พอกันทีเถอะนะ “มาลี”

ในขณะที่คนไทยทั้งประเทศกำลังโศกเศร้าและโกรธแค้นจากเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลและแหล่งชุมชนในพื้นที่ชายแดนไทยถูกโจมตี ทั้งที่เป็นเขตปลอดทหารตามหลักมนุษยธรรมสากล กลับมีแถลงการณ์ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่ากระสุนปืนคือ คำโกหกหน้าตายที่ถูกยิงออกมาจากไมโครโฟนของ “โฆษกกลาโหมกัมพูชา”

ใช่ครับ…“มาลี” โฆษกกลาโหมกัมพูชาออกมาแถลงด้วยการตีหน้าซื่อ ปั้นเรื่องโกหกหน้าตาย ราวกับเป็นนักแสดงชั้นดีในละครน้ำเน่า แทนที่จะยอมรับความจริงหรือแสดงความเสียใจ กลับใช้เวทีแถลงข่าวเป็นโรงงานผลิต “ข้อมูลเท็จ” บิดเบือนเหตุการณ์ โยนความผิดให้ประเทศไทย พร้อมใส่สีตีไข่ สร้าง “Story” ชวนหัวเราะทั้งน้ำตา

ในโลกแห่งความจริง…หลังเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องเริ่ม “หยุดยิง” ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงฝ่าย

ไทยหยุดยิง แต่สิ่งที่ไทยได้รับคือ มีกระสุนจริง มีระเบิดจริงจากฝั่งกัมพูชาตกลงมาที่ฝั่งไทย

แต่ใน “โลกของมาลี” กลับลอยหน้าลอยตาแถลงว่า “กัมพูชาไม่ได้ยิง” “ฝ่ายไทยต่างหากที่ละเมิดข้อตกลง” “กัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด” “ข้อกล่าวหาของฝ่ายไทย ไม่มีมูลความจริง”นี่มัน “โลกของมาลี” ที่เต็มไปด้วยคำโกหก ปั้นน้ำเป็นตัว สร้างสตอรี่ให้คนหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ความจริงปรากฏชัดต่อหน้าต่อตา

ลองคิดดู…ยิงใส่โรงพยาบาล ยิงใส่ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ แล้วบอกไม่ได้ยิง? ยิงใส่ไทยก่อน แล้วบอกว่าไทยเริ่มก่อน? หลักฐานเต็มพื้นที่ แต่บอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

นี่ไม่ใช่แค่ “โฆษกพูดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง” แต่มันคือ การหลอกลวงคนทั้งโลก และการทำลายความเชื่อมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างรุนแรง

โลกของมาลีอาจเชื่อว่าการโกหกแล้วพูดซ้ำๆ จะกลายเป็นความจริง

แต่ในโลกของเรา คนไทยรู้ดีว่า ความจริงคือมีกระสุนตกลงใน รพ. ความจริงคือมีพลเรือนเสียชีวิต และบาดเจ็บ ความจริงคือกัมพูชายิงหลังข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้

การออกมาแถลงว่า “ไทยใส่ร้าย” ทั้งที่โลกมีภาพถ่ายดาวเทียม มีคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้ชัดว่าใครคือฝ่ายที่เปิดฉากยิง นี่คือการดูหมิ่นสติปัญญาของประชาชนโลก พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ได้ต่างจากเผด็จการที่กลัวความจริงมากกว่ากลัวระเบิด

โลกของมาลีอาจมีแต่เรื่องแต่ง แต่ในโลกของเรา ชีวิตจริงกำลังเจ็บจริง ตายจริง ไม่ใช่เรื่องสมมติ!

ประเทศไทยไม่ต้องการสงคราม แต่ก็ไม่ใช่ประเทศที่ยอมให้ใครมารังแก “เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่” หรือเหยียบย่ำศักดิ์ศรีไปเฉยๆ การยิงถล่มโรงพยาบาลและแหล่งชุมชนคืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แต่การปั้นคำโกหกออกมาแถลงในที่สาธารณะเพื่อกลบเกลื่อนความผิดนั้น เป็นอาชญากรรมต่อ “ความจริง” ที่เลวร้ายไม่แพ้กัน

เราขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อคำโกหกของโฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และขอเรียกร้องให้เขาหยุดใช้ “ไมโครโฟน” เป็นอาวุธฆ่าความจริง

“คุณอาจหลอกประชาชนในประเทศตัวเองได้ชั่วคราว แต่คุณไม่มีวันหลอกความจริง หลอกดาวเทียม และหลอกประชาคมโลกได้”


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘

วันนี้ (วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๘) เวลา ๑๖.๒๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

ครั้นเสด็จฯ ถึงอาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ณ ที่นั้นมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์, นางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ, อธิบดีผู้พิพากษาภาค ๑, แม่ทัพภาคที่ ๑ และผู้บังคับการตำรวจภูธร ภาค ๑ เฝ้าฯ รับเสด็จ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จเข้าห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ประทับราชอาสน์ นางสุฑาทิพย์ วาทีทิพย์ เลขาธิการสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตร นางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย เสร็จแล้ว นายอนุกูล ปีดีแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนคณะกรรมการจัดงานฯ ทูลเกล้าฯ ถวายของที่ระลึก จำนวน ๑๕ ราย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาของวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ และกราบบังคมทูลเบิกคณะบุคคลต่างๆ ดังนี้ ผู้ทำคุณประโยชน์ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มที่ระลึก และสตรีไทยดีเด่น เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติสตรีไทยดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๘ รวมทั้งสิ้น ๒๕๐ ราย

ต่อมา ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเทียนชนวน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเทียนชนวน และทรงจุดเทียนชนวนจากโคมไฟฟ้าที่เจ้าพนักงานพระราชพิธีถือถวาย ทรงจุดเทียนเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ เสร็จแล้ว ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ กล่าวนำถวายสัตย์ปฏิญาณของสตรีไทย

ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระราชดำรัสเนื่องในวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ ความว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๘ และร่วมแสดงความยินดีกับสตรีไทยผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นสตรีดีเด่น ซึ่งล้วนเป็นผู้บำเพ็ญคุณงามความดี และอุทิศตน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ อันควรค่าแก่การเชิดชูเกียรติและเป็นแบบอย่างที่น่ายึดถือ

สตรีไทยมีบทบาทสำคัญในทุกระดับของสังคม ทั้งในฐานะที่เป็นหลักแห่งครอบครัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญแห่งประเทศชาติ และในฐานะผู้ร่วมขับเคลื่อนสังคมในหลากหลายด้าน ตลอดปีที่ผ่านมาสตรีไทยหลายท่านได้สร้างผลงานที่น่าภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็น การเป็นผู้นำทีมวิจัยทางการแพทย์ ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ การคว้ารางวัลจากเวทีนางงามระดับโลก หรือความสำเร็จของนักกีฬาสตรีที่สร้างชื่อเสียงในเวทีสากล เหล่านี้ล้วนสะท้อนศักยภาพและความเข้มแข็งของสตรีไทยในยุคปัจจุบัน

โลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสารมีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน การรู้เท่าทันสื่อ รู้กฎหมาย และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ จึงเป็นทักษะสำคัญที่สตรีไทยควรเรียนรู้เพื่อพัฒนาตน พัฒนาครอบครัว และร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ การส่งเสริมบทบาทและสถานภาพของสตรีไทยอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน สตรีไทยทุกคนควรเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเองด้วยความเพียรพยายาม เสียสละ และมีจิตสำนึกในหน้าที่ ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ

ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดงานวันสตรีไทยในครั้งนี้จะเป็นนิมิตหมายอันดีแห่งความร่วมแรง ร่วมใจของทุกฝ่าย ในการส่งเสริมบทบาทสตรีไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง และอำนวยคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างกว้างขวาง”

เสร็จแล้ว เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการของสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ภายในห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม โดยมีนางฉันทนา เปียทอง รองประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติฯ ทูลเกล้าฯ ถวายหนังสืองานวันสตรีไทย ประจำปี ๒๕๖๘ จากนั้น เสด็จฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหาร และคณะกรรมการจัดงานฯ ต่อมา เสด็จออกจากจูปิเตอร์ ๒ ไปยังบริเวณจัดนิทรรศการฯ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทอดพระเนตรนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และนิทรรศการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากนั้น เสด็จฯ ทอดพระเนตรการแสดงผลิตภัณฑ์ ๙๐๔ ร้านโกลเด้น เพลส มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และมูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

#ทรงพระเจริญ#สืบสานรักษาต่อยอด#งานวันสตรีไทยประจำปี๒๕๖๘


พระลาน

ผบช.ภ.1 ประชุมบริหาร ตร.ภ.1 ประจำเดือน กค. และมอบโล่รางวัลให้กับตำรวจตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่สืบสวนปราบปรามดีเด่น

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ประชุมบริหาร ตร.ภ.1ประจำเดือน กค. และมอบโล่รางวัลให้กับตำรวจตำรวจที่ปฎิบัติหน้าที่สืบสวนปราบปรามดีเด่นและภาคเอกชนที่สนับสนุนภารกิจของตำรวจภูรภาค1 เพื่อขวัญและกำลังใจในการปฎิบัติหน้าที่ดูแลทุกข์สุขประชาชน….”

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการที่รับผิดชอบงานแถลงข่าวและประชาสัมพันธ์ข่าวเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.68 เวลต 13.30 น. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 ประธานฯ, พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. ช่วยราชการ ภ.1, พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นราเดช ทิพย์รักษ์ รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1
พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 ร่วมประชุมบริหาร ภ.1 ประจำเดือน ก.ค. 68

โดยก่อนวาระการประชุมได้มีพิธีมอบโล่และประกาศเกียรติคุณ ผู้สนับสนุนช่วยเหลือกิจการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี, มอบใบประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น และมอบรางวัลให้แก่ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่จับกุมหนี้นอกระบบดีเด่น โดยมี ผบก., ผกก/หัวหน้า สภ. ในสังกัด ภ.1, ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.1 เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ อาคารอเนกประสงค์ ภ.1


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี นำสิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องอุปโภค-บริโภค บริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา

วันนี้ .(30 ก.ค.68) พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และ คณะกรรมการ/ที่ปรึก ษา กต.ตร.ฯ พร้อมด้วยชมรมแม่บ้านตำรวจปทุมธานี ได้นำสิ่งของเครื่องใช้ และเครื่องอุปโภค-บริโภค บริจาค ณ ศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถาน การณ์ บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ณ ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี อาคารศาลารักษ์ปทุม
โดยมีรายการสิ่งของจำเป็นที่ได้จัดหา ดังนี้

  • สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีพัน จำนวน 250 ชุด
  • แป้งทาตัว / แป้งโยคี จำนวน 200 กระปุก
  • ผงซักฟอก จำนวน 150 ซอง
  • แพมเพิส เด็ก / ผู้ใหญ่ จำนวน 20 ลัง
  • ผ้าอนามัย จำนวน 10 ลัง
  • นมผงเด็ก จำนวน 10 กล่อง
  • นมกล่องเด็ก จำนวน 20 ลัง
  • เครื่องดืมชูกำลัง จำนวน 5 ลัง
  • ยาสามัญประจำบ้าน จำนวน 100 ชุด
  • กระดาษเช็ดชู / กระดาษเปียก จำนวน 10 ลัง
  • หมอน ผ้าห่ม จำนวน 100 ชุด
  • ปลั๊กไฟ จำนวน 20 อัน
  • ยากังยุง 31 แพ็ค
  • รวมเป็นเงิน 56,500 บาท

พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

จเรตำรวจแห่งชาติ ประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) /รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท., กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจภูธรภาค 2 /ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงาน กสทช., สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์, สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอก ภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/ Wallet/Cryto Wallet ทันที, เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำ ความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมาย เลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต, วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้


พลตำรวจตรี ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

นรข.เขตนครพนม ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

นรข.เขตนครพนม ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

🇹🇭 กองบังคับการควบคุมที่ 1 [ร.3] กองกำลังสุรศักดิ์มนตรี โดย สถานีเรือธาตุพนม หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง เขตนครพนม จัดกำลังพล จำนวน 10 นาย เข้าสำรวจความต้องการความช่วยเหลือของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมวลน้ำในแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ล้นตลิ่ง และท่วมบ้านเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมประชาสัมพันธ์ และมอบยาเวชภัณฑ์รักษาเบื้องต้น ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ บ.ธาตุพนมใต้ ม.11 ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม


เทพข่าวร้อน เพลิงพระกาฬ สำนักข่าวความมั่นคง จังหวัดนครพนม รายงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรีร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.40 น. ที่เทศบาลตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายนุรักษ์ มาประณีต องคมนตรีร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่ง ของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่ โดยประชุมรับทราบสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดแพร่ ณ ห้องประชุมเทศบาลตำบลป่าแมต โดยมีนายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่นำคณะส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรายงานถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่และการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้กล่าวต้อนรับ รายงานสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นและกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และองคมนตรีกล่าวถึงวัตถุประสงค์ และเชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในการเชิญสิ่งของพระราชทาน จำนวนรวมทั้งสิ้น 998 ชุด โดยพระราชทานมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายอำเภอ ที่ประสบอุทกภัย และพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบภัย

จากนั้น องคมนตรีและคณะลงพื้นที่มอบสิ่งของพระราชทานแก่นายสุมนต์ ศรีโพธิ์ อายุ 64 ปี บ้านเลขที่ 110 หมู่ 5 ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ เป็นผู้ป่วยติดเตียง เนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาศัยอยู่กับครอบครัว จำนวน 3 คน คือพี่สาวคนโต อายุ 75 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตและไขมันสูง และเบาหวาน และพี่ชายคนกลาง อายุ 71 ปี มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตและไขมันสูง และเยี่ยมบ้านนางบุญสืบ ศรีโพธิ์ อายุ 87 ปี บ้านเลขที่ 110/1 หมู่ 5 ตำบลป่าแมต เป็นผู้ป่วยติดเตียง มีโรคประจำตัว ความดันโลหิตและไขมันสูง อาศัยอยู่กับบุตรสาว และบุตรชาย มีโรคประจำตัวโลหิตและไขมันสูง

ซึ่งศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดแพร่ นำจิตอาสา 904 และจิตอาสาพระราช ทาน ร่วมอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางมารับมอบสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแพร่ ด้วย

จังหวัดแพร่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา” ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอปง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำยมไหลมาสมทบกับปริมาณน้ำในพื้นที่ ทำให้แม่น้ำยมมีระดับสูงและเอ่อล้นตลิ่ง โดยจังหวัดแพร่เตรียมความพร้อมและจัดตั้ง Warroom ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ เตรียมความพร้อมตามแผนเผชิญเหตุ ประชุมมอบหมายภารกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ การเฝ้าระวัง การติดตามสถานการณ์ การแจ้งเตือน เครื่องมือ บุคลากร ระบบติดต่อสื่อสารในสภาวะฉุกเฉิน แผนอพยพ สถานที่จอดรถ ศูนย์พักพิงชั่วคราว เป็นต้น

สรุปภาพรวมจังหวัดแพร่มีผู้ประสบอุทกภัย 7 อำเภอ 43 ตำบล 242 หมู่บ้าน 15 ชุมชน 14,516 คน 5,167 ครัวเรือน แยกเป็น อำเภอเมืองแพร่ 10 ตำบล 52 หมู่บ้าน 15 ชุมชน 6,407 คน 1,978 ครัวเรือน , อำเภอลอง 8 ตำบล 44 หมู่บ้าน 371 คน 201 ครัวเรือน , อำเภอวังชิ้น 4 ตำบล 25 หมู่บ้าน 588 คน 147 ครัวเรือน , อำเภอหนองม่วงไข่ 4 ตำบล 16 หมู่บ้าน 1,000 คน 380 ครัวเรือน , อำเภอสอง 8 ตำบล 57 หมู่บ้าน 108 คน 27 ครัวเรือน , อำเภอสูงเม่น 6 ตำบล 35 หมู่บ้าน 3,867 คน 1,799 ครัวเรือน , อำเภอเด่นชัย 3 ตำบล 13 หมู่บ้าน 2,275 คน 635 ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิต จำนวน 1 ราย คือ นางศรีวร อินทุดม อายุ 88 ปี บ้านเลขที่ 11/2 ซอย 3 ชุมชนร่องซ้อ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่เสียชีวิตจากการจมน้ำ


น้ำใจคนสองแคว หลั่งไหลถึง “ทหารชายแดนไทย – กัมพูชา”

แม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชน จ.พิษณุโลก เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

พี่น้องประชาชนชาวพิษณุโลกสองแคว นำสิ่งของมามอบให้กับทหารไทยแนวหน้า ผ่าน กองทัพภาคที่ 3 เป็นธารน้ำใจที่หลั่งไหลสู่ชายแดนทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน รวมทั้งพระสงฆ์ ภาคประชาชน นักเรียนนักศึกษา ต่างร่วมใจเดินทางมามอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้กับทหารที่เสียสละปกป้องประเทศในเขตชายแดนไทยกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เวลา 13.30 น. พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของช่วยเหลือจากกลุ่มพลังมวลชนในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิษณุโลก ในนามของจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้แทนมอบสิ่งของร่วมกับคุณสุเกียรติ ด่านพิษณุพันธ์ และกลุ่มพลังมวลชน จังหวัดพิษณุโลก รวม 27 หน่วยงาน ณ ห้องโถงกลาง สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก สิ่งของที่นำมามอบประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าห่ม และเวชภัณฑ์ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือกำลังพลและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดย กองทัพภาคที่ 3 จะส่งต่อสิ่งของทั้งหมดให้ กองทัพภาคที่ 2 เพื่อนำไปแจกจ่ายยังพื้นที่เป้าหมายอย่างเหมาะสม

แม่ทัพภาคที่ 3 ได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อจังหวัดพิษณุโลก และพี่น้องประชาชนที่ร่วมแสดงน้ำใจอันงดงาม พร้อมย้ำว่ากองทัพภาคที่ 3 จะดำเนินการแจกจ่ายสิ่งของให้ทั่วถึงและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดน


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทบ. ร่วมสดุดีทหารกล้าในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พร้อมปูนบำเหน็จและขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้นอย่างสมเกียรติ

ผบ.ทบ. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ทบ. ร่วมสดุดีทหารกล้าในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พร้อมปูนบำเหน็จและขอพระราชยศทหารเลื่อนขั้นอย่างสมเกียรติ

วันนี้ (31 ก.ค.68) กองทัพบกร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและส่วนราชราชการพื้นที่ จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้าที่สละชีพ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยในวันนี้ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางไปพื้นที่ จ.สิงห์บุรี เป็นประธานในพิธีพระราชเพลิงศพของ ส.อ. จิรายุส อินทุมาน ตำแหน่ง หน.พวกระเบิดทำลาย กองพันจู่โจม หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ (25 ก.ค.68) ณ วัดโพธิ์ขาวพอก อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ทั้งนี้ กองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราช ทานยศทหารเป็นพันตรี พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือ และบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 3,013,672 บาท และได้รับสิทธิบรรจุทายาททดแทนต่อไป

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบให้คณะผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ร่วมเป็นเกียรติในพิธีพระราชทานเพลิงศพของทหารหาญ อีก 2 นาย ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือ

  • พิธีพระราชเพลิงศพของ ส.ท.ศราวุธ นามสวัสดิ์ ตำแหน่ง หน.ชุดยิง หมู่ ปล. มว.ปล.ร้อย อวบ. ร.8 พัน.1 กองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุปะทะระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (25 ก.ค.68) ณ ศิลาพัฒนาราม อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู โดยมี พล.อ. ชิษณุพงศ์ รอดศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 9 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็นร้อยเอก พร้อมมอบเงินพระราช ทาน, สินไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือ และบำเหน็จตก ทอดให้กับทายาท รวม 2,596,616 บาท
  • พิธีพระราชเพลิงศพของ พลทหาร ญาณพัฒน์ โคตรสาชา ตำแหน่ง พลกระสุน ร้อย อวบ.ร.3 พัน.2 กองพลทหารราบที่ 3 ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ปราสาทโดนตวล อ.กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ (26 ก.ค.68) ณ วัดสุทธิจินดา อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี พล.อ.วสุ เจียมสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน โดยกองทัพบกได้ดำเนินการปูนบำเหน็จพิเศษ 7 ขั้น ขอพระราชทานยศทหารเป็นสิบเอก พร้อมมอบเงินพระราชทาน, สิน ไหมทดแทนภัยสงคราม, ประกันชีวิตกองทัพบก, เงินช่วยเหลือ และบำเหน็จตกทอดให้กับทายาท รวม 2,088,828 บาท

กองทัพบกขอสดุดี ทหารกล้าที่สละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยและผืนแผ่นดินเกิดด้วยชีวิต เป็นวีรบุรุษของชาติที่จะถูกจารึกไว้ในหัวใจของคนไทยตลอดไป ทั้งนี้ กองทัพบกจะดูแลสิทธิและสวัสดิการแก่ครอบครัวและทายาท เพื่อเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่อย่างดีที่สุด


แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ศบภ.มทบ.37 ตรวจความพร้อมรับมืออุทกภัยช่วงวันหยุด

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 พลตรี จักรวีร์ เสนีย์วรยุทธ์ ผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการบรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 37 ได้มอบหมายให้ พันเอก อลงกต ดอนมูล ฝ่ายเสนาธิการเวร เป็นผู้แทนตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการบรรเทาสาธารณภัย ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

การตรวจครั้งนี้เน้นความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเชียงรายช่วงวันหยุด รวมถึงการเน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

ชุดปฏิบัติการที่เข้ารับการตรวจประกอบด้วย:

  • กำลังพลจากโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช
  • กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37
  • กองร้อยทหารสารวัตรมณฑลทหารบกที่ 37
  • แผนกยุทธโยธา
  • สำนักงานขนส่งมณฑลทหารบกที่ 37

รวมกำลังพล 18 นาย และยานพาหนะจำนวน 4 คัน ที่ถูกจัดเตรียมไว้สำหรับปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดภัยพิบัติ

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของหน่วยงานทหารในการเตรียมความพร้อมและดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

#ทหารค่ายเม็งรายหัวใจเพื่อประชาชน #มณฑลทหารบกที่37 #กองทัพภาคที่3


ศูนย์ประชาสัมพันธ์มณฑลทหารบกที่37