กองทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของสนับสนุนทหารชายแดนไทย – กัมพูชา จากภาคประชาชนและคณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก

กองทัพภาคที่ 3 รับมอบสิ่งของสนับสนุนทหารชายแดนไทย – กัมพูชา จากภาคประชาชนและคณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 มอบหมายให้ พันเอก ประวิธ ธรรมชาติ ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 เป็นผู้แทนในการรับมอบสิ่งของจากภาคประชาชนและคณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดย ทหารจากกองทัพภาคที่ 3 นำกำลังและรถบรรทุก รับสิ่งของบริจาคจาก ประชาชน และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เพื่อนำไปส่งมอบให้กับ ทหารในพื้นที่ชายแดน ไทย – กัมพูชา โดยมี พระสงฆ์และสามเณร ประชาชน ช่วยกันลำเลียง ข้าวสาร อาหารแห้ง กล้วยตาก กล้วยอบ น้ำพริกแห้ง ซึ่งเป็นอาหารที่รับประทานได้สะดวก ขึ้นบนรถบรรทุก เพื่อนำส่งต่อมอบให้กำลังพลทหารตามแนวชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ต่อไป

ซึ่ง พระเทพรัตนมุนี เจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 5, พร้อมด้วยคณะศรัทธาของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้มอบสิ่งของอุปโภค-บริโภคให้ทหารปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทางวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ ได้นำสิ่งของข้าวสารอาหารแห้ง วัตถุมงคล พระผงพระพุทธชินราช ใบเสมา ส่งมาให้กับทหารที่อยู่ชายแดน อีก 1,500 องค์ ไปแล้ว ครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหารกล้า และในครั้งนี้จะนำไปส่งให้กับทหารแนวชายแดนในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 นี้

จากนั้นเมื่อเวลา 09.00 น. ที่วัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมืองพิษณุโลก ผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 นำทหารจากกองทัพภาคที่ 3 รับสิ่งของบริจาค ที่คณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก ได้เปิดเป็นจุดรับบริจาค ข่าวสาร อาหารแห้ง และของอุปโภคบริโภค เพื่อส่งมอบช่วยเหลือประชาชน ในศูนย์อพยพผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งจุดนี้มีประชาชนทั้งจากในและต่างจังหวัด ได้รวบรวมสิ่งของบริจาคนำมามอบให้ ผ่านทาง คณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก เพื่อส่งต่อความห่วงใย และส่งกำลังใจ ให้กับทหารในพื้นที่ชายแดน รวมถึงประชาชนผู้ประสบภัย ตามแนวชายแดนด้วย หลังจากที่คณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก ได้ทราบข่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ทหารกำลังประสบปัญหา เกี่ยวกับกลิ่นเหม็นจากศพของทหารกัมพูชา คละคลุ้ง ทำให้ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ต้องการหน้ากากอนามัย ยาดม ยาหม่อง เอาไว้ใช้บรรเทาและป้องกันสุขอนามัย

คณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก และประชาชนชาวจังหวัดพิษณุโลก จึงได้นำเอา หน้ากากอนามัยที่มีอยู่ รวมถึงยาดม ยาหม่อง 100 โหล หรือ 1,200 ขวด นำมามอบให้ รวมในโอกาสนี้ด้วย เพื่อที่ ทหารตามแนวชายแดน ที่กำลังประสบปัญหาดังกล่าว ได้ใช้ป้องกัน เชื้อโรค รวมถึงกลิ่นที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน

ในการนี้ คุณศศิวัณย์ ศรีพรหม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ได้มอบข้าวสาร อาหารแห้ง และอาหารสำเร็จรูป เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วย

พร้อมกันนี้ พระรัตนโมลี (ไพรินทร์ ทนฺตจิตฺโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร และรักษาการเจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก ได้เป็นตัวแทนคณะสงฆ์จังหวัดพิษณุโลก มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพิ่มเติม เพื่อร่วมสนับสนุนและส่งกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ นายวีระพงษ์ แต่งเนตร อดีตผู้อำนวยการโครงการชลประทานพิษณุโลก ได้มอบกล้วยตากจำนวน 200 กิโลกรัม พร้อมเสื้อผ้า ถุงเท้า และของใช้จำเป็นอื่น ๆ โดยส่งมอบผ่านกองทัพภาคที่ 2 เพื่อจัดส่งต่อให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน

สำหรับการรับมอบสิ่งของในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความห่วงใยจากภาคประชาชนและคณะสงฆ์ ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ทหารผู้ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละในพื้นที่ห่างไกล เพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง


นที มีเดช รายงาน

ธงไตรรงค์ โบกสะบัดกลางใจคนไทยและเหล่าทหารผ่านศึก เพื่อรำลึกวีรกรรมผู้กล้าชายแดนไทย–กัมพูชา

ธงไตรรงค์โบกสะบัดกลางใจคนไทยและเหล่าทหารผ่านศึก เพื่อรำลึกวีรกรรมผู้กล้าชายแดนไทย–กัมพูชา

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 08.00 น. พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลำปาง เป็นประธานกิจกรรม “รวมพลังปกป้องแผ่นดิน และสดุดีนักรบผู้กล้า ชายแดนไทย-กัมพูชา” ณ บริเวณหน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 พร้อมนี้มีคณะผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่,กำลังพล, สมาคมแม่บ้านทหารบกสาขามณฑลทหารบกที่ 32, ชมรมสายใจไทยจังหวัดลำปาง, ทหาร ผ่านศึกในพื้นที่ และพนักงาน สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลำปาง ร่วมกิจกรรม

โอกาสนี้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32/หัวหน้าสำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตลำปาง ได้กล่าวถึงกิจกรรมจัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงดวงวิญญาณของทหารหาญและประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ต่อจากนั้น ร้อยเอก ศักดิ์ชัย หงษ์ใจสี ได้กล่าวสดุดีพร้อมรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญของบรรดาทหาร ตระเวนชายแดน และอาสาสมัครทหารพราน โดยเฉพาะทหารกล้าจำนวน 15 นาย ที่พลีชีพเพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยแห่งชาติ และศักดิ์ศรีของผืนแผ่นดินไทย พร้อมอธิษฐานขอให้ดวงวิญญาณของวีรบุรุษเหล่านั้นไปสู่สุคติ และขอให้ทหารที่ยังปฏิบัติภารกิจอยู่แนวหน้า ปลอดภัยและกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวโดยสวัสดิภาพ ภายหลังคำกล่าวสดุดี เสียงเงียบสงัดปกคลุมทั่วบริเวณเมื่อผู้ร่วมพิธียืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที เพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแด่เหล่าวีรชน ทหารกล้าอีกครั้ง พร้อมเชิดชูเกียรติแห่งความเสียสละของนักรบผู้กล้าที่ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างไม่หวั่นเกรงภัยอันตราย

ช่วงสุดท้ายของกิจกรรม ผู้ร่วมพิธีและลูกหลานเยาวชนจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กค่ายสุรศักดิ์มนตรี ได้ร่วมกันร้อง “เพลงชาติไทย” เพลง “ข้าคือทหารผ่านศึก” และ “ความฝันอันสูงสุด” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ และโบกธงชาติไทยด้วยความศรัทธาและจงรักภักดี เสมือนเป็นคำมั่นว่าจะยืนหยัดเคียงข้าง พร้อมส่งกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มีความภาคภูมิใจและปลอดภัย รวมทั้งรักษาอธิปไตยของชาติไทยไว้ให้อยู่คู่ลูกหลานตลอดไป


นที มีเดช รายงาน

พิธีปล่อยขบวนรถส่งมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

นครปฐม – พิธีปล่อยขบวนรถส่งมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ศาลาอเนกประสงค์ กองร้อยบังคับการและบริการ กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครปฐม นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวดนครปฐม ประธานในพิธี “ปล่อยขบวนรถส่งมอบสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย – กัมพูชา และผู้ประสบภัยอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่น ของจังหวัดนครปฐม”

โดยมี นายปรีชา ดิลกพรเมธี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม, นายพัฒนพงษ์ สร้อยอินทรากุล ปลัดจังหวัดนครปฐม, ดร.กิตวิชัย ไชยพรศิริ นายอำเภอเมืองนครปฐม, ว่าที่ร้อยโท อรรถชล ทรัพย์ทวี นายอำเภอสามพราน, นายอารุช เอมโอฐ นายอำเภอนครชัยศรี, นายนรวีร์ ขันธหิรัญ นายอำเภอกำแพงแสน และนายอิทธิพงศ์ จักษ์ตรีมงคล นายอำเภอพุทธมณฑล, หัว หน้าส่วนราชการ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมพิธีดังกล่าว

สำหรับสิ่งของที่นำไปช่วยเหลือ ได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของจำเป็นเบื้องต้น ในการส่งมอบให้พี่น้องประชาชน ที่กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อน


ป.ป.ช.ภาค 7 ลงพื้นที่เร่งรัดคดีรุกป่าแก่งกระจาน มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

ป.ป.ช.ภาค 7 ลงพื้นที่เร่งรัดคดีรุกป่าแก่งกระจาน มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
 

5 ส.ค. 68 ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระ จานและที่ราชพัสดุ ในพื้นที่หมู่ 1 ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพบว่ามีการใช้พื้นที่โดยเอกชนครอบครองรวมกว่า 4,074 ไร่ ล่าสุด ป.ป.ช.ภาค 7 ร่วมหลายหน่วยงานลง พื้นที่ติดตามและเร่งรัดคดีดังกล่าว

คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 8 ก.ค.68 ที่ผ่านมา นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วย พ.ท.ชยานันท์ เสาตรง ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ศร. ค่ายธนะรัชต์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่ไร่มะม่วงของบริษัทเอกชนที่บุกรุกพื้นที่อุทยานและที่ราชพัสดุ ก่อนแจ้งความดำเนินคดีต่อบริษัทเอกชน และผู้ครอบครองที่ดินปัจจุบันจำนวน 15 ราย ตามกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.อุทยานฯ, พ.ร.บ.ป่าไม้, พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ และประมวลกฎหมายที่ดิน

ขณะที่วันนี้ (5 ส.ค. 68) นายจักรกฤช ต้นเลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 7 ได้นำคณะเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช. ภาค 7, สำนักงาน ป.ป.ช. ประจวบฯ, DSI, กรมธนารักษ์, ทหาร, ปลัดอำเภอหัวหิน, ตำรวจ สภ.หนองพลับ, อบต.หนองพลับ, สำนักงานโยธาธิการและผัง เมือง, สบอ.3 เพชรบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมร่วมกันที่ ต.หนองพลับ เพื่อเร่งรัดติดตามคดี จากนั้นหลายหน่วยงานเตรียมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบแปลงที่ดินกว่า 4,000 ไร่ แต่บริษัทเอกชนเจ้าของพื้นที่อ้างสิทธิ์ไม่อนุญาตให้ตรวจสอบ โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พื้นที่ส่วนบุคคล”

ด้านนายจักรกฤช เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้ได้ข้อสรุปหลัก 3 ประเด็น คือ

  • การขุดดินในพื้นที่อนุรักษ์ – ต้องมีมาตรการควบคุมโดยหน่วยงานเดียว และให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่ง ครม. มีมติให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการแล้ว และการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ (นส.3 ก.) – หน่วยงานรัฐได้ดำเนินคดีแล้ว และมีการขอเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว ผ่านกรมที่ดินและกรมธนารักษ์
  • ดำเนินคดีกับเอกชนที่ขุดดินโดยมิชอบ – อยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนของตำรวจ สภ.หนองพลับ และ DSI ขณะที่ อบต.หนองพลับ ซึ่งมีอำนาจอนุญาตยังไม่ดำเนินการใด ๆ โดยอ้างว่าไม่ทราบว่ามีการขุดดินเกิดขึ้น
  • ส่วนประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช. จะเร่งตรวจสอบเพิ่มเติม คือ เจ้าหน้าที่ อบต.หนองพลับ มีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าการบุกรุกพื้นที่ดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ป.ป.ช. จะเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมในประเด็นการจัดเก็บภาษีที่ดินว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่


นัครินทร์/รายงานข่าว

ทหารผ่านศึกจังหวัดลพบุรี รวมพลังปกป้องปืนแผ่นดินไทย

จังหวัดลพบุรี – ทหารผ่านศึก กว่า 300 คน ร่วมร้องเพลงชาติและโบกธงไทย หน้าอนุสาวรีย์ทหารพลร่ม เพื่อสดุดีผู้เสียสละจากเหตุสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา และจังหวัดชายแดนภาคใต้

เวลา 07.45 น. วันที่ 4 ก.ค. 2568 ที่ อนุเสาวรียณ์ทหารพลร่ม หน้าค่ายวชิราลงกรณ์ กรมรบพิเศษที่ 1 แหล่งกำเนิดทหารรบพิเศษ พลร่มป่าหวาย ตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพ บุรี พลเอก ทวี ณ ชาตรี รองหัวหน้าสำนักงานทหารผ่านศึกเขตลพบุรี พร้อมด้วย พันเอก ประจบ พจน์สุวรรณ นายกสมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดลพบุรี นำทหารผ่านศึกลพบุรี รวมทั้งกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ในนาม ในนามกลุ่ม “ประชาชน คนดี คิดดี ทำดี พูดดี จังหวัดลพบุรี” ร่วมกันจัดกิจกรรม “รวมพลังปกป้องแผ่นดิน” ณ อนุเสาวรียณ์ทหารพลร่ม หน้าค่ายวชิราลงกรณ์

โดย รองหัวหน้าสำนักงานทหารผ่านศึกเขตลพบุรี และนายกสมาคมทหารผ่านศึกจังหวัดลพบุรี ได้ร่วมกันกล่าวสดุดีนักรบผู้กล้าที่สละชีวิตเพื่อปกป้องรักษาแผ่นดินไทย และร่วมกันยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที ก่อนที่จะร่วมกันขับร้องเพลงชาติไทยพร้อมกัน ในเวลา 8 นาฬิกาตรง พร้อมทั้งร้องเพลง… ข้าคือทหารผ่านศึก เพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงเราสู้และร่วมกันโบกธงชาติ เพื่อแสดงสัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย และรวมพลังใจของประชา ชนทั้งชาติ โดยระหว่างการร้องเพลง..เราสู้…กลุ่มเครือข่ายภาคประชาชน ได้นำดอกไม้ไปมอบให้แก่เหล่าทหารผ่านศึก เพื่อแสดงความรัก ความผูกพันธ์ ในฐานะผู้ที่เคยผ่านสมรภูมิรบต่าง ๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

สำหรับกิจกรรมนี้ จัดขึ้นเพื่อ เป็นการสดุดีนักรบผู้กล้า ทั้งทหาร อาสาสมัครทหารพราน ตำรวจตระเวนชายแดน และพลเรือน ที่เสียสละเพื่อปกป้องเอกราช อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน จากเหตุการณ์สู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา และเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ซึ่ง องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกยังได้จัดกิจกรรมพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งในส่วนกลาง สำนักงานเขต 27 แห่ง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก 8 แห่ง และศูนย์ฝึกอบรมและนันทนาการฝ่ายกำลังพล เพื่อรวมพลังสดุดีผู้เสียสละทั่วทั้งผืนแผ่นดินไทยอย่างพร้อมเพรียงกัน


กฤษณ์ สนใจ ลพบุรี 0890899090

หายไป 10 วัน เจออีกทีเหลือแต่โครงกระดูก คนเลี้ยงวัวแจ็คพอต วิ่งป่าราบ

หายไป 10 วัน เจออีกทีเหลือแต่โครงกระดูก คนเลี้ยงวัวแจ็คพอทวิ่งป่าราบ

วันที่ 3 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณบ่ายสามโมง ร.ต.อ.พยุง ศรีโฮง รองสารวัตรสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบโครงกระดูกคนอยู่ในป่าริมถนนทางหลวงชนบทหมายเลข 3055 สายบ้านหนองเซา-บ้านเหล่าภูมี บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 7 พื้นที่บ้านบุ่งเวียน หมู่ที่ 9 ต.ท่าค้อ อ.เมืองนครพนม ที่พบศพอยู่ห่างจากถนนประมาณ 50 เมตร มีกองกระดูกมนุษย์กองอยู่ 1 โครง เหนือขึ้นไปบนกิ่งไม้ มีเสื้อแขนยาวสีแดงแถบดำ ปลายแขนเสื้อผูกเป็นปมเข้าหากัน พอที่จะเอาศีรษะลอดเข้าไปได้ ส่วนหัวกะโหลกคาดว่าถูกสุนัขคาบเล่น เพราะพบอยู่ในที่โล่งซึ่งเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ ห่างจากที่พบโครงร่างประมาณ 150 เมตร เจ้าหน้าที่จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

หลังข่าวพบโครงกระดูกมนุษย์แพร่ออกไป ก็มีนายวิศิษฐ์ เหมเมือง ผู้ใหญ่บ้านเหล่าภูมี หมู่ 13 ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ได้พาสองสามีภรรยาคือนายเมธา แสงตา อายุ 62 ปี และ นางโสดา สิงห์แก้ว อายุ 61 ปี เดินทางมาที่พบโครงร่างมนุษย์ และจำเสื้อแขนยาวที่ผูกบนกิ่งไม้ได้ว่าเป็นของลูกชายชื่อนายอาทิตย์ แสงตา อายุ 40 ปี ที่หายตัวไปตั้งแต่คืนวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายเมธาเล่าว่า บริเวณที่พบโครงกระดูกบ้านบุ่งเวียน หมู่ 9 ต.ท่าค้อ ห่างจากบ้านเหล่าภูมี หมู่ 13 ต.หนองญาติ ไม่ถึง 2 กิโลเมตร และตนกับนายอาทิตย์ลูกชายจะอยู่บ้านคนละหลัง ปกติเขาจะเข้าป่าหาเห็ดเป็นประจำ โดยในตอนกลางคืนวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ลูกชายหายออกจากบ้านไปก็ยังคิดว่าคงไปหาเห็ด กระทั่งรุ่งเช้าก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน ด้วยความห่วงใยจึงไปแจ้งความคนหายไว้ พร้อมลงประกาศหาตัวในสื่อโซเชียล และออกตามหาสถานที่ที่คาดว่าลูกชายจะไป แม้ตรงที่พบโครงกระดูกก็ยังมาเดินหา เพราะมีชาวบ้านละแวกใกล้เคียง บอกว่าได้กลิ่นเหม็นเน่า แต่ตนไม่ได้เดินเข้าไปหาในป่านั้น กระทั่งมีคนมาพบดังกล่าว รวมเป็นเวลา 10 วันพอดี

ด้าน นางโสดา สิงห์แก้ว เล่าว่าเดิมทีลูกชายมีครอบครัวแต่ได้หย่าร้าง และไม่มีลูกด้วยกัน ทำงานเป็นลูกจ้างรายวันฝ่ายรังวัดที่ดิน ช่วงนี้เป็นฤดูฝนจึงไม่มีงานออกรังวัด ทำให้เกิดความเครียด และยอมรับว่าลูกมีอาการหลอนเป็นบางครั้ง หลังนายอาทิตย์หายตัวไป ทางครอบครัวญาติพี่น้องต่างออกตามหา ตนก็ไปพึ่งพ่อมดหมอผีร่างทรงหลายคน ต่างยืนยันว่าลูกชายยังไม่ตาย ตอนนี้ถูกผีบังตาไว้ ไม่นานก็จะกลับมาบ้านเอง ตนได้จ่ายเงินค่าร่างทรงไปหลายครั้ง รวมเป็นเงินเกือบหมื่นบาท สุดท้ายหมอดูคู่กับหมอเดา และไม่ติดใจในการเสียชีวิต เชื่อว่าลูกชายมีความเครียดสะสมบวกกับหลอน จึงคิดสั้นใช้เสื้อที่ใส่ผูกคอลาโลก

ส่วนนายสุกใส สุวรรณโพธิ์ศรี อายุ 64 ปี ชาวบ้านบุ่งเวียนที่มาเลี้ยงวัว และเป็นคนพบหัวกะโหลก เปิดเผยว่าได้ออกมาตามวัว เห็นหัวกะโหลกแว๊บแรกนึกว่าเป็นหลังเต่าเลยใช้เท้าเตะ ปรากฏว่าเห็นเบ้าตาโบ๋มีหนอนไช ขนหัวลุกรู้เลยว่ามันเป็นหัวกะโหลกคน จึงเกิดความกลัวสุดขีดรีบแจ๋นออกจากป่า ก็ไปเจอเสื้อแขวนอยู่บนกิ่งไม้ มีโครงกระดูกกองอยู่ที่พื้นดิน ถึงตอนนี้มีแรงเท่าไหร่ก็ปล่อยออกมาหมด ใส่เกียร์ห้ารีบวิ่งออกมาแจ้งผู้นำหมู่บ้านทันที ยอมรับว่าตอนนั้นกลัวมาก เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ทั้งนี้แพทย์เวรโรงพยาบาลนครพนม ได้ชันสูตรโครงร่างศพ โดยเฉพาะที่หน้าอกมีทั้งหนอนชอนไชและแมลงวันตอม ลงความเห็นว่าเสียชีวิตมาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์

ส่วนสาเหตุที่ไม่มีคนละแวกใกล้เคียงสงสัย หรือกลิ่นเน่าของศพ เนื่องจากในพื้นที่ จ.นคร พนม มีฝนตกลงมากว่า 20 วัน จึงไม่มีใครออกไปหาของป่า และไม่ได้นำสัตว์เลี้ยงออกไปเล็มหญ้า จนกระทั่งฝนเพิ่งหยุดได้ตกเพียงวันเดียว รุ่งเช้าชาวบ้านก็นำสัตว์เลี้ยงมาปล่อยกินหญ้าบริเวณนั้น กระทั่งพบหัวกะโหลกดังกล่าว โดยญาติไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต จึงมอบโครงร่างของนายอาทิตย์ให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

รังวัดที่ดิน #โครงกระดูก #หัวกะโหลก #เห็ด #วัว #ฝนตก #แจ็คพอท


ฟร้องข่าวด่วนนครพนม เทพข่าวร้อน รายงาน

สายเที่ยว สายดนตรี และสายธรรมชาติต้องไม่พลาด ! “แกะดำมิวสิคเฟสติวัล 2”

เพชรบูรณ์ – สายเที่ยว สายดนตรี และสายธรรมชาติต้องไม่พลาด!

เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ “แกะดำมิวสิคเฟสติวัล 2” พร้อมกลับมาสร้างปรากฏการณ์ความสนุกกลางขุนเขาอีกครั้ง ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ณ ไร่บีเอ็น เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ท่ามกลางบรรยากาศลมหนาวอันสดชื่น และทิวทัศน์ภูเขาอันเขียวขจีที่ครองใจนักเดินทางทั่วประเทศ

เขาค้อ ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปลายฝนต้นหนาว ด้วยอากาศเย็นสบาย ทะเลหมอกยามเช้า และแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งพระตำหนักเขาค้อ จุดชมวิวทะเลหมอก แหล่งคาเฟ่ท่ามกลางขุนเขา และวิถีชุมชนที่อบอุ่นเป็นกันเอง

ผสมผสานกับเทศกาลดนตรีกลางแจ้งที่รวมศิลปินชื่อดังระดับประเทศ มาเปิดเวทีปลุกจังหวะความมันส์ตั้งแต่ 16.00 น. – 02.00 น. งานนี้ไม่เพียงแต่เติมเต็มประสบการณ์ดนตรีเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างแท้จริง

บัตรมีจำหน่ายแล้ววันนี้!

  • บัตรเดี่ยว ราคา 1,390 บาท
  • โปรแก๊งสุดคุ้ม 5 ใบ 6,450 บาท (เฉลี่ย 1,290 บาท/ใบ)
  • ซื้อที่ 7-Eleven ทุกสาขา หรือผ่านเว็บไซต์: www.allticket.com/event/kaedummusicfestival2
  • มาวางแผนเที่ยวเพชรบูรณ์ในช่วงสุดสัปดาห์ ดื่มด่ำอากาศเย็น จิบกาแฟชมวิว แล้วปิดท้ายด้วยเสียงเพลงที่อบอวลไปด้วยมิตรภาพบนยอดเขาเขาค้อ
  • ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจ: @แกะดำ music festival

เที่ยวเขาค้อ #แกะดำมิวสิคเฟสติวัล2025 #เทศกาลดนตรีบนยอดเขา #เพชรบูรณ์เที่ยวได้ทั้งปี


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากชายแดนไทย – กัมพูชา

ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บ จากชายแดนไทย – กัมพูชา

เมื่อวันที่ (3ส.ค.68) เวลา 10.30 น. นางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการ การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วยนายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายชุณห์ ศิริชัยคีรีโกศล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา, รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา, สมาชิกสภาจังหวัดนครราช สีมา, ศิลปินแห่งชาติ, ผู้แทนจากมทส.และวิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา เยี่ยมให้กำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และพยาบาล ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจังหวัดนครราชสีมา

โดยมี พ.อ. รัฐสรรค์ ภูวนาถวรกิตติ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี พร้อมด้วยคณะแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าการดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาลรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดน


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

“อนุทิน” รับสร้างบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัว กระจ่างทอง สานฝัน พลทหารธีรยุทธ วีระบุรุษสละชีพปกป้องแผ่นดิน

บุรีรัมย์ – “อนุทิน” รับสร้างบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัว กระจ่างทอง อาศัยในเพิงทรุดโทรม สานฝันพลทหารธีรยุทธ วีระบุรุษสละชีพปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พันเอกสมโชค จันทาสี รองผู้บัญชาหารมณฑลทหารบกที่ 26/รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ (ท.) ผู้แทนเหล่ากาชาดจังหวัด สมาชิกวุฒิสภ และหลายหน่วยงานรวมถึงภาคเอกชนได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจและมอบสิ่งของแก่ครอบครัวพลทหาร ธีรยุทธ กระจ่างทอง อายุ 22 ปี ทหารกล้าที่เสียชีวิตจากการสู้รบปกป้องอธิปไตยแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ค.68 พร้อมทั้งตรวจดูสภาพบ้านที่ครอบครัวอยู่อาศัยในปัจจุบัน พบเป็นเพิงเล็กๆ ทรุดโทรม หลังคามุงด้วยสังกะสีเก่าผุพัง ใช้เศษไม้และเศษผ้าปิดแทน ฝาพนังป้องกันแดนฝน

ซึ่งกรณีดังกล่าวนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประสานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ รับเป็นเจ้าภาพก่อสร้างหลังใหม่ให้กับครอบครัว “กระจ่างทอง” เพื่อสานฝันให้กับพลทหารธีรยุทธ ที่สละชีวิตปกป้องอธิปไตยของชาติจนวินาทีสุดท้าย ซึ่งหลังจากการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงแล้วก็จะได้หาหรือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนในการก่อสร้างบ้านให้กับครอบครัวพลทหารธีรยุทธ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รับเป็นเจ้าภาพสร้างบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัว “กระจ่างทอง” ที่อาศัยอยู่ในเพิงเล็กๆ หลังคามุงด้วยสังกะสีผุพัง ไม้เก่าและเศษผ้าปิดเป็นฝาพนังป้องกันแดดฝน เพื่อสานฝันให้พลทหารธีรยุทธ ที่สละชีพปกป้องแผ่นดิน ขณะผู้ว่าฯ ร่วมกับหลายหน่วยงานรุดตรวจเยี่ยมมอบสิ่งของ และเตรียมหารือแนวทางสร้างบ้าน แม่น้ำตาไหลขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยสานฝันให้ลูกชาย ส่วนเงินที่มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” มอบช่วยเหลือ 1 ล้าน จะนำไปชำระหนี้ ไถ่ถอนที่ดิน และเก็บไว้ใช้ ในบั้นปลายชีวิต

นางติน กระจ่างทอง แม่ของพลทหารธีรยุทธ ก็กล่าวทั้งน้ำตาว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือ และอาสาจะก่อสร้างบ้านให้เพื่อสานฝันให้กับลูกชายที่เคยสัญญากับพ่อแม่ไว้ว่าหลังจากปลดประจำการทหารแล้วจะพยายามสอบเข้ารับราชการทหารให้ได้เพื่อจะสร้างบ้านให้พ่อแม่อยู่อย่างสุขสบาย แต่ก็มาเสียชีวิตก่อนหัวอกคนเป็นแม่ก็เสียใจที่สูญเสียลูก แต่ก็ภูมิใจที่ลูกได้รับใช้ชาติ ก็ขอบคุณทุกคนที่ช่วยสายฝันให้กับดวงวิญญาณของลูกชาย ส่วนเงินที่มูลนิธิ “กัน จอมพลัง” มามอบช่วยเหลือครอบครัวก่อนหน้านี้จำนวน 1 ล้านบาท ครอบครัวก็ซาบซึ้งมากซึ่งก็จะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ค่างวดรถของลูกชายที่ยังผ่อนค้างอยู่ 5 หมื่นบาท ไถ่ถอนที่ดิน 7 หมื่นบาท หนี้กองทุนเงินบ้าน 1 หมื่นบาท หนี้สหกรณ์อีก 5 หมื่นบาทส่วนที่เหลือพ่อแม่ก็จะเก็บไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า วันนี้หลายภาคส่วนได้ลงมาเยี่ยมบ้านของพลทหาร ธีรยุทธ ที่เสียชีวิตจากการสู้รบปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็อาสาที่จะรับสร้างบ้านให้กับครอบครัวเพื่อสานฝันให้กับพลทหารธีรยุทธ ที่เคยมีเจตนารมณ์ไว้ก่อนจะเสียชีวิตในสนามรบตั้งใจสร้างบ้านให้กับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งทางภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงผู้มีจิตศรัทธาหลายคน ก็อยากสานฝันให้กับน้อง เพื่อให้ดวงวิญญาณของน้องที่สละชีพเพื่อชาติ ไปสู่สุขคติ สำหรับแนวทางการก่อสร้างบ้านและการช่วยเหลือครอบครัวของพลทหารธีรยุทธ ทุกภาคส่วนจะมีการพูดคุยกันในวันพรุ่งนี้ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการช่วยเหลือดูแลครอบครัวของน้องทหารกล้า อีกครั้ง

ส่วนเรื่องเงินบริจาคก็จะแยกเป็น 2 ส่วน คือ เงินบริจาคจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนที่บริจาคเข้าบัญชีของครอบครัวโดยตรง ซึ่งหากเป็นเงินที่ภาครัฐช่วยเหลือก็จะมีทาง พมจ. และทางอำเภอ เข้ามาช่วยติดตามดูแล หากเป็นของภาคเอกชนที่บริจาคให้ทางครอบครัวโดยตรง ก็ขึ้นอยู่กับทางครอบครัวที่จะบริหารจัดการ ภาครัฐจะไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย เพราะเป็นเจตนารมณ์ของผู้บริจาค


ขอบพระคุณภาพ/ข่าว : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์
พรพิพัฒน์ เพ็ชรสังหาร รายงาน

โรงพยาบาลพญาไท 3 ร่วมกับ โรงเรียนฐานปัญญา จัดอบรมการปฐมพยาบาลและ ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต

โรงพยาบาลพญาไท 3 ร่วมกับ โรงเรียนฐานปัญญา จัดอบรมการปฐมพยาบาลและ ช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) เพิ่มโอกาสการรอดชีวิต………………….

เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2568 โรงพยาบาลพญาไท 3 จัดอบรมการช่วยเหลือชีวิตขั้นพื้นฐาน CPR โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์ อภิชัย โตวณะบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 3 และ อาจารย์ ยศวัจน์ ตระกูลอำนวยผล หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาวิชา ทหาร ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ บรรดา นักเรียนศึกษาวิชาทหาร ( รด.)…..การเข้าอบรมการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนี้ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน และผู้ประสพเหตุหมดสติ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

ภายในงานมีการสอนวิธีช่วยเหลือชีวิตขั้น พื้นฐาน CPR ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตลอดการใช้เครื่อง กระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ให้ผู้ร่วมเข้ารับการอบรมได้ปฏิบัติจริง ทำให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พว.ดวงพร แหล่งหล้า พยาบาลชำนาญการ และ ทีมพยาบาล รพ.พญาไท3 เป็นผู้ให้ความรู้ในครั้งนี้ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ได้ทันท่วงที และ นำส่งต่อถึงมือแพทย์ได้ย่างปลอดภัย

โรงพยาบาลพญาไท3 มีความยินดีอย่างยิ่งที่ไว้วางใจให้เราได้ดูแล และหวังว่านักเรียนศึกษาวิชาทหาร ทุกท่านจะได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ ให้เกิดประโยชน์ในการดูแลประชาชน ช่วยเหลือสังคมต่อไป