สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

สศก. ร่วมเวทีนโยบายเกษตรภายใต้กรอบ OECD ณ อินโดนีเซีย นำเสนอแนวทางรับมือ Climate Change หนุนไทยเดินหน้าสู่ Technical Review ปี 2569

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของประเทศไทยในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ว่า ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ในปี 2569 ภายหลังนายกรัฐมนตรีได้ส่งมอบบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum : IM) ของประเทศไทย ให้แก่รองเลขาธิการ OECD อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนที่ 5 ของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดย (สศก.) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee for Agriculture : COAG) ภายใต้ OECD ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8–10 เมษายน 2569 เลขาธิการ (สศก.) ได้มอบหมาย ดร.กาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการ (สศก.) ในฐานะ Head of Mission ภายใต้คณะกรรมการด้านการ เกษตร (COAG) ของ OECD ให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรและเข้าร่วมการประชุม Agricultural Policy in Southeast Asia ภายใต้กรอบ OECD ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งจัดโดย The Agricultural Incentives Consortium เครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 5 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) สถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างอเมริกา (IDB) และ OECD เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และแนวทางนวัตกรรมในการติดตามและประเมินนโยบายภาคเกษตร ตลอดจนหารือเกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายด้านนโยบายภาคเกษตรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในการประชุมดังกล่าว ฝ่ายไทยได้ร่วมอภิปรายในประเด็นแนวทางเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนำเสนอภาพรวมเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตร มาตรการและแนวทางที่ภาครัฐนำมาใช้ในการบริหารจัดการปัญหา รวมถึงผลสัมฤทธิ์และผลตอบรับที่เกิดขึ้น ตลอดจนความท้าทายและความต้องการการสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับ มือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในฐานะประเทศผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Accession Candidate Country) และเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับผู้เชี่ยวชาญและองค์กรระหว่างประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรของไทยในระยะต่อไป

สำหรับการดำเนินงานของ สศก. ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีคำสั่งที่ 681/2568 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานการดำเนินการของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายใต้คณะกรรมการด้านการเกษตร (COAG) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การขับเคลื่อนการดำเนินการของไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมา สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมภายใต้กรอบ COAG ของ OECD มากกว่า 25 การประชุม ในช่วงปี 2567–2568 ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ นโยบายการเกษตรและตลาด การวัดรอยเท้าคาร์บอน ความมั่นคงทางอาหาร ปัญหาการสูญเสียอาหารและขยะอาหาร ตลอดจนประเด็นด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

เลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการปรับมาตรฐานเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร การเข้าถึงฐานข้อมูลเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ ตลอดจนการได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลือทางวิชาการจาก OECD อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นภาคีตราสารทางกฎหมายบางฉบับอาจส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นในบางสาขา แต่ประเทศไทยยังสามารถจัดทำข้อสงวนในบางกิจการ รวมถึงเจรจาขอจัดทำข้อสงวนอื่นๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างจัดทำแผนยุทธศาสตร์การสื่อสารการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการสร้างความตระหนักรู้ แก่ภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่องต่อไป


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงข่าว จัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย

กลุ่มหนัดกินผัก แถลงข่าว จัดงาน “Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026” ปักหมุด 13-14 มิ.ย.นี้ ที่ช่างชุ่ย เปิดเวทียกระดับมาตรฐานกัญชาไทย

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ที่ช่างชุ่ย Creative Park : กลุ่มหนัดกินผักแถลงข่าวการจัดงาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand เตรียมจัดงานใหญ่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park เปิดพื้นที่กลางของวงการกัญชาไทย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ครบทุกมิติ ชูแนวคิด “คุณภาพดอก” สู่มาตรฐานสากล

นายณัฐวัฒน์ อรรถสวัสดิ์ หรือ “จานนัท” ผู้ก่อตั้งเทศกาล “หนัดกินผัก” กล่าวว่า งาน Nudkinpuk Flower Competition 2nd 2026 Presented by Athena Thailand ก่อตั้งเป็นปีที่ 6 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ ช่างชุ่ย Creative Park กรุงเทพ มหานคร โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “พื้นที่กลาง” ของวงการกัญชาไทย เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และยกระดับความเข้าใจเรื่อง “คุณภาพของดอก” ในทุกมิติ

การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นการผลักดันมาตรฐานคุณภาพดอกกัญชาให้ครอบคลุมมากกว่าความแรง ทั้งในด้านกลิ่น (terpene) รสชาติ มาตรฐานการปลูก และการใช้งานในบริบทต่างๆ พร้อมสร้างการรับรู้ต่ออาชีพ “นักปลูกกัญชา” (cultivator) ในฐานะอาชีพที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์เฉพาะทาง

ภายในงานแถลงข่าวมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ เวิร์กช็อป “TASTE. TERP. TRUTH.” ที่จะพาผู้เข้าร่วมเรียนรู้มาตรฐานการประกวดดอก สนับสนุนการประกวดดอกมาตรฐาน โดย GUNKUL SMART FARMING ในระดับสากล ผ่านการทดลองชิม วิเคราะห์ terpene และจำลองกระบวนการให้คะแนนจริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านการปลูก พันธุกรรม และเทคโนโลยีการบ่ม ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึก

โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญได้แก่

  • เค — DrHighThai นักปลูกกว่า 20 ปี จาก Hydro สู่ Living Soil และ Organic
  • มองคุณภาพผ่านสายพันธุ์ ระบบปลูก และรายละเอียดของดอกในทุกขั้นตอน
  • ชิน — Eclipse Genetics ทำงานด้าน genetics และการคัดเลือก phenotype เพื่อหาคาแรกเตอร์ของดอก มองสายพันธุ์เป็นจุดตั้งต้นของคุณภาพและความแตกต่าง
  • หนุ่ย — Hightable Bangkok เชื่อมกัญชากับอาหารและประสบการณ์บนโต๊ะ มองดอกเป็นผลงานที่สะท้อนตัวตนของผู้ปลูก
  • คริส — Terploc / Grove Bags นักชิมและผู้พัฒนาเทคโนโลยีการบ่มเน้นการรักษา terpene และอ่านคุณภาพผ่านกลิ่น รส และความสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีเวที Open Forum “เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง พื้นที่แห่งความเห็นที่ไม่จำเป็นต้องตรงกัน” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากตัวแทนภาควิชาการ การแพทย์ เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยวิทยากรที่มีความรู้ตรง ประกอบด้วย อาจารย์อ๊อด — นักเคมี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสกัด, นายแพทย์สมยศ — แพทย์แผนไทย, คิตตี้ ช่อผกา — ตัวแทนเขียนอนาคตกัญชาไทย, เสก บุญเติม — ตัวแทนเกษตรกร, พอล ไทย สติ๊ค — ตัวแทนผู้ประกอบการฟาร์ม ดำเนินรายการโดย: Melody Sativa โดยมีประเด็นเสวนา ที่น่าสนใจ คือ

  • แนวโน้มกัญชาหลัง “กัญชาทางการแพทย์”
  • เส้นแบ่งระหว่างการใช้ทั่วไปและการรักษา
  • โครงสร้างและการเข้าถึง
  • บทบาทของแต่ละภาคส่วนในอนาคต

เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางของกัญชาไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้งแนวโน้มกัญชาหลังยุคการแพทย์ เส้นแบ่งการใช้งาน และโครงสร้างการเข้าถึงในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภายในงานยังผสานกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมและดนตรี เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของวงการกัญชาไทยในมิติร่วมสมัย และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมงานช่วงท้ายของวัน งานจะเปลี่ยนจากบทสนทนาสู่การเฉลิมฉลองวัฒนธรรม 4/20 พร้อมดนตรี sound system โดย
MUANGAEK SOUNDSYSTEM — กลุ่ม DJ และ selector ที่ขับเคลื่อนวัฒนธรรม reggae sound system ในไทย
6V6T6rrr (Avatar) — ศิลปิน Modular Synthesizer

การเสวนาเรื่อง “กัญชาทางการแพทย์” กลายเป็นเวทีสะท้อนความเห็นที่แตกต่างจากทั้งนักวิชาการและผู้ประกอบการ ท่ามกลางบริบทประเทศไทยปี 2569 ที่นโยบายกัญชายังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และเต็มไปด้วยข้อถกเถียงทั้งในเชิงนิยาม การใช้งาน และผลกระทบเชิงโครงสร้าง

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความหมายของคำว่า “กัญชาทางการแพทย์” ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันอย่างชัดเจน อาจารย์อ๊อดมองว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสอดคล้องกับระบบสาธารณสุขในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่พี่เพาเห็นว่า คำนี้มีนัยสำคัญในเชิงการสื่อสาร ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม และทำให้กัญชาถูกมองว่าอยู่ภายใต้ระบบที่มีมาตรฐานและการควบคุม

อย่างไรก็ตาม อาจารย์สมยศตั้งข้อสังเกตในอีกมุมว่า การจำกัดกัญชาไว้เฉพาะทางการแพทย์ อาจไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ในเชิงสันทนาการ พร้อมชี้ว่าแนวทางนโยบายดังกล่าวอาจมีปัจจัยทางการเมืองและผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

แม้จะมีความเห็นที่หลากหลาย แต่เวทีเสวนาเห็นตรงกันว่า เมื่อกัญชาถูกกำหนดให้อยู่ในกรอบทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งผู้บริโภคที่ต้องเข้าใจกฎหมายใหม่ ผู้ประกอบการที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิต และภาครัฐที่ต้องทำความเข้าใจและบังคับใช้กฎระเบียบอย่างถูกต้อง ในมิติทางธุรกิจ ผู้ประกอบการมองว่าการยกระดับกัญชาเข้าสู่มาตรฐานทางการแพทย์ จะเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด โดยเฉพาะการส่งออก เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ แม้ภายในประเทศยังมีข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการใช้

ด้านคุณคิตตี้สรุปว่า ทิศทางของกัญชาในประเทศไทยยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างอำนาจที่ประชาชนมีข้อจำกัดในการกำหนด ดังนั้น การปรับตัวให้สอดรับกับนโยบายจึงเป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อความอยู่รอดของทั้งผู้ประกอบการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระยะยาว

งานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจาก
Presented by : Athena Thailand
สนับสนุนหลัก : MT Grow Fertilizer
สนับสนุนการจัดงาน
Kondee420’s, OGKRATOM, Stealth Garden Thailand, Nirvana Community, High Canna Farm, Thai Stick Co., Ltd., Arunsweed, ช่างชุ่ย ครีเอทีฟ พาร์ค

Partner
Drk.Highthai, Terploc Thailand, Hightable Bangkok, Eclipse Genetic, Catss Lab, Blvcksmith, เนื้อไทยไดอารี่, KD Genetic, Livity420, Arunsweed, Dudesomboon, Yellow Reccord
รวมถึงเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมจำนวนมาก สะท้อนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันกัญชาไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐานและยั่งยืนในระดับสากล


สุรเชษ ศิลานนท์ รายงาน

พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม “ผบ.นทพ.” เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการ “จัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2569

พลเอกศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปี 2569

วันที่ 20 เมษายน 2569 กองบัญชาการทหารพัฒนา (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา) โดย สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา : พลเอก ศราวุธ จันทร์พุ่ม ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมโครงการจัดชุมนุมเยาวชนสัมพันธ์ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พลตรี ณรงค์ชัย ไชยชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ให้การต้อนรับ

การฝึกอบรมครั้งนี้มีเยาวชนจากสำนักพัฒนาภาค 1–5 ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา จำนวน 120 คน อายุระหว่าง 16–18 ปี เข้าร่วมกิจกรรม การฝึกอบรมมุ่งส่งเสริมความรู้และประสบการณ์ ปลูกจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรม ปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา และการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งเสริมสร้างความเป็นจิตอาสา การรักษาขนบธรรม เนียมประเพณีไทย ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนเป็นผู้นำท้องถิ่นและร่วมพัฒนาประเทศต่อไป

ในการนี้ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้กล่าวแสดงความยินดี พร้อมน้นย้ำให้เยาวชนผู้เข้ารับการอบรมเก็บเกี่ยวประโยชน์ ความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง และร่วมเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ณ ห้องอบรม สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“บิ๊กอ้อ” พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ถ่ายทอดวิชาพูดกับประชาชน-ประสบการณ์รับราชการ ปั้นนักสืบรุ่นใหม่ 318 นาย

“บิ๊กอ้อ” พล.ต.อ.อัคราเดชฯ ถ่ายทอดวิชาพูดกับประชาชน-ประสบการณ์รับราชการ ปั้นนักสืบรุ่นใหม่ 318 นาย

วันที่ 20 เม.ย.2569 เวลา 13.00-16.30 น. : พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษา ตร. ได้รับเกียรติให้มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ วิชาศิลปะการพูดกับประชาชน และ ประสบ การณ์ในการรับราชการ ให้แก่หลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นที่ 15 (นักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 79) จำนวน 281 นาย และหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีอาญารุ่นพิเศษ รุ่นที่ 12 จำนวน 37 นาย ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 2 สถาบันส่งสำนักงานสอบสวน ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ

พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ

วันเสาร์ที่ 25เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ณ วัดใหม่สุปดิษฐาราม อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พิธีบวงสรวง วันสวรรคตพระนเรศวรมหาราช ตรงกับวันที่ 25 เมษายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชผู้ทรงกอบกู้ประเทศชาติ ให้พวกเราได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็นสุข จนถึงทุกวันนี้ จึงได้จัดให้มีการบวงสรวงและวางพวงมาลา เพื่อน้อมรำลึกถึงบุญคุณของพระมหากษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่และกล้าหาญที่พระองค์ ได้กอบกู้อิสรภาพของประเทศไทย ให้เป็นปึกแผ่นจนทำให้ประเทศชาติไทยมีความมั่นคงจนถึงทุกวันนี้

“พิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569 พระครูปฐมชยาภิวัฒน์ เจ้าคณะตำบลบางกระเบา เจ้าอาวาสวัดใหม่สุปดิษฐาราม

นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอนครชัยศรี ประธานในพิธีเปิดงานประจำปี ประเพณีสงกรานต์” พระสีวลีองค์ใหญ่ วัดใหม่สุปดิษฐาราม ประจำปี 2569

พร้อมด้วย พ.ต.อ.เลอศักดิ์ ตุมรสุนทร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี, นายปราโมทย์ มลคล้ำ สาธารณสุขอำเภอนครชัยศรี, นางนฤมล โพธิ์ทองนาค ปลัดอำเภอนครชัยศรี, นายวินัย วงษ์สวรรค์ นายกอบต.นครชัยศรี, นายสมศักดิ์ เอี่ยมพิมพันธุ์ นายกเทศมนตรีตำบลขุนแก้ว และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมพิธี


สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว นครปฐม

นึกว่าตำรวจลืมไปแล้ว หนีคดีฆ่า 11 ปี หลังก่อเหตุรุมสังหารหนุ่มนักธุรกิจทายาท “หนำไพรวัลย์”

นครศรีธรรมราช – นึกว่าตำรวจลืมไปแล้วหนีคดีฆ่า 11 ปีหลังก่อเหตุรุมสังหารหนุ่มนักธุรกิจทายาท “หนำไพรวัลย์”

เมื่อ 25 เมษายน 2569 เป็นภาพเหตุการณ์ขณะที่ พันตำรวจโทวิฑูรย์ รักษาวงศ์ สารวัตรสืบ สวน กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยชุดสืบสวนเข้าจับกุมนายกิตติ หรือหวี ปานเดโช หรือที่รู้จักในชื่อ “หวีสวนจันทร์” หนึ่งในแก็งส์นักเลงชื่อดังเมื่อ 11 ปีก่อน มีอายุในปัจจุบัน 40 ปี ขณะก่อเหตุอายุ 28 ปี หลังจากเฝ้าติดตามจนพบตัวอยู่บนถนนในชุมชนบ้านสวนจันทร์ หมู่ 5 ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช

สำหรับนายกิตติ หรือหวี ได้ร่วมกับเพื่อนรวม 4 คน เมื่อ 12 มกราคม 2558 ก่อเหตุร่วมกันฆ่า นายธีศิษฎ์ ถาวระ อายุ 27 ปี (ในขณะนั้น) หนุ่มนักเรียนนอกหลังจากเรียนจบได้กลับมาช่วยนางอำไพ ถาวระ บริการกิจการรีสอร์ทหนำไพรวัลย์ ซึ่งเป็นรีสอร์ทสายธรรมชาติ ใน ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช และครอบครัวได้ขยายกิจการไปยังจังหวัดสตูล เพื่อให้นายธีศิษฎ์ไปทำกิจการต่อแต่ปรากฎว่าถูกนายกิตติ หรือหวี พร้อมเพื่อนร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนอย่างน้อย 3 กระบอก ยิงจนเสียชีวิตมีบาดแผลมากถึง 15 จุด เหตุเกิดในตลาดคูขวาง เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ส่วนเพื่อนร่วมแก็งส์ได้ถูกจับหลังเกิดเหตุไม่นานคือ นายสิทธิพร หรือโบตัส ขาวสุก อายุ 34 ปี หัวโจกของแก๊ง นายชัยวิชิต หรือแน็ต แสงสง่า อายุ 20 ปี นายเฉลิมพร หรือแนน แสงสง่า อายุ 25 ปี (อายุในขณะนั้น)

ปัจจุบันทั้ง 3 รายแรกถูกจองจำอยู่ในเรือนจำใกล้พ้นโทษเต็มที ส่วนนายกิตติ หรือหวีสวนจันทร์ หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ป่าเขาเขตอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งพบว่านายกิตติ ได้ย้อนกลับมาอาศัยที่บ้านหลังหนีไปถึง 11 ปี ตำรวจชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตามจนพบว่านายกิตติหรือหวีเดินเตร็ดเตร่อยู่บนถนนในซอยบ้านสวนจังจึงแสดงตัวเข้าจับกุมแต่นายกิตติหลบหนีตำรวจได้กวดจับคุมตัวไว้ได้ ตำรวจต้องให้ดื่มน้ำก่อนลมจับ

อย่างไรก็ตามนายกิตติ ระบุว่าได้หลบหนีอยู่ในป่าประกอบอาชีพกรีดยางโดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือติดต่อใครเลย จนกระทั่งมั่นใจว่าเรื่องน่าจะเงียบไปแล้วเพราะผ่านไปถึง 11 ปี ตำรวจน่าจะลืมไปแล้วหรือไม่สนใจคดีแล้ว จึงตัดสินใจกลับบ้านมาได้เพียงไม่กี่วันคิดไม่ถึงว่าตำรวจจะตามมาจับได้อีก ขณะที่ตำรวจได้อ่านหมายจับ ที่ 14/2558 ลงวันที่ 14 มกราคม 2558 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด “ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควร” นายกิตติรับว่าเป็นคนเดียวกันและรับสารภาพ จึงถูกคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ดำเนินคดี ซึ่งเป็นการปิดจบคดีผู้ต้องรายนี้เป็นคนสุดท้ายที่ร่วมก่อเหตุหลบหนีมาได้ถึง 11 ปี แต่ตำรวจยังไม่ลืม.


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

รองแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2569 พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทน แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ณ สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้น 2 มรพส. (ส่วนทะเลแก้ว) ตำบลพลายชุม พล อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลตรี วิษณุ วิจิตรพงษา ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก ทรงสิทธิ์ รอดสการ นายหทารกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงาน และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมฯ

จังหวัดพิษณุโลก โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วน จัดกิจกรรม “พบปะเสวนายามเย็น จังหวัดพิษณุโลก” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการทำงานแบบบูรณาการ เปิดพื้นที่ให้หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหารือข้อราชการร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในกิจกรรม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ อาคารหอสมุดอิ เล็กทรอนิกส์ (PSRU e-Library) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วนทะเลแก้ว

โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชุมพล เสมาขันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสง คราม ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น การสร้างองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนจังหวัดพิษณุโลกให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน สร้างความเข้าใจร่วมกันในการดำเนินงาน และเปิดโอกาสให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ทบ. รับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทยฯ สนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัย แจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ

ทบ. รับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทยฯ สนับสนุนภารกิจบรรเทาสาธารณภัย แจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ

วันนี้ (23 เมษายน 2569) เวลา 10.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พลโท บรรยง ทองน่วม รองเสนาธิการทหารบก ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีรับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณกิตติพัฒน์ เพียรธรรม ผู้บริหารสายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนจากธนาคารฯ มอบน้ำดื่ม จำนวน 10,000 ขวด เพื่อสนับสนุนภารกิจการบรรเทาสาธารณภัยของกองทัพบกและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

การรับมอบน้ำดื่มจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนในการดูแลช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทั้งนี้ กองทัพบกโดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบกและหน่วยทหารในพื้นที่พร้อมเข้าช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในทุกสถานการณ์ ควบคู่กับการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงตามนโยบาย “ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส”



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

รองผู้ว่าฯ อุทัยธานี เปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

อุทัยธานี – รองผู้ว่าฯเปิดประชุมร่วมกรมทางหลวง เดินหน้าขยายถนน 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอนอุทัยธานี-ทัพทัน ยกระดับโครงข่ายคมนาคมภูมิภาค

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ.ห้องประชุมรุ่งอรุณ โรงแรมธาราฮิลล์ อ.เมือง จ.อุทัยธานี โดยกรมทางหลวง ได้จัดการประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ สัมมนาครั้งที่ 3 โครงการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบทางหลวง 4 ช่องจราจร บนทางหลวงหมายเลข 3221 ตอน อุทัยธานี-ทัพทัน โดยนายอิทธิพงศ์ ตันมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีเป็นประธานเปิดการประชุม นายนพดล นุ่มน้อย รักษาการวิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กล่าวรายงาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

เพื่อนำเสนอข้อมูลสรุปผลการศึกษาของโครงการทั้งด้านวิศวกรรมรูปแบบการพัฒนาโครง การผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและผลการดำเนินการมีส่วนร่วมของประชาชนและการประชาสัมพันธ์พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อนำมาใช้พิจารณาประกอบการศึกษาออกแบบรายละเอียดถนนโครงการให้มีความเหมาะสมและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้เส้นทางให้มากที่สุด พร้อมกับนำเสนอสรุปผลการศึกษาของโครงการ จุดเริ่มต้นกม.0+000 (แยกแขวงทางการ) ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี และจุดสิ้นสุดโครงการที่กม.15 + 303 (ถนนราชสุภาวดีใกล้กับสำนักงานเทศบาลตำบลทัพทัน) อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1 จังหวัด 3 อำเภอ 8 ตำบล รวมระยะทางประมาณ 15.303 กิโลเมตร เนื่องจากเป็นการพัฒนาแนวทางหลวงหมายเลข 3221 ที่มีอยู่เดิมให้เป็นทางหลวง 4 ช่องจราจรดังกล่าว


ภาวิณี ศรีอนันต์ รายงาน

สันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา

ตำรวจสันติบาล ล็อก 2 หนุ่มปากีสถาน กลางเมืองพัทยา” หลังจากได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ เจอ 2 หนุ่มปากีฯ มีท่าทางส่อพิรุธ กำลังเดินอยู่ในซอยเย็นสบาย ย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง พิกัดพัทยาใต้ จึงแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ ขอตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัว แต่กลับไม่มีให้ดู จึงควบคุมตัวส่ง สภ.เมืองพัทยา ดำเนินคดีไปตามระเบียบ

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 18.30 น. ร.ต.อ.พงศ์ธนิน บำรุงสุขสวัสติ รองสารวัตร กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1(บก.ส.1) พร้อมด้วย จ.ส.ต.อภิวัฒน์ เจริญศรี ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 และ ส.ต.อ.ณัธพงษ์ ทองดาษ ผบ.หมู่ กก.1 บก.ส.1 ได้รับคำสั่งให้ออกสืบสวนหาข่าว ติดตามกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ โดยอยู่ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.อาทิตย์ ซื่อสัตตบงกช ผู้กำกับการ กองกำกับการ1 กองบังคับ การตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1) และ พ.ต.ท.แสวง ประศรีธนสมบัติ สารวัตรกองกำกับการ 1กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1)

ภายหลังรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้ว เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจึงออกตรวจพื้นที่รับผิดชอบ จนมาถึงบริเวณซอยพัทยาสาย 2 ซอย 18 หรือ “ซอยเย็นสบาย” อันเป็นย่านที่พักอาศัยของชาวตะวันออกกลาง ท้องที่หมู่ที่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบชายชาวต่างชาติ 2 คน เดินอยู่ริมถนน ท่าทางมีพิรุธน่าสงสัย เจ้าหน้าที่จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ พร้อมกับแสดงตัวให้ชาวต่างชาติทราบว่าเป็นตำรวจสันติบาล เพื่อขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงใช้แทนหนังสือเดินทาง ปรากฏว่าบุคคลทั้งสองไม่สามารถนำเอกสารใดๆมาแสดงให้เจ้าพนักงานตรวจสอบได้

จากการสอบถาม ทราบชื่อต่อมาว่า นาย YASHWA TARIQ GILL และ นาย RAHIT ASLAM ทั้งสองคนเป็นชาวปากีสถาน และยอมรับว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่พกบัตรหรือเอกสารประจำตัวจริง จึงควบคุมตัวทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าว ไม่มีใบสำคัญประจำตัว ใบสำคัญประจำตัวติดตัวหรือเก็บไว้ในลักษณะ ซึ่งจะแสดงต่อพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจได้เสมอ ในเมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเรียกร้องให้แสดง”


โยธิน พรมแตง รายงาน