลั่นไม่เว้นวินัย-อาญา สั่งประสานพม่าเร่งติดตามตัว“

สืบเนื่องจากกรณีปรากฎการเผยแพร่ข่าวผ่านเพจ ข่าวสดออนไลน์ และเพจ Drama-addict เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2569 ว่ามีหญิงสาวรายหนึ่งร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีมารดาถูกลูกจ้างสัญชาติเมียนมาทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิต เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2568 ต่อมาคนร้ายถูกส่งตัวมายัง ตม.จ.ตาก และถูกผลักดันส่งกลับไปยังประเทศเมียนมา ทั้งที่คนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในระหว่างกระบวนการรอดำเนินคดี

กรณีดังกล่าวนั้น วันนี้ (3 ม.ค.2569) พ.ต.อ.ศราวุธ วะเท รอง ผบก.ตม.5 ในฐานะโฆษก บก. ตม.5 เปิดเผยว่า ทาง พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 ได้รับรายงานเหตุเบื้องต้นแล้ว และได้สั่ง ผกก.ตม.จ.ตาก ตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผลการตรวจสอบพบว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 15 พ.ย.2568 สภ.พะวอ จ.ตาก ได้ส่งตัวนายโทนตาอ่อง สัญชาติเมียนมา มายัง ตม.จ.ตาก เพื่อผลักดันส่งกลับไปนอกราชอาณาจักร และในวันเดียวกัน ได้มีหนังสือแจ้งขอชะลอการส่งกลับ เนื่องจากอยู่ในระหว่างเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าผู้อื่น แต่ขณะนั้น พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ออกหมายจับ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนระหว่างการรอผลตรวจ DNA

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568 พนักงานสอบสวน สภ.พะวอ จ.ตาก ได้ขออนุมัติหมายจับ นายโทนตาอ่อง ในความผิดฐาน “ฆ่าผู้อื่น” และได้นำหมายจับพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาขอรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับไปดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงได้ทราบภายหลังว่า คนต่างด้าวดังกล่าวถูกส่งกลับไปนอกราชอาณาจักรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.2568 โดยเจ้าหน้าที่งานผลักดัน ตม.จ.ตาก ได้ดำเนินการผลักดันคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 50 ราย กลับเมียนมา จากการตรวจสอบภายหลัง พบว่าในจำนวนนี้มี นายโทนตา อ่อง สัญชาติเมียนมา รวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่งานผลักดันฯ ยืนยันว่า ไม่ปรากฏว่ามีการรับแจ้งการขอชะลอการส่งกลับแต่อย่างใด

เมื่อทราบเหตุดังกล่าว ผบก.ตม.5 จึงได้สั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ห้องกัก ตม.จ.ตาก ผลัดที่รับตัวผู้ต้องหา โดยในชั้นนี้ ถือเป็นความบกพร่องที่ปรากฎชัดแจ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า พบสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นความบกพร่องโดยเจตนา หรือประมาทเลินเล่อ เพื่อใช้เป็นข้อมูลดำเนินการทางวินัย และคดีอาญากับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุดต่อไป

สำหรับตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งถูกผลักดันกลับไปยังประเทศเมียนมาแล้วนั้น ผบก.ตม.5 ได้จัดชุดสืบสวนไปประสานงานกับทางเมียนมา เพื่อติดตามตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศ ไทยโดยเร็วที่สุด และได้กำชับการปฏิบัติไปยังหัวหน้าหน่วยในสังกัด หากผู้ต้องกักที่มีสถานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา และมีการประสานมายังหน่วย ตม. ในการชะลอการส่งกลับ ให้เจ้าหน้าที่ รายงานให้หัวหน้าหน่วยทราบในทันที เพื่อสั่งการกำชับการปฏิบัติไม่ให้เกิดความบกพร่องและเสียหายต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญวันเด็ก เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 15.6 ล้านบาท มอบของขวัญวันเด็ก แบ่งปันความรัก เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนทั่วประเทศ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ,นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ,นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิ การฯ, คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก ประกอบด้วย สมุด,ดินสอ,ไม้บรรทัด,ปากกา และกล่องดินสอ เพื่อเป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งมอบชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ ให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ เพื่อเป็นของขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 รวม 850,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.6 ล้านบาท

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กล่าวว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 67 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 ด้วยการมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2569 ที่มอบให้ คือ “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายๆ ทาง รวมถึงการส่งเสริมด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วช. เปิดเวทีเสวนา “ไม้มีค่า” โชว์ความสำเร็จ 3 ชุมชนดีเด่น เปลี่ยนที่ดินเป็น “ธนาคารสีเขียว” สร้างรายได้ยั่งยืนด้วยวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (สพภ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดเสวนาในหัวข้อ “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” และพิธีมอบประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวแสดงความยินดีแก่ชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ พร้อมด้วย ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธ ประธานคณะกรรมการโครงการประกาศเกียรติ คุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการ ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) มีความยินดีที่ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ซึ่งโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ เป็นกิจกรรมสำคัญที่ (วช.) ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการปลูกต้นไม้และไม้มีค่า และขยายผลให้เกิดชุมชนไม้มีค่าเพิ่มมากขึ้น โดย (วช.) คาดหวังว่าชุมชนที่ได้รับประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 นี้ จะสามารถเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการดำเนินงานสู่ชุมชนอื่นๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์จากชุมชนไม้มีค่าอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ได้กล่าวถึงภาพรวมการขับเคลื่อนโครงการว่า โครงการชุมชนไม้มีค่าเป็นกลไกสำคัญในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปลูกและดูแลไม้มีค่า ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมสร้างต้นแบบขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างยั่งยืน

จากนั้น ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ประธานกรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้กล่าวรายงานความเป็นมาว่า วช. เล็งเห็นความสำคัญและดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2566 เพื่อกระตุ้นให้ชุมชนประยุกต์ใช้องค์ความรู้และเทคโนโล ยีที่เหมาะสมในการพัฒนาชุมชนไม้มีค่า ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในเครือข่ายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างผลิตภัณฑ์และรายได้จากการบริหารจัดการชุม ชน และในปี 2568 นี้ มีชุมชนสนใจสมัครเข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 23 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งการพิจารณาจากเอกสารตามเกณฑ์ 5 ด้านสำคัญ และการลงพื้นที่รับฟังการนำเสนอผลการดำเนินงานจริง จนได้ชุมชนต้นแบบที่ผ่านเกณฑ์รับรางวัล ดังนี้

  1. รางวัลระดับ “ดีเด่น” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านร่องเคาะ จ.ลำปาง, เครือข่ายเกษตรกรบ้านมาบชุมแสงพัฒนา จ.นครสวรรค์, วิสาหกิจบ้านแปลงนกเป้า จ.ฉะเชิงเทรา
  2. รางวัลระดับ “ดี” จำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรักษ์ป่า จ.สุรินทร์,ชุมชนบ้านโค้งตาบาง จ.เพชรบุรี,ชุมชนบ้านสบลืน จ.ลำปาง,ป่าชุมชนบ้านจำหวาย จ.เชียงราย,ป่าชุมชนบ้านหนองแวงยาว จ.ร้อยเอ็ด
  3. รางวัลระดับ “ชมเชย” จำนวน 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนรถป่าประดู่ ห้วยทรายขาว จ.สุราษฎร์ธานี,ชุมชนบ้านต้นปล้องใต้ จ.เชียงราย,ชุมชนบ้านคำสมอ จ.อุบลราชธานี

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนา “ไม้มีค่า สร้างป่า สร้างคน ชุมชนยั่งยืน” โดยผู้นําชุมชนที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ครั้งที่ 3 ประจําปี 2568 ระดับ “ดีเด่น” ดังนี้ นายวรพจน์ นากวิกรัย บ้านแปลงนกเป้า จังหวัดฉะเชิงเทรา,นายบุญธรรม ทับทิมศรี บ้านมาบชุมแสงพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์ และนายอดิเรก สวยสด บ้านร่องเคาะ จังหวัดลําปาง ดำเนินรายการโดย นายประลอง ดำรงค์ไทย กรรมการโครงการประกาศเกียรติคุณ “ชุมชนไม้มีค่า” ระดับประเทศ ได้สะท้อนประเด็นสำคัญในการพลิกฟื้นผืนดินสู่ความมั่งคั่ง ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่เป็นการยกระดับชุมชนให้เป็นต้นแบบ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566–2570) ขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ และ ระยะที่ 2 (2571 เป็นต้นไป) ยกระดับสู่ต้นแบบที่ยั่งยืน ซึ่ง (วช.) พร้อมผลักดันโมเดลจากทั้ง 3 ชุมชนนี้ให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน รุดทวงถามความเป็นธรรมที่ สำนักงาน ป.ป.ช.

“เสี่ยโก้” นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน รุดทวงถามความเป็นธรรมที่ สำนักงาน ป.ป.ช.

จากกรณีอดีตผู้บริหาร ขสมก. ร่วม บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ปลอมลายเซ็นตนเองและภรรยา เพื่อฮุบสัมปทานโฆษณาบนรถเมล์ ขสมก. ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท และภาครัฐเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

วันที่ 6 ม.ค.2569 เวลา 09.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จังหวัดนนทบุรี นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกราง วัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน เดินทางมาพร้อมทีมงานกฎหมายและคณะสื่อมวลชน เพื่อทวงถามความคืบหน้ากรณีร้องเรียนอดีตผู้บริหารระดับสูงของ ขสมก. กับพวก เป็นเจ้าพนักืงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ปลอมลายมือชื่อ ใช้เอกสารปลอม และใช้อำนาจโดยทุจริตปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเหตุให้ บริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด ได้รับความเสียหายจากการเป็นเจ้าของสัญญาสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถโดยสารยูโรทู ของ ขสมก. มากกว่า 10 ปี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเป็นผลต่อเนื่องให้เกิดความเสียหายต่อภาครัฐกว่า 1,000 ล้านบาท

โดยกรณีดังกล่าวตนได้ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ท. ได้รวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้เป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งอยู่ในขอบข่ายอำนาจของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงาน ป.ป.ท. ได้ส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวนี้ให้กับสำนักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ปป 0006/159 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

และในวันนี้คือวันอังคารที่ 6 ม.ค.2569 เป็นเวลาที่ล่วงเลยมา 322 วัน หรือมากกว่า 10 เดือนแล้ว ดังนั้นกระผมนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ จึงมาขอติดตามการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ขสมก. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เป็นเหตุให้ บริษัท ก่อเกียรติ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของสัมปทานโฆษณาบนรถยนต์โดยสารยูโรทู ของ ขสมก. ตัวจริง ได้รับความเสียหายมานานกว่า 10 ปี เป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท

จากนั้น นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับสื่อมวลชนถึงสาเหตุที่ต้องมาติดตามเรื่องที่สำนักงาน ป.ป.ช. ในวันนี้ว่า “เหมือนมีการดำเนินการจากช่องทางอื่นๆ ในการชะลอการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดยสังเกตได้จากหนังสือ ‘ด่วนที่สุด’ ที่ส่งจากสำนักงาน ป.ป.ท. มายังสำนักงาน ป.ป.ช. จนถึงวันนี้ 322 วัน แต่ไร้ความคืบหน้าใดๆ หรือความหมายของคำว่า ‘ด่วนที่สุด’ ระหว่างประชาชนที่ประกอบสัมมาอาชีพสุจริตแบบเรา กับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. จะเข้าใจไม่เหมือนกัน?”

นายก่อเกียรติฯ ยังกล่าวถึงกรณี ผอ. ขสมก. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ตนทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 ธ.ค.2568 ขอให้ ขสมก. ชี้แจงกรณีปลอมลายมือชื่อในการลงนามสัญญาเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสาร ขสมก. ว่าทาง ขสมก. ดำเนินการตรวจสอบเอกสารสัญญา ขั้นตอนดำเนินการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผลการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง และจากการตรวจสอบกับคู่สัญญา คือ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) พบว่าเป็นข้อพิพาทเดิมที่เกิดขึ้นกว่า 20 ปีที่ผ่านมา และผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วนแล้ว อีกทั้ง ขสมก. เคยใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีกับผู้ร้องเรียนในประเด็นเดียวกันมาก่อน ทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ข้อกล่าวหาใหม่ และยุติแล้วในทางกฎหมาย

กระผมนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ขอเรียนต่อสื่อมวลชนทุกท่านว่า “หลังจากกระผมได้มีข้อพิพาททางคดีความกับ บ.แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) แล้ว ผมได้พบหลักฐานใหม่อันเป็นเอกสารที่มีการปลอมลายมือชื่อ มีการใช้เอกสารปลอม และนำเอกสารดังกล่าวนี้ไปใช้ในการปลอมแปลงลายมือชื่อในการลงนามเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสารของ ขสมก. อันเป็น การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริตโดยมิชอบ ของเจ้าหน้าที่ ขสมก. อีกมากกว่า 50 ฉบับ ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข สัมปทานเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสารของ ขสมก.

กระผมจึงมีความจำเป็นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ร้องเรียนการทุจริตสัมปทานโฆษณาบนรถยนต์โดย สารของ ขสมก. ในครั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองไทยคนหนึ่ง ตามที่มีปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการใช้สิทธิฟ้องร้อง ดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ ขสมก. ที่กระทำความผิดต่อกฎหมาย และ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหา ชน) กับพวกที่ร่วมกันกระทำความผิดด้วยสิทธิอันพึงมีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

นอกจากนี้ ตนยังอยากฝากพี่น้องสื่อมวลชนพิจารณาภาพประธานบริหารสื่อยักษ์ใหญ่ บ. แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) อยู่ในงานเลี้ยงร่วมเฟรมเดียวกับบุคคลที่ถูกกล่าวถึงว่ามีความเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์อย่างมากในขณะนี้ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่?

อีกทั้งอาจมีคำถามว่า “การดำเนินการร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่ ขสมก. ปฏิบัติหน้าที่ทุจริต ปลอมลายมือชื่อ ใช้เอกสารปลอม ใช้อำนาจโดยทุจริต ปฏิบัติราชการโดยมิชอบ ร่วมกับ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กับพวก เปลี่ยนแปลงแก้ไขสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถยูโรทู ของ ขสมก. มากว่า 10 ปี เป็นเหตุให้กระผมเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท และได้ดำเนินการร้องเรียนผ่านหลายองค์กรในช่วงต้นปี 2568 ที่ผ่านมา แต่จู่ๆ กลับเงียบหายไป

จึงขอชี้แจงต่อพี่น้องสื่อว่า มีบุคคลผู้หนึ่งสมมติชื่อ “หม่อมหลวง ส.” มาพบกับกระผมแล้วแจ้งให้ทราบว่าขอให้หยุดการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ขสมก. และ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) กับพวก ที่ร่วมกันทุจริตเปลี่ยนแปลงสัมปทานเช่าพื้นที่โฆษณาบนรถโดยสารยูโรทู แล้วจะดำเนินการไกล่เกลี่ยเคลียร์ให้ปัญหาทั้งหมดให้จบและหมดปัญหาระหว่างกัน

ซึ่งจากการที่ “หม่อมหลวง ส.” แจ้งให้ทราบ ทำให้ผมได้หลงเชื่ออย่างสนิทใจ และหยุดการร้องเรียนดังกล่าวมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ทำให้ผมสูญเสียโอกาสในการร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

ขณะนี้ผมได้ดำเนินการร้องทุกข์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการแอบอ้างเบื้องสูงให้หยุดการร้องเรียนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากสื่อท่านใดต้องการทราบรายละเอียดเรื่องนี้ กรุณาติดต่อกับผมได้โดยตรง หรือติดตามทางสื่อออนไลน์ “โปรมวยโลกก่อเกียรติร้องทุกข์” นะครับ ขอบคุณมากครับ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เรียกร้องทุกพรรคการเมือง “ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย—ไม่เปิดเสรี”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าประกาศเดินหน้าเสนอทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า ยืนยันจุดยืนให้ประเทศไทย “ควบคุมภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวด” โดยมิใช่การเปิดเสรี พร้อมเสนอแนวทางปกป้องเด็กและเยาวชน ยกระดับความปลอดภัยผู้บริโภค ตัดวงจรทุนเทา และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กล่าวว่า “สิบกว่าปีของมาตรการ ‘ห้ามโดยเด็ดขาด’ ไม่ได้หยุดการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า แต่กลับผลักผู้บริโภคไปอยู่ใต้ดิน ทำให้รัฐกำกับคุณภาพสินค้า ปกป้องเด็ก และแก้ไขการลักลอบได้ยาก เราจึงเสนอให้ทุกพรรคการเมืองพิจารณาทางออกที่สมดุล คือ‘ควบคุมอย่างเข้มงวดภายใต้กฎหมาย’ ไม่ใช่เปิดเสรี และต้องเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อปิดช่องทุนเทาและคอร์รัปชันที่งอกงามจากตลาดเถื่อน พร้อมเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศแทนการเติบโตของเศรษฐกิจใต้ดิน โดยยึดรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาฯ เป็นแนวทางหลัก”

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าระบุว่าข้อเสนอเน้นการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าภายใต้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ใช่เปิดเสรีประกอบไปด้วยการกำหนดระบบอนุญาตที่รัดกุม มาตรฐานผลิตภัณฑ์และความปลอดภัยที่ชัดเจน จำกัดช่องทางจำหน่าย พร้อมกำหนดให้มีการพิสูจน์อายุผู้ซื้อและห้ามการตลาดที่มุ่งเป้าไปยังเยาวชน ทั้งนี้การคุ้มครองเด็กและเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด ด้วยการตรวจสอบอายุอย่างรัดกุมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จำกัดรสชาติและความเข้มข้นของนิโคติน รวมถึงเพิ่มโทษกับผู้ค้าผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังเน้นการปิดประตูทุนเทาและตลาดใต้ดินผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับหน่วยงานรัฐ

โดยทั้งหมดนี้มีหลักฐานและกระบวนการเชิงนโยบายรองรับตามรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่เสนอ 3 ทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อการกำกับดูแลที่สมดุล ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการก็เห็นด้วยกับการควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าปล่อยไว้แล้วคุมไม่ได้แบบในปัจจุบัน

“เราขอเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย 5 ประการ ประกอบด้วย

  1. ตรากฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแบบ “กฎเหล็ก” ไม่เปิดเสรี โดยกำหนดระบบใบอนุญาตสำหรับผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ค้าปลีก พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบย้อนกลับ และบทลงโทษกรณีขายให้ผู้ต่ำกว่า 20 ปี หรือโฆษณาชักชวนเยาวชน
  2. คุ้มครองเยาวชนเชิงรุก ด้วยการบังคับตรวจสอบอายุทุกรายการซื้อ (ทั้งออนไลน์และออฟไลน์) จำกัดจุดจำหน่าย กำหนดคำเตือนชัดเจน
  3. ยกระดับการบังคับใช้ กำจัดการลักลอบ ด้วยการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตม. ศุลกากร ตำรวจ และดีอีเอส เพื่อปิดช่องทางออนไลน์และข้ามแดน พร้อมให้ข้อมูลสาธารณะ
  4. ปรับกลไกภาษีและรายได้รัฐ โดยจัดโครงสร้างภาษีที่สะท้อนความเสี่ยง เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคกลับสู่ตลาดเถื่อน และนำรายได้บางส่วนไปใช้ในมาตรการคุ้มครองเยาวชนและควบคุมสินค้า
  5. กำหนดแผนเปลี่ยนผ่านที่รับผิดชอบ จาก “ห้ามโดยเด็ดขาด” สู่ “ควบคุมอย่างเข้มงวด” พร้อมแผนกวาดล้างทุนเทา นิยาม มาตรฐาน บทบาทหน่วยงานชัดเจน และตัวชี้วัดลดการเข้าถึงของเยาวชนและตลาดใต้ดิน

นายอาสาฯ ย้ำว่า “มาตรการห้ามโดยเด็ดขาดในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมาไม่สามารถหยุดปัญหาการแพร่ระบาดได้ และต้องการเห็นทางออกที่สมดุลระหว่างการคุ้มครองเยาวชนกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสกัดทุนเทาและคอร์รัปชันจากตลาดเถื่อน พร้อมผลักดันให้ทุกพรรคการเมืองให้ความสำคัญต่อประเด็นนี้ในการหาเสียงเลือกตั้งต่อไป”


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

“สุรศักดิ์” รมว.กระทรวง อว. เปิดงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” นักวิจัยไทย-นานาชาติ ขนทัพสิ่งประดิษฐ์กว่า 1,000 ผลงาน ชูพลังคนรุ่นใหม่ปลดล็อกอนาคตประเทศ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านการวิจัยและการประดิษฐ์ ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรด้านการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นนานาชาติ จัดงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026)” ครั้งที่ 27 ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัต กรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” ระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 ณ Event Hall 100-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ

โดยงานในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงวันประวัติศาสตร์ การทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัต กรรมเป็นประธานในพิธีและปาฐกถาพิเศษ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม, ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ศาสตรา จารย์ กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ 2569 ผู้บริหารกระทรวง (อว.) ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้มีเกียรติเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศที่จะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงนั้น ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ และต่อยอดสู่นวัตกรรมที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

ทั้งนี้ กระทรวง (อว.) ได้ตระหนักถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายผลักดันให้หน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “Quick Win” ซึ่งในด้านการเกษตร กระทรวง (อว.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “วิจัยติดดินกินได้” เพื่อช่วยเกษตรกรลดแรงงาน ลดเวลา และลดความเสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมี โดยเน้นหลักการ “เพิ่ม 4 เพิ่ม” ได้แก่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่, เพิ่มรายได้, เพิ่มความแม่นยำในการฉีดพ่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ ในด้านการศึกษา กระทรวง (อว.) ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการ Upskill และ Reskill ในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์,ระบบราง,ดิจิทัล และ AI ด้านสุขภาพ ผ่านหลักสูตรระยะสั้นและโครงการ Sandbox บัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อผลิตแรงงานสมรรถนะสูงรองรับตลาดแรงงานและช่วยแก้ปัญหาการว่างงาน

นายสุรศักดิ์ฯ กล่าวเน้นย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะพร้อมใช้งาน AI ควบคู่กับการพัฒนาระบบนิเวศการศึกษาไทยให้ทันสมัย โดยปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการนำเข้าเทคโนโลยีมาเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง “นวัตกรรมไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่เราต้องกล้าคิด กล้าทด ลอง และกล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศให้เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก” นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (อว.) ได้กล่าวชื่นชมสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และภาคีเครือข่ายทั้งไทยและต่างประเทศที่ร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทุกปี ซึ่งถือเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศไทยสืบไป

ด้าน ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การจัดงานวันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Inventors’ Day 2026 จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ในการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระ บาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย” สำหรับการจัดงานในปีนี้ วช. มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในทุกมิติ โดยมีการจัดแสดงผลงานมากกว่า 1,000 ผลงาน จากนักประดิษฐ์ไทยและนักประดิษฐ์นานาชาติกว่า 20ประเทศทั่วโลก ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ และนิทรรศการน้อมรำลึกการมอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ เพื่อเชิดชูเกียรตินักประดิษฐ์และนักวิจัยที่มีผลงานโดดเด่น รวมถึงนิทรรศการผลงานประดิษฐ์ที่แบ่งตามกลุ่มเรื่องสำคัญ อาทิ ด้านการเกษตร การแพทย์ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน “Thailand New Gen Inventors Award” หรือ “I-New Gen” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่

ดร.วิภารัตน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า (วช.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ (วช.) ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมงาน “วันนักประดิษฐ์” 2569 (Thailand Inventors’ Day 2026) ระหว่างวันที่ 5–9 มกราคม 2569 เวลา 09.00–17.30 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. เชิดชูสุดยอดผลงานวิจัย–นักวิจัยไทย ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

วช. เชิดชูสุดยอดผลงานวิจัย–นักวิจัยไทย ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569”

ยกทัพรางวัลการวิจัยแห่งชาติ หนุนพลังนวัตกรรมปลดล็อกประเทศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) เดินหน้ายกย่องเชิดชูเกียรตินักวิจัยและผลงานวิจัยคุณภาพของประเทศ ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” (Thailand Inventors’ Day 2026) ภายใต้แนวคิด “ปลดล็อกประเทศไทยด้วยพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม (Unlock Thailand – Power of Invention and Innovation)” สะท้อนบทบาทงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในปีงบประมาณ 2569 (วช.) ได้ประกาศผล รางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ เพื่อยกย่องนักวิจัยที่อุทิศตนสร้างสรรค์องค์ความรู้ มีจริยธรรม และผลงานเป็นที่ประจักษ์ในระดับวิชาการ โดยอนุมัติให้รางวัลแก่นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 15 ท่าน จาก 9 สาขาวิชาการ ซึ่งนับเป็นต้นแบบสำคัญของแวดวงวิจัยไทย

ขณะเดียวกัน (วช.) ยังได้พิจารณามอบ รางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award แก่ผลงานที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างประโยชน์แก่ประเทศชาติ รวมทั้งสิ้น 230 ผลงาน ประกอบด้วย ผลงานวิจัย จำนวน 78 ผลงาน วิทยานิพนธ์ จำนวน 87 เรื่อง ผลงานประดิษฐ์คิดค้น จำนวน 65 ผลงาน

นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติ รางวัลการวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปีงบ ประมาณ 2569 รวม 62 รางวัล ใน 9 สาขาวิชาการ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับดีเด่น ดีมาก ดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณ สะท้อนศักยภาพการพัฒนานวัตกรรมไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประจำปีงบประมาณ 2569 (วช.) ได้มอบรางวัลผลงานวิจัย รวม 57 รางวัล ใน 12 สาขาวิชาการ และ รางวัลวิทยานิพนธ์ จำนวน 51 รางวัล จาก 12 สาขาวิชาการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของงานวิจัยไทยในทุกมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคมศาสตร์

ภายในงานจัดให้มีนิทรรศการแสดงผลงานการประดิษฐ์คิดค้นที่ได้รับรางวัลจำนวน 27 ผลงานมาจัดแสดงให้ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด อาทิ หุ่นจำลองจากยางธรรมชาติ สำหรับตรวจรักษากระดูกขากรรไกรล่างหัก และฝึกเย็บแผลรูปแบบต่างๆ ในช่องปาก นวัตกรรม กระบวน การสกัดสารออกฤทธิ์สมุนไพรด้วยเทคโนโลยีพลังงานร่วมสนามไฟฟ้าพัลส์และอัลตราโซ นิคเพื่อการประยุกต์ใช้เชิงอุตสาหกรรม หุ่นฝึกใส่สายสวนกระเพาะอาหารแบบสมจริง ฯลฯ

เมื่อได้มาสัมผัสนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในโซนนี้นอกจากจะได้รับความประทับใจในศักยภาพของนักวิจัยแล้ว ยังได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ กลับไปอีกมากมาย หนึ่งในผลงานที่น่าสนใจและสอดคล้องกับบริบทของการเสริมสุขภาวะของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นผลงานที่พิชิตรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น รางวัลดีเด่น สาขาปรัชญา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะสำหรับผู้สูงวัย Nifty Elderly โดย รศ.พรเทพ เลิศเทวศิริ ซึ่งเป็นทั้งของเล่นและของแต่งบ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้คงไว้ซึ่งสมรรถนะต่างๆ

นอกจากนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่มากมายแล้วยังมีโซนไฮไลท์ จัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ เวิร์คชอป กิจกรรมเล่นเกม อาทิ เกมส์นักสืบจิ๋ว ตอนสืบจากสาร (เสพติด) Young Detective โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นเกมจำลองสัมผัสประสบการณ์จริงของนักนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจหาลายนิ้วมือจากหีบห่อของกลาง วิเคราะห์หลักฐานและสืบหาตัวผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดเสมือนจริง นิทรรศการ ศูนย์เกษตรวิถีเมือง Urban Farming เรียนรู้ด้านการปลูกพืชในเมือง ภายใต้แนวคิด BCG Model, นิทรรศการในโซน มรดกภูมิปัญญาด้านสมุนไพร Heritage of Herbal Wisdom, Smart Health Care โดยสมาคมวิศวกรรมชีวการแพทย์ไทย พื้นที่เรียนรู้และทดลองประสบการณ์ด้านสุขภาพยุคใหม่ที่ผสานวิศวกรรมชีวการแพทย์เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI นวัตกรรมนาโนทางการแพทย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ (วช.) ขอเชิญชวนประชาชน นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ ร่วมสัมผัสพลังของสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2569” ซึ่งจัดขึ้นถึงระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ร่วมเปิดมุมมองใหม่ เห็นคุณค่าผลงานวิจัย และปลดล็อกอนาคตประเทศไทยไปด้วยกัน
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.inventorsdayregis.com/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารห่วงใย “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

แพทย์ทหารห่วงใย “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 (27 ธันวาคม 2567 – 5 มกราคม 2568) ประเทศไทย มีจำนวนผู้บาดเจ็บกว่า 23,200 ราย และผู้เสียชีวิต 436 ราย สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ร้อยละ 39 ขับรถเร็ว, ร้อยละ 21 ตัดหน้าฯ และ ร้อยละ 20 ดื่มแล้วขับ ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตส่วนใหญ่ เกิดจาก ร้อยละ 82 รถจักรยานยนต์ พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้บาดเจ็บรุนแรง มากที่สุดคือ ไม่สวมหมวกกันน๊อค ร้อยละ 71, ไม่คามเข็มขัดนิรภัย ร้อยละ 43 และดื่มแล้วขับ ร้อยละ 33

ในการนี้ พลโท วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร จึงมีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จัดหวัดภาคเหนือ ที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วง 7 วันอัตราย เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ย้ำ “ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ” โดยเตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจเช็คสภาพยานพาหนะให้พร้อมใช้งาน ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ดื่มไม่ขับ ง่วงไม่ขับ โทรไม่ขับ สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และคนซ้อนท้าย และคาดเข็ดขัดนิรภัยทุกครั้ง ทั้งผู้ขับ และผู้โดยสาร ทั้งนี้หากพี่น้องประชาชนเกิดอุบัติเหตุ สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลทหาร ทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส