สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทย เปิดฝึกหลักสูตรภาคสนาม ภายใต้หลักสูตรผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดนรุ่นที่ 37 ในที่29-31 พฤษภาคม 2569

สมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดนไทยเปิดฝึกหลักสูตรภาคสนาม ภายใต้หลักสูตรผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดนรุ่นที่ 37 ในที่29-31 พฤษภาคม 2569

พันเอก พงษ์สัณห์ ดำนิล เสนาธิการกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ผู้แทนผู้บังคับการทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์พร้อมด้วย ผู้กำกับกำลังสำรองเอก ณัฏฐ์คเณศ ฉัตรคุปภูวิศ นายกสมาคม กำลังสำรองรักษาดินแดนไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดภาคสนาม ณ กรมทหารราบ ที่31 รักษาพระองค์

หลักสูตร ผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดน รุ่นที่ 37 นี้ ยังได้ รับเกียรติจาก ร.ต.รวิสุต ทองทิพย์ ตำเเหน่ง ผบ.มว.ร้อย.อวบ.ร.31 พัน.2 รอ. ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าครูปกครองครอง หลักสูตร อีกด้วย

ด้วยหลักสูตร ผู้กำกับกำลังสำรองรักษาดินแดน เป็นการสร้างเสริมศักยภาพผู้นำภาคประชา ชน เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของชาติ เน้นการพัฒนาบุคลากร ขององค์กรต่างๆ ให้มีระเบียบวินัย พร้อมจะเป็นแนวหลังเพื่อสนับสนุนกำลังพลแนวหน้าของชาติต่อไป

จึงอยากเชิญชวนให้เข้ามาฝึกหลักสูตร ผู้กำกับรักษาดินแดน ระยะสั้น ของสมาคมกำลังสำรองรักษาดินแดน

สามารถติดต่อได้ที่
02-2624191
089-2020392


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน?

อยากส่งออกทุเรียน แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน? 3 วัน ที่จะเปลี่ยนคุณจากผู้สนใจหรือผู้ปลูกทุเรียน เป็นผู้เข้าใจธุรกิจส่งออกทั้งระบบ

อบรมเชิงปฏิบัติการ “การผลิตทุเรียนเพื่อการส่งออก” โดยผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เจาะลึกครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เรียนรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกอย่างมืออาชีพ

  • วันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 บรรยายและเสวนา ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร
  • วันที่ 25-26 มิถุนายน 2569 พร้อมศึกษาดูงานแหล่งผลิตและส่งออกทุเรียนชั้นนำ
  • วันที่ 26-27 มิถุนายน 2569 จังหวัดระยอง และ จังหวัดจันทบุรี
  • เหมาะสำหรับ
    • ผู้ประกอบการและนักธุรกิจ
    • เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียน
    • นักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร
  • ผู้สนใจลงทุนและพัฒนาธุรกิจทุเรียนส่งออก
  • สิ่งที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ
    • แนวทางการผลิตทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐานส่งออก
    • การคัดเกรด บรรจุภัณฑ์ และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
    • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
    • แนวโน้มตลาดและโอกาสทางธุรกิจทุเรียนไทย
    • แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการตัวจริง

รับใบประกาศนียบัตรหลังการอบรม

รับสมัครเพียง 50 ท่านเท่านั้น สำรองที่นั่งก่อนเต็ม!

  • สอบถามรายละเอียด
    • 089-494-5172
    • nhc12th@gmail.com

จัดโดย สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

บริษัท ดีคอลเจน จำกัด สานต่อโครงการ “ชีวิตดีมีสุข” ปี 2026 เดินหน้าส่งต่อสุขภาพและกำลังใจสู่ชุมชน

บริษัท ดีคอลเจน จำกัด ร่วมกับ บริษัทเกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จำกัด (GED) สานต่อโครงการ “ชีวิตดีมีสุข” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพให้กับคนไทย ผ่านกิจกรรม “ส่งมอบความสุขเคลื่อนที่” โดยลงพื้นที่ในชุมชน เพื่อส่งต่อกำลังใจและสุขภาพที่ดีให้ชุมชนและผู้คนในพื้นที่

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ “ชีวิตดีมีสุข” มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย โดยในปี 2025 ได้ลงพื้นที่ดูแลผู้คนในพื้นที่สาธารณะทั่วกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรม “อิ่มดี สุขภาพดี และชีวิตดี” ร่วมสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท ให้แก่บ้านอิ่มใจ สดชื่นสถาน และมูลนิธิกระจกเงา รวมถึงร่วมสนับสนุนโอกาสทางอาชีพผ่านโครงการ “จ้างวานข้า” ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากชุมชนและสามารถสร้างรอยยิ้มให้กับผู้คนได้อย่างแท้จริง

ในปี 2026 นี้ บริษัทฯ ได้ต่อยอดเจตนารมณ์เดิมด้วยแนวคิด “ส่งมอบความสุขเคลื่อนที่” ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่ใน 3 ชุมชน เพื่อส่งต่ออาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นที่ผ่านการคัดสรร ภายใต้แนวคิด “ของกินดี ของใช้ดี องเย็นดี” เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพ พร้อมส่งเสริมสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับแรงงานไทย นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการท้องถิ่นมาจัดทำเป็นชุดอาหารและของอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับชุมชน อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

กิจกรรม “ส่งมอบความสุขเคลื่อนที่” ปักหมุด 3 เส้นทางยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์รวมของพี่น้องแรงงาน ได้แก่ เส้นทางชลบุรี วันที่ 9 มิ.ย.2569 ตลาดนัดหัวสนามบิน เครือสหพัฒน์,เส้นทางสมุทรสาคร วันที่ 11 มิ.ย.2569 ตลาดนัดวัดโคกขาม และ เส้นทางปทุมธานี วันที่ 13 มิ.ย.2569 ตลาดนัดไพรเวซี่ นวนคร

เภสัชกรพิศม์พงศ์ พงศ์พานิช ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จำกัด กล่าวว่า “GED มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพคนไทยมาโดยตลอด แม้รูปแบบกิจกรรมในแต่ละปีอาจแตกต่างกัน แต่หัวใจสำคัญยังคงเดิม คือการส่งต่อความห่วงใยและสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยทุกคน เราเชื่อว่าสุขภาพที่แข็งแรงคือรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพ จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการเติมกำลังใจและสร้างรอยยิ้มให้กับพี่น้องในชุมชนต่างๆ พร้อมขอบคุณทุกการสนับสนุนที่มีให้กับ GED มาโดยตลอด”

แม้อากาศจะเปลี่ยนแปลง แต่ความตั้งใจในการส่งมอบสิ่งดีๆ ให้สังคมของเราไม่เคยเปลี่ยน”
เพราะเราเชื่อว่า…สุขภาพที่ดี เริ่มต้นจาก “ใจที่ดี”

ติดตามกิจกรรมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ทื่ Facebook Fanpage: Ged Good Life ชีวิตดี ดี

ชีวิตดีมีสุข2026 #ส่งมอบความสุขเคลื่อนที่ #สุขภาพดี #อิ่มดี #ชีวิตดี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. – สอศ. ปลุกพลังนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ภาคกลางและภาคตะวันออก มอบรางวัล “กิจกรรมติดดาว” ผลักดันสิ่งประดิษฐ์สู่นวัตกรรมพร้อมใช้

วช. – สอศ. ปลุกพลังนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ภาคกลางและภาคตะวันออก มอบรางวัล “กิจกรรมติดดาว” ผลักดันสิ่งประดิษฐ์สู่นวัตกรรมพร้อมใช้

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดพิธีปิดกิจกรรม “TVET Smart Idea2Innovation : สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษา สู่นวัตกรรมพร้อมใช้” ประจำปี 2569 ภาคกลางและภาคตะวันออก โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวปิดกิจกรรมและแสดงความยินดีกับทีมนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกผลงานดีเด่น “กิจกรรมติดดาว” พร้อมด้วยผู้บริหาร สอศ. คณะผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร คณาจารย์ที่ปรึกษา และนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษาจากภาคกลางและภาคตะวันออกเข้าร่วม ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพ มหานคร

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า (วช.) และ (สอศ.) ได้จัดกิจกรรม “TVET Smart Idea2Innovation : สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษา สู่นวัตกรรมพร้อมใช้” ประจำปี 2569 ภาคกลางและภาคตะวันออก”ขึ้น ระหว่างวันที่ 29-31 พฤษภาคม 2569 ได้เห็นการรวมพลังที่เข้มแข็งของนักประดิษฐ์สายอาชีวศึกษา ขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลติดดาว และขอชื่นชมทุกทีมที่ได้รับเกียรติบัตรในครั้งนี้ สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลผลงานดีเด่น “กิจกรรมติดดาว” จะเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ของทีมอาชีวศึกษาในอนาคต สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลผลงานดีเด่น “กิจกรรมติดดาว” ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร

  • น้ำส้มควันไม้ไร้ฟอร์มาลดีไฮด์กลิ่นตะไคร้หอม จาก วิทยาลัยการอาชีพบ้านลาด
  • เครื่องพ่นอาหารปลาระบบ Air Flow พลังงานโซล่าเซลล์ จาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี)

กลุ่มที่ 2 ด้านสาธารณสุข สุขภาพ อาหาร และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

  • เกมปฏิสัมพันธ์ผ่านการตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นระบบประสาทรับรู้และการตอบสนองของผู้ที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวในระยะต้น จาก วิทยาลัยอาชีว ศึกษาเพชรบุรี
  • FlowWatch ระบบเฝ้าระวังน้ำเกลือแบบไร้สาย V.2 จาก วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี
  • ซอสบาร์บีคิวตะลิงปลิง จาก วิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง
  • แจ็คเกตมายด์คัดเดิล เสื้อแจ็คเกตเพื่อการบูรณาการประสาทรับรู้สำหรับเด็กปฐมวัยที่มีภาวะออทิซึม จาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา

กลุ่มที่ 3 ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อุปกรณ์อัจฉริยะ

  • บ้านฉลาดรู้ฝุ่น PM2.5 จาก โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
  • ตู้ประชาสัมพันธ์ดิจิทัลอัจฉริยะสำหรับสถานศึกษาและหน่วยงานภาครัฐ จาก วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น
  • แคชเชียร์เคลื่อนที่อัจฉริยะสำหรับร้านค้าปลีก จาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี
  • ซอสเซด : เครื่องจ่ายซอสอัจฉริยะ เพื่อมาตรฐานอาหารยุคใหม่ จาก โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

กลุ่มที่ 4 ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีวัสดุ และ BCG Economy Model

  • ปลั๊กพ่วงอัจฉริยะ (ปลั๊กดีพลัส) จาก วิทยาลัยการอาชีพองครักษ์
  • เครื่องตีเส้นสนามกีฬาโซล่าเซลล๋จาก วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น
  • ถักถิน จาก วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

กลุ่มที่ 5 ด้านคุณภาพชีวิต และ Soft Power

  • ตำยอง ส้มตำอินเตอร์ จาก วิทยาลัยเทคนิคนิคมอุตสาหกรรมระยอง
  • เฮอร์บาไลฟ์ – ออยสเตอร์ แผ่นแปะสมุนไพรสูตรเย็นจากสารสกัดในเปลือกหอยนางรม จาก วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี
  • เครื่องผลิตขนมทองม้วนกึ่งอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า จาก วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี

ทั้งนี้ กิจกรรม “TVET Smart Idea2Innovation : สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษา สู่นวัตกรรมพร้อมใช้” ประจำปี 2569 ภาคกลางและภาคตะวันออก นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการบ่มเพาะนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมผลักดันผลงานนวัตกรรมจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ นำสู่โอกาสการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน และเป็นทิศทางการรองรับการพัฒนาวิสาหกิจและรองรับความต้องการอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“กลุ่มพี่น้อง พ้องเพื่อน” บางใหญ่ จัดกิจกรรม “สานฝันปันน้ำใจให้น้อง” ส่งมอบอุปกรณ์กีฬา, ทุนการศึกษา, เครื่องอุปโภค บริโภค ให้กับน้องนักเรียน รร.บ้านดงเชือก

“กลุ่มพี่น้อง พ้องเพื่อน” บางใหญ่ จัดกิจกรรม “สานฝันปันน้ำใจให้น้อง” ส่งมอบอุปกรณ์กีฬา,ทุนการศึกษา.เครื่องอุปโภค บริโภค ให้กับน้องนักเรียน รร.บ้านดงเชือก

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนบ้านดงเชือก บ้านหนองสำโรง ต.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี : “กลุ่มพี่น้อง พ้องเพื่อน” บางใหญ่ จัดกิจกรรม “สานฝันปันน้ำใจให้น้อง” ได้เดินทางไปส่งมอบอุปกรณ์กีฬา,ทุนการศึกษา,เครื่องอุปโภค บริโภค และอุปกรณ์การเรียน พร้อมทั้งจัดตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารมื้อกลางวัน ให้กับน้องนักเรียนและ คณะครูอาจารย์ โรงเรียนบ้านดงเชือก บ้านหนองสำโรง ต.หนองหญ้าไซ จ.สพรรณบุรี

โดยการเดินทางไปส่งมอบในครั้งนี้มี นางสาว กฤษณา ขันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงเชือก และคณะครูอาจารย์ พร้อมน้องนักเรียน ให้การต้อนรับและร่วมกันรับส่งมอบเครื่องอุปโภค บริโภคและอุปกรณ์การเรียน โดยบรรยากาศในการร่วมกิจกรรม รับมอบสิ่งของเป็นไปอย่างอบอุ่นและชื่นมื่น ทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความราบรื่น รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากทั้งผู้มอบและผู้รับ

กลุ่ม “พี่น้อง พ้องเพื่อน” กล่าวว่าในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ช่วยให้เด็กนักเรียนมีความพร้อมและกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ รวมทั้งเป็นการสนับสนุนทางจิตวิทยา ช่วยให้นักเรียนรู้สึกมีคุณค่า ไม่รู้สึกแปลกแยก และมีความพร้อมสำหรับการเรียนรู้ ทั้งนี้ยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรมในสังคม ฝึกฝนให้เยาวชนเรียนรู้เรื่องการเป็น “ผู้ให้และผู้รับ” รวมถึงการแบ่งปันความสุขให้แก่กันและกันต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“นคร” อดีตนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ” ส่งมอบตำแหน่ง “อนันต์” ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง นายกสมาคมฯ คนใหม่

“นคร” อดีตนายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ” ส่งมอบตำแหน่ง “อนันต์” ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯคนใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่อาคารสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนราชสีมา เขตดุสิต กรุงเทพฯ : นายนคร วีระประวัติ อดีตนายกสมาคม แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งมอบเอกสารในการบริหารงานสมาคม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566-2569 ให้กับนายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่รับมอบเอกสารการบริหารงานต่อไปจนปี 2569-2572 ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 และมีการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการบริหารจำนวน 19 ท่าน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

โดยนายนคร วีระประวัติ อดีตนายกฯ ได้กล่าวขอบคุณนายกอนันต์ฯ และคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ พร้อมฝากสมาคมฯ ให้กับคณะกรรมการบริหารทุกท่าน ร่วมกันพัฒนาส่งเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและสังคมสืบต่อไป

ด้านนายอนันต์ฯ ได้รับมอบตำแหน่งนายกสมาคมฯ และรับมอบภารกิจสำคัญจากอดีตนายกนครฯ แล้วก็จะเปิดการประชุม คณะกรรมการบริหารสมาคม ครั้งที่ 1/2569 ในวันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน 2569 นี้ โดยนายอนันต์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าการรับตำแหน่งดังกล่าวนี้ จะสานงานต่อจากอดีตคณะกรรมการชุดที่แล้ว ที่ได้ สร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรสมาคมฯ เป็นอย่างมาก ในช่วงที่ตนเองมารับตำแหน่ง ก็จะสานต่อและจะร่วมพัฒนาสมาคมหนังสือ พิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปรับปรุงพัฒนามูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทย พิพิธ ภัณฑ์หนังสือพิมพ์ไทย ห้องสมุด สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูป ถัมภ์ ตลอดทั้งสถานที่ภายในและภายนอกอาคารสมาคมฯ ให้มีความสวยงาม เฉกเช่นเมื่อในอดีตที่นายชัยรัตน์ คำนวณ อดีตนายกสมาคมฯ ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจก่อสร้างอาคารสมาคมหลังนี้กว่า 28 ปี ที่ผ่านมานี้ ให้กลับมามีความสวยสดงดงามเหมือนเดิมในอดีต

#สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(สนท.๘๕ ปี)

#สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สภท.๖๑ ปี)


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ท่ามกลางนักธุรกิจไทย-จีน และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

วันที่ 3 มิ.ย.2569 ที่ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี : นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” โดยมีมิสเตอร์ เซียว กั๋ว กัง ประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน อาเซี่ยนกล่าวรายงาน ร่วมด้วยนายสุวโรจน์ สุรักทวี ประธาน บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่น แนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, ผู้แทนหอการค้าจากมณฑลหูหนาน, นักธุรกิจไทย-จีนเชิญ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ, สื่อมวลชน และประชาชน ที่สนใจเข้าร่วมในพิธีเปิดเป็นจำนวนมาก

โดยนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานด้วยความคาดหวังว่า “งานมหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ในครั้งนี้จะเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักธุรกิจไทย-จีน เป็นเหมือนการเชื่อมโยงด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจจีน รวมถึงนักลงทุนจากทุกภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่ตลาดระดับสากล

ทางด้านนายสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการก่อ สร้าง” เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี Smart Living อย่างครบวงจร โดยมีนวัตกรรมล้ำสมัยกว่า 1,500 โรงงานจากประเทศไทยและประเทศจีนเข้าร่วมในงานมหกรรมนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 1,500 แห่งในประเทศจีน และนักธุรกิจไทยที่ได้จับมือเชื่อมโยงศักยภาพด้านอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ นวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อยกระดับมาตราฐานสินค้าอย่างมั่นคง ทั้งด้านการผลิตวัสดุก่อสร้างด้วยระบบบ้านอัจฉริยะ เฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต

นายโภคิน พลกุล อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน และการผสานจุดแข็งของทั้งสองประเทศจะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์โรงแรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างมาตราฐานใหม่ที่ตอบโจทย์ในโลกยุคดิจิตอลได้อย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานคือช่วงเวลา 14.00 – 17.30 น. ได้จัดเสวนาเหล่าผู้ประกอบการ ได้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจนำมาแสดงในงานครั้งนี้ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมในงาน “มหกรรมวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ของใช้ในโรงแรม กรุงเทพฯ ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 3-5 มิ.ย.69 ณ HALL 7 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่เวลา 09.00 น.-18.00 น.


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมผลงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือ ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์จากทั่วประเทศ ให้ได้นำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอสู่สาธารณชน สะท้อนพลังของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานราก ช่างฝีมือ และธุรกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิตไทย โดยภายในงานปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากถึง 380 รายจากทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มช่างหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่นำเสนอผลงานและคอลเลกชันสร้างสรรค์ร่วมสมัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SACIT กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งช่วยปกป้องคุณค่าของงานฝีมือไทย ทั้งของช่างฝีมือดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ

“กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อช่วยต่อยอดฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการทำตลาดและขยายช่องทางการขาย เพื่อให้ผู้มีฝีมือและผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีฯ กล่าว

ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีฯ ได้เยี่ยมชมบูธและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน อาทิ กระเป๋านวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ผสมเส้นใยไหม รวมถึงผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ร่วมสมัยหลากหลายประเภท โดยภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากผู้ผลิตไทย หน่วยงานพันธมิตร และผลงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ สะท้อนความหลากหลายของงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งาน Crafts Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ SACIT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนบทบาทการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดรับกับความต้อง การของตลาดโลก ผ่านการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับฝีมือช่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี

Crafts Bangkok 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Craft Journey” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยทักษะฝีมือช่าง สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การเปิดตัวคราฟต์คอลเลกชันพิเศษในรูปแบบ “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรและผู้ที่มองหาของที่ระลึกระดับมาส เตอร์พีซ พื้นที่เรียนรู้และต่อยอดคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ คราม ฮ่อม หวาย กก กระจูด เตยปาหนัน และสีย้อมธรรมชาติ การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ เช่น Pigment Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงผลงานจากตุรกี โคลอมเบีย และมาเลเซีย ตลอดจนผลงานวิจัยที่ SACIT ให้ทุนสนับสนุน อาทิ งานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ นวัตกรรมเครื่องปั่นฝ้ายเพื่อสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม พร้อมติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงกว่า 380 ราย การจัดแสดงผลงาน SACIT Concept 2026, SACIT Collection และ The New Artisans 2026 รวมถึงกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ อาทิ งานเขียนเทียน ร้อยลูกปัดโนราห์ สานกำไลย่านลิเภา การเขียนลายรดน้ำ และโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย พร้อมสัมผัสความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากผลงานคราฟต์ไทย ในงาน “Crafts Bangkok 2026” ระหว่างวันที่ 3–7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook: SACIT Shop


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล

ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล

บริษัท ทิปโก้ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) Tipco Foods Public Company Limited หนึ่งในผู้นำธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยก้าวสู่การครบรอบ 50 ปีของการดำเนินธุรกิจ  คุณอนุรัตน์ เทียมทัน ประธานกลุ่มบริษัททิปโก้ฟู้ดส์ ประกาศเดินหน้ารุกธุรกิจสุขภาพเต็มรูปแบบ โดยให้บริษัททิปโก้ ไบโอเท็ค จำกัด (Tipco Biotech Co., Ltd.) รับหน้าที่เปิดประตูสู่ธุรกิจสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ทิปโก้ เฮิร์บส์ (Tipco Herbs) เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน รักษา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้บริโภครุ่นใหม่

คุณวิวัฒน์ ลิ้มศักดากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัททิปโก้ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทิปโก้ ไบโอเท็ค เป็นกลไกสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจสุขภาพขององค์กร เพราะตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ทิปโก้ ไบโอเท็ค ได้พัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูก การแปรรูป และการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรไทยด้วยทิปโก้เทคโนโลยี (Tipco Technology)ควบคู่ระบบควบคุมคุณภาพ ระดับอุตสาหกรรม จนก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตและส่งออกสารสกัดสมุนไพรรายใหญ่ของประเทศ

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์แบรนด์ทิปโก้ เฮิร์บส์ถือเป็นก้าวสำคัญของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับสมุนไพรไทย โดยมีเป้าหมายให้คนไทยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับของสากล ส่วนในเชิงกลยุทธ์เป็นการขยายพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ต้องการผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เชื่อถือได้ มีที่มาชัดเจน และผ่านมาตรฐานการผลิตระดับสากลจึงมั่นใจว่า ทิปโก้ เฮิร์บส์ จะสามารถยืนอยู่ในตลาดสุขภาพอย่างยั่งยืน

ในงาน Re–Vision Day บริษัทได้เปิดตัว 5 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ ทิปโก้ เฮิร์บส์ประกอบด้วย ยาแคปซูลผสมเปล้าน้อย, ขมิ้นชัน แคปซูล, แบล็คแอนด์ไวท์กระชายสกัดแคปซูล, ฟ้าทะลายโจรสกัดแคปซูล และฟ้ามินต์ รีเฟรชเชอร์ เม้าท์สเปรย์ พร้อมด้วย 5 พรีเซนเตอร์ของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ พาร์ท เคียราน ไชยทัช ชีวมงคล หนุ่มฮอท ดีกรีปริญญาโทจากสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นศิลปินนักร้องนักแสดงคนดังในวงการบันเทิง, แพม ปาเมล่า ปาสิเนตตี้ สาวลูกครึ่งไทย-อิตาลี สาวเก่งของวงการนางงามและพิธีกร,แดนนี่ ดานิเอล เบล็สซิ่ง พิธีกรและ Content Creator สายท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามมากมาย, เจมส์ กษม กาญจนวัฒนา นักแสดงและนายแบบหนุ่มคนดัง และ จ๊อบ กฤษ อหันทริก หนุ่มหล่อสายบิวตี้และแฟชั่นที่มีสไตล์โดดเด่นเฉพาะตัว ร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ

หนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่น คือ “เปล้าน้อย” สมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จากการที่นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาจนค้นพบสารสำคัญ Plaunotol และนำไปพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันสำหรับดูแลโรคกระเพาะอาหารในประเทศญี่ปุ่นจากองค์ความรู้ดังกล่าวทิปโก้ได้ต่อยอดสู่ “ยาผสมเปล้าน้อย” (Tipco Herbs Compound Plaunoi Capsule) โดยใช้สายพันธุ์เปล้าน้อยคุณภาพสูงจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผสานกับสมุนไพรอีก 5 ชนิดตามตำรับยาไทย เพื่อช่วยดูแลและบรรเทาปัญหาแผลในกระเพาะอาหารและกระเพาะอักเสบเรื้อรัง ผลิตภัณฑ์นี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำสมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ มาพัฒนาเป็นทางเลือกด้านสุขภาพสำหรับคนไทย

แบล็คแอนด์ไวท์ กระชายสกัด (Tipco Herbs Black & White Grachai Extracts) เป็นการผสานคุณค่าจากกระชายดำและกระชายขาว สมุนไพรเด่นของไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่งเสริมการเปลี่ยนไขมันสะสมให้เป็นพลังงาน เพิ่มความทนทานของร่างกาย และเหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและการออกกำลังกาย

ฟ้ามินต์ รีเฟรชเชอร์ เม้าท์สเปรย์ (FahmintBy Tipco Herbs Refresher Mount Spray) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากจากสมุนไพร มีให้เลือก 2 กลิ่น ได้แก่ มินต์ และบลูเบอร์รี่ ผสานสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร มะกรูด เปลือกส้ม และสเปียร์มินต์ ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค ลดการอักเสบและระคายเคืองคอ พร้อมเพิ่มความสดชื่น ให้ลมหายใจ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพช่องปากและระบบทางเดินหายใจควบคู่กัน

ขมิ้นชัน แคปซูล (Tipco Herbs Turmeric Capsule) พัฒนาจากขมิ้นชันสายพันธุ์คุณภาพจากอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่มีสารเคอร์คิวมินอยด์(Curcuminoids) สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ วิเคราะห์ดินและน้ำสม่ำเสมอ มั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีปนเปื้อน ทุกล็อตการผลิตได้รับการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับ สารเคอร์คิวมินอยด์ ในปริมาณสูงถึง 50 มิลลิกรัมต่อแคปซูล ช่วยดูแลระบบทางเดินอาหาร บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และกรดไหลย้อน พร้อมคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ฟ้าทะลายโจรสกัดแคปซูล (Tipco Herbs Andrographis Paniculata Extract Capsule) ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีการสกัด ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสารสำคัญ ทำให้มั่นใจได้ว่า ในทุกแคปซูลมีแอนโดรกราโฟไลด์ 20 มิลลิกรัม สูงกว่าฟ้าทะลายโจรชนิดผงบดทั่วไปถึง 4 เท่า จึงช่วยลดจำนวนแคปซูลที่ต้องรับประทานเหลือเพียงครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมแยกสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงออก และผ่านการวิเคราะห์สารสำคัญทุกครั้งก่อนผลิต มีจุดเด่นด้านการเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ ฟื้นฟูร่างกาย รวมถึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและไข้หวัด

ในงาน Re–Vision Day ครั้งนี้ กลุ่มทิปโก้ฟู้ดส์ได้ประกาศก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจสู่ตลาดสุขภาพ จากความเชี่ยวชาญด้านอาหารโภชนาการ และสมุนไพรไทยที่สั่งสมมายาวนาน ผสานกับการขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม   วันนี้…ทิปโก้ เฮิร์บส์ได้สร้าง 5 ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยเพื่อต่อยอดคุณค่าจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สสส. – กสศ. ผนึกกำลังแก้เด็กนอกระบบ ชู “นครพนม” ต้นแบบจัดการครบทุกมิติ

สานพลัง “นครพนม” เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เมื่อ สสส.จับมือกสศ.ร่วมกันขับเคลื่อนขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กเยาวชนนอกระบบควบคู่กับการจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ เน้นการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ใช้รูปแบบเพื่อนช่วยเพื่อนควบคู่ข้อมูลเชิงลึกเมื่อแก้ไขให้ยั่งยืน

เมื่อเร็วๆ นี้ จังหวัดนครพนม ผนึกพลังทุกภาคส่วนจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการ “สานพลังจังหวัดนครพนมเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้” โดยการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส.

การลงนามนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อออกแบบการขับเคลื่อนสุขภาวะและการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้แก่คนนครพนม ควบคู่กับการกำหนดแนวทางจัดการปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพที่เป็นปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนนอกระบบ (Zero dropout) ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาจังหวัดนครพนมในระยะยาวตามแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ.2566–2570 สู่เป้าหมาย “เมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ เคียงคู่เศรษฐกิจสีเขียว”

MOU ฉบับนี้จัดทำขึ้นระหว่าง 11 ภาคี ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยศูนย์การเรียน CYF ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส., กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), จังหวัดนครพนมโดยท้องถิ่นจังหวัด, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด, สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด, อำเภอนาแก อำเภอเรณูนคร อำเภอท่าอุเทน และอำเภอนาหว้า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 34 แห่ง, มหาวิทยาลัยนครพนม, เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ และศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน)

นางสาวศรีมาลาฌ์ ยะภักดี ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมพัฒนาเด็กและเยาวชน ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า การรวมพลังครั้งนี้คือหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของนครพนมที่บูรณาการเรื่องสุขภาพและการศึกษารวมเป็นเรื่องเดียวกัน “เราไม่ได้มองเด็กนอกระบบเป็นเพียงแค่ปัญหาทางการศึกษา แต่มองว่านี่คือเรื่องของคุณภาพชีวิตของคนทั้งจังหวัด เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งหลุดจากระบบการเรียนรู้แล้ว ย่อมส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม ความมั่นคงของครอบครัว และอนาคตของชุมชนโดยรวม เวทีวันนี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงเท่านั้น แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของจังหวัดนครพนมว่าการสร้างเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF กล่าว

พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF ยังย้ำถึงหลักการสำคัญในการทำงานว่า อยากให้ทุกคนมองว่านครพนมคือเมืองที่ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทรัพยากรหรือโอกาสในการพัฒนา หากเราต้องการพัฒนาจังหวัดให้เข้มแข็งและเติบโตแข็งแรง การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่นามธรรม แต่เป็นการทำงานที่ชุมชนสามารถลุกขึ้นมาร่วมดูแลเด็กคนหนึ่งให้ครบทุกมิติได้อย่างแท้จริง เพื่อให้การเรียนรู้และสุขภาวะเป็นเรื่องเดียวกันที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนนครพนม

ด้าน นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาแบบครบวงจรภายใต้นโยบาย Thailand Zero Dropout ว่าปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 603,000 คน เฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนมมีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาในปี 2569 จำนวน 4,825 คน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข “แม้เด็กจะมีข้อจำกัดทั้งเรื่องความยากจน สุขภาพ หรือครอบครัวไม่พร้อม แต่หน้าที่ของเราคือการจัดระบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้น้องๆ ไม่หลุดออกจากระบบ ความร่วมมือของ กสศ. และ สสส. ในครั้งนี้คือความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างครบวงจรทุกมิติ เพื่อให้ชีวิตของเขาอยู่ในเส้นทางการเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของบ้านเมืองต่อไป” นายพัฒนะพงษ์ฯ กล่าว

ทางด้าน ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการใช้ “ข้อมูลนำทาง” เพื่อเชื่อมโยงปัญหาเข้ากับทุนทางสังคมในพื้นที่ โดย สสส. พร้อมสนับสนุนกลไกการทำงานของจังหวัดนครพนมผ่านความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้ง อบจ.,มหาวิทยาลัยนครพนม และหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อออกแบบแผนงานและงบประมาณที่สอดคล้องกับบริบทจริง

ดร.นิสา ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการทำงานในรูปแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” ที่เริ่มต้นจากการเสริมความเข้มแข็งในระดับครอบครัวและชุมชน แล้วค่อยขยายผลเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดตามลำดับ โดยใช้เครื่องมือเชิงลึก ทั้งงานวิจัยชุมชน (Recap) และการจัดทำข้อมูลรายบุคคลและครัวเรือน เพื่อออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างนครพนมให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนสำหรับพื้นที่อื่นต่อไป

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ภาคีเครือข่ายจะร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. การพัฒนาสุขภาวะประชาชนเพื่อลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
  2. การพัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพในรูปแบบ Data-Driven Healthcare โดยใช้ข้อมูลจากระบบข้อมูลตำบล การวิจัยชุมชน (RECAP) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่
  3. การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนนอกระบบจำนวน 600 คน
  4. การสร้างความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันวิชาการเพื่อลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา และ
  5. การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและพัฒนานครพนมให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านสุขภาวะและการเรียนรู้ที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นได้ในอนาคต

การลงนาม MOU ครั้งนี้คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมของจังหวัดนครพนมในการลงมือแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยพลังของทุกภาคส่วนที่มาร่วมกันเป็นเจ้าของอนาคตของจังหวัด เมื่อสุขภาวะและการเรียนรู้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน และทุกคนในชุมชนร่วมกันขับเคลื่อน นครพนมก็จะก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งความสุขและการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในทุกมิติได้อย่างแท้จริง