ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จากอุทกภัย และน้ำป่าไหลหลาก

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 พร้อมช่วยเหลือพี่น้องประชาชน จากอุทกภัย และน้ำป่าไหลหลาก

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายอากาศในห้วงเดือนสิงหาคมนี้ว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา โดยจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 80 ของพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ กับจะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และหนักมากในบางแห่ง ประกอบกับในบางช่วงจะมีร่องมรสุม พาดผ่านบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้จะมีพายุหมุนเขตร้อนบริเวณทะเลจีนใต้ที่มีโอกาสสูงจะเคลื่อนเข้าใกล้หรือเคลื่อนผ่านประเทศไทย โดยขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่ม

ในการนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในห้วงนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้สั่งการให้ หน่วยขึ้นตรง ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ในทุกพื้นที่หน่วยทหาร เตรียมความพร้อมในการเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ทันที โดยความร่วมมือของส่วนราชการ, ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาในการระดมศักยภาพ ทั้งทางด้านกำลังพล, ยุทโธปกรณ์ และชุดแพทย์เดินเท้าเคลื่อนที่ในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ประสบภัยพิบัติต่างๆ และต้องการความช่วยเหลือ ขอให้ท่านได้กรุณาแจ้งข่าวสารได้ที่ หน่วยทหารใกล้บ้าน หรือศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 หมายเลขโทรศัพท์ 055 – 242859, Facebook : ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองทัพภาคที่ 3 และ เว็บไซต์ : กองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) http://army3.rta.mi.th/ เพื่อรับทราบข้อมูล เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ในพื้นที่เป็นการเร่งด่วน


“ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” พลิกฟื้นผืนป่า สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา ต่อยอดงานของมูลนิธิโครงการหลวง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยภูเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ตามแนวทางพระราชทานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาตลอดระยะเวลา 50 ปีการดำเนินงานโครงการหลวง ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ดีขึ้นตามลำดับ

“ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” หมู่บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ลำดับที่ 35 ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 และเป็นโครงการหลวงลำดับสุดท้ายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งนี้เพื่อดำเนินงานสนองพระราชปณิธาน มีเป้าหมายในการเสริมสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจทดแทนการปลูกฝิ่น และการทำไร่เลื่อนลอย

“ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาสูง ห่างไกล และทุรกันดาร เป็นหมู่ บ้านของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ มีฐานะยากจน ดำรงชีพ ด้วยการปลูกฝิ่น รวมทั้งเริ่มมีการบุกรุกขยายพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพด มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ มูลนิธิโครงการหลวงจึงเข้าไปพัฒนาชุมชนดังกล่าว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงก่อตั้งมูลนิธิโครงการหลวง โดยเริ่มดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่โครงการหลวง คือ การพัฒนาชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวเขา ลดการปลูกฝิ่น และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร โดยเจ้าหน้าที่มูลนิธิโครงการหลวง ได้เข้าไปสำรวจและปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง และเริ่มดำเนินงานพัฒนาด้านต่างๆ มาตามลำดับ และก่อตั้งเป็น “ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ” มีลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีสูงจากระดับน้ำทะเล 500-1,200 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียส ประชากรชาวไทยภูเขา เผ่าปกาเกอะญอ รวม 6 หมู่บ้าน 14 หย่อมบ้าน จำนวนประชากรกว่า 5,610 คน

ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ได้จัดทำแปลงทดสอบสาธิตการปลูกพืช และศึก ษาการ เจริญเติบโตของพืชภายใต้สภาพแวดล้อมบริเวณศูนย์ฯ เพื่อคัดเลือกชนิดพืชที่มีความเหมาะสมส่งเสริมแก่ เกษตรกร ภายใต้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้แก่ พืชผัก ไม้ผล และกาแฟ จนสามารถสร้างรายได้และความ เป็นอยู่ที่ดีแก่เกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ยังสนับ สนุน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมการปลูกป่าชาวบ้านตามแนวพระราชดำริ ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ปรับปรุง ความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการผลิตปุ๋ยหมัก การปลูกหญ้าแฝก ส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พึ่งพา ตนเอง ภายใต้บริบทของชุมชน โดยร่วมระหว่างชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการพัฒนายุวเกษตรกรโครงการหลวง เพื่อเป็นเกษตรกรที่ดีในอนาคต

จุดเรียนรู้ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ : แปลงสาธิตการปลูกพืชผักและไม้ผล ได้แก่ เบบี้ฮ่องเต้ กวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลีเสาวรสหวาน และสตรอว์เบอร์รี่

การเดินทาง

  • เส้นทางที่ 1 เส้นทางเชียงใหม่-อมก๋อย-บ้านเลอตอ ระยะทาง 285 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วย รถยนต์ช่วงฤดูฝน ประมาณ 6 – 7 ชั่วโมง และนอกฤดูฝน 5 ชั่วโมง
  • เส้นทางที่ 2 เส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง-ตาก-แม่สอด-แม่ระมาด-เลอตอ ระยะทาง 372 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมง
  • เส้นทางที่ 3 เส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง-อำเภอบ้านตาก–แม่ระมาด-เลอตอ ระยะทาง 350 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 6.45 ชั่วโมง และเส้นทางแม่ละมาด-บ้านเลอตอ ระยะทาง 45 กิโลเมตร ใช้เวลา เดินทาง 2 ชั่วโมง 30 นาที สภาพถนนไม่ดี 30 กิโลเมตร

กองทัพภาคที่ 3 ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพัฒนาความเจริญทุกมิติให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน อย่างยั่งยืนตลอดไป


ทับสะแกกวาดล้าง กลุ่มผู้ค้า/ ผู้เสพยาเสพติด ภายใต้ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวบผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมยาบ้า 79 เม็ด

ประจวบคีรีขันธ์ _ อำเภอทับสะแกกวาดล้าง กลุ่มผู้ค้า/ ผู้เสพยาเสพติด ภายใต้ยุทธการเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวบผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมยาบ้า 79 เม็ด

ตามนโยบายรัฐบาล”เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด No Drugs Noท Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดภัยยาเสพติดและการขับเคลื่อนงานระยะเร่งด่วน(Quick Win ) “5 ไร้ทุกข์ 3 สร้างสุข” ตามนโยบายกระทรวงมหาดไทยโดยดำเนินการการขับเคลื่อนงาน “ไร้ทุกข์ที่ 1” (การป้องกันปราบปรามยาเสพติด เพื่อช่วยเหลือเยียวยาคืนคนดีสู่สังคม) ได้ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุมผู้ค้า/ผู้เสพและผู้ติดยาเสพติด (สัปดาห์สีแดง) และยุทธ การเมืองสามอ่าวล้างบางยาเสพติด”อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 ภายใต้การอำนวยการของ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสนผวจ.ประจวบคีรี ขันธ์ ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการ ปส.จ.ประจวบคีรีขันธ์สั่งการให้ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก ในฐานะผอ.ศป.ปส.อ.ทับสะแก มอบหมายให้ นายทนงศักดิ์ รุ่งรัศมี ปลัดอาวุโส เจ้าพนักงาน ป.ป.ส อำเภอทับสะแก, นายพงศ์นรินทร์ สุขประเสริฐ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วย สมาชิก อส.อ.ทับสะแกที่ 6, นายธนพล ยอดแก้วผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 ตำบลเขาล้าน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 8 ตำบลเขาล้าน ตรวจสอบการลักลอบการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในพื้นที่ตำบลเขาล้าน จากการตรวจสอบได้ดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจำนวน 5 ราย ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อกล่าวหา ดังนี้

  1. นายสราวุธ สงวนนามสกุล มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) จำนวน 44 เม็ด โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย
  2. นายสุนทร สงวนนามสกุล มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) จำนวน 35 เม็ด โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย
  3. นายอนุ สงวนนามสกุล โดยกล่าวหาว่า เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยผิดกฎหมาย
  4. นายพิพัฒน์ชัย สงวนนามสกุล สมัครใจเข้ารับการบำบัด
  5. นายนครินทร์ สงวนนามสกุล สมัครใจเข้ารับการบำบัด

พร้อมของกลางทั้งหมด ยาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาบ้า) จำนวน 79 เม็ด โดยได้บันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนสภ.ทับสะแก เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

พ่วงชนท้ายรถติดไฟแดง 4 คันรวด คนขับดับคาที่ ส่วนเก๋งถูกอัดพังยับ คนขับไม่มีรอยข่วน โชว์หลวงปู่ทวด และเสด็จเตี่ย

ประจวบคีรีขันธ์ _ พ่วงชนท้ายรถติดไฟแดง 4 คันรวด คนขับดับคาที่ ส่วนเก๋งถูกอัดพังยับ คนขับไม่มีรอยข่วนโชว์หลวงปู่ทวด และเสด็จเตี่ย

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พ.ต.ท.สมพล สุภาพงษ์ พนักงานสอบสวน สภ.กุยบุรี จังหวัดประ จวบคีรีขันธ์ รับแจ้งว่ามีอุบัติเหตุรถชนท้ายกันหลายคัน บริเวณสี่แยกไฟแดงกุยบุรี ฝั่งขาเข้า กทม. ต.กุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงพร้อมด้วย ตำรวจทางหลวง-กู้ภัยตำรวจทาง หลวง จุดกุยบุรี กู้ภัยมูลนิธิหลวงพ่อในกุฏิ วัดกุยบุรี ร่วมตรวจสอบ ที่เกิดเหตุ พบรถพ่วงบรรทุกไม้ หัวลากสีขาว ทะเบียน 71-0069 เพชรบุรี ชนอัดติดท้ายรถบรรทุกสิบล้อ ด้านหลังบรรทุกมะพร้าวปอกมาเต็มคัน สภาพด้านหน้ารถพ่วงอัดติดท้ายสิบล้อพังยับ ภายในห้องโดยสารพบโชเฟอร์เสียชีวิตคาที่ ที่ด้านข้างของรถบรรทุกมะพร้าวยังมีรถกระบะสี่ล้อแบบรั้ว บรรทุกทุกเรียนมา ถูกชนเบียดติดกันอยู่ โดยไม่มีคนเจ็บแต่อย่างใด

สืบเนื่องจากความรุนแรงจากการชน ทำให้รถพ่วงอัดติดคาท้ายรถบรรทุกมะพร้าว ไม่สามารถดึกออกด้วยรถยก จึงต้องประสานรถเครนมาช่วย ซึ่งกว่าที่รถจะมาก็เป็นเวลา 5 นาฬิกาเศษ และเมื่อดึงรถออกได้ จึงต้องใช้รถยกลากมายังข้างทางเพื่อให้กู้ภัยใช้เครื่องตัดถ่างมางัดซากรถเพื่อนำร่างคนขับออกมาได้ ซึ่งเวลาทั้งหมดเกือบ 3 ชั่วโมง ในเบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานของผู้เสียชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากรถทั้ง 3 คันนี้ ยังมีรถเก๋งโตโยต้า ยารีส สีขาว ทะเบียน 1ขศ 4756 กทม.ที่จอดติดไฟแดงและถูกชนอัดก็อปปี้จนรถพังรอบคัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำมาจอดที่ สภ.กุยบุรีก่อนหน้าแล้ว ซึ่งสอบถามนายนิค โชเฟอร์รถคันดังกล่าว ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เล่าให้ฟังว่า ตนเองขับรถมาจอดติดแฟงแดง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังสนั่นท้ายรถ จากนั้นรถตนเองก็กระเด็นไปชนท้ายรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่จอดด้านหน้าจนพังดังที่เห็น แต่ตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด โดยเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองห้อยคออยู่ ได้แก่หลวงปู่ทวด 2 เอง เหรีญเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรฯ ตะกรุดหนังเสือ และหางไถที่แม่ของตนให้มา ช่วยคุ้มครองให้ตนเองปลอดภัยดังกล่าว นายนิคกล่าวพร้อมกับโชว์พระที่ตนเองห้อยคออยู่

สำหรับสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ คาดว่า คนขับรถพ่วงอาจเกิดอาการหลับใน หรือไม่ก็ขับมาไวไม่ทันสังเกตว่ามีรถติดไฟแดงจึงชนเข้าอย่างจัง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป



ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

เพชรบูรณ์ แห่เล่นน้ำคลองหน้าเขาปู่ คลายร้อนอย่างคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในบริเวณคลองน้ำสายซับเปิบ-วังโป่ง ทางข้ามไปเขาปู่ บ้านวังไทรทอง หมู่1 ต.ซับเปิบ อ.วังโป่ง จ.เพชรบูรณ์ ได้มีชาวบ้านรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างพาครอบครัว ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ เดินทางไปเล่นน้ำคลายร้อนซึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ มีการนำเสื่อมาปู นั่งทานข้าว มาถ่ายรูป บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน และคึกคักท่ามกลางอากาศร้อน โดยภายในบริเวณคลองซับเปิบ-วังโป่ง (หรือเรียกชื่ออีกว่าคลองหน้าเขาปู่) ซึ่งสามารถเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย

สำหรับน้ำคลองซับเปิบ (หรือเรียกชื่ออีกว่าคลองหน้าเขาปู่) มีน้ำไหลมาจากน้ำตกสาละนิน น้ำตกคลองบ่อย่า น้ำตกลาดค่า อยู่บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ หรือชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่า”เขาย่า”ซึ่งน้ำตกนี้อยู่ในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าวังโป่ง-ชนแดน น้ำใสสะอาด สามารถสัมผัสธรรมชาติได้หลากหลายมุม ภายในคลองมีลักษณะน้ำใสไหลตามคลองตามริมฝั่งเป็นหาดทรายให้นั่งเล่นชมบรรยากาศภูเขาล้อมรอบปูนธรรมชาติสวยงาม โดยมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของกิน ไม่ว่าจะเป็นหมูย่าง ไก่ย่าง ส้มตำ ลูกชิ้นย่าง ลูกชิ้นลวก เครปญี่ปุ่น น้ำดื่ม ทั้งยังมีผลไม้ให้นักท่องเที่ยวได้ทาน โดยมีชาวบ้านมาดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักผ่อน เล่นน้ำได้อย่างสุขใจ

โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวจะเอยะมาก เนื่องจากน้ำที่นี่ยังสะอาดใสบริสุทธิ์ ชนิดที่มองเห็นตัวปลาแหวกว่าย แถมยังเย็นสบายด้วย ซึ่งบางคนยังใช้โอกาสแห่งความสุขนี้ในการนั่งทานอาหาร นั่งเล่นชิวๆ ถ่ายรูป และมีเด็กๆนำวอลเลย์บอลมาเล่นอย่างสนุกสนาน
ด้านชาวบ้านรายหนึ่งที่เดินทางมาเที่ยวพักผ่อนกับลูกหลายเปิดเผยว่า เห็นเขาลงคลิปว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเล่นน้ำคลายร้อน จึงลองมาดูปรากฏว่าเป็นสถานที่น่าเล่นน้ำมาก น้ำใส เย็นสบาย น้ำไม่ลึก ลูกหลานสามารถลงเล่นได้สบายไม่ต้องกลัวว่าจะจมน้ำ สถานที่จอดรถก็สะดวกสบาย ตนมาเที่ยวพักผ่อนครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงอยากจะเชิญชวนชาวอำเภอวังโป่งและใกล้เคียงมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ แต่อยากจะขอให้ช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย จะได้มีที่เที่ยวพักผ่อนอยู่กับเราไปนานๆ

นางละเอียด ปทิตตาฟุ้งสกุล อายุ 44 ปี แม่ค้าในชุมชน บอกว่าตนมาขายของที่ตรงมาทุกวัน ช่วงวันหยุดบ่ายโมงนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกันมาและกลับกันช่วงประมาณ1ทุ่ม แต่ถ้าเป็นวันธรรมดาประมาณ4โมงเย็นก็จะเริ่มเข้ามา โดยส่วนมากจะเป็นพ่อแม่พาลูกหลานมาเล่นน้ำและมาหาของกิน ส่วนตนนั้นได้ขายของหมดที่วัน


มนสิชา คล้ายแก้ว รายงาน

สุดแปลก! ต้นสะเดาออกใบสีเหลืองทอง ชาวบ้านเชื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่นำธูปเทียนไหว้ ขอโชคลาภ

นครนายก – สุดแปลก! ต้นสะเดาออกใบสีเหลืองทอง ชาวบ้านเชื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่นำธูปเทียนไหว้ ขอโชคลาภ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านลำบัวลอย ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก แห่นำธูปเทียนมาไหว้ขอโชคลาภ ต้นสะเดาแปลกออกใบสีเหลืองทอง อยู่บริเวณภายในลานจอดรถวัดลำบัวลอย ซึ่งเป็นต้นสะเดาคู่ ต้นหนึ่งออกใบสีเขียวปกติ แต่อีกต้นแปลกมากออกใบสีเหลืองทองช่วงบนยอดเป็นพุ่มสวยงาม ใบเป็นสีเหลืองทองมาประมาณ 1 เดือนแล้วยังไม่ร่วง ชาวบ้านเชื่อน่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตอยู่จึงพากันมาไหว้ขอโชคลาภ โดยใช้แป้งโรยลูบๆ ถูๆ และมุงดูอย่างใจจดใจจ่อ และก็ไม่ผิดหวังเมื่อชาวบ้านรายหนึ่งชี้ให้ดูเห็นเลขเด็ด 3 ตัวตรงๆ คือเลข 467 ส่วนเลขธูปได้ 879 ต่างก็พากันนำโทรศัพท์ถ่ายไว้เพื่อนำไปเสี่ยงโชคในวันที่ 16 ส.ค. นี้

สอบถาม นางลัดดา แขวงนก (ยายดา) อายุ 70 ปี ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ใกล้วัดลำบัวลอย เล่าว่า ตนเองเป็นคนในพื้นที่เข้าออกวัดเป็นประจำ เหลือบเห็นยอดต้นสะเดาใบมันสีเหลืองมาครึ่งต้น แล้วก็เป็นสีเหลืองมาได้สัก 1 เดือนแล้ว สะเดาคู่นี้อายุก็ประมาณ 30-40 ปี เห็นมาตั้งแต่ตนเองยังสาวๆอยู่เลย ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนี้ เกิดมาพึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ครั้งที่แล้วก็มีคนเขามาขอโชคลาภ แล้วก็ได้โชคกันไป

ต้นสะเดาแปลกออกใบสีเหลืองทองต้นนี้ มีอายุราว 30-40 ปี ขนาดลำต้น 2 คนโอบ สูงประมาณ 20 เมตร ซึ่งชาวบ้านต่างก็พูดเหมือนกันว่า เป็นเรื่องที่แปลกมาก ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยออกใบสีเหลืองแบบนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกและไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เมื่อปีที่แล้วก็ออกใบเป็นสีเขียวปกติ ในบริเวณนี้มีต้นสะเดาอยู่หลายต้นก็ไม่เป็น เป็นอยู่ต้นเดียวใบก็ไม่ร่วงสักที มีแต่จะเหลืองจากด้านบนลงมาเรื่อยๆ สีเหลืองยังกับทองคำ และยังหาดูได้ยากอึกด้วย


เนรมิต มงคลกิตติกานต์
ผู้สื่อข่าวนครนายก/รายงาน

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อ่านคำพิพากษา เพิ่มโทษลุงพลจาก 20 ปี เป็น 26 ปี

มุกดาหาร – ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดอ่านคำพิพากษาคดีฆาตกรรมน้องชมพู่ โดยนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล เดินทางมารับฟังคำพิพากษาที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ขณะที่พ่อและแม่น้องชมพู่ ก็เดินทางมารับฟังคำพิพากษาเช่นกัน ล่าสุดชั้นอุทธรณ์ สั่งจำคุก 26 ปี จากเดิม 20 ปี ฐานเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยไม่มีเหตุอันสมควร และอำพรางศพ ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบครัวผู้ตาย ขณะที่นางสมพร หลาบโพธิ์ หรือป้าแต่น จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

วันที่ 13 กย.68 เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 นัดอ่านคำพิพากษาคดีฆาตกรรมเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ วัย 3 ขวบ ซึ่งหายตัวไปจากบ้านพักภายในหมู่บ้านกกกอก จังหวัดมุกดาหาร เมื่อปี 2563 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกนายไชย์พล วิภา 20 ปี ส่วนภรรยายกศาลยกฟ้อง

โดยช่วงเช้านายไชย์พล วิภา หรือลุงพล และ นางสมพร หลาบโพธิ์ จำเลยที่ 1-2 เดินทางมาที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร เพื่อรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีเด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ วัย 3 ขวบหายไปจากบ้านพักภายในหมู่บ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหารเมื่อ ปี 2563 ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกนายไชย์พล 20 ปี ใน 2 ข้อหา คือ พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครอง และ ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนภรรยายกฟ้อง ขณะที่นางพชรมน พชรภัสรส์ ชื่อเดิม นางสาวิตรี วงค์ศรีชา และ นายอนามัย วงค์ศรีชา พ่อและแม่น้องชมพู่ ก็เดินทางมารับฟังคำพิพากษาในช่วงเช้าเช่นกัน

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 เด็กหญิงอรวรรณ วงศ์ศรีชา หรือ น้องชมพู่ วัย 3 ขวบหายไปจากบ้านพักภายในหมู่บ้านกกกอก ทำให้ชาวบ้านมากกว่า 200 ชีวิตออกตามหา ต่อมาในช่วงค่ำวันที่ 14 พฤษภาคม พบเป็นศพอยู่ในสภาพเปลือยกาย อยู่บนภูเหล็กไฟ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโลเมตร จากนั้นตำรวจภูธรภาค 4 และ ชุดสืบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ลงพื้นที่คลี่คลายคดีนานกว่า 1 ปี กระทั่งวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ตำรวจได้ออกหมายจับนายไชย์พล โดยเชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในการเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 3 ขวบ ส่วนนางสมพร ก็ถูกดำเนินคดี 1 ข้อหาเช่นกัน โดยหน้านี้ ศาลชั้นต้นจังหวัดมุกดาหาร มีค่าพิพากษาจำคุกนาย ไชย์พล วิภา หรือที่ 1 มีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความดาย (มาตรา 291) ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 สั่งจำคุก 26 ปี นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล จากเดิม 20 ปี ฐานเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีโดยไม่มีเหตุอันสมควร และอำพรางศพ (มาตรา 317 วรรคแรก) ลงโทษ จำคุกกระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี และชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ครอบ ครัวผู้ตาย ขณะที่นางสมพรหลาบโพธิ์ หรือป้าแต่น จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

นายอนามัย วงค์ศรีชา พ่อน้องชมพู่ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับความยุติธรรม จากคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ภาค 4 คดีน้องชมพู่ นาง พชรมน พชรภัสรส์ หรือชื่อเดิมคือ นางสาวิตรี วงค์ศรีชา แม่น้องชมพู่ กล่าวว่า ขอขอบคุณทนายทุกท่าน ได้ปรึกษาและให้กำลังใจบ้าง เวลาโดนกลั่นแกล้งก็คุยกันได้ ตลอดจนเรื่องดราม่าต่าง ๆ รอบนี้น้องชมพู่ก็ได้รับความยุติธรรมอีกแล้ว เมื่อวานได้ไปหาน้องชมพู่แล้วว่าจะมาศาลเพื่อฟังคำพิพากษา

ด้าน นายพิสิษฐ์ ตรัยเจริญเมธากุล ทนายแม่น้องชมพู่ เปิดเผยว่า คดีน้องชมพู่เดิมทีฟ้องเป็นเจตนาฆ่า แต่ศาลชั้นต้นลงว่าประมาท 10 ปี พรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จาก 10 ปี เป็น 20 ปี ซึ่งโจทย์และโจทย์ร่วมไม่พอใจ ก็ได้อุทธรณ์ไปว่า การกระทของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล ซึ่งทางศาลอุทธรณ์ภาค 4 ท่านก็เห็นด้วยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 นั้นมีความผิดฐานเจตนาฆ่า และลงโทษวางโทษจำคุกไว้ 15 ปี ส่วนพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 10 ปี และกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับศพ อาจทำให้ศพเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งหมด 26 ปี ซึ่งแตกต่างในข้อหาที่ศาลลง ต้องโทษที่หนักขึ้นเดิม 20 ปี เป็น 26 ปี ส่วนชดใช้ให้โจรย์ร่วมที่ 1 จำนวน 1,350,000 บาท และโจทย์ร่วมที่ 2 จำนวน 1,200,000 บาท ส่วนมาตรา 288 ลงโทษได้ตั้งแต่ประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต จำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี มองว่าพฤติกรรมจำเลยที่ 1 ร้ายแรงและโหดร้าย ส่วนปล่อยเด็กไว้บนภูเขาตั้งหลายชั่งโมงก่อนจะเสียชีวิต อยู่คนเดียวกลางป่ากลางเขา มองว่าพฤติกรรมของจำเลยเล็งเห็นได้ว่า เด็กย่อมทนทุกข์ทรมาน ซึ่งประเด็นนี้ก็จะฎีกาต่อไป..

ทั้งนี้นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล จำเลยที่ถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 26 ปี คดีน้องชมพู่ เสียชีวิต ได้ยื่นขอประกันตัว โดยศาลจังหวัดมุกดาหาร ได้เสนอไปยังศาลฎีกา ซึ่งทางศาลฎีกายังไม่มีคำตอบลงมาว่าจะให้ประกันตัวในวงเงินเท่าไหร่ จึงต้องรอคำสั่งต่อไป


อนุศักดิ์ – เสาวภา แสนวิเศษ // มุกดาหาร 081-5449094

นายโยธิน พรมแตง
บรรณาธิการข่าว อาวุโส สำนักข่าวความมั่นคง
รายงาน

“จิตอาสา” พัฒนาทำความสะอาด ปรับปรุงภูมิทัศน์ วัดพระบรมธาตุ ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

จ.อุตรดิตถ์ – “จิตอาสาพัฒนาทำความสะอาด ปรับปรุงภูมิทัศน์วัดพระบรมธาตุ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์”

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองพลทหารม้าที่ 1 โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 20 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 21 จัดกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ของหน่วย ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และประชาชนจิตอาสา จัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาทำความสะอาด ปรับปรุงภูมิทัศน์วัดพระบรมธาตุ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับเชิญเสด็จพระราชดำเนินทรงยกปลียอดทองคำเจดีย์พระบรมธาตุทุ่งยั้ง โดยมี นายสุรวุธ จันทร์งาม นายอำเภอลับแล เป็นประธานฯ ณ วัดพระบรมธาตุ ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์


นาคา คะเลิศรัมย์/รายงาน

พล.ต.อ.ธนายุตม์ เป็นประธาน “การประชุมเตรียมความพร้อม ก่อนการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ห้วงระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68

ตามอนุมัติ ผบ.ตร. ลง 8 ส.ค.68 ท้ายหนังสือ สยส.ตร.ด่วนที่สุด ที่ 0007.22/5316 ลง 5 ส.ค.68 เรื่อง ขออนุมัติการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ และหนังสือ ตร.ด่วนที่สุด ที่ 0007.22/2389 ลง 8 ส.ค.68 เรื่อง กำหนดห้วงการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68 (รวม 10 วัน) จึงกำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมเป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน ทั้งกรณีทั่วไป (On Ground) และทางออนไลน์(Online) และจับกุมบุคคลตามหมายจับ ในระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68 โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส1) เป็นผู้รับผิดชอบการปฏิบัติในภาพรวม

วันนี้(วันพุธที่ 13 ส.ค.68) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.(สส) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. รรท.ผู้ช่วย ผบ.ตร.(สส1) เป็นประธาน “การประชุมเตรียมความพร้อม ก่อนการระดมกวาดล้างอาชญากรรม เป้าหมายผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนและสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ ในระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68 (รวม 10 วัน) ภายใต้แผนยุทธการ พิชิตคนพาล อภิบาลคนดี“

โดยมี พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ แจ้งอริยวงศ์ รอง ผบช.สยศ.ตร.
พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ป., พล.ต.ต.วันชนะ บวรบุญ ผบก.ขส.บช.ปส., พล.ต.ต. โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. พร้อมด้วย รอง ผบช. และ ผบก. ที่รับผิดชอบงานสืบสวน ภ.1-9 ,รอง ผบก.น./ภ.จว./บก. ที่รับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวน และ หน.สน./สภ./กก.สส. เข้าร่วมประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

โดยประธานมีข้อสั่งการ ดังนี้

  1. เปิดศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม CCOC ให้แต่ละหน่วยเปิดศูนย์ปฏิบัติการสั่งการและควบคุม (Command and Control Operations Center : CCOC) เพื่อเป็นศูนย์อำนวยการควบคุมสั่งการติดตามและประสานการปฏิบัติในการบริหารติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ณ ที่ตั้งของหน่วย ในวันที่ 14 ส.ค.2568 เวลา 12.00 น. โดย รอง ผบช.ที่รับผิดชอบงานสืบสวน เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ โดยให้ทุกหน่วยแจ้งรายชื่อหัวหน้าศูนย์, รองหัวหน้าศูนย์ และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการรายงานระดับ ผกก. 1 นาย และเจ้าหน้าที่อีก 2 นาย พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ ให้ฝ่ายเลขาฯ(สยศ.ตร.(ผอ.)ทราบ ภายในวันที่ 13 ส.ค.2568 ก่อนเวลา 16.00 น.
  2. ดำเนินการขยายผลคดีอาวุธปืน การจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนทั้งกรณีทั่วไป (On Ground) และทางออนไลน์ (On Line) ให้ดำเนินการสอบสวนและสืบสวนขยายผลไปสู่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังหรือกลุ่มบุคคลที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือในการกระทำความผิด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายทุกกรณีอย่างเฉียบขาด
  3. ตรวจสอบหมายจับคงค้างในระบบ Crime เน้นย้ำให้ทุกหน่วย สั่งการ หน.สน./สภ. หรือ กก.สส. ในสังกัดตรวจสอบหมายจับคงค้างในระบบ CRIMES อย่างสม่ำเสมอ หากมีการจับกุมผู้ต้องหา, ผู้ต้องหาตาย, อายัด หรือถอนคำร้องทุกข์ ให้ลงข้อมูลจำหน่ายหมายจับออกจากระบบให้เรียบร้อย เพื่อได้ยอดหมายจับคงเหลือสุทธิตรงกับการปฏิบัติจริง โดยฝ่ายเลขาฯ(สยศ.ตร.(ผอ.) จะนำข้อมูลในระบบ CRIMES มาเปรียบเทียบกับรายงานผลการจับกุมที่หน่วยรายงาน
  4. ปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ ยุทธวิธี กำชับการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยุทธวิธีตำรวจที่ได้รับจากการฝึกอบรมตามโครงการสืบสวนสัมพันธ์ (Detective Harmony : DH01) เน้นการสนับสนุนและ ประสานปฏิบัติงานซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด โดยการปฏิบัติภารกิจให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
  5. กรณีมีผลจับกุมรายสำคัญ กรณีมีผลการจับกุมรายสำคัญ มีของกลางเป็นจำนวนมากหรือเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ให้รายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นทราบทันที โดยให้จัดแถลงผลการจับกุมในพื้นที่ทันที
  6. การรายงานผล และการคำนวณผลคะแนน การรายงานผลการปฏิบัติ การรวบรวมและคำนวณผลคะแนนในภาพรวมของ บช./ภ. ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และแบบรายงานที่ ตร. กำหนด โดย ให้ผู้บังคับบัญชาระดับ บช./ภ. รับรองความถูกต้องก่อนรายงานให้ ตร. (ผ่าน สยศ.ตร.(ผอ.)) ทราบทุกครั้ง
    1. การรายงานประจำวัน ให้ตัดยอดการจับกุม ณ เวลา 24.00 น. ของวันนั้นๆ แล้วรายงานให้ ตร. (ผ่าน สยศ.ตร.(ผอ.)) ทราบ ก่อนเวลา 09.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ห้ามล่าช้าโดดเด็ดขาด (รายงานครั้งแรก 16 ส.ค.68)
    2. การรายงานสรุปผล ให้ทุกหน่วยสรุปผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 15-24 ส.ค.68 ให้ตร.(ผ่าน สยศ.ตร.(ผอ.))ทราบ ภายในวันที่ 25 ส.ค.2568 ก่อนเวลา 12.00 น.เพื่อรวบรวมสรุปผลการปฏิบัตินำเรียน ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร.(สส)ต่อไป
  7. การแถลงผลจับกุมในภาพรวมของตร. ให้ บช.น., ภ.1 , ภ.2 , ภ.7 , ก. , ปส. และ สอท. นำอาวุธปืน ของกลางที่ตรวจยึดจับกุมได้มาร่วมการแถลงผลการปฏิบัติ โดยจะกำ หนดวันเวลา และสถานที่แถลงผลการจับกุมอีกครั้ง ทั้งนี้ให้หน่วยที่นำของกลางมาแถลง จัดทำบัญชีของกลาง และเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของกลางให้เรียบร้อย อย่าให้มีการสับเปลี่ยนของกลาง หรือเกิดการสูญหายโดยเด็ดขาด
  8. ตรวจสอบ ควบคุม กำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับตรวจสอบควบคุมกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ห้ามมิให้เรียกรับผลประโยชน์จากผู้กระทำความผิด การจับกุมในลักษณะกลั่นแกล้ง มีส่วนพัวพัน หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากพบว่ามีการกระทำความผิดให้ดำเนินการทั้งทางอาญา วินัย และทางปกครอง อย่างถึงที่สุด “การทำงานของนักสืบต้องยึดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับ นโยบายของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด”

ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม.


“5 ขา” เดือนเดียว! ทุ่นระเบิดเขมร “ละเมิด” หยุดยิง-หยามไทย

ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 – วันนี้ (14 สิงหาคม 2568) เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ทหารไทย “เหยียบทุ่นระเบิดเขมร” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ต้องสูญเสีย “ขา” ไปแล้ว 5 ขา… 5 นาย!

1. ถ้าเป็นลูกหลานของคุณ… จะรู้สึกอย่างไร?

ลองจินตนาการดูว่าถ้ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายบอกว่า “เขารอด… แต่ขาขาด”

หลายคนคงน้ำตาคลอทุกครั้งที่นึกถึงภาพทหารกล้าเหยียบทุ่นระเบิดจนเสียขา นี่ไม่ใช่แค่การสูญเสียอวัยวะ แต่มันคือการสูญเสียความฝันในอนาคต ความปกติสุขของทั้งครอบครัว และชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล… จากทหารที่กำลังลาดตระเวนชายแดนกับภารกิจปกป้องประเทศ กลับกลายเป็นผู้ต้องต่อสู้กับการเดินโดยใช้ “ขาเทียม”ความฝันที่อาจไม่เหมือนเดิม แต่หัวใจยังคงรักชาติ พวกเขาไม่ได้หวังให้ใครมาปลอบ แต่ต้องการ “ความเข้าใจ” และ “ความรับผิดชอบ”

2. คำพูดที่อยากได้ยินจากผู้มีอำนาจ

ทหารแต่ละคนเสียขาเพื่อประเทศ… พวกเขาไม่ต้องการคำปลอบที่ไม่ได้ออกมาจากหัวใจ แต่ต้องการให้เสียงนั้นกลายเป็น “การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้” พูดด้วยความ “เห็นอกเห็นใจ” เช่น

“ผมรู้สึกเจ็บปวดแทนน้องๆ ทุกท่านที่ต้องสูญเสียขา ทุกท่านคือผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริงที่เราไม่อาจมองข้าม รัฐบาลจะเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีก และจะดูแลทุกท่านอย่างเต็มที่” และ

“นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการละเมิดกติกาสากล ไทยจะปกป้องกำลังพลและประชาชนทุกวิถีทางอย่างถึงที่สุด”

เหล่านี้ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นคำมั่นสัญญา… ถ้าพูดทำนองนี้ กระแสดราม่าก็คงไม่เกิดขึ้น

3. แล้วไทยควรจัดการกัมพูชาอย่างไร?

(1) เจรจากับ “คนไร้อารยะ”… ได้ผลจริงหรือ?เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประชุม GBC กันมาแล้ว แต่กัมพูชา “เบี้ยว” ไม่ยอมรับที่แก้จะปัญหาทุ่นระเบิดที่ตัวเองได้วางไว้ พอเกิดเหตุกลับโยนความผิดว่า “ทหารไทยเดินผิดทางไปเหยียบทุ่นระเบิดเก่า” ทั้งๆ ที่ทหารไทยไม่ได้เดินผิดทาง แต่ทุ่นระเบิดที่เหยียบนั้น เป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่เพิ่งนำมาวางบนเส้นทางเดิมด้วยเหตุนี้ การเจราจากับคนที่ไม่เคารพกติกาย่อมไม่ได้ผลแน่นอน!

(2) ตอบโต้ขั้นเด็ดขาด

ผมประทับใจคำพูดของท่านแม่ทัพภาคที่ 2 “ถ้าไม่สงบ ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องตอบโต้ด้วยกำลัง… เรามีสิทธิ์ปกป้องและคุ้มครองกำลังพลของเราเช่นกัน”

อีกทั้ง ได้อ่านบทสนทนาของทหารจากโพสต์ของจ่าไอซ์ ทัพฟ้า “พวกผมไม่ไหวแล้วนะเว้ยพี่… วันนี้เป็นพี่เค้า… วันพรุ่งนี้อาจเป็นผม… มะรืนอาจเป็นน้องอีกคน… เราไม่รู้เลยว่ามันวางไว้ตรงไหน… จะทำอะไร อยากให้รัฐบาลสั่ง… เอาให้จบจบไปเลย… พวกผมไม่ไหวแล้วเว้ยพี่”

อ่านแล้วเลือดขึ้นหน้า! 5 ขาที่ต้องสูญเสียไป ควรเป็นสัญญาณชัดเจนว่า “ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นและเอาคืน”

4. บทสรุปวันนี้

ทหารกล้าของเรา 5 นาย เสียขาไปแล้ว 5 ขา พรุ่งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญของผู้นำไทยในการปกป้องศักดิ์ศรีและชีวิตของทหารไทย

เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องชายแดน แต่มันคือเรื่องของ “ความรับผิดชอบและความกล้าหาญ”