พล.ต.ท.ศักย์ศิราฯ ผบช.ทท. นำคณะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทย–จีน อย่างเป็นรูปธรรม

พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. นำคณะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธ ศาสตร์ระหว่างไทย–จีน อย่างเป็นรูปธรรม

ตามคำเชิญของสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว นำคณะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22–28 เมษายน 2569 เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว และกระชับความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทย–จีนอย่างเป็นรูปธรรม

ในห้วงระหว่างวันที่ 23-24 เมษายน 2569 ได้เข้าพบ Mr.Gao Junyi รองอธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ และ Mr.Li Zejun รองผู้อำนวยการคณะกรรมการคมนาคมขนส่งเทศบาลกรุงปักกิ่ง มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนแนวทางเชิงรุกในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีนในประเทศไทย พร้อมยกระดับการบริหารจัดการจราจรในเมืองท่องเที่ยวสำคัญให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ คณะยังได้ศึกษาดูงาน ณ BAIC GROUP หนึ่งในรัฐวิสาหกิจและผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีน เพื่อรับฟังแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านคมนาคมและความปลอดภัย โดยมุ่งต่อยอดสู่การพัฒนาระบบสนับสนุนงานตำรวจท่องเที่ยวของไทย ทั้งด้านการยกระดับมาตรการดูแลนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลความปลอดภัย และการบริหารจัดการจราจรในแหล่งท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ

การเยือนครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–จีน สู่การสร้าง “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย” ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในเวทีนานาชาติให้มั่นคง น่าเชื่อถือ และแข่งขันได้ในระดับโลก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วศ. ผนึก วว. เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่มาตรฐานสากล ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

วศ. ผนึก วว. เสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทยสู่มาตรฐานสากล ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

วันที่ 22 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และ ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม ผู้แทน ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรจากทั้งสองฝ่ายร่วมเป็นสักขีพยาน ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการให้บริการทดสอบและสอบเทียบของประเทศให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

เป้าหมายสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง (วศ.) และ (วว.) มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการทดสอบและสอบเทียบให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล พร้อมทั้งส่งเสริมการถ่ายโอนภารกิจในขอบข่ายที่หน่วยงานมีศักยภาพ ตลอดจนร่วมกันกำหนดทิศทางและวางแผนพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศ

ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดี (วศ.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการภารกิจด้านห้องปฏิบัติการของประเทศ เพื่อยกระดับงานทดสอบและสอบเทียบให้มีความน่าเชื่อถือ ได้มาตรฐานสากล และสามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมถึงการถ่ายโอนภารกิจที่เหมาะสมและการใช้ทรัพยากรและศักยภาพร่วมกันอย่างคุ้มค่า อันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ด้าน ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโล ยีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เรามีเป้าหมายสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัต กรรมมาใช้เป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และขีดความสามารถของประเทศ โดยความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นการสนับสนุนและส่งเสริมการให้บริการทดสอบและสอบเทียบให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจชุมชน และชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งดำเนินการถ่ายโอนภารกิจในขอบข่ายที่ (วว.) มีศักยภาพและความพร้อมควบคู่กับการร่วมกำหนดทิศทางและพัฒนาขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิธีการทดสอบและสอบเทียบ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ โดยจะร่วมกันดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือ สนับสนุนการใช้ทรัพยากร องค์ความรู้ และบุคลากรร่วมกัน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลการให้บริการ เพื่อยกระดับห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และขับเคลื่อนการพัฒนาห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระบบคุณภาพอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ระทึก ! สืบ ตม.3 ไล่ล่าข้ามจังหวัด รวบหนุ่มแคนาดาเอี่ยวแก๊งยานรก คาสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเผ่นหนีออกนอกประเทศ

ระทึก ! สืบ ตม.3 ไล่ล่าข้ามจังหวัด รวบหนุ่มแคนาดาเอี่ยวแก๊งยานรก คาสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนเผ่นหนีออกนอกประเทศ

ตามนโยบาย พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. ได้สั่งการเข้มให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามอาชญากรข้ามชาติที่แฝงตัวในคราบนักท่องเที่ยว โดยล่าสุด พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา สั่งการชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 ลงพื้นที่ติดตามเครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่พัทยา

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เม.ย.2569 เวลาประมาณ 12.00 น. ขณะเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเป้าหมายในพื้นที่พัทยา ปรากฏว่าผู้ต้องสงสัยไหวตัวทัน หลบหนีขึ้นรถออกจากที่พัก มุ่งหน้าสนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด ก่อนกระจายกำลังค้นหาภายในโถงผู้โดย สารขาออก กระทั่งพบตัว MR.WESLEY อายุ 37 ปี สัญชาติแคนาดา กำลังปะปนผู้โดยสารและเตรียมเช็คอินเพื่อหลบหนีออกนอกประเทศ จึงเข้าควบคุมตัวเพื่อตรวจสอบ โดยไม่พบยาเสพติดในตัว

แต่จากการตรวจสอบฐานข้อมูลตำรวจสากลพบว่า เป็นบุคคลตามหมายแดง ที่ทางการเกา หลีใต้ต้องการตัวในคดี “ลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติ” เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวตรวจสอบอัตลักษณ์ด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ ยืนยันตัวบุคคลตรงตามหมายจับ ก่อนเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12 (7) และดำเนินการผลักดันออกนอกราชอาณาจักร พร้อมประสานส่งตัวให้ทางการเกาหลีใต้รับไปดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. มีนโยบายป้องกันและปราบคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองและกระทำผิดกฎหมาย โดยให้ สตม. วางมาตรการเชิงรุก สกัดกั้น ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าว รวมถึงอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนและชาวต่างชาติในประเทศไทย


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

รถพยาบาลคันนี้ จะได้ช่วยชีวิตคนไปอีกนานเท่านาน….

ที่อาคารใหญ่ มูลนิธิร่วมกตัญญู นายสมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการ เป็นตัวแทน ท่านประธาน มูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อม นายมนตรี ขาวสะอาด หัวหน้าฝ่ายบุคคลฯ, นายฐิติกร เศวตนันท์ รองผู้จัดการฯ, นายศุภสิน เรืองสว่าง หัวหน้ากู้ชีพฯ ร่วมกันให้การต้อนรับ ทพญ.ภุริกาญจน์ ยั่งยืนยง และ คุณปิยะศักดิ์ อุกฏษฏ์นุกูล ได้เดินทางมาส่งมอบ “รถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ช่วยชีวิตประจำรถ“ ให้กับ มูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อจะได้นำรถพยาบาลคันนี้ เข้าร่วมทีมกู้พชีพ ของ มูลนิธิร่วมกตัญญู ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บ, ผู้ป่วย

ณ ปัจจุบันนี้ มูลนิธิร่วมกตัญญู นอกจากจะมีรถกู้ภัยที่เข้าร่วมกับ ทุกสถาบันนิติเวช ช่วยเหลือเก็บร่างผู้เสียชีวิต ทั่วทั้งในเขตพื้นที่นครบาล และ ปริมนฑล แล้ว ยังมีรถพยาบาล ที่เข้าร่วมกับทาง สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน ที่ออกช่วยเหลือประชาชน ทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้ป่วย ตลอด24 ชม. และ ตั่งแต่ เวลา 08.00น. – 24.00 น. มูลนิธิร่วมกตัญญู ยังได้รับอนุญาต ยกระดับให้ จัดทีมรถกู้ชีพ Advance ร่วมปฏิบัติการ ในระบบสั่งการ ในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน อีกด้วย

จึงขอขอบพระคุณ และ ขออนุโมทนา บุญ กับ ทพญ.ภุริกาญจน์ ยั่งยืนยง และ คุณ ปิยะศักดิ์ อุกฤษฏ์นุกูล และครอบครัว ให้จงมีสุขภาพที่แข็งแรง ให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง และ ให้จงมีแต่ความสุขความเจริญในทุกสิ่งยิ่งๆขึ้นไปเทอญ …


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สื่อมะกันเตือนนักท่องเที่ยว ห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าในไทย โทษปรับ 1,500 ดอลลาร์ฯ

สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กโพสต์ออกข่าวเตือนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวมายังประเทศไทยว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมายในไทย และกฎหมายจะไม่ผ่อนปรนต่อนักท่องเที่ยวที่ฝ่าฝืนข้อห้ามการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ

ซาราห์ กรีน นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกล่าวกับสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งว่า ตนใช้บุหรี่ไฟ ฟ้าอยู่ริมชายหาด ณ เมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในประเทศไทย ต่อมามีเจ้าหน้าที่เข้ามาแจ้งว่าพฤติกรรมของพวกเขาไม่เพียงแต่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและ “ไม่เท่” ในสายตาของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น แต่ยังผิดกฎหมายอีกด้วย

“มันเป็นประสบการณ์ที่ตึงเครียดมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในต่างประเทศ และพวกเราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น” ซาราห์กล่าว

กรีนและเพื่อนของเธอถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อสอบสวน ซึ่งเธออธิบายว่าเป็นประสบ การณ์ที่ “น่ากลัว” และสถานีตำรวจนั้นเป็นสถานที่ที่ “ทำให้ทุกอย่างดูร้ายแรงมากขึ้น” ต่อมาทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวหลังจากจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท หรือประมาณ 1,126 ดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่แจ้งให้ทั้งคู่ทราบว่า หากถูกจับได้ว่ามีการละเมิดกฎหมายห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าอีกครั้ง อาจต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 5 ปี

ในขณะที่สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงสตอกโฮล์ม ได้ออกประกาศบนเว็บไซต์ว่า “แม้ว่าจะมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายทั่วโลกเพื่อเป็นแนวทางช่วยเลิกบุหรี่ แต่นักท่องเที่ยว รวมถึง ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยควรจะทราบว่าอุปกรณ์เหล่านี้ผิดกฎหมายในราชอาณาจักร”

ในประกาศของสถานทูตยังอธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกหรือปรับเป็นจำนวนเงินหลายเท่าเทียบกับมูลค่าของสิ่งของที่ผิดกฎหมายนั้นๆ มีผลบังคับใช้กับทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย”

สถานทูตไทยยังระบุว่า นักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่ทราบว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอาชญา กรรมในประเทศไทย และได้ทำการฝ่าฝืนกฎหมายโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ถูกปรับหรือถูกจับกุม ณ ที่เกิดเหตุในทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐได้มีการเรียกร้องให้นักท่องเที่ยวงดใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเขตราชอาณาจักร และ บริษัทนำเที่ยวทั้งหลายควรเน้นย้ำถึงอันตรายและ บทลงโทษ ต่อลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหลาย

ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี 2557 และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวดที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า แม้จะมีการพูดถึงนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา แต่รัฐบาลก็ยังเพิ่มมาตรการในการจับกุมและปราบปรามการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“เคนโด้” อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต

“เคนโด้” อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี ข้อความมีลักษณะอาฆาตมาดร้าย และติดตามความเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต

เรียกว่าทนมาอย่างยาวนาน สำหรับอดีตผู้ประกาศคนดัง “เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ที่มีบทบาทช่วยเหลือประชาชนมาในหลายคดีดัง วันนี้ขอช่วยเหลือตัวเองบ้าง เพราะโดนอินฟลูฯหญิงรายหนึ่ง โพสต์โซเชียลข้อความมีลักษณะ ใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้าย ต่อเนื่องถึง 2 ปี มากกว่า 100 โพสต์ ใช้ภาษาหยาบคาย ซึ่งหลายโพสต์เป็นข้อความลักษณะใส่ความ หมิ่นประมาท จนเคนโด้ได้ดำเนินคดีอาญาไปก่อนหน้า และศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว

เคนโด้เผย อินฟลูฯ รายนี้ Inbox มาของานเคนโด้ทำ โดยบอกว่าตัวเองไม่มีปัญหาคดียก ฟ้องทั้งหมด เคนโด้จึงให้โอกาสเข้ามาร่วมกัน แต่สุดท้ายร่วมงานกันแล้วเคนโด้เพิ่งทราบข้อเท็จจริงบางอย่างจนเคนโด้ไม่ไว้วางใจที่จะร่วมงานกันต่อไป แต่เธอคนนี้ไม่หยุดโจมตีทางโซเชียล บางวันโพสต์พาดพิงเคนโด้ถึง 20-30 โพสต์ ต่อวัน ล่าสุดนำรูปเคนโด้ไปแขวนและใส่ร้ายโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เคนโด้กังวลใจในความปลอดภัยต่อชีวิต เพราะอินฟลูฯหญิงรายนี้ ได้โพสต์ถึงเคนโด้เนื้อหาโพสต์มีลักษณะรู้ความเคลื่อนไหวของเคนโด้ตลอดเวลา ไม่ว่าเคนโด้จะไปที่ไหน จะทำอะไร โดยข้อความในโพสต์หลายข้อความยังมีลักษณะใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้ายด้วย จนกระทั่งวันที่ 23 เม.ย.2569 เวลา 14.00 น.”เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร จึงเข้าแจ้งความกับ กองบังคับการ 1 (บก.สอท.1 ศูนย์ราชการฯ) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ว่าที่ พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผกก.2 บก.สอท.1) เป็นนายตำรวจ หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน รับเอกสาร เรื่องราวร้องทุกข์ ในข้อหา “หมิ่นประมาท คุกคาม พรบ.คอมพิวเตอร์” เพื่อให้ดำเนินคดีถึงที่สุดกับ อินฟลูฯหญิงรายนี้ต่อไป

เคนโด้กล่าวทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมของอินฟลูฯหญิงรายนี้ ทำให้ตนมีความกังวลในการใช้ชีวิตเดินทางไปไหนมาไหน เพราะจากเนื้อหาการโพสต์ของอินฟลูฯ หญิงรายนี้ มีพฤติกรรมสอดส่องคอยติดตามเคนโด้ตลอด จึงต้องมาแจ้งความเพื่อปกป้องตัวเองและใช้สิทธิทางกฎหมายและให้สื่อมวลชนได้รับรู้ว่าเคนโด้โดนกระทำจริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และ กลุ่ม ตท.25 ร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และ กลุ่ม ตท.25 ร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง

วันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร., พล.อ.อ.วรชาติ ฟองชล, พล.ร.ท.นิรัตน์ ทากุดเรือ, ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ (กลุ่ม ตท.25) ได้เดินทางมาร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี


ศาลอาญาให้ประกัน “อัจฉริยะ” พร้อมพวก วงเงิน 4 แสนบาท สั่งห้ามยุ่งเหยิงพยาน-ข่มขู่ผู้เสียหาย

ศาลอาญาให้ประกัน “อัจฉริยะ” พร้อมพวก วงเงิน 4 แสนบาท สั่งห้ามยุ่งเหยิงพยาน-ข่มขู่ผู้เสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญาว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหาในคดีสำคัญ ล่าสุดศาลอาญาได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ (ผู้ต้อง หาที่ 1), น.ส.วิภาดา (ผู้ต้องหาที่ 2) และ นายอัจฉริยะ (ผู้ต้องหาที่ 3) ที่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นฝากขัง รายละเอียดการอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยพิจารณาตีราคาหลักประกัน ดังนี้

  • ผู้ต้องหาที่ 1 (พ.ต.อ.กวินศักดิ์) วงเงินประกัน 200,000 บาท
  • ผู้ต้องหาที่ 2 (น.ส.วิภาดา) วงเงินประกัน 100,000 บาท
  • ผู้ต้องหาที่ 3 (นายอัจฉริยะ) วงเงินประกัน 400,000 บาท

เงื่อนไขสำคัญในการประกันตัว โดยเฉพาะในส่วนของ นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาที่ 3 ศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้

  1. ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการใดๆ อันจะเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
  2. ห้ามเข้าใกล้หรือข่มขู่ผู้เสียหาย ห้ามพบ เข้าใกล้ ยุ่งเกี่ยว หรือกระทำการใดๆ กับผู้เสียหายหรือพยานในคดี ในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหา
  3. การทำสัญญาประกัน ให้ยึดหลักประกันและทำสัญญาประกัน โดยจะคืนหลักประกันเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลง

ทั้งนี้คำเตือนจากศาล หากผู้ต้องหาที่ 3 กระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว ศาลจะพิจารณา เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโล ยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME จึงเป็นคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20

วันที่ 22 เมษายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อ มวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิ ภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC (สวทช.) สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการ นำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง ดร.พีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC (สวทช.) อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงโครง สร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า

ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม

ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับภาคธุรกิจ วันนี้การเลือกใช้พลังงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า “ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด”

“จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน”

“นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ (สวทช.) นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี (สวทช.) หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24,27-28 เม.ย.2569 เวลา 9:00 – 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail : peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ มอบจักรยานเพื่อเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท

เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ,นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ,นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 46 คน คิดเป็นมูลค่า 862,770 บาท (แปดแสนหกหมื่นสองพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน และมอบกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร พร้อมรถจักรยานแก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 924,770 บาท ( เก้าแสนสองหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน)

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ผู้แทนอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาวขนิษฐา บำรุงรัตน์ ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ.2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www. facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน