คิดได้ไง? ห้ามรถไฟเข้าเมืองแก้จุดตัด… หรือสร้างปัญหาใหม่?

หลายคนคงงงว่าทำไม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงผุดไอเดียห้ามรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ทั้งที่ทั่วโลกกำลังพยายาม “ดึงคนขึ้นระบบราง” เพื่อลดรถติด ลดมลพิษ และลดต้นทุนขนส่ง แต่ไทยกำลังคิดจะ “กันรถไฟออกจากเมือง” เพื่อแก้ปัญหา “จุดตัดทางรถไฟ?”

1. แนวคิดที่ “ชวนอึ้ง!”

กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ศึกษาแนวทางการลดขบวนรถไฟทั้งรถโดยสารและรถสินค้าเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ภายใน 3 เดือน สายตะวันออกให้รถไฟจอดแค่สถานีลาดกระบัง แล้วต่อแอร์พอร์ตลิงก์หรือรถเมล์ ขสมก.เข้าเมือง ส่วนสายใต้และสายตะวันตก ให้จอดที่สถานีตลิ่งชัน แล้วต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือรถเมล์ส่วนรถสินค้าจะให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีขนถ่ายสินค้าชานกรุงเทพฯ แล้วไปใช้รถบรรทุกเล็กขนเข้าเมืองแทนขบวนรถสินค้าอื่นที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น ส่วนขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าเมือง ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมจะหาทางสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระเพิ่มขึ้นฟังเผินๆ เหมือนเป็นระเบียบมากขึ้น แต่คำถามคือ… “ผู้โดยสารรถไฟจะเดือดร้อนไหม?”

2. แก้ปัญหา… หรือสร้างปัญหาใหม่?

การแก้ปัญหาตามแนวทางของ รมว.คมนาคม จะทำให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นดังนี้

(1) ผู้โดยสารรถไฟจะลำบากกว่าเดิมจากเดิมนั่งยาวเข้าเมืองได้ ต่อไปจะยุ่งยากกับการเชื่อมต่อ สำหรับคนชรา คนป่วย เด็ก คนมีครรภ์ หรือคนมีสัมภาระ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย

(2) รถไฟฟ้าไม่ได้พาไปทุกที่ทั้งแอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงอาจไม่มีเส้นทางผ่านแหล่งทำงาน สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล หรือสถานที่อื่นๆ ตามที่ผู้โดยสารรถไฟต้องการ ทำให้เขาต้องต่อรถเมล์ มอเตอร์ไซค์ หรือแท็กซี่ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน อีกทั้ง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงก็มีขบวนรถน้อย ต้องรอนาน

(3) รถบรรทุกจะกลับมาแน่นถนนแทนที่จะใช้รถไฟขนสินค้าเข้ามา กลับต้องเปลี่ยนเป็นรถบรรทุกเล็กวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน คำถามคือ… นี่เรากำลัง “ลดปัญหาจราจร” หรือกำลัง “เพิ่มรถบนถนน?”

(4) ต้นทุนขนส่งอาจสูงขึ้นการเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายต่อจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น และสุดท้ายต้นทุนเหล่านั้นจะถูกผลักไปที่สินค้า ทำให้ประชาชนต้องซื้อสินค้าแพงขึ้น

3. ทางแก้ที่ดีกว่า… มีไหม?ตอบว่ามี เช่น…

(1) เข้มงวดวินัยจราจร ใครที่ฝ่าไม้กั้นต้องถูกลงโทษอย่างจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยจนเคยตัว

(2) ติดตั้งสัญญาณไฟแบบ Count Down ให้คนรู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่วินาทีก่อนไม้กั้นจะปิดถนน

(3) ติดตั้งป้ายแจ้งเวลารถไฟจะมาถึง ช่วยลดการเสี่ยงติดค้างอยู่บนราง

(4) ปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Button) หากรถติดค้างบนราง ประชาชนแจ้งหยุดรถไฟได้ทันที

(5) ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางด้วยเลเซอร์ (Laser Detector) ถ้ามีรถหรือคนค้างอยู่บนราง ระบบจะแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ

(6) เร่งรัดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง และบางซื่อ-หัวหมาก ซึ่งจะช่วยลดจุดตัดได้เป็นอย่างดี นี่ต่างหากคือการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

4. สรุป

(1) การแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดสำหรับรัฐบาล อาจกลายเป็นการสร้างภาระให้ประชาชนมากที่สุด

(2) ถ้าปัญหาเกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟ สิ่งที่ต้องแก้คือ “จุดตัด” ไม่ใช่ “รถไฟ”

(3) เมืองใหญ่ทั่วโลกพยายามทำให้คน “เข้าถึงระบบรางง่ายขึ้น” แต่เรากำลังทำให้การขึ้นรถไฟ “ยุ่งยากขึ้น”

(4) การแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่การทำให้ระบบที่ประชาชนใช้อยู่ “หายไป” แต่คือการทำให้ระบบนั้น “ปลอดภัย สะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

(5) ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการ “กันรถไฟออกจากเมือง” แต่เขาแก้ด้วยการทำให้ “ระบบรางกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วิวาห์เกริกเกียรติ

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา พลเอก พิศาล วัฒนวงษ์คีรี อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ประธานที่ปรึกษาบริษัท เอเซีย เอวิเอชั่น เเอนด์ เทคโนโลยี จำกัด, สส.ลูกช้าง-คุณสุพล จุลใส ประธาน กมธ.การพลังงาน(พรรคภูมิใจไทย), นางสาว วลาลักษณ์ ไวนิทรา ประธานกรรม การผู้บริหารสมาคมการบินไทย อินเตอร์ ไฟลอิ้ง ร่วมเป็นประธานในพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง นางสาวระภีพรรณ พัฒนาขา บุตรี นายประสิทธิ์ พัฒนาขา-นางวันเพ็ญ หิมทอง กับ นายปิยพงษ์ (แซ่ตั้น) มีหาดยาย บุตร นายนพรัตน์ แซ่ตั้น-นางสุปราณี มีหาดยาย

โดยมี คุณชาญวิทย์ มุนิกานนท์ ประธานบริหารบริษัท เอเซีย เอวิเอชั่น เเอนด์ เทคโนโลยี จำกัด, คุณตาเจือบ-คุณยาย รำไพ หิมทอง, คุณลุง เจตถ์นิพัทธ์ หิมทอง-คุณป้า ณลินณิฐชา โชติช่วง,(ฝ่ายเจ้าบ่าว) คุณตาสมจิตร-ยายรัชนี มีหาดยาย, คุณย่า อำนวย แซ่ตั้น, คุณน้าวรชาติ เพชรรัตน์, คุณน้าสุภาภร มีหาดยาย -พร้อมบรรดาญาติมิตร แขกผู้มีเกียรติหลากหลายวงการร่วมพิธีฉลองมงคลสมรสคับคั่ง ในบรรยากาศที่อบอุ่น ณ โรงแรมอวยชัยแกรนด์ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร


ดส.รวบ แก็งยาดัดแปลงรถพ่วงบรรทุกยางมะตอย แอบดัดแปลงช่องเป็นที่ซุกยาไอซ์และคีตามีนล็อตใหญ่ 1.7 ตัน

ดส. รวบ แก็งยาดัดแปลงรถพ่วงบรรทุกยางมะตอย แอบดัดแปลงช่องเป็นที่ซุกยาไอซ์และคีตามีนล็อตใหญ่ 1.7 ตัน

วันที่ 31 พค. เวลา 14.00 น. พล.ต.ท .สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบ.ชน แถลงผลการจับกุม นายวิทยาอายุ 30 ปี (คนขับรถบรรทุก), นายพงษ์ศักดิ์ อายุ 45 ปี (เจ้าของรถบรรทุก) และนายอนุชา อายุ 38 ปี (คนขับรถยนต์นำทาง) พร้อมของกลาง ไอซ์ 1,687 กิโลกรัม, คีตามีน 50 กิโลกรัม, รถพ่วงบรรทุกถังยางมะตอย 1 คัน, รถยนต์ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง มูลค่ากว่า 210 ล้านบาท

โดยกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี หรือ กก.ดส. พ.ต.อ.ศุภชัยชัย สุวรรณ ผกก.ด ส., พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล, พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์, พ.ต.ท.นราธิป คงเพ็ชร์ รอง ผกก.ดส. สืบทราบว่ามีเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ เตรียมขนลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือมาซุก ซ่อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยใช้รถบรรทุกยางมะตอยดัดแปลงให้เป็นที่ซุกซ่อนยาเสพติด เพื่ออำพรางและหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงเฝ้าติดตามดูพฤติกรรมจน จนกระทั่งวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีรถบรรทุกยางมะตอย ขับตามรถยนต์อีกคัน ที่ใช้นำขบวนสังเกตการณ์และอำนวยความสะดวกเส้นทาง ขับผ่านมายังตำบลดอนทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นรถทั้ง 2 คัน จึงพบของกลางดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ในช่องเก็บของเหลวของรถบรรทุก ควบคุมตัวไปดำเนินคดี

ผบช.น. สยาม เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลมาจากการจับกุม ผู้ต้องหา 4 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 100,000 เม็ด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่จังหวัดสมุทรปรา การ ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนี้ โดยได้รับคำสั่งจากบอสใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศให้นำยาเสพติดจากจังหวัดเชียงรายไปเก็บในโกดังที่จังหวัดสระบุรี เพื่อส่งต่อให้แก่ผู้ค้ารายย่อย

แก๊งนี้มีนายพงษ์ศักดิ์เป็นหัวหน้า ซึ่งเป็นเจ้าของรถหัวลาก แต่ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจจึงผันตัวมารับจ้างขนยาเสพติด โดยการขนแต่ละครั้งจะใช้รถนำและตามขบวนอีก 4 คัน มีรถ 3 คัน ที่หลบหนีไปได้ โดยแก๊งนี้มีผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 10 คน ทำมาแล้ว 5 ครั้ง ได้ค่าจ้างครั้งละ 2 ล้านบาท เริ่มใช้วิธีการนี้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลเครือข่ายรายนี้เพิ่มเติม

เบื้องต้นดำเนินคดีในข้อหาร่วมกับจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภททีี่ 1 (ไอซ์) และร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 2 (เคตามีน)


“ราชเลขานุการในพระองค์” พร้อม “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาเพชรบุรี ตามแนวพระราชดำริ

“ราชเลขานุการในพระองค์” พร้อม “นายกฯอนุทิน” ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า โครงการพัฒนาเพชรบุรี ตามแนวพระราชดำริ

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ที่ห้องประชุมรังสิพราหมณกุล กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง, นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, ร.ต.อ.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี รวมถึง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่าที่เกี่ยวข้อง, ผู้แทนกรม, หน่วยงานภาครัฐ, รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม และได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจติดตามการก่อสร้างแก้มลิงลำห้วยใหญ่ และอ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้ตามโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรี

การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาจังหวัดเพชรบุรีในครั้งนี้ เป็นการร่วมสะท้อนภาพความสำเร็จในการบูรณาการทำงานอย่างยั่งยืน ระหว่างกรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยได้พร้อมใจน้อมนำพระราชดำริ “สืบสาน รัก ษา และต่อยอด” มาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์สำคัญในครั้งนี้ครอบคลุมการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาพื้นที่หุบกะพงและห้วยทรายใต้ การบริหารจัดการระบบน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค และการขยายเขตระบบไฟฟ้าในพื้นที่แก้มลิงลำห้วยใหญ่ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดผ่านโครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar) ณ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายใต้และแก้มลิงห้วยใหญ่ ควบคู่ไปกับการวางระบบลำเลียงและสูบน้ำเชื่อมโยงโครงข่าย ตลอดจนการปรับปรุงภูมิทัศน์เพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบอ่างเก็บน้ำ เพื่อพลิกฟื้นผืนดินให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งการดำเนินงานในระยะแรกมีความคืบหน้าไปตามลำดับแล้ว

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป จะได้มีการขยายการพัฒนาเส้นทางและโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงชุมชนรอบพื้นที่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการขยายเขตระบบไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์บริเวณสถานีสูบน้ำลำห้วยใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดร่วมกับจังหวัดเพชรบุรีและทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนโครงการพัฒนาต่าง ๆ ให้สำเร็จลุล่วงตามแผนแม่บท มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน


บรรณรต เพรชบุรี

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มอบเข็ม กอ.รมน. แก่เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดสู่ความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มอบเข็ม กอ.รมน. แก่เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร รุ่นที่ 2 ร่วมขับเคลื่อนจังหวัดสู่ความมั่นคงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันนี้ (30 พฤษภาคม 2569) นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีปิดการอบรมหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์เครือข่ายความมั่นคงระดับผู้บริหาร จังหวัดเชียงใหม่ รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี พันเอกวรา อุตรพงศ์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงใหม่ (ฝ่ายทหาร) นายนักปราชญ์ ไชยานนท์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้เข้ารับการอบรมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมพิธี

ในโอกาสนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้นำเสนอผลการสัมมนากลุ่มและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง ทั้งในมิติด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มอบเกียรติบัตรและเข็ม กอ.รมน. แก่ผู้ผ่านการอบรม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันถึงการเป็นเครือข่ายความมั่นคงที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ในทุกมิติ

โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จังหวัดเชียงใหม่ (กอ.รมน. จังหวัดเชียงใหม่) และจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลักของชาติ ส่งเสริมการบูรณาการงานด้านความมั่นคง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และผู้นำมวลชนในระดับจังหวัด โดยจัดการอบรมเป็นระยะเวลา 5 วัน มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 54 คน

นอกจากนี้ หลักสูตรยังมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตลอดจนส่งเสริมความรัก ความสามัคคี และความเข้าใจในบทบาทภารกิจของ กอ.รมน. ในการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้เครือข่ายผู้บริหารสามารถรับมือกับภัยคุกคามและภัยพิบัติในทุกรูปแบบ รวมถึงร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในทุกมิติ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

กอ.รมน.เชียงราย บูรณาการร่วม กิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย

กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย ได้ประสานงานและบูรณาการ กิจกรรมจิตอาสาพระราชทานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ณ วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงราย โดย พันเอกสิงหนาท โลสุยะ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 /รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเชียงรายฝ่ายทหาร ได้ประสานงานและบูรณาการ ร่วมกับ ส่วนราชการ ภาครัฐ,ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาคประชาชน และกองกำลังจิตอาสาทุกหมู่เหล่า ร่วมกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา

โดยมีต้นไม้นานาพันธุ์ รวม 6,200 ต้น 25 ชนิด ประเภทไม้เศรษฐกิจ ได้แก่ ตะเคียนทอง, สักทอง, พยุง, พะยอม ยางนา, ประดู่ป่า ประดู่แดง ชิงชัน ไม้แดง กันเกา มะค่าโมง ประเภทไม้ดอก ได้แก่ ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ หางนกยูง เสลา ตะแบก ปรีดียาธร ประเภทไม้ผล ได้แก่ ลิ้นจี่ป่า มะคอแลน มะไฟ ลูกหว้า มะขามป้อม แอปเปิ้ลสตาร์ แอปเปิ้ลเมือง และมะม่วงป่า ให้กับวัดพุทธอุทยาน( ดอยอินทรีย์) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 1,000 คน โดยเรียนเชิญ นายประสงค์ หล้าอ่อน รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธานในพิธี ณ วัดพุทธอุทยาน ( ดอยอินทรีย์) ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย


เวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา หนึ่งเดียวในโลก

หนึ่งเดียวในโลก มณฑลทหารบกที่ 34 ร่่วมเปิดงาน “เวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 57” ในวันวิสาขบูชา นักท่องเที่ยวหลั่งไหลร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งเมืองวัฒนธรรมล้านนา ตระการตาด้วยแสงสีเสียง

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เวลา 18.15 น. พันเอก โสภณ เชี่ยววานิช หัวหน้ากองยุทธ การมณฑลทหารบกที่ 34 รักษาราชการแทน หัวหกองกิจการพลเรือนมณฑลทหารบกที่ 34 ร่วมพิธีเวียนเทียนทางน้ำ กลางกว๊านพะเยา ครั้งที่ 57 เนื่องในวันวิสาขบูชา 2569 พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ พุทธศาสนิกชน สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมกิจกรรม จัดขึ้นโดยจังหวัดพะเยาร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา ณ บริเวณริมกว๊านพะเยา และวัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมี นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน

สำหรับกิจกรรมนี้เป็นการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและพระพุทธศาสนาอันล้ำค่า ภายใต้แนวคิด “สายน้ำแห่งการสืบสาน” (The Flow of Buddhist Legacy) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก สะท้อนถึงพลังศรัทธาของชุมชนที่หล่อหลอมเข้ากับวิถีชีวิตแห่งสายน้ำอย่างลึกซึ้ง

ซึ่งปีนี้การจัดงานมุ่งเน้นการถ่ายทอดคุณค่าพระพุทธศาสนาผ่านมิติทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ร่วมสืบทอดประเพณีอันดีงาม ภายในงานมีกิจกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประกอบด้วย การแสดงบวงสรวงสุดอลังการ ช่างฟ้อน (นางรำ) และนักแสดงกว่า 150 ชีวิต ร่วมแสดงในชุด “แสงเทียน เวียนกว๊าน มหัศจรรย์ หนึ่งเดียวในโลก”

พร้อมการแสดง Light & Sound ในชื่อชุด “ศรัทธาแห่งสายน้ำ : ธรรมะ ชีวิต การตื่นรู้” ไตรภาคที่ 2 สายน้ำแห่งการสืบสาน ที่จะเปลี่ยนผืนน้ำกว๊านพะเยาให้กลายเป็นเวทีแห่งแสงสีอันงดงามตระการตา ตลอดจนพิธีเปิดที่มีการจุดประทีปแผ่กระจายแสงสว่างไสวทั่วผืนน้ำ จากนั้นผู้ร่วมพิธีเคลื่อนสู่ขบวนเรือไฟ เพื่อเข้าสู่ “พิธีเวียนเทียนทางน้ำ รอบพิเศษ” ล่องนาวาประทักษิณารอบวัดติโลกอาราม โบราณสถานกลางกว๊านพะเยาอันเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อศิลา อายุกว่าร้อยปี ท่ามกลางทัศนียภาพของขบวนเรือไฟและการแสดงดนตรีศิลปวัฒนธรรมตลอดเส้นทาง

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เน้นย้ำว่า กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นประเพณีอันทรงคุณค่า ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งศรัทธา วิถีชีวิต วัฒนธรรม และความผูกพันของพระพุทธศาสนากับประชาชนในพื้นที่ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่นและงดงาม ได้รับการยอมรับว่าเป็นประเพณี “หนึ่งเดียวในโลก” นอกจากการสืบสานคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว การจัดงานในครั้งนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน การสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเผยแพร่อัตลักษณ์ของจังหวัดพะเยาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานอันทรงคุณค่าในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

พร้อมเน้นย้ำถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม อาทิ การควบคุมจำนวนผู้โดยสาร การจัดเจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือ และอุปกรณ์รองรับเหตุฉุกเฉิน เป็นการยกระดับประเพณีสำคัญของจังหวัด เสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวควบคู่กับการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่สืบไป


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam)

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam)

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยโท ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติการประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ พร้อมกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชีนี 3 มิถุนายน 2569

โดยได้ดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam) ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ และเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการกัดเซาะของดิน อีกทั้งเป็นการบริหารจัดการน้ำจากธรรมชาติที่ทำให้พื้นที่มีน้ำใช้และให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ฝายชะลอน้ำแบบคอกหมูหรือฝายดิน (Check Dam) มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน

นอกจากนี้ยังช่วยลดการกัดเซาะของตลิ่งลำน้ำและลดผลกระทบจากน้ำท่วม ฝายแบบคอกหมู หรือฝายดิน เป็นประเภทเดียวกับฝายแม้วหรือเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่นกิ่งไม้ ก้อนหิน เพื่อกั้นชะลอน้ำในลำธาร หรือทางน้ำเล็กๆ ให้ไหลช้าลง และขังอยู่ในพื้นที่นานพอที่จะพื้นที่รอบๆ จะได้ดูดซึมไปใช้ เป็นการฟื้นฟูผืนที่ป่าเสื่อม โทรมให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่จะพัฒนาการเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นได้ ฝายแบบคอกหมูหรือฝายดิน ยังอาจใช้เพื่อการทดน้ำ ให้มีระดับสูงพอที่จะดึงน้ำไปใช้ในคลองส่งน้ำได้ในฤดูแล้ง ฝายชะลอน้ำสร้างขวางทางไหลของน้ำบนลำธารขนาดเล็กไว้ เพื่อชะลอการไหล ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของตลิ่ง เมื่อน้ำไหลช้าลง ก็มีน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้งช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดการตื้นเขินที่ปลายน้ำ ทำให้น้ำใสมีคุณภาพดีขึ้นช่วยให้ดินชุ่มชื้น ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต คืนพืชแก่เนินเขา/ภูเขาหัวโล้น ดินชื้น ป่าก็ชื้น กลายเป็นแนวกันไฟป่า

การสร้างฝายแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำ จำนวน 25 ฝาย โดยฝายน้ำเป็นฝายที่ 3 ณ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ตามพระราชดำริ บ้านห้วยหญ้าไซ หมู่ 9 ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

หนุ่ม LGBTQ เจ้าของร้านส้มตำโคราชร้องสื่อ ถูกโจรย่องงัดร้านขโมยแท็บเล็ตกลางดึก ผ่านเดือนกว่ายังคุมตัวไม่ได้ มิหนำซ้ำยังขโมยถังแก๊สปิคนิคบ้านหน้าสาว วันเดียวกัน วอนตำรวจเร่งล่าตัว

หนุ่ม LGBTQ เจ้าของร้านส้มตำโคราชร้องสื่อ ถูกโจรย่องงัดร้านขโมยแท็บเล็ตกลางดึก ผ่านเดือนกว่ายังคุมตัวไม่ได้ มิหนำซ้ำยังขโมยถังแก๊สปิคนิคบ้านหน้าสาว วันเดียวกัน วอนตำรวจเร่งล่าตัว

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นายทัศนัย โพธิ์ศรี อายุ 39 ปี เจ้าของร้านตำแซ่บนัว พื้นที่ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน พร้อมนำเอกสารใบแจ้งความและพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ หลังถูกคนร้ายบุกเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในร้านในช่วงกลางดึก แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว คดียังไม่มีความคืบหน้าในการจับกุมผู้ก่อเหตุ

นายทัศนัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 22.30 น. โดยกล้องวงจรปิดบริเวณร้านสามารถบันทึกภาพชายต้องสงสัยรายหนึ่ง ขับขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ สีขาว ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาจอดบริเวณหน้าร้าน ก่อนอาศัยจังหวะที่ประตูด้านหลังร้านไม่ได้ล็อก แอบเดินเข้าไปภายในร้านและรื้อค้นทรัพย์สิน

จากการตรวจสอบพบว่า คนร้ายได้ขโมยแท็บเล็ตยี่ห้อ Samsung Galaxy Tab S6 ซึ่งเก็บซ่อนไว้ภายในล็อกเกอร์ของร้าน มูลค่าประมาณ 11,000 บาท ก่อนหลบหนีไป

เจ้าของร้านยังเปิดเผยอีกว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดและตะโกนผ่านระบบกล้องเตือนคนร้ายว่า “ขโมย” แต่ผู้ก่อเหตุกลับไม่แสดงอาการหวาดกลัวแต่อย่างใด อีกทั้งยังเดินเข้าไปถอดกล้องวงจรปิดบางจุด ก่อนจะรื้อค้นทรัพย์สินและหลบหนีออกจากร้านอย่างใจเย็น โดยพฤติกรรมทั้งหมดถูกบันทึกภาพไว้ได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่าภายในวันเดียวกัน ชายต้องสงสัยรายดังกล่าวยังถูกบันทึกภาพขณะก่อเหตุขโมยถังแก๊สปิกนิกจากร้านอาหารตามสั่งแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมืองนครราชสีมา เมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งอยู่ก่อนหน้าที่จะมาก่อเหตุที่ร้านตำแซ่บนัวเพียงไม่นาน ทำให้เชื่อว่าเป็นคนร้ายรายเดียวกันที่ตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่

นายทัศนัย กล่าวว่า ปัจจุบันแม้จะผ่านมานานกว่า 1 เดือนแล้ว แต่ยังไม่สามารถติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ทำให้ตนและคนในครอบครัวต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง เกรงว่าคนร้ายจะย้อนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดและข้อมูลแวดล้อม เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ประสิทธิ์ วนะชกิจ/กันตินันท์ เรืองประโคน ทีมข่าว จ.นครราชสีมา

ระทึกกลางดึก ! เพลิงไหม้ศาลาไม้ วัดศรีประดิษฐาราม คำชะอี ลุกโชนรุนแรง ชาวบ้านระดมกำลังช่วยดับไฟหวั่นลามอาคารวัด

มุกดาหาร – ระทึกกลางดึก ! เพลิงไหม้ศาลาไม้ วัดศรีประดิษฐาราม คำชะอี ลุกโชนรุนแรง ชาวบ้านระดมกำลังช่วยดับไฟหวั่นลามอาคารวัด

เกิดเหตุเพลิงไหม้ศาลาไม้ภายในวัดศรีประดิษฐาราม บ้านหนองเอี่ยน ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร โดยเพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วและรุนแรง สร้างความแตกตื่นให้แก่พระภิกษุ สามเณร และชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก

หลังเกิดเหตุ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างรีบนำอุปกรณ์และน้ำเข้าช่วยกันสกัดเปลวเพลิงเบื้องต้น พร้อมประสานรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเกรงว่าเพลิงจะลุกลามไปยังกุฏิพระและสิ่งปลูกสร้างอื่นภายในวัด

จากภาพเหตุการณ์พบว่า เปลวไฟได้โหมลุกไหม้ศาลาไม้ของวัดอย่างรุนแรง มีควันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นจำนวนมาก ขณะที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ต่างเร่งทำงานแข่งกับเวลาเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ส่วนมูลค่าความเสียหายและสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งภายหลังสามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดเหตุเพลิงไหม้ รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจะรายงานให้ทราบต่อไป

สถานที่เกิดเหตุ : วัดศรีประดิษฐาราม ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร


รายงานข่าว : จ.มุกดาหาร ทรงสิทธิ์ สาระกิจ