“เคนโด้” อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต

“เคนโด้” อดีตผู้ประกาศคนดัง เข้าแจ้งความ โดนอินฟลูฯ หญิงรายหนึ่ง โพสต์คุกคาม 2 ปี ข้อความมีลักษณะอาฆาตมาดร้าย และติดตามความเคลื่อนไหวในการดำเนินชีวิตตลอดเวลา เกิดความกังวลจะถึงตัวถึงชีวิต

เรียกว่าทนมาอย่างยาวนาน สำหรับอดีตผู้ประกาศคนดัง “เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ที่มีบทบาทช่วยเหลือประชาชนมาในหลายคดีดัง วันนี้ขอช่วยเหลือตัวเองบ้าง เพราะโดนอินฟลูฯหญิงรายหนึ่ง โพสต์โซเชียลข้อความมีลักษณะ ใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้าย ต่อเนื่องถึง 2 ปี มากกว่า 100 โพสต์ ใช้ภาษาหยาบคาย ซึ่งหลายโพสต์เป็นข้อความลักษณะใส่ความ หมิ่นประมาท จนเคนโด้ได้ดำเนินคดีอาญาไปก่อนหน้า และศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว

เคนโด้เผย อินฟลูฯ รายนี้ Inbox มาของานเคนโด้ทำ โดยบอกว่าตัวเองไม่มีปัญหาคดียก ฟ้องทั้งหมด เคนโด้จึงให้โอกาสเข้ามาร่วมกัน แต่สุดท้ายร่วมงานกันแล้วเคนโด้เพิ่งทราบข้อเท็จจริงบางอย่างจนเคนโด้ไม่ไว้วางใจที่จะร่วมงานกันต่อไป แต่เธอคนนี้ไม่หยุดโจมตีทางโซเชียล บางวันโพสต์พาดพิงเคนโด้ถึง 20-30 โพสต์ ต่อวัน ล่าสุดนำรูปเคนโด้ไปแขวนและใส่ร้ายโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เคนโด้กังวลใจในความปลอดภัยต่อชีวิต เพราะอินฟลูฯหญิงรายนี้ ได้โพสต์ถึงเคนโด้เนื้อหาโพสต์มีลักษณะรู้ความเคลื่อนไหวของเคนโด้ตลอดเวลา ไม่ว่าเคนโด้จะไปที่ไหน จะทำอะไร โดยข้อความในโพสต์หลายข้อความยังมีลักษณะใส่ความ คุกคาม อาฆาตมาดร้ายด้วย จนกระทั่งวันที่ 23 เม.ย.2569 เวลา 14.00 น.”เคนโด้” เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร จึงเข้าแจ้งความกับ กองบังคับการ 1 (บก.สอท.1 ศูนย์ราชการฯ) อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร โดยมี ว่าที่ พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผกก.2 บก.สอท.1) เป็นนายตำรวจ หัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวน รับเอกสาร เรื่องราวร้องทุกข์ ในข้อหา “หมิ่นประมาท คุกคาม พรบ.คอมพิวเตอร์” เพื่อให้ดำเนินคดีถึงที่สุดกับ อินฟลูฯหญิงรายนี้ต่อไป

เคนโด้กล่าวทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมของอินฟลูฯหญิงรายนี้ ทำให้ตนมีความกังวลในการใช้ชีวิตเดินทางไปไหนมาไหน เพราะจากเนื้อหาการโพสต์ของอินฟลูฯ หญิงรายนี้ มีพฤติกรรมสอดส่องคอยติดตามเคนโด้ตลอด จึงต้องมาแจ้งความเพื่อปกป้องตัวเองและใช้สิทธิทางกฎหมายและให้สื่อมวลชนได้รับรู้ว่าเคนโด้โดนกระทำจริง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และ กลุ่ม ตท.25 ร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง

พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. และ กลุ่ม ตท.25 ร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง

วันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร., พล.อ.อ.วรชาติ ฟองชล, พล.ร.ท.นิรัตน์ ทากุดเรือ, ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ (กลุ่ม ตท.25) ได้เดินทางมาร่วมพิธีรดน้ำศพ นายเดชาธร รุ่งเรือง (ตูน) ผู้สื่อข่าวอาวุโส ณ วัดสะพานสูง ต.คลองพระอุดม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี


ศาลอาญาให้ประกัน “อัจฉริยะ” พร้อมพวก วงเงิน 4 แสนบาท สั่งห้ามยุ่งเหยิงพยาน-ข่มขู่ผู้เสียหาย

ศาลอาญาให้ประกัน “อัจฉริยะ” พร้อมพวก วงเงิน 4 แสนบาท สั่งห้ามยุ่งเหยิงพยาน-ข่มขู่ผู้เสียหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญาว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหาในคดีสำคัญ ล่าสุดศาลอาญาได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของ พ.ต.อ.กวินศักดิ์ (ผู้ต้อง หาที่ 1), น.ส.วิภาดา (ผู้ต้องหาที่ 2) และ นายอัจฉริยะ (ผู้ต้องหาที่ 3) ที่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นฝากขัง รายละเอียดการอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย โดยพิจารณาตีราคาหลักประกัน ดังนี้

  • ผู้ต้องหาที่ 1 (พ.ต.อ.กวินศักดิ์) วงเงินประกัน 200,000 บาท
  • ผู้ต้องหาที่ 2 (น.ส.วิภาดา) วงเงินประกัน 100,000 บาท
  • ผู้ต้องหาที่ 3 (นายอัจฉริยะ) วงเงินประกัน 400,000 บาท

เงื่อนไขสำคัญในการประกันตัว โดยเฉพาะในส่วนของ นายอัจฉริยะ ผู้ต้องหาที่ 3 ศาลได้กำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวชั่วคราวไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้

  1. ห้ามยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการใดๆ อันจะเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
  2. ห้ามเข้าใกล้หรือข่มขู่ผู้เสียหาย ห้ามพบ เข้าใกล้ ยุ่งเกี่ยว หรือกระทำการใดๆ กับผู้เสียหายหรือพยานในคดี ในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหา
  3. การทำสัญญาประกัน ให้ยึดหลักประกันและทำสัญญาประกัน โดยจะคืนหลักประกันเมื่อสัญญาประกันสิ้นสุดลง

ทั้งนี้คำเตือนจากศาล หากผู้ต้องหาที่ 3 กระทำการฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว ศาลจะพิจารณา เพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว ทันที


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน

ENTEC สวทช. ชู H-FAME ทางเลือกเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโล ยีได้ทันที ดันอุตสาหกรรมไทยสู่พลังงานยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาคขนส่งโดยเฉพาะรถบรรทุกและเครื่องจักรกลหนัก ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูง หรือ H-FAME จึงเป็นคำตอบในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Fuel) สู่เทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ด้วยคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ เป็น Drop-in Fuel ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที ลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่น PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม ได้มีการทดสอบภาคสนามทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้มากกว่าไบโอดีเซลทั่วไป ที่ผสมได้ไม่เกิน 20% หรือ B20

วันที่ 22 เมษายน 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) จัดกิจกรรม NSTDA x Press Interviews นักวิจัยพบสื่อ มวลชน เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิจัย Premium Biodiesel (H-FAME) เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เพื่อเป็นทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิ ภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC (สวทช.) สะท้อนมุมมองว่า แม้โลกกำลังก้าวสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ภาคการขนส่งสินค้ายังไม่สามารถเปลี่ยนผ่านได้ในทันที เทคโนโลยีต้องการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกยังคงมีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยเฉพาะเชื้อเพลิงที่สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ซึ่งในบริบทนี้ H-FAME ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขจัดข้อจำกัดของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชั่น (Oxidation Stability) ช่วยรักษาค่ากรดให้เป็นไปตามมาตรฐานแม้มีการกักเก็บเป็นระยะเวลานาน ทั้งยังลดการเกิดตะกอนที่ก่อให้เกิดการอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด ส่งผลให้สามารถยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังคงความสามารถของไบโอดีเซลทั่วไปไว้ ทั้งในการลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก และการชะล้างชิ้นส่วนในระบบเชื้อเพลิง จุดเด่นสำคัญของ H-FAME คือเป็นเชื้อเพลิงประเภท Drop-in Fuel สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลง “นี่คือคำตอบที่ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน” เพราะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ทันทีในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ใช้ในภาคโลจิสติกส์ ซึ่งยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก การใช้ H-FAME จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ H-FAME ยังมีบทบาทในมิติทางเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการ นำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และบรรเทาภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ยิ่งเราใช้พลังงานที่ผลิตได้เองมากเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบพลังงานของประเทศมากขึ้น ในภาพรวม H-FAME จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกของเชื้อเพลิงชีวภาพแต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทาน ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราคือการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือให้ประเทศเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง ดร.พีรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดและเคมีขั้นสูง กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC (สวทช.) อธิบายถึงภาพรวมของการพัฒนา H-FAME หรือ Premium Biodiesel ว่าข้อจำกัดสำคัญของไบโอดีเซลแบบดั้งเดิม (FAME) คือการเกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ง่าย ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบจ่ายเชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ “นี่คือเหตุผลสำคัญที่เราต้องยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซล โดยเฉพาะหากต้องการผลักดันการใช้งานในรูปแบบ B100” เทคโนโลยีการผลิต H-FAME ที่พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการ Partial Hydrogenation เพื่อปรับปรุงโครง สร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลในปัจจุบัน ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นโดยสามารถต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า

ในด้านการพัฒนาเชิงกระบวนการ ทีมวิจัยได้ออกแบบระบบการผลิตแบบต่อเนื่องที่เป็นต้นแบบในระดับกึ่งอุตสาหกรรม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน และได้ยื่นจดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความพร้อมในการใช้งานจริง ทีมวิจัยได้ดำเนินการทดสอบภาคสนามร่วมกับภาคเอกชนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดย H-FAME ถูกนำไปใช้งานจริงในเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท มากกว่า 3,000 ลิตร ทั้งรถโฟล์คลิฟท์ รถงานก่อสร้าง และรถบรรทุกสารเคมี โดยถูกใช้งานสูงสุดในรูปแบบ B100 แบบไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของเชื้อเพลิงชนิดนี้ การใช้งาน H-FAME สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% และลดการปล่อยฝุ่นควัน PM ได้สูงถึง 86% เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม

ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทย เพื่อขยายกำลังการผลิต โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิตในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่ง และเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด H-FAME จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเชื้อเพลิง แต่เป็นคำตอบเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในโครงสร้างพื้นฐานเดิม ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับภาคธุรกิจ วันนี้การเลือกใช้พลังงานไม่ได้เป็นแค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด กล่าวถึงมุมมองของผู้ประกอบการต่อการนำ H-FAME มาใช้เป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำว่า “ที่ ซัน-อัพ รีไซคลิง เราดำเนินธุรกิจด้วยการเป็นผู้ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้ลูกค้า โดยให้บริการรีไซเคิลสารทำละลายอินทรีย์ (โซลเว้นท์) เช่น ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ โทลูอีน ที่มีประสิทธิภาพและความบริสุทธิ์สูง และออกแบบ ผลิตเครื่องบำบัดน้ำเสียอุตสาหกรรม แบบ Evaporator ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่ช่วยลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมมาโดยตลอด แต่เมื่อเราหันกลับมามองการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเฉพาะในกิจกรรมการขนส่งของเราเอง กลับพบว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก เพราะการเปลี่ยนไปใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) ในงานขนส่งวัตถุไวไฟยังทำได้ยากและมีข้อจำกัดทางเทคนิค เราจึงมองหาทางเลือกใหม่ จนได้มาพบกับ H-FAME ซึ่งเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์เราที่สุด”

“จุดเด่นสำคัญคือ H-FAME เป็น Drop-in Fuel ที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ไม่ต้องลงทุนเครื่องชาร์จ และไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใด ทำให้เราเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดได้โดยไม่เกิดภาระการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นราคาของ H-FAME อาจจะสูงกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปเล็กน้อย แต่บริษัทก็ยินดีที่จะลงทุนส่วนต่างนี้ เพราะเราถือว่านี่คือต้นทุนที่คุ้มค่าในการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยโลก แต่ยังเป็นการช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใน Scope 3 ให้กับลูกค้าของเราด้วย ทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของเรามีความยั่งยืนไปพร้อมกัน”

“นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว H-FAME ยังสะท้อนถึงความมั่นคงทางพลังงานที่จับต้องได้ ในช่วงที่ผ่านมาเราเห็นผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกและปัญหาน้ำมันดีเซลขาดตลาดจากสภาวะสงคราม แต่ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศผ่านนวัตกรรมของ (สวทช.) นี้เอง ทำให้เราสามารถก้าวข้ามความเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ เราจึงไม่ได้เพียงแค่ช่วยชาติลดมลพิษเท่านั้น แต่ ซัน-อัพ รีไซคลิง ขอยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยผ่านการใช้งานจริงและการยกระดับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

H-FAME หรือ Premium Biodiesel สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยในการพัฒนาเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยจุดเด่นเป็น Drop-in Fuel ใช้ได้ทันทีในเครื่องยนต์เดิม และรองรับการใช้งานในสัดส่วนที่สูงกว่าไบโอดีเซลทั่วไป (มากกว่า B20) จึงช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ วิจัย และเอกชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสู่การผลิตและใช้งานในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี (สวทช.) หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24,27-28 เม.ย.2569 เวลา 9:00 – 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail : peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวนครราชสีมา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ มอบจักรยานเพื่อเยาวชนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี รวมงบฯ กว่า 9 แสนบาท

เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ.2569 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิกฯ,นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ,นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฯ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 46 คน คิดเป็นมูลค่า 862,770 บาท (แปดแสนหกหมื่นสองพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน) พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน และมอบกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร พร้อมรถจักรยานแก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 924,770 บาท ( เก้าแสนสองหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบบาทถ้วน)

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ ผู้แทนอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาวขนิษฐา บำรุงรัตน์ ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านนารีสวัสดิ์ จังหวัดนครราชสีมา ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบฯ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ.2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ศรีสะเกษ, ขอนแก่น, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www. facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ตม.ชลบุรี ปลอมตัวเป็นช่างไฟ บุกทลายแก๊งอินเดียลักลอบตั้งออฟฟิศเทรดหุ้น-คริปโทเคอร์เรนซี เงินหมุนเวียนเดือนละ 30 ล้าน

ตม.ชลบุรี ปลอมตัวเป็นช่างไฟฟ้า ปิดล้อมบ้านพักหรูย่านพัทยา รวบชาวอินเดีย 30 ชีวิต ลักลอบเปิดออฟฟิศเทรดหุ้น-คริปโทเคอร์เรนซี โดยไม่ได้รับอนุญาต พบเงินหมุนเวียนสะพัดเดือนละ 30 ล้านบาท ตำรวจเร่งขยายผลหวั่นเป็นแก๊งสแกมเมอร์หลอกเพื่อนร่วมชาติ

ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายและข้อสั่งการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช. สตม., พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ที่ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและกวาดล้างชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในราชอาณาจักร โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีพฤติกรรมเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรืออาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและจัดระเบียบสังคมให้เรียบร้อย

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.2569 พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.กวิณวัชร์ อารยะสุริวงศ์ รอง ผกก.ตม.จ.ชลบุรี และว่าที่ พ.ต.ท.กิตติภัทร หงษ์ชูเวช สว.ตม.จ.ชลบุรี นำกำลังชุดสืบสวนปราบปราม เข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่งภายในหมู่บ้านหรูใน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังได้รับเบาะแสว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันเป็นจำนวนมากและคาดว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย

โดยปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายมานานกว่า 2 สัปดาห์ จนมั่นใจว่ามีการลักลอบทำงานผิดกฎหมายจริง วันที่ 20 เม.ย.2569 เจ้าหน้าที่จึงวางแผนปลอมตัวเป็นช่างไฟฟ้าเข้าทำทีติดต่อสอบถามข้อมูล เมื่อสบโอกาสจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบแบบสายฟ้าแลบ

จากการตรวจค้นภายในบ้านพัก พบชาวอินเดียรวมทั้งหมด 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มพนักงาน 19 คน กำลังนั่งปฏิบัติงานหน้าคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่ที่ชั้นล่าง และอีก 11 คนกำลังพักผ่อนอยู่ที่ชั้นบนของบ้าน โดยมี MR.SANDEEP อายุ 40 ปี สัญชาติอินเดีย แสดงตัวเป็นบิ๊กบอสหัวหน้ากลุ่ม เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 22 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 49 เครื่อง และสมุดบัญชีรายรับ-รายจ่ายหลายรายการ ซึ่งจากการตรวจสอบวีซ่าพบว่าส่วนใหญ่เดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าท่องเที่ยวตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

จากการสอบสวนเบื้องต้น MR.SANDEEP ให้การอ้างว่า ตนเป็นบิ๊กบอสหัวหน้าออฟฟิศโดยได้รับการว่าจ้างให้มาดูแลพนักงานชาวอินเดียกว่า 30 คน ค่าจ้างเดือนละ 15,000 – 20,000 บาท เพื่อทำหน้าที่เทรดหุ้นในตลาดอินเดียและคริปโทเคอร์เรนซี โดยเป็นแอดมินคอยหาลูกค้าและบริการ โดยอ้างว่าก่อนหน้านี้ตั้งฐานอยู่ที่ประเทศดูไบ แต่เนื่องจากสถานการณ์สงครามจึงย้ายมาตั้งออฟฟิศที่เมืองพัทยา

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อในคำให้การ โดยได้เร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกภายในคอมพิวเตอร์และหลักฐานทางการเงิน เพื่อพิสูจน์ทราบว่าเป็นการทำธุรกิจเทรดหุ้นจริง หรือเป็นกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงเพื่อนร่วมชาติให้มาร่วมลงทุนแล้วเชิดเงินหนี ซึ่งจากสมุดรายรับ-รายจ่ายพบยอดเงินหมุนเวียนสูงถึงเดือนละ 30 ล้านบาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากลุ่มคนชาวอินเดียดังกล่าวฐาน “ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” และแจ้งข้อหาผู้เช่าบ้านหลังนี้ฐานไม่แจ้งที่พักอาศัยกรณีมีคนต่างชาติเข้าพักอาศัยตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 38 ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเสนอ ผบก.ตม.3 เพิกถอนวีซ่าผู้ต้องหาทั้งหมดและเตรียมผลักดันกลับประเทศต่อไป


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

รมว.จุลพันธ์ มอบเครื่องมือต่อยอดอาชีพ เน้นฝึกจบมีงานมีรายได้

วันที่ 22 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ในโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยมีนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานในพิธี ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับในพิธีดังกล่าว ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานว่า ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึกหรือชุดเครื่องมือทำมาหากินในครั้งนี้ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในด้านสังคมและสวัสดิการ ที่ต้องการยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และนโยบายของกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน Upskill Reskill มีอาชีพ มีเงิน มีรายได้ สอดคล้องและเพียงพอต่อปัจจัยการดำรงชีวิต โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะเน้นพัฒนาทักษะอาชีพในการดำรงชีวิตให้แก่กลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ ผู้รับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรต่างๆ จะได้รับมอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน เพื่อนำไปต่อยอดในการประกอบเป็นอาชีพหลักหรือเสริมได้

“ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมที่ได้รับมอบชุดเครื่องมือทำมาหากินในวันนี้ เป็น การเริ่มต้นที่ดีในการประกอบอาชีพท่านมีทั้งทักษะและเครื่องมือพร้อมกัน ทำให้เข้าถึงอาชีพได้ง่ายขึ้น เพียงเปิดโอกาสให้กับตนเองรายได้จะถึงมือท่านในการดำรงชีวิตและเลี้ยงดูครอบครอบครัว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า สำหรับโครงการนี้ ได้วางเป้าหมายฝึกอบรมทั่วประเทศจำนวน 35,000 คน ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวน 22,866 คน ส่งผลมีผลิตภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.38 และมีรายได้เฉลี่ย 15,181 บาท ต่อคนต่อเดือน ก่อให้เกิดรายได้รวมของประเทศเพิ่มขึ้น 347,128,746 บาท ส่วนของวันนี้ดำเนินการโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ที่วางเป้าหมายไว้จำนวน 900 คน ในระหว่างช่วงเดือนตุลาคม 2568-เมษายน 2569 ดำเนินการไป 237 คน ซึ่งมีการมอบเครื่องมือทำมาหากิน จำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 70 คน ให้แก่การฝึกอบรมหลักสูตรการทำร้านอาหารเดลิเวอรี่ จำนวน 2 รุ่น และหลักสูตรการประกอบอาหารสตรีทฟู๊ด จำนวน 3 รุ่น โดยชุดเครื่องมือที่มอบให้ประกอบด้วย ชุดเตาแก๊สแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ ชุดเตาปิ้งย่างแบบแก๊สพร้อมอุปกรณ์ และหม้อทอดไร้น้ำมันไฟฟ้า แต่ละชุดราคาจะไม่เกิน 4,000 บาท ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำไปในการประกอบอาชีพได้


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“MEA หนุน FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องปีที่ 3 จุดพลังกีฬาไทยสู่เบอร์ต้นเอเชีย ดัน Soft Power พร้อมเปิดเวทีสานฝันเยาวชน

“MEA หนุน FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องปีที่ 3 จุดพลังกีฬาไทยสู่เบอร์ต้นเอเชีย ดัน Soft Power พร้อมเปิดเวทีสานฝันเยาวชน

เริ่มขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สำหรับการแถลงข่าวเปิดตัวการแข่งขันฟุตซอลลีกอาชีพสูงสุดของเมืองไทยในชื่อ “MEA FUTSAL THAI LEAGUE 2026” ท่ามกลางบรรยากาศสุดคึกคักของเหล่าคนลูกหนังโต๊ะเล็กที่มารวมตัวกันเพื่อสปาร์คพลังก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ ในปีนี้การแข่งขันมาในธีม Futsal Underground ภายใต้คอนเซปต์หลัก One Spirit. One Game. Thai Futsal. Thai Futsal–From Concrete Courts to the World Stage หรือ “จากสนามปูนสู่เวทีโลก” เพื่อตอกย้ำถึงเสน่ห์และจุดเริ่มต้นของนักเตะไทยที่บ่มเพาะฝีเท้าจากสนามปูนตามชุมชน จนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งให้ทีมชาติไทยก้าวไปประกาศศักดาในระดับโลก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายพิศณุ ตันติถาวร รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วย นายอดิศักดิ์ เบญจศิริวรรณ อุปนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึง “โค้ชหมี” รักษ์พล สายเนตรงาม หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตซอลทีมชาติไทย ร่วมงานแถลงข่าวจัดการแข่งขันฟุตซอลอาชีพรายการ “MEA Futsal Thai League 2026” ณ ห้องประชุม Auditorium ชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่

MEA หรือ การไฟฟ้านครหลวง เดินหน้าภารกิจสำคัญภายใต้วิสัยทัศน์ “พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร” ตอกย้ำการเป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนวงการกีฬาไทย แถลงข่าวสนับสนุนการแข่งขันฟุตซอลอาชีพ “MEA FutsalThai League 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มุ่งยกระดับมาตรฐานลีกให้ก้าวสู่ระดับเอเชีย พร้อมจัดเต็มความสนุกด้วยระบบ Play-off และการกลับมาของศึก FA CUP เพื่อสร้าง Soft Power ที่แข็งแกร่งและเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงศักยภาพก้าวสู่เวทีนักเตะอาชีพ

นายพิศณุ ตันติถาวร รองผู้ว่าการ MEA เปิดเผยว่า MEA มีความยินดีและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสสนับสนุนฟุตซอลไทยมาอย่างยาวนานต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากจุดเริ่มต้นในฐานะผู้สนับสนุน สู่การเป็นหัวใจหลักของวงการฟุตซอลไทย MEA ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สนับสนุนกีฬา แต่เปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่เข้ามาช่วย “จุดพลัง” ให้กับทั้งวงการฟุตซอลไทยเพื่อสร้างความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างยั่งยืน

สำหรับการแข่งขันในฤดูกาล 2026 นี้ แฟนฟุตซอลจะได้พบกับความสนุกตื่นเต้นที่เพิ่มมากขึ้นจากกติกาการแข่งขันในระบบ Play-off รวมถึงการกลับมาของถ้วยรางวัลที่ทุกคนรอคอยอย่างศึก FA CUP ซึ่งมีส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับมาตรฐานลีกให้รุดหน้าก้าวไปสู่เบอร์ต้นของระดับเอเชีย นอกจากเป้าหมายในระดับลีกอาชีพแล้ว MEA ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานด้านกีฬาที่มั่นคง โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้มีเวทีในการแสดงศักยภาพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและสานฝันสู่การเป็นนักฟุตซอลอาชีพหรือนักกีฬาทีมชาติในอนาคต

นอกจากนี้ MEA ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาเป็นสื่อกลางในการพัฒนาสังคม (CSR) และสร้าง Soft Power ทั้งการสนับสนุนสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทยฯ สมาคมกีฬากรีฑา และกีฬาวอลเลย์บอล ตลอดจนการสนับสนุนค่าไฟฟ้าลานกีฬาชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและสร้างความสามัคคีในชุมชนเมือง

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวขุมกำลังของ 14 สโมสรชั้นนำ ที่จะเข้าร่วมฟาดแข้งชิงความเป็นหนึ่งในฤดูกาล 2026 ประกอบด้วย
1.สโมสรห้องเย็นท่าข้าม คลับ (HONGYEN THAKAM CLUB)
2.สโมสรฟุตซอลการท่าเรือ เอเอสเอ็ม (PORT ASM FUTSAL CLUB)
3.สโมสรธรรมศาสตร์ สแตลเลี่ยน (THAMMASAT STALLION)
4.สโมสรราชภัฏเพชรบุรี (PHETCHABURI RAJABHAT)
5.สโมสรแบล็คเพิร์ล ยูไนเต็ด (BLACK PEARL UNITED)
6.สโมสรฟุตซอลบลูเวฟ ชลบุรี (BLUEWAVE CHONBURI FUTSAL CLUB)
7.สโมสรเกษมบัณฑิต เอฟซี (KASEMBUNDIT FC)
8.สโมสรแบงค็อก เอฟซี (BANGKOK FC)
9.สโมสรนครปฐม คริสเตียน ยูไนเต็ด (NAKHONPATHOM CHRISTIAN UNITED)
10.สโมสรนนทบุรี ฟุตซอลคลับ (NONTHABURI FUTSAL CLUB)
11.สโมสรสุราษฎร์ธานี (SURATTHANI FUTSAL CLUB)
12.สโมสรฟุตซอลราชนาวี (NAVY)
13.สโมสรนครราชสีมา เจที ทรัค 2023 (NAKHON RATCHASIMA JT TRUCK 2023)
14.สโมสรภูเก็ต ยูไนเต็ด (PHUKET UNITED)

โดยศึกฟุตซอล MEA ฟุตซอล ไทยลีก 2026 มีกำหนดการระเบิดความมันส์ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ซึ่งทีมอันดับ 1-6 ของฤดูกาลปกติจะได้สิทธิ์เพลย์ออฟเพื่อหาทีมแชมป์ต่อไป แฟนกีฬาโต๊ะเล็กทั่วประเทศสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้ทาง TrueVisions NOW ตลอดทั้งฤดูกาล


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เวทีข่าว DAILY เปิดโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา”

เวทีข่าว DAILY เปิดโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา”

เวทีข่าว DAILY เชิญชวนภาคประชาชนและสื่อมวลชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน ผ่านโครงการ “ทอดผ้าป่าคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาคอมพิวเตอร์ให้แก่นักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านบางทรายน้อย จังหวัดมุกดาหาร เพื่อยกระดับการเรียนรู้และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ร่วมเป็นเจ้าภาพเครื่องละ 2,000 บาทหรือร่วมสมทบตามกำลังศรัทธา กำหนดจัดกิจกรรม ในวันที่ 25 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น.ณ โรงเรียน ชุมชนบ้าน บางทรายน้อย จังหวัดมุกดา หาร

ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่
ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 196-0-60011-0 ชื่อบัญชี อธินันท์ พรมหมื่นไวท
สอบถามและแจ้งการโอนเงิน 090-944-5409

ร่วมทำบุญวันนี้เพื่ออนาคตของเด็กๆ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมุ่งหวังให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลได้รับโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

#1 เครื่อง 1 โอกาสทางการศึกษา #รวมส่งต่ออนาคตให้เด็ก #ทุกการให้ คือพลังแห่งการเรียนรู้ #โอกาสทางการศึกษาเริ่มต้นได้จากการแบ่งปัน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช.และจ.ระนอง ร่วมนำโดรนแปรอักษรเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม “งานอาบน้ำแร่แลระนอง ปี 2569” นำวัฒนธรรมพื้นที่สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

วช. และ จ.ระนอง ร่วมนำโดรนแปรอักษรเสริมการท่องเที่ยวในเทศกาลส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม “งานอาบน้ำแร่แลระนอง ปี 2569“ นำวัฒนธรรมพื้นที่สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจังหวัดระนอง จัดพิธีเปิดการแสดงโดรนแปรอักษรเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ในงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ให้การต้อนรับ พร้อมด้วย นางลักขณา รักศิลป์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดระนอง, นางสาวปาริชาต ชูดำ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระนอง,นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ,ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ,ภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมงาน ณ ลานอนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) จังหวัดระนอง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) กล่าวว่า การแสดงโดรนแปรอักษรในงานอาบน้ำแร่แลระนอง ประจำปี 2569 ณ จังหวัดระนอง เป็นส่วนหนึ่งของการ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม เสริมการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการแสดงโดรนในครั้งนี้ เป็นการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาผสานกับการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนออัตลักษณ์และเสน่ห์ของจังหวัดระนองผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวในงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 ที่ผสานเทคโนโลยีกับวัฒนธรรมและพื้นที่อย่างลงตัว อันจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในระดับประเทศและนานา ชาติ พร้อมชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันให้เกิดกิจกรรมในครั้งนี้

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า จังหวัดระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม โดยเฉพาะงาน “อาบน้ำแร่แลระนอง” ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดระนอง การได้รับการสนับสนุนจาก (วช.) ในการนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในการแสดงครั้งนี้ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของงานให้มีความทันสมัยและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแสดงโดรนแปรอักษรในครั้งนี้ ได้มีการออกแบบลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ จ. ระนอง ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชม และแสดงถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ

ถัดมาเป็นการแสดงโดรนแปรอักษร ถ่ายทอดสัญลักษณ์สำคัญของจังหวัดระนอง อาทิ ภาพตราพระนามาภิไธยย่อ ส.ก. ตราประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภาพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภาพคอซู้เจียง เจ้าเมืองระนอง ภาพบ่อน้ำพุร้อน ภาพภูเขาหญ้า ภาพหอนาฬิกา ภาพปูเจ้าฟ้า ภาพรถสองแถวไม้เอกลักษณ์ของท้องถิ่น และภาพโลโก้ อว.&วช. ที่ถูกออกแบบอย่างวิจิตรด้วยแสงสี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้เข้าชม พร้อมทั้งสื่อถึงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดระนองได้อย่างโดดเด่น

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน