ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค คุณปภพ ด่านชัยวิโรจน์ และคุณปพน ด่านชัยวิโรจน์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 ในพิธีเปิดกิจกรรมสัปดาห์วันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร


สุขุม แก้วกุดั่น อยุธยา

ตำรวจเมืองพัทยา ด่วนจี้..จับผู้ต้องหาหลบหนีขณะนำตัวส่งศาลพัทยา ได้รวดเร็ว ทันใจ

ตำรวจเมืองพัทยา ด่วนจี้..จับผู้ต้องหาหลบหนีขณะนำตัว ส่งศาลพัทยา..ได้รวดเร็ว ทันใจ

เมื่อวันที่ 31 ก.ค พ.ศ 2568 เวลา17.00 น. พ.ต.อ เอนก สระทองอยู่ ผกก.เมืองพัทยา พร้อมกำลังกว่า 40 นาย สั่งการปิดล้อป่าด้านหลังศาลจังหวัดพัทยา ถนนทัพพระยา หมู่ 10 ต. หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ต่อมาเจ้าหน้าตำรวจชุดสืบสวนและสายตรวจชุด4 สภ.เมืองพัทยาได้ผนึกกำลังตรวจค้นอย่างละเอียดและได้แจ้งให้ชาวบ้านในละแวกทึ่ตรวจค้นช่วยกันตรวจสอบ เพื่อป้องกันอันตราย ในที่สุดก็ได้พบผู้ต้องหาคนดังกล่าว นอนซุกตัวในกองขยะในป่ากล่าวจึงทำการจับกุมตัวได้ โดยใช้เวลาไม่นาน

ตรวจสอบทราบชื่อ คือนายธนภัทร อายุ 21 ปี ผู้ต้องหาคดีลักทรัพย์ จาก สภ.บ่อวิน จ.ชลบุรี
เป็นบุคคลเดียวกันที่หลบหนีในระหว่างนำตัวส่งศาลจังหวัดพัทยา จึงนำตัวส่งสภ.เมืองพัทยาเพื่อดำเนินคดีต่อไป ต้องขอชื่นชมเจ้าหน้าที่สภ.เมืองพัทยา ที่จับกุมผู้ต้องหาได้ในเวลาอันรวดเร็ว


ภาพข่าว
นายโยธิน พรมแตง
ศูนย์ข่าวภาคตะออก รายงาน

ตม.นครพนม ร่วมกับ พม.นครพนม ช่วยเหลือเด็กลาว กลับสู่อกแม่ สปป.ลาว

ตม.นครพนม ร่วมกับ พม.นครพนม ช่วยเหลือเด็กลาว กลับสู่อกแม่ สปป.ลาว

วันที่ 31 ก.ค.2568 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครพนม โดย นายหัสพระชัย ภูวงค์ หัวหน้าบ้านพักเด็กฯ ได้ขอความร่วมมือมายังตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม ให้การช่วยเหลือเด็กที่ได้รับการสงเคราะห์และคุ้มครอง จำนวน 2 ราย เด็กชายอายุประมาณ 8 ปี และเด็กหญิงอายุประมาณ 5 ปี ซึ่งทางคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดนครพนม โดยมีนางสาวอาภา รัตนพิทักษ์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครพนม เป็นประธาน พร้อมด้วยทีมสหวิชาชีพ ได้ร่วมกันพิจารณานำเด็กทั้ง 2 ราย ที่ได้รับการช่วยเหลือจากการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม และไม่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็นเข้าสู่กระบวนการสงเคราะห์และคุ้มครอง จนสืบเสาะหาพบว่าเด็กทั้ง 2 ราย มี มารดาเป็นชาวลาว

การประสานงานครั้งนี้ พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนคร พนม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนครพนม ให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมือง เพื่อพาเด็กทั้ง 2 ราย กลับสู่ประเทศภูมิลำเนา สปป.ลาว อย่างปลอดภัย ทางคณะกรรมการฯ ได้ประเมินแล้วว่าทางมารดามีศักยภาพในการเลี้ยงดูเด็กทั้ง 2 ราย จึงได้พิจารณาส่งตัวเด็กกลับไปสู่การดูแลของผู้เป็นมารดาชาวลาว เพื่อจะได้กลับ สปป. ลาว ดำเนินการด้านเอกสารสิทธิทางพลเมืองของ สปป.ลาว ต่อไป


ฟร้องข่าวด่วน นครพนม
เทพข่าวร้อน รายงาน

จนมุมเพราะสากกะเบือ สืบจากเศษกระจกที่ปลายสาก พบเป็นชนิดเดียวกับมิเตอร์ไฟฟ้า เมายาไล่ทุบพัง 23 ลูก

จนมุมเพราะสากกะเบือ สืบจากเศษกระจกที่ปลายสาก พบเป็นชนิดเดียวกับมิเตอร์ไฟฟ้า เมายาไล่ทุบพัง 23 ลูก

วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. ที่หน้าสถานีตำรวจภูธรวังยาง จังหวัดนครพนม นางสาวภิรมย์ ก้อนแพง นายอำเภอวังยาง, พ.ต.อ.คุรุพงษ์ แก้วสะอาด ผกก.สภ.วังยาง, นายรัฐศาสตร์ หาบสา ปลัดอาวุโส, นายพิษณุ ศักดิ์ศรีบุญดี ผู้จัดการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.วังยาง, นายดวง คนมีศิลป์ นายก อบต.โคกสี และ นายสมยศ เชื้อมุงคุณ กำนัน ต.โคกสี พร้อมด้วยตำรวจสายสืบ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3,6,7 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 1 รายคดีลักทรัพย์ และทุบมิเตอร์ไฟฟ้าเขต ต.โคกสี รวม 3 หมู่บ้าน

สืบเนื่องช่วงระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน 68 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 68 ชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองบัว หมู่ 3 บ้านโนนฮัง หมู่ 6 และ บ้านหนองผักแว่น หมู่ 7 ต.โคกสี มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนลักลอบทุบมิเตอร์ไฟฟ้าถึง 23 จุด นายพิษณุ ศักดิ์ศรีบุญดี ผจก.การไฟฟ้าฯ อ.วังยาง ตัวแทนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในฐานะผู้เสียหาย ได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.นรากรณ์ ภูสีฤทธิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.วังยาง ไว้เป็นหลักฐาน

ต่อมาตำรวจสายตรวจ ร่วมกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้ตั้งจุดตรวจ จุดสุ่ม การลักลอบก่อเหตุของไอ้โม่งรายนี้ ขณะเดียวกันตำรวจสายสืบก็ลงพื้นที่ ตรวจสอบบุคคลต้องสงสัย ที่เคยมีประวัติอาชญากร เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆมาประกอบคดี เพื่อติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีโดยเร็ว กระทั่ง พบบุคคลต้องสงสัยเป็นชาวบ้านโนนฮัง หมู่ 6 ต.โคกสี ชื่อนายเฉลิม (สงวนนามสกุล) หรือกล อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นลูกผู้มีอันจะกินคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่ทำตัวเหลวแหลก เรียนหนังสือระดับ ปวส.แต่ไม่จบ เพราะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนมีประวัติอาชญากรรมยาวเป็นหางว่าว

ในวันต่อมามีชาวบ้านรายหนึ่ง เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ว่า มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน งัดสายยูเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในบ้านหายไปหลายรายการ สงสัยว่าน่าจะเป็นนายกลที่แอบมาย่องๆมองๆบริเวณบ้านบ่อยครั้ง วันที่ 13 กรกฎาคม 68 ตำรวจจึงขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนครพนม ไปยังบ้านหลังดังกล่าว พบว่านายกลผู้ต้องสงสัย ไม่ได้เข้าไปนอนที่บ้านหลังใหญ่ พ่อแม่ได้ปลูกบ้านหลังเล็กให้อยู่คนเดียว ภายในห้องพบอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหลายชนิด ที่สำคัญเจอสากกะเบือ 1 อัน ตรงปลายคล้ายมีร่องรอยให้ทุบสิ่งของ โดยมีเศษกระจกแตกติดอยู่ จึงส่งตรวจที่กองพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมนำตัวนายกลไปสอบสวนที่โรงพัก ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธอ้างไม่รู้ไม่เห็นการงัดบ้าน และทุบหม้อมิเตอร์ไฟฟ้า หลังสอบสวนเจ้าหน้าต้องปล่อยตัวกลับไป เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัว
กระทั่งวันที่ 29 กรกฎาคม 68 ผลตรวจเศษกระจกที่ติดปลายสากกะเบือ พิสูจน์หลักฐานพบว่าเศษวัสดุใสคล้ายกระจก เป็นชนิดเดียวกับกระจกที่หุ้มมิเตอร์ไฟฟ้า จึงนำกำลังไปควบคุมตัวนายกล ครั้งนี้จำนนด้วยหลักฐาน คำสารภาพก็พรั่งพรูออกจากปากนายกล ยอมรับว่าเป็นไอ้โม่งที่ตระเวนทุบมิเตอร์ไฟฟ้าตามเสาไฟเสียหายรวม 23 ลูก และเป็นคนเดียวที่งัดสายยูไปขโมยทรัพย์สินชาวบ้านจริง เมื่อนำตัวไปตรวจฉี่พบเป็นสีม่วง เพราะเพิ่งเสพยาบ้ามาหมาดๆ

นายกลผู้ต้องหาเล่าว่า แรงจูงใจที่ตระเวนทุบหม้อมิเตอร์ เพราะเคยไปทำงานเป็นช่างเดินสายไฟในอาคารกับผู้รับเหมาที่กรุงเทพฯ แต่ถูกโกงค่าแรงจึงกลับบ้านเก็บความคับแค้นใจไว้ตลอดเวลา ทุกครั้งที่เสพยาจะขับรถจักรยานยนต์ ใช้หนังสติ๊กยิงระบายอารมณ์ที่มิเตอร์ไฟฟ้าจนกระจกแตก รวมถึงใช้สากกระเบือไล่ทุบตามเสาไฟฟ้ารวม 3 หมู่บ้าน

พ.ต.อ.คุรุพงษ์ แก้วสะอาด ผกก.สภ.วังยาง เปิดเผยว่า การสืบสวนสอบสวนเริ่มแกะรอยจากมีผู้มาแจ้งว่า ขโมยงัดประตูบ้านเข้าไปลักทรัพย์ ก่อนจะไปค้นบ้านผู้ต้องหาได้หลักฐานมาประกอบคดี โดยเฉพาะสากกะเบือ มีเศษกระจกหม้อแปลงไฟติดอยู่ ผู้ต้องหาจึงจนมุมด้วยสากกะเบือ เคสนี้ถือว่าปิดคดีลงได้พร้อมกัน 2 คดี โดยคดีทุบมิเตอร์ไฟฟ้าต่างกรรรมต่างวาระ คาดผู้ต้องหาจะโดนพิพากษาจำคุกหลายปี

สากกะเบือ #การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค #มิเตอร์ไฟฟ้า #สายยู #ยาเสพติด #ยาบ้า #อาชญากร


ฟร้องข่าวนครพนม เทพข่าวร้อน รายงาน

ปิดเกมส์ “เขียว ท่าขนาน” นักค้ารายสำคัญ ส่งยาอย่างชิล ตามยึดทองบ้านรถอู้ฟู่

นครศรีธรรมราช – ปิดเกมส์ “เขียว ท่าขนาน” นักค้ารายสำคัญส่งยาอย่างชิลตามยึดทองบ้านรถอู้ฟู่

เมื่อกลางดึกของวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ขณะที่พันตำรวจโทเกียรติชัย มีสุข รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.หัวไทร นครศรีธรรมราช พร้อมกำลังชุดสืบสวนได้ติดตามไล่ล่ารถยนต์เก๋งสีเทาทะเบียน กธ-80170 นครสวรรค์ หลังจากที่สกัดได้บริเวณถนนสายนครศรีธรรมราช-สงขลา เส้นเลียบทะเล หมู่ 4 ตำบลทรายขาว อำเภอหัวไทร ซึ่งมีผู้ขับขี่คือนายอรุณศักดิ์ หรือบ่าว หรือเขียว ชัยสุวรรณ์ อายุ 33 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ “เขียว ท่าขนาน” นักค้ารายสำคัญที่ตำรวจติดตามตามตัวและรอดพ้นการจับกุมมาหลายครั้ง ส่วนผู้ที่โดยสารมาด้วยคือ นาง สาวบุษบง หรือบี ซุ่นคง อายุ 33 ปี แฟนสาวนั่งมาด้านหน้า

ตำรวจได้คุมตัวและสอบข้อมูลการส่งยาเสพติด ปรากฏว่านายอรุณศักดิ์หรือเขียว ท่าขนาน ทำทีไม่รู้เรื่อง แต่ตำรวจได้ไล่สืบสวนจนแน่ชัดว่านายอรุณศักดิ์ ได้รับยาเสพติดล็อตใหญ่มาจากผู้ค้าส่งรายหนึ่งในต่างอำเภอและกำลังนำยาบ้าชุดนี้ไปขายต่อในอำเภอหัวไทร เจ้าหน้า ที่จึงใช้อำนาจเจ้าพนักงาน ปปส.เข้าตรวจค้นรถโดยละเอียดพบยาบ้าจำนวน 5 มัด รวม 2 หมื่นเม็ด ซุกอยู่ในหม้อกรองอากาศของรถยนต์คันนี้ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึด จึงถูกแจ้งข้อหาร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

หลังจากนั้นตำรวจชุดจับกุมได้อาศัยอำนาจเจ้าพนักงาน ปปส.เข้าติดตามค้นบ้านของผู้ต้อง หาได้ทำการยึดทองรูปพรรณรวม 15 บาท บ้าน 1 หลัง รถยนต์ 2 คัน รวมมูลค่าหลายล้านบาท ตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ส่วนผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ถูกคุมตัวขยายผลสู่เครือข่าย จากนั้นได้นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.หัวไทร ดำเนินคดีแล้ว


ธีรศักดิ์ อักษรกูล รายงาน

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เดินทางศึกษาดูงาน ณ จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 30 กค.-1 สค. 2568

กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เดินทางศึกษาดูงาน ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันพุธที่ 30 กรกฎาคม ถึงวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 15.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสน เทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา และคณะอนุกรรมาธิการ นำโดย นายนพดล พริ้งสกุล รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง และในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษากฎหมายด้านการสื่อสาร การโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนายชิบ จิตนิยม โฆษกคณะกรรมาธิการและในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการคนที่สอง อนุกรรมาธิการ เดินทางไปประชุมหารือ ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลเกาะเต่า เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการรับ – ส่ง สัญ ญาณโครงข่ายโทรคมนาคมในพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง ปัญหาอุปสรรค และแนว ทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยมี นายอภิชาต มีเพียร นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ แก่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน), บริษัท บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์ วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 นาฬิกา คณะเดินทางแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังข้อมูลแลในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาการรับ – ส่งสัญญาณ โดยมี นายโกมินทร์ อิ่มเอิบ นายกเทศมนตรีและคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 นาฬิกา คณะเดินทางเข้าร่วมประชุมการชี้แจงการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านการทดลองออกอากาศไปสู่การอนุญาตประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง ณ ห้องบรรจงแกรนด์บอลรูม 1 โรงแรมบรรจงบุรี จังหวัดสุราษฎร์ ธานี จัดโดยสำนักงาน กสทช. โดยมีการชี้แจงการดำเนินการตามประกาศและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานคลื่นความถี่และการกำกับดูแลของ กสทช.

หลังจากนั้นเวลา 13.30 นาฬิกา คณะเดินทางหารือกับผู้บริหารศูนย์วิศวกรรมไทยพีบีเอส สถานีสุราษฎร์ธานี ในกรณีคุณภาพการส่งสัญญาณและการให้บริการของโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดิน ณ ห้องประชุมของศูนย์วิศวกรรมไทยพีบีเอส สถานีสุราษฎร์ธานี โดยมี นายชูเกียรติ สมภักดี หัวหน้าส่วนงานวิศวกรรมไทยพีบีเอสสุราษฎร์ธานี และคณะให้ การต้อนรับ และเยี่ยมชมสถานีส่งสัญญาณ

คณะกรรมาธิการได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าวตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ วุฒิสภา


รถไฟฟ้า 20 บาท เริ่ม 1 ต.ค.ดีลเอกชนลงตัวหรือยัง?

รัฐบาลประกาศชัดเจนว่า “1 ตุลาคมนี้” จะเริ่มใช้นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทุกสาย ทุกสี” เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบราง ซึ่งประหยัดทั้งเวลา เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์เมืองใหญ่

นโยบายนี้สะท้อนเจตนาดีของรัฐบาล แต่คำถามสำคัญคือ..รัฐพร้อมแค่ไหน?

รถไฟฟ้าสายที่รัฐลงทุนเองล้วนๆ อย่าง สายสีแดง และสายสีม่วง ไม่มีปัญหา นโยบายนี้สามารถเดินหน้าได้ทันทีตามที่ได้ทำอยู่แล้ว เพราะไม่ติดสัญญากับเอกชน

แต่รถไฟฟ้าสายอื่นๆ เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู สีเหลือง ล้วนมีเอกชนร่วมทุนผ่านสัญญาสัมปทานที่กำหนด “โครงสร้างค่าโดยสาร” ไว้อย่างชัดเจน

หากรัฐต้องการปรับค่าโดยสารเป็น 20 บาท คำถามใหญ่จึงอยู่ที่…รัฐจะชดเชยรายได้ที่หายไปให้เอกชนอย่างไร? และที่สำคัญ จะเจรจาตกลง และแก้ไขสัญญาสัมปทานให้เสร็จทันก่อน 1 ตุลาคม ได้หรือไม่?

อย่างน้อยยังมี 5 ปม ที่ต้องเคลียร์

(1) จะใช้รายได้เดิม หรือรายได้ใหม่เป็นฐานชดเชย?หากยึดรายได้เดิม รัฐจ่ายน้อยกว่า แต่ถ้ายึดรายได้ใหม่ (หรือตามปริมาณผู้โดยสารใหม่) รัฐจะต้องจ่ายชดเชยมากกว่า เพราะผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นหลังจากลดค่าโดยสาร

(2) หากเอกชนอ้างว่ามีต้นทุนเพิ่มจากจำนวนผู้โดยสารที่มากขึ้น รัฐจะต้องชดเชยผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นด้วย พูดได้ว่ารัฐจะต้องชดเชยตามปริมาณผู้โดยสารใหม่รัฐควรเจรจาให้ชัดว่า รัฐจะชดเชยเฉพาะ “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” เท่านั้น และหากเอกชนยังได้กำไรจากผู้โดยสารส่วนเพิ่ม…ควรมีเกณฑ์แบ่งรายได้กลับคืนรัฐ

(3) หากในอนาคตมีการปรับขึ้นค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานเดิมการคำนวณเงินชดเชยของรัฐจะต้องปรับตามหรือไม่?

(4) ผู้โดยสารที่ไม่ใช้สิทธิ 20 บาท และนักท่องเที่ยวที่ไม่มีสิทธิจะไม่นับรวมในการคำนวณเงินชดเชย ใช่หรือไม่?

(5) การแก้ไขสัญญาสัมปทานจะเสร็จทันก่อน 1 ตุลาคม หรือไม่?

หากไม่ทัน เอกชนจะยอม “ลดค่าโดยสารก่อน แล้วค่อยแก้ไขทีหลัง” หรือไม่? เขาคงต้องไตร่ตรองว่า “เริ่มก่อน แก้ทีหลัง เสี่ยงหรือไม่”?

หากไม่มีกรอบการเจรจาที่ชัดเจน รัดกุม และโปร่งใส ข้าราชการที่เกี่ยวข้องอาจเสี่ยงถูกฟ้องร้องในภายหลัง กรณีมีผู้ร้องเรียนว่า รัฐชดเชยเงินเกินจริง หรือเอื้อผลประโยชน์แก่เอกชน

ผมดีใจที่ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะลดลงเหลือ 20 บาทตลอดสาย ทุกสาย ทุกสี แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า นโยบายนี้อาจเริ่มแบบ “ไม่พร้อม” แล้วค่อยตามแก้ภายหลัง

ผมอยากให้นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท อยู่ได้จริง ไม่ใช่แค่ปีเดียวแล้วจบ

คุณคิดว่าไง? รัฐจะดีลกับเอกชนพร้อมทั้งแก้ไขสัญญาสัมปทานทันก่อนถึงวันดีเดย์ได้ไหม?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ลูกผู้ชายชื่อ…“ทหารไทย”

เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มันไม่ใช่แค่สัญญาณของการปะทะ แต่เป็นจังหวะที่หัวใจของทหารไทยทุกนายต้องตัดสินใจที่จะยืนหยัดต่อสู้ พร้อมคำมั่นสัญญาว่า “อธิปไตยไทยจะไม่ให้ใครแตะต้อง”…แม้ต้องแลกด้วยชีวิต

เมื่อแผ่นดินต้องเผชิญไฟสงคราม เมื่อชายแดนต้องถูกท้าทายด้วยอาวุธและแรงบีบคั้นจากกัมพูชา ผู้ที่ยืนหยัดอยู่แนวหน้าไม่ใช่ใครอื่น…คือลูกหลานไทยในเครื่องแบบทหาร ผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของตนเองเบื้องหลังความกล้าหาญนั้น คือการจากบ้านโดยแทบไม่มีคำล่ำลา การทิ้งลูกเมียไว้ข้างหลังเพื่อทำหน้าที่ในแนวหน้า

บางนายเพิ่งมีลูกน้อย บางคนเพิ่งแต่งงาน บางคนยังไม่ได้จูบลาลูก บางคนอาจพูดกับตัวเองว่า “พ่ออาจไม่ได้กลับไปบอกลูกว่า ‘พ่อรักลูก’ แต่พ่ออยากให้ลูกภูมิใจว่า ‘พ่อรักแผ่นดินนี้จนยอมตาย’” บางนายเพิ่งโทรกลับบ้านบอก “เดี๋ยววันแม่จะกลับไปกราบแม่ให้ได้นะครับ” แต่ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว

บางคน “ลูกยังไม่ทันเรียกพ่อ…แต่พ่อกลับเลือกจับปืนแทนจับมือลูก” เสียงสะอื้นที่เงียบงันจากครอบครัวของทหารแนวหน้า คือราคาที่ชาติไทยจ่ายด้วยหัวใจของคนกล้า

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม พวกเขากลับเลือกอยู่แนวหน้า เพราะรู้ว่า…ถ้าพวกเขาไม่ยืนตรงนี้ คนไทยอีกหลายล้านคนจะไม่มีวันนอนหลับอย่างปลอดภัย

ทหารไทย…ผู้ไม่เคยร้องขอคำขอบคุณ ไม่หวังคำชม ไม่ต้องการชื่อเสียง สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการ คือเห็นธงไตรรงค์โบกสะบัดอยู่เหนือแผ่นดินโดยไม่มีใครมาลบลู่

ขอสดุดีทหารกล้าผู้เสียสละทุกท่านเพื่อให้คนไทยได้อยู่ใต้ธงชาติอย่างสงบและภาคภูมิ เราจะไม่ลืมพวกเขา ไม่ลืมเลือดที่ซึมลงผืนดิน ไม่ลืมวีรกรรม ไม่ลืมคำมั่นว่า “แผ่นดินไทยนี้ จะไม่มีวันถูกเหยียบย่ำโดยใครหน้าไหน!”

“ขอคำนับดวงวิญญาณของทหารไทยทุกนายที่ยอมเหน็ดเหนื่อย…ยอมเจ็บ…ยอมตาย เพื่อให้แผ่นดินไทยเป็นของลูกหลานไทยต่อไป”

ขอคารวะด้วยหัวใจ


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อยกระดับ MOU

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จับมือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ ยกระดับ MOU ร่วมให้ความรู้ พร้อมหนุนงบประมาณด้านการฝึกอบรม และทีมบรรเทาสาธารณภัย อุปกรณ์ เครือข่ายการสื่อสาร รวมทั้งเตรียมพร้อมปฏิบัติการ บูรณาการการช่วยเหลือผู้ประสบภัยควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถในระดับสากล

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ ในนามของผู้แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ ร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงนามบันทึกความเข้าใจ [MOU] ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผนึกกำลังทั้งทางด้านวิชาการ และการปฏิบัติการอันเป็นการบูรณาการการจัดการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครมูลนิธิฯ และเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยให้สามารถบริหารจัดการและปฏิบัติการตอบโต้เหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประ สิทธิภาพ พร้อมยกระดับขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ อาทิ การร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมสนับสนุนงบประมาณเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อรองรับการฝึกอบรม โดยมี นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการฯ เป็นผู้กล่าววัตถุประสงค์ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ และผู้บริหารของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการฯ เปิดเผยว่า ในนามของมูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง หรือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รู้สึกเป็นเกียรติและซาบซึ้งในความร่วมมืออันทรงคุณค่ายิ่ง ระหว่างมูลนิธิฯ กับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ตลอดระยะเวลา 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ดำเนินงานภายใต้ปณิธาน “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” โดยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที โดยไม่เลือกชนชั้น เชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ความร่วมมือในวันนี้จึงไม่เป็นเพียงพันธสัญญาเชิงรูปธรรม แต่ คือการสานต่อเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ด้วยการยกระดับการบูรณาการภารกิจด้านบรรเทาสาธารณภัยไปสู่การช่วยเหลือระดับประเทศร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อพี่น้องประชาชนและสังคมส่วนรวม ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะส่งผลต่อความรวดเร็ว ที่มีประสิทธิผล และความปลอดภัยในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของทั้งสองฝ่าย และเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณะอันสูงสุด

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า วัตถุประสงค์หลักของบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ คือการยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งยินดีที่จะสนับสนุนและร่วมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยตามที่ได้รับแจ้งจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และในขณะที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยก็ยินดีที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวิชาการสาธารณภัย เพื่อเสริมสมรรถนะของเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตามบันทึกความเข้าใจนี้ ซึ่งถือเป็นการให้บริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของผู้ประสบภัยและทางราชการร่วมกัน โดยขอบเขตหน้าที่ของมูลนิธิฯ ดิฉันได้กล่าวมาข้างต้นว่าฉบับนี้จะเป็นการยกระดับความร่วมมือ คือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ด้านการฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้ในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสนับสนุนบุคลากร พร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำหรับความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้มีการประสานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ทั้งใน “ด้านสังคมสงเคราะห์” มีแผนกสาธารณภัย ประสานเพื่อเยียวยาผู้ประสบสาธารณภัยต่าง หรือ “ด้านบรรเทาสาธารณ ภัย” ซึ่งมูลนิธิฯ มีบุคลากรทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร นำกำลังพร้อมอุปกรณ์ด้าน กู้ชีพ กู้ ภัย ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยและได้มีการประสานงานกับปภ.ในพื้นที่ และยังมี “แผนกฝึกอบรม” ประสานจัดการ “ด้านการฝึกอบรม” เพื่อจัดอบรม เพิ่ม และพัฒนาองค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครซึ่งได้มีการประสานงานกันเรื่อยมาจวบจนปี พ.ศ.2564 มูลนิธิฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อการบูรณาการการดำเนินงานด้านบรรเทาสาธารณภัยอย่างเป็นทางการครั้งแรก และได้มีการผนึกกำลังพัฒนาบุคลากรมูลนิธิฯ เรื่อยมา อาทิ หลักสูตรการกู้ภัยเบื้องต้น (BRC) หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการสำหรับเจ้าหน้าที่เผชิญเหตุ หลักสูตรการกู้ภัยในกระแสน้ำไหลเชี่ยวเบื้องต้น (Basic Swiftwater Rescue) และหลักสูตรการค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USAR) เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา ทีมบรรเทาสาธารณภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ไม่เพียงแต่ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบเหตุ ประสบภัยต่างๆ เท่านั้น แต่ยังร่วมกับหน่วยงานระดับประเทศในด้านต่างๆ ในการพัฒนาองค์ความรู้ให้ครอบ คลุมทั้งด้านกู้ชีพ กู้ภัย และสนับสนุนงานด้านนิติเวช เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศล บรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยทั้งทางตรงและทางอ้อมได้อย่างมีประสิทธิผลอย่างเป็นที่ประจักษ์ และร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับภาครัฐ เอกชน และประชาชน

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung
“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติและศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จังหวัดนครราชสีมา

ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติและศูนย์พักพิงชั่วคราวที่จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. นางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) จังหวัดนครราชสีมา ณ ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมา โดยมี นางสาวนงลักษณ์ ยะสูงเนิน ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ4 พร้อมด้วยนางกันตา ดีเติม พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนคร ราชสีมา และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครราชสีมาร่วมรับฟังข้อราชการในการตรวจเยี่ยมดังกล่าว

นางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า “พม.นครราชสีมา” ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายวราวุธ ศิลปอาชา) โดยเปิดศูนย์ประสานการบริหารงานกลุ่มเปราะบางจากภัยพิบัติ (ศบปภ.) ดูแลช่วยเหลือ กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ณ ศูนย์บริการคนพิการจังหวัดนครราชสีมา เพื่อประสานการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ที่เข้าพักอาศัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวของจังหวัดนครราชสีมา

โดยทีม พม.หนึ่งเดียวจังหวัดนครราชสีมาได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลกลุ่มเปราะบาง เพื่อประสานส่งต่อข้อมูลให้กับส่วนกลางและจังหวัดต้นทาง พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิสวัสดิการตามภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งในระหว่างที่เข้าพักอาศัยในศูนย์พักพิงได้มีการจัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลของกลุ่มเปราะบางและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ พร้อมทั้งช่วยจัดหาสิ่งของที่จำเป็น และให้คำแนะนำปรึกษาในเรื่องสิทธิสวัสดิการของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

จากนั้นนางสาวนภาพร เมฆาผ่องอำไพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์พร้อมคณะเดินทางไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราววัดเกราพัฒนาราม ต.ใหม่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมาเพื่อพบปะและให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถาน การณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน โดยประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราวทุกคนยังมีกำลังใจที่ดีและไม่มีความวิตกกังวลใดๆพร้อมกับขอบคุณเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานทุกคนที่ดูแลความเป็นอยู่อย่างดี

นางสาวนภาพร กล่าวอีกว่า กระทรวง พม. ขอเป็นสื่อกลางในการประสานเชิญชวนพี่น้อง ประชาชน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลส่งความห่วงใยแก่พี่น้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

โดยสามารถบริจาคสิ่งของหรือเงินผ่านบัญชี “ศูนย์รับบริจาค กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” ธนาคารกรุงไทย บัญชีกระแสรายวัน เลขบัญชี 021-6-05940-2 (ผู้บริจาคมีสิทธินำเงินบริจาคลดหย่อนภาษีได้) หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-659 6418-9


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน