มทบ.34 ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล และทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

มณฑลทหารบกที่ 34 พร้อม ข้าราชการ ประชาชนชาวพะเยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล และทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 เวลา 07.30 น. พลตรี กิตติ ด้วงแจ่ม ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 34 พร้อมด้วยกำลังพลมณฑลทหารบกที่ 34 ร่วม และข้าราชการพลเรือน ตุลาการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนชาวจังหวัดพะเยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล และทำบุญตักบาตร ข้าวสารอาหารแห้งแด่ พระสงฆ์ สามเณร ณ ศาลาประชาคมจังหวัดพะเยา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี พ. ศ. 2568 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่มีต่อปวงชนชาวไทย โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธาน มีรองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และประชาชนจิตอาสาพระราชทานร่วมในพิธีฯ

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนีพันปีหลวง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ด้านการส่งเสริมอาชีพ และความเป็นอยู่ของเด็ก สตรี และผู้ที่อยู่ชายขอบ หนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคือ ‘โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ’ ซึ่งภายหลังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งเป็นมูลนิธิ พระราชทานนามว่า ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์’ และเปลี่ยนเป็น ‘มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ’ เมื่อ พ.ศ. 2528 อันเป็นการส่งเสริมอาชีพและขณะเดียวกันยังอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยหลากหลายสาขา นอกจากนี้ยังทรงเอาพระทัยใส่ในกิจการ ด้านสาธารณสุข โดยได้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย และหากเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ ก็มักจะทรงถือโอกาสเสด็จฯ ทอดพระเนตรกิจการกาชาดของประเทศนั้น ๆ เพื่อทรงนำมาปรับปรุงกิจการสภากาชาดไทยอยู่เสมอ

ในด้านการเกษตร ทรงเน้นในเรื่องของการค้นคว้า ทดลอง และวิจัยหาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชสมุนไพร รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง มีราคาถูก ใช้เทคโนโลยีง่าย ไม่สลับซับซ้อน เกษตรกรสามารถดำเนินการเองได้ อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริฯ ซึ่งปัจจุบันมีการขยายโครงการไปมากกว่า 49 แห่งทั่วประเทศ พระราชกรณียกิจอีกด้านที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญเสมอคือ ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ผ่านโครงการ ‘บ้านเล็กในป่าใหญ่’ รวมถึง ‘โครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน’ ที่พระองค์พระราชทานเกาะมันใน จ.ระยอง จัดเป็นศูนย์ กลางอนุรักษ์และเพาะขยายพันธุ์เต่าทะเล พระราชทานชื่อว่า โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และ โครงการแก้ไขปัญหาช้างป่าตามแนวพระราชดำริฯ เป็นต้น

เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ จังหวัดพะเยา ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการปฏิบัติบูชาผ่านกิจกรรมจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ และร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชชนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์

#มณฑลทหารบกที่34 #กองทัพภาคที่3 #กองทัพบก #ทรงพระเจริญ

นที มีเดช รายงาน

พล.ต.ต.วิชิตฯ ผบก.ภ.จว.สมุทร ปราการ เป็นประธานเปิดกิจกรรมกิจกรรม “รวมพลคนแตร์ ประจำปี 2568”

วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2568 เวลา 09:30 น. พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผบก.ภ.จว.สมุทร ปราการ เป็นประธานเปิดกิจกรรมกิจกรรม “รวมพลคนแตร์ ประจำปี 2568” โดยมี พ.ต.อ.ชูตระกูล ยศมาดี รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ.ยศวัจน์ งามสง่า รอง ผบก.ฯ, พ.ต.อ. โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.ฯ พร้อมด้วย ผกก.ในสังกัด ภ.จว.สมุทรปราการ เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ได้มอบโล่รางวัลเกียรติคุณให้กับ ผู้แทนองค์การบริหารส่วน จังหวัดสมุทรปราการ และผู้แทนห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สำโรงและชมกิจกรรมการเเสดงภายในงาน ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล สำโรง อ.เมือง จว.สมุทรปราการ


พลตำรวจตรี ภคพงษ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

เพจ “ชณทัตลุยครับ” นำกลุ่มผู้ร้องเรียนประธานสหกรณ์การบินไทย ปมดองเรื่องร้องเรียน 20 เรื่อง กระทบการดำเนินงานสหกรณ์ ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

เพจ “ชณทัตลุยครับ” นำกลุ่มผู้ร้องเรียนประธานสหกรณ์การบินไทย ปมดองเรื่องร้องเรียน 20 เรื่อง กระทบการดำเนินงานสหกรณ์ ที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 : นายชณทัต ปัทะมะภูวดล ผู้ก่อตั้งเพจ “ชณทัตลุยครับ” นำทีมยื่นหนังสือให้กับตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ปมสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบิน ไทย เกิดปัญหาจากการบริหารงาน ที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 ได้พบการ กระทำความผิดหลายเรื่องและได้ร้องเรียนส่วนงานราชการ ไปหลายเรื่อง แล้วนั้น หลายเรื่องยังไม่ได้รับคำตอบและล่าช้ามาก ข้าพเจ้าขออนุญาตชี้แจงปัญหาต่างๆ ดังนี้

เนื่องด้วยทางส่วนงานราชการสหกรณ์จังหวัดสมุทรปราการ ดำเนินการพิจารณา ความผิดต่างๆ ที่ได้มีการร้องเรียนไปกว่า 20 เรื่อง ตั้งแต่เดือน เมษายน 2568 แต่การตัดสินเรื่องร้องเรียนต่างๆ ล่าช้ามาก ดังนั้นการตัดสินล่าช้ามากเท่าไหร่ ยิ่งเสมือนส่งเสริมให้ ทำให้ประธานสหกรณ์ฯ และพวก ยิ่งกล้ากระทำความผิด ที่ขัดต่อกฎหมาย และ ข้อบังคับ ระเบียบ ของทางสหกรณ์ มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น

  1. เรื่อง ประชุมดำเนินการ มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการชุดที่ 50/1 ขัดต่อข้อบังคับ คือ องค์ประชุมไม่ครบ และยังกล้าลงมติดำเนินการ รวมทั้งการแก้ไขรายงานการประชุม ปัญหาคือ จากมติดังกล่าว ทำให้ประธานและคณะกรรมการ ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยมิชอบ ดำเนินการกิจการสหกรณ์ โดยไม่มีอำนาจ และอาจทำให้สหกรณ์ เสียหาย และเข้าข่ายทุจริตการ แก้ไขรายงานการประชุมว่าองค์ประชุมครบ และไป อนุมัติทำนิติ กรรมสัญญาเงินกู้กับสหกรณ์อื่น การลงนามช่วยเหลือสมาชิก และการจัดโครงการสัมมนาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ อาจเสียหายเป็นหลักร้อยล้าน ถ้าส่วนงานราชการ “ไม่ยับยั้งมติ” ความล่าช้าจะทำให้ความเสียหายจะมากขึ้นเรื่อยๆ
  2. ประธานฯให้การช่วยเหลือ สมาชิกที่ขาดคุณสมบัติชัดเจน หลักฐานชัดเจน จากแผนกเร่งรัดหนี้ และ ประธานไม่ยอม บรรจุวาระ และลงมติ แต่กลับไปกลั่นแกล้งคนอื่นแทน ที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังให้ กรรมการที่ขาดคุณสมบัติท่านนี้ คงปฏิบัติหน้าที่ ไปออกหน่วย ไปสัมมนา และอนุมัติเรื่องต่างๆของสหกรณ์ การผิดนัดเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2568
  3. กลั่นแกล้งกรรมการ ที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ โดยทำการสอบสวน แบบไม่มีเอกสารให้คณะกรรมการท่านอื่น พิจารณา และไม่เปิดโอกาสให้ ผู้ที่โดนกล่าวหาชี้แจง ประธานฯ ให้ออกนอกห้องตั้งแต่แรกและลงมติ ให้ขาดคุณสมบัติ โดยประธานฯ ยกมือสองหน อ้างว่าคะแนนเท่ากัน ทั้งๆที่มีหน่วยงานราชการเป็นสักขีพยานอยู่ในที่ประชุมด้วย แต่ไม่ ดำเนินการใดๆ
  4. การลุแก่อำนาจ โดยการยกเลิก การสัมมนาที่อนุมัติไว้แล้ว โดยพลการ และ อนุมัติ ให้ไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ขอมติคณะกรรมการที่มีอำนาจ ผิดระเบียบและข้อบังคับ ทั้งหมดนี้ ทำให้สหกรณ์ฯเสียหาย หลายแสนบาท และสหกรณ์จังหวัด ยังไม่ตัดสินร้องเรียนไปกว่า 90 วันแล้ว
  5. อุทธรณ์คำสั่ง ของสหกรณ์จังหวัดฯ ที่ตัดสิน เรื่องของการสรรหากรรมการ ที่มีคะแนนเท่ากัน ขัดต่อระเบียบ ของสหกรณ์ ทำให้กรรมการที่เสียสิทธิ์ โดนหลอก โดยอ้างว่า มีระเบียบให้ ต้องจับสลาก ถ้าคะแนนเท่ากัน ทั้งๆที่ระเบียบไม่ได้กำหนดไว้ แต่ส่วนงานราชการตัดสินว่าสามารถทำได้

เรื่องทั้งหมดนี้ เกิดจากการที่หน่วยงานราชการ ตอบข้อข้อร้องเรียนล่าช้ามาก และไม่ลงโทษ คนที่ทำผิด กฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบ ของทางสหกรณ์ ประธาน ซึ่งมีประสบการณ์สหกรณ์ เกือบ 30 ปี จึงกล้าดำเนินการ ต่างๆที่ไม่ถูกต้อง เพราะไม่โดนลงโทษเลย และการตัดสินล่าช้า ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้คนกล้ากระทำความผิดมากขึ้น

ตัวอย่างเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ข้าพเจ้า อยากให้ ผู้มีอำนาจกำกับดูแล ช่วยเร่งรัดดำเนินการ ตัดสินเรื่องต่างๆ ที่ได้ร้องเรียนไปที่ส่วนงานราชการ และ กำหนดบทลงโทษให้กับคนที่ กระทำความผิด และอาจทำให้สหกรณ์ฯ เสียหาย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ททท. จัดคาราวาน “เมืองน่าเที่ยว กิน ฟิน @นครนายก” ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ใกล้กรุง

ททท. จัดคาราวาน “เมืองน่าเที่ยว กิน ฟิน @นครนายก” ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสเสน่ห์ใกล้กรุง

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการจัดกิจกรรม “คาราวานเมืองน่าเที่ยว กิน ฟิน @นครนายก” เมื่อวันที่ 9-10 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างคึกคัก และได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ คุณพิสมัย วิไลศักดิ์ และ คุณบอย ภิษณุ จุฑานิ่มสกุล ร่วมสร้างสีสันและความประทับใจตลอดเส้นทาง

กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ททท. เป็นประธานในพิธีเปิดและโบกธงปล่อยขบวนคาราวานอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 130 ท่าน และรถยนต์ 60 คัน มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครนายกเพื่อสำรวจแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ

คณะคาราวานได้เริ่มต้นการเดินทางด้วยการแวะชมและถ่ายภาพ ณ จุดเช็กอินยอดนิยม ได้แก่ :

  • อ่างเก็บน้ำห้วยปรือ: สัมผัสบรรยากาศสงบและงดงามริมอ่างเก็บน้ำ
  • เขื่อนขุนด่านปราการชล: เก็บภาพความทรงจำสุดประทับใจบนสันเขื่อน
  • พุทธอุทยานมาฆบูชาอนุสรณ์: เสริมสิริมงคลตามรอยศรัทธา
  • เขาช่องลม: ตื่นตาตื่นใจกับความงดงามของธรรมชาติ Unseen แห่งนครนายก

หลังจากเต็มอิ่มกับสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ผู้ร่วมคาราวานยังได้อิ่มอร่อยกับอาหารไทยเลิศรสที่ร้านไก่ย่างสองสาว ก่อนจะเดินทางเข้าสู่ที่พัก รอยัลฮิลล์กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา เพื่อพักผ่อนและร่วมงานเลี้ยงปาร์ตี้ย้อนยุคในบรรยากาศสนุกสนานและอบอุ่น ถือเป็นการปิดท้ายกิจกรรมอันแสนประทับใจ

กิจกรรมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน ได้แก่ บริษัท กีวีและคมคม โปรดักส์ จำกัด, บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน), โรงพยาบาลพระราม 9, ยาดมเฌอเอม, เสื้อกีฬา O7, กาแฟเพื่อสุขภาพ บลาโซ่คอฟฟี่ และบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ซึ่งได้ร่วมกันมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำและเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน


กษ. โชว์บทบาทภาคเกษตรไทย ในเวทีเอเปค 2025 ชู นวัตกรรม-AI หัวใจสำคัญขับเคลื่อนความมั่นคงอาหาร เสริมศักยภาพเกษตรกร

กษ. โชว์บทบาทภาคเกษตรไทย ในเวทีเอเปค 2025 ชู นวัตกรรม-AI หัวใจสำคัญขับเคลื่อนความมั่นคงอาหาร เสริมศักยภาพเกษตรกร

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายอรรถกร ศิริลัทธยากร) เป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ประจำปี 2568 (APEC 2025 Food Security Ministerial Meeting) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ณ เมืองอินชอน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี H.E. Song Miryung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร อาหาร และพัฒนาชนบท สาธารณรัฐเกาหลี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปครวม 21 เขตเศรษฐกิจเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค เป็นการแสดงเจตนารมณ์ด้านความมั่นคงอาหารร่วมกันของรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Driving Innovation in Agri-food Systems for Shared Prosperity” ซึ่งรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ได้แสดงวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรมในระบบเกษตรและอาหาร รวมถึงร่วมกันหาแนวทางความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหารในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยที่ประชุมได้ร่วมรับรองแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นเอกสารผลลัพธ์สำคัญในการกำหนดทิศทางการเสริมสร้างระบบเกษตรและอาหารให้มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และครอบคลุม โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ และความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งนับได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค รวมถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศด้วย

โอกาสนี้ เลขาธิการ (สศก.) ได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตร โดยย้ำว่า ‘นวัตกรรมไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น’ พร้อมชูนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค ได้แก่

  1. การยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ด้วยการพัฒนาคุณภาพการผลิตผ่านการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
  2. การเสริมสร้างศักยภาพให้เกษตรกรและสหกรณ์ ด้วยการสร้าง Smart Farmers สนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนเพื่อใช้เครื่องจักรกล และพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นศูนย์บริการเกษตรครบวงจร และ
  3. การสร้างความยืดหยุ่นและความพร้อมรับมือวิกฤต ด้วยมาตรการเตรียมความพร้อมและการปรับตัวต่อภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการใช้เทคโน โลยี

นอกจากนี้ เลขาธิการ (สศก.) ยังได้เน้นบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมของภาคการเกษตรในปัจจุบัน เนื่องด้วยศักยภาพของ AI จะช่วยเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย ส่งเสริมการใช้น้ำและดินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางแผนด้านการตลาดอย่างแม่นยำ พร้อมกันนี้ ได้ย้ำว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตร แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือทุกภาคส่วนต้องร่วมมือและขับเคลื่อนในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปใช้ให้ถูกวิธีและเหมาะสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือระดับภูมิภาคเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การพัฒนาที่ประสบผลสำเร็จ โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยน องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ยืดหยุ่น และเข้มแข็ง “การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงนโยบายของภาคการเกษตรไทยสู่เวทีเอเปคเท่านั้น แต่ยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์และจุดยืนของประเทศไทยที่เชื่อมั่นว่า นวัตกรรม เทคโนโลยี และ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่เกษตรกรและภาคเกษตร แต่หัวใจที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘คน’ และ ‘ความร่วมมือ’ ในการขับเคลื่อนและนำเทคโนโลยีไปใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสม เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เลขาธิการ (สศก.) กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : กองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. จัดถกปัญหา “การส่งออกทุเรียนไทย” หนุนเกษตรกรปรับตัวสู้ Climate Change สร้างเครือข่ายนักวิจัย–ผู้ประกอบการ เสริมศักยภาพสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

วช. จัดถกปัญหา “การส่งออกทุเรียนไทย” หนุนเกษตรกรปรับตัวสู้ Climate Change สร้างเครือข่ายนักวิจัย–ผู้ประกอบการ เสริมศักยภาพสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ จัดเสวนา “การส่งออกทุเรียนไทย : การปรับตัวของเกษตรกรไทยภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) ได้มอบหมายให้ นางสาวสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวต้อนรับ รศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอด ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร (วช.) กล่าวเปิดการเสวนา พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวรายงานพร้อมแนะนำ “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้” ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน (อว.) แฟร์ : SCI POWER FOR FUTURE THAILAND ณ ห้อง MR 201 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รศ.ดร.กล้าณรงค์ ศรีรอด ประธานคณะกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมประเด็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการเกษตร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ความสำคัญของการสร้าง Hub of Talents และ Hub of Knowledge เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการสร้างเครือข่ายนักวิจัย ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา รัฐ และเอกชน รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่สาธารณะ โดยทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องเผชิญความท้าทายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องสร้าง “ชุมชนองค์ความรู้” ของผู้เชี่ยวชาญและเกษตรกร เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แก้ปัญหา และต่อยอดนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

นางสาวสุภาพรฯ กล่าวว่า ทุเรียนไทย–พืชเศรษฐกิจดาวเด่นที่ต้องเร่งปรับตัว ย้ำว่า (วช.) ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคปฏิบัติ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน ทุเรียนไม่เพียงเป็น “ราชาผลไม้” ในด้านรสชาติ แต่ยังเป็น สินค้าส่งออกที่สร้างรายได้อันดับต้นๆ ของประเทศ (วช.) ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร ตั้งแต่การเพาะปลูก จนถึงการจำหน่ายสู่ตลาดภายในและต่างประเทศ และ การเสวนาครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อช่วยเพิ่มให้เกษตร กรและผู้ประกอบการรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศ และความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท ผอ.ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า คาดการณ์ความเสียหายของผลิตทุเรียนเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ยังไม่มีการประกาศตัวเลขที่ชัดเจนจากหน่วยงานใด แต่ประเมินคร่าวๆ รายได้หายไปประมาณ 25% ขณะเดียวกัน พบข้อมูลที่น่าตกใจ ราคาทุเรียนจากไทย จำหน่ายถึงผู้บริโภคที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน เหลือเพียง 50 หยวนต่อกิโลกรัมซึ่งต่ำมาก จากปกติเกิน 100 หยวนขึ้นไป หรือกิโลกรัมละ 500 บาท (ประมาณ 1 หยวน=5บาท)

รศ.ดร.พีระศักดิ์ฯ ย้ำว่าที่คุณภาพทุเรียนด้อยในปีนี้ สาเหตุจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง การแก่อ่อนของผลผลิต และความไม่สม่ำเสมอของผลผลิต อย่างไรก็ดี ส่วนแนวทางแก้ไขทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน โดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ จะเข้าไปในพื้นที่ เชิญนักวิชาการระดับพื้นที่ร่วมกับนักวิชาการจัดส่วนกลาง สถาบันทางวิชาการ กรมวิชาการเกษตร เสนอโจทย์วิจัยกับแหล่งทุนในการแก้ปัญหา จัดทำองค์ความรู้จัดอบรมให้กับพื้นที่โดยเฉพาะ ขณะนี้เกษตรกรต่างก็พยายามปรับกันเอง ใครปรับตัวได้ทันก่อนก็รอด แต่ถ้าต่างคนต่างทำสุดท้ายเราจะเสียตลาดให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

รศ.ดร.พีระศักดิ์ฯ กล่าวถึงบทบาทของศูนย์ฯ ว่า ได้รับทุนสนับสนุนจาก (วช.) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวมาช่วยเพิ่มคุณภาพและมูลค่าผลไม้ไทย โดยเฉพาะ ทุเรียน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ แต่กำลังเผชิญความท้าทายจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนตกไม่ตามฤดูกาล ความแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลต่อการออก ดอกและคุณภาพผลผลิต

สำหรับเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกควรติดตามการแจ้งเตือนสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน กระแสลม จากกรมอุตุนิยมวิทยา หรือ แอปพลิเคชัน เพื่อตัดสินใจจัดการสวนทุเรียนในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต ด้านการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว ควรติดตามกฏระเบียบของกรมวิชาการเกษตร และประเทศนำเข้า ได้แก่ การควบคุมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยืดอายุผลผลิต รวมถึงนวัตกรรมด้านการแปรรูป เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับตลาด การพัฒนามาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า เช่น จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ศูนย์ฯ ยังทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรผ่านการอบรม ถ่ายทอดเทคโน โลยี และให้คำปรึกษาเชิงลึก เพื่อให้ผู้ผลิตไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก และรักษาความเป็นผู้นำการส่งออกทุเรียนของโลกอย่างยั่งยืน

การเสวนาครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ได้แก่ ผศ.ดร.ยศพล ผลาผล ผู้ช่วยคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี, นายประสิทธิ์ ดีวัฒนวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านการเกษตร, ดร.ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล กรรมการพัฒนาและบริหารการจัดการไม้ผล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าของ “ฉัตรกมลฟาร์ม” และ ดร.ธีรวุฒิ ชุตินันทกุล หัวหน้างานวิจัยไม้ผล สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร

(วช.) มุ่งหวังให้การเสวนาครั้งนี้เป็นเวทีเชื่อมโยงนักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการ ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพ การส่งออกทุเรียนไทย ให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ภายในงาน อว.แฟร์ 2025 ยังมีกิจกรรมประชุม เสวนา และเวิร์กชอปกว่า 130 หัวข้อ ครอบ คลุมหลากหลายสาขาวิชา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดสู่การพัฒนาประเทศ เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เป็นผู้แทนส่งมอบบ้านเพื่อคนไทย แบบน็อคดาวน์สำเร็จรูป พร้อมครุภัณฑ์ภายในบ้านพัก จำนวน 11 หลัง ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เป็นผู้แทนส่งมอบบ้านเพื่อคนไทย แบบน็อคดาวน์สำเร็จ รูป พร้อมครุภัณฑ์ภายในบ้านพัก จำนวน 11 หลัง ที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นผู้แทนรับมอบ

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 : นายภูมิธรรม เวชชชัย รองนายกรัฐมนตรีรักษาการ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นตัวแทนของรัฐบาล รับมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อคดาวน์สำเร็จรูป พร้อมครุภัณฑ์ภายในบ้านพัก จำนวน 11 หลัง มูล ค่ารวม 2,600,000 บาท จากดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมี พลตำรวจตรี สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ เป็นผู้แทนส่งมอบบ้านเพื่อคนไทย ที่อำเภอน้ำยืน จัง หวัด อุบลราชธานี เพื่อให้ประชาชนผู้ประสบภัย ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบ้านพักได้รับความเสียหาย ได้พักอาศัยร่วมกัน

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มาดามแอมมี่ รองประธานมูลนิธิบรรเทาภัย..นำทีม สมาชิก บทภ.ปฏิญาณตน เข้าสู่พิธีประดับตำแหน่ง วางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาภารกิจ จิตอาสาสมาชิก บทภ.

มาดามแอมมี่ รองประธานมูลนิธิบรรเทาภัย..นำทีม สมาชิก บทภ.ปฏิญาณตน เข้าสู่พิธีประดับตำแหน่ง วางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อพัฒนาภารกิจ จิตอาสาสมาชิก บทภ.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. มาดามแอมมี่ (นางสาว นภัค บุญณัชนิธินาถ) รองประธานมูลนิธิบรรเทาภัย ภายหลัง ปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของ ในโครงการคนไทยไม่ทิ้งกัน “ธารน้ำใจสู่รั้วของชาติ และผู้ประสบภัย ณ ปั้มปตท.สวนหลวง ถนนพุทธสาคร ตำบลสวน หลวง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม–2 สิงหาคม 2568 รวม 8 วันด้วยกัน รวมพลังใจทะลักกว่า 3 แสนชิ้นส่งมอบน้ำยืน สู่แนวหน้า ช่องบก–ช่องอานม้า จังหว้ดอุบลราชธานี ให้กับพื้นที่จังหวัดสุรินทร์,จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดศรีสะเกษ ตามลำดับ

อีกภารกิจ นำทีมสมาชิก บทภ.ปฏิญาณตน เข้าสู่พิธีประดับตำแหน่ง โดยท่าน พลเรือโท สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ให้เกียรติมาประธานพิธีประดับตำแหน่ง ณ ศูนย์ประชุมใหญ่ ชั้น 2 สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถนนวิภาวดี-รังสิต กรุงเทพมหานคร รายนามผู้เข้าร่วมพิธีประดับตำแหน่ง มูลนิธิบรรเทาภัย ครั้งที่ 3 จำนวน 23 ราย ตามรายนามดังต่อไปนี้

  1. บทภ.03-1/68 นางสาว นภัค บุญณัชนิธินาถ รองประธานมูลนิธิบรรเทาภัย
  2. บทภ.198/68 นาย ธีรศักดิ์ โทแสงกุล กรรมการผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธิฯ
  3. บทภ.194/68 นางสาว ลักษณาวัลย์ เหมอุปถัมภ์ กรรมการ ฝ่ายจัดหาทุนกลางมูลนิธิบรรเทาภัย
  4. บทภ.195/68 นางสาว สุชาดา จันทร์ขอนแก่น กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์
  5. บทภ.196/68 Ms. CAI XINYI กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษด้านต่างประเทศ
  6. บทภ 167/68 นาย ณัฎฐวัฒน์ นิธิทักษ์นาคิน ผู้การภาค 5 (ภาคอีสานตอนใต้)
  7. บทภ.164/68 นาย ปกรณ์ ภูผาลีซอ รองผู้การภาค 1 (ลพบุรี,สระบุรี)
  8. บทภ.191/68 นาย ศิริศักดิ์ โสภา ผู้ช่วยผู้การภาค 5
  9. บทภ.173/68 นาย กฤศธนัช ธัญญกิตติธนา ผู้การจังหวัดอุตรดิตถ์
  10. บทภ.187/68 นาย ธีระยุทธ์ สร้อยขุนทด ผู้การจังหวัดนครราชสีมา
  11. บทภ.009/68 นาย คมกริช ทรงประโคน ผู้การจังหวัดเพชรบุรี
  12. บทภ.202/68 นาย บุญเลิศ เสือเจริญ รองผู้การจังหวัดเพชรบุรี
  13. บทภ.203/68 นางสาว พัทยา ปรีดานนท์ รองผู้การจังหวัดเพชรบุรี
  14. บทภ.186/68 นาย วัลลภ วงค์นิล รองผู้การจังหวัดชลบุรี
  15. บทภ.188/68 นาง วันวิสา สร้อยขุนทด รองผู้การจังหวัดนครราชสีมา
  16. บทภ.174/68 นางสาว อชิราภัช ธัญญกิตติธนา รองผู้การจังหวัดอุตรดิตถ์
  17. บทภ.039/68 นาง กฤษณา วงษ์ชีพ ผู้ช่วยผู้การจังหวัดสมุทรสาคร
  18. บทภ.169/68 นางผ่องศรี บุญชิด ผู้อำนวยการอำเภอเมืองปราจีนบุรี
  19. บทภ.208/68 นางสาว เพ็ญนภา ทองใบ ผอ.อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี
  20. บทภ.170/68 นางลำจวน โถทอง รองผู้อำนวยการอำเภอเมืองปราจีนบุรี
  21. บทภ.171/68 นางประทวน เรือนเงิน รองผู้อำนวยการอำเภอเมืองปราจีนบุรี,
  22. บทภ.176/68 นางสาว วลี แก้วกัญญาผู้ช่วยผู้การจังหวัดปราจีนบุรี และ
  23. บทภ .179/68 นางสาว ติ๋ว อินทร์เพ็ง ผู้อำนวยการอำเภอปลวกแดง

พลเรือโท สุรศักดิ์ ประทานวรปัญญา ประธานพิธีประดับตำแหน่งเครื่องหมายสำหรับสมาชิกมูลนิธิบรรเทาภัย กล่าวแสดงความขอชื่นชมประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตามที่เกิดสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดเหตุอุทกภัยหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ ในความมุ่งมั่นและการเสียสละของสมาชิกมูลนิธิบรรเทาภัยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในชุมชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคม ส่งมอบความห่วงใยต่อผู้ประสบภัย และเป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างคุณค่าทางสังคมและความร่วมมือที่สำคัญเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตนี้ไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

มาดามแอมมี่ (นางสาว นภัค บุญณัชนิธินาถ ) รองประธานมูลนิธิบรรเทาภัย กล่าวขอบคุณ สมาชิกมูลนิธิบรรเทาภัยทุกๆคน ต่างเหน็ดเหนื่อยกันมาอย่างต่อเนื่องกับภารกิจจิตอาสา มีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความห่วงใยต่อผู้ประสบภัย ช่วยเหลือสังคมในยามที่เกิดเหตุที่ผ่านมาจากหลายเหตุการณ์ ตามพันธกิจ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกๆคน มีความยินดีในโอกาสมาร่วมกิจกรรมการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง ร่วมกับเพื่อนๆสมาชิกมูลนิธิบรรเทาภัย เพื่อสานต่อจากมาดามแม่ ดร.ต้นบุญ วิสาขา อมตะเศรษฐี ประธานมูลนิธิบรรเทาภัย และเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิบรรเทาภัยนี้ขึ้นมา และขอบคุณผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังสานงานต่อจากแม่มาดาม ให้เป็นที่ประจักษ์ คือ ท่าน ผบ.มนตรี ขวัญพลาย ผู้บัญชาการกองกิจการมูลนิธิบรรเทาภัย ขอบคุณค่ะ

#กองกิจการมูลนิธิบรรเทาภัย #มูลนิธิบรรเทาภัย #saveแผ่นดินไทย #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #เรารักในหลวง


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT) และการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก (NPT) ในการประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2025 (GSTC2025) ที่ประเทศฟิจิ

อาจารย์ ม.รามคำแหง ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอผลงานวิจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (CNT) และการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก (NPT) ในการประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2025 (GSTC2025) ที่ประเทศฟิจิ

การประชุม Global Sustainable Tourism Conference 2025 (GSTC2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–8 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมเชอราตัน เดนาเรา ประเทศฟิจิ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 350 คน จากมากกว่า 40 ประเทศ โดยเป็นเวทีรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยว ตัวแทนแหล่งท่องเที่ยว นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนจากทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความท้าทายสำคัญและแนวทางแก้ไขในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่าม กลางบรรยากาศของหนึ่งในจุดหมายปลายทางเกาะที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก การประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการดูแลจัดการแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งและเกาะ

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการฝึกอบรมเข้มข้นก่อนการประชุมเป็นเวลา 2 วัน ในหัวข้อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2568 ซึ่งผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึก ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีการจัดสัมมนาวิชาการ GSTC ครั้งที่ 3 (III GSTC Academic Symposium) เพื่อเปิดเวทีให้นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานได้นำเสนอผลงานวิจัยและกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน การมีส่วนร่วมของชุมชน และความสามารถในการฟื้นตัวของแหล่งท่องเที่ยว

โปรแกรมการประชุมมี 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวชายฝั่งและเกาะ (Coastal & Island Tourism) ชุมชน วัฒนธรรม และการพัฒนาอย่างรับผิดชอบ (Community, Culture, and Responsible Development) และความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปรับตัว และการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน (Climate Resilience, Adaptation, and Sustainable Recovery) ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องจากวิทยากรชั้นนำได้อย่างตรงประเด็น

การประชุมใหญ่ (Global Conference) จัดขึ้นในวันที่ 6–7 สิงหาคม 2568 ครอบคลุมหัวข้อประชุมที่หลากหลายและเจาะลึกประเด็นเร่งด่วนของวงการท่องเที่ยวในปัจจุบัน เช่น การบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะขนาดเล็ก (Small Island Destination Management) การปกป้องแนวปะการัง (Reef Protection) การฟื้นฟูปะการัง (Coral Restoration) การดำน้ำอย่างรับผิดชอบ (Responsible Diving) ความยั่งยืนในสถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม อีเวนต์ (Sustainability in Attractions,Hospitality, Events) การวัดและประเมินความยั่งยืน (Sustainability Measurement and Evaluation) และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม (Environmental Regeneration) รวมถึงหัวข้อสำคัญอื่นๆ

นับเป็นโอกาสดีที่การประชุม GSTC 2025 ได้พิจารณาคัดเลือกให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือ รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ในหัวข้อเรื่อง “A Carbon-Neutral Marine Tourism Route for Snorkeling in Trat Province, the Eastern Gulf of Thailand” และ อาจารย์ ดร.วิชินสืบปาละ ในหัวข้อเรื่อง “Coral Micro-Fragmentation: Innovative Approach to Coral Restoration for Enhancing Nature-Positive Tourism in Thailand” ให้นำเสนอในสัมมนาวิชาการ GSTC ครั้งที่ 3

รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน ได้นำเสนอโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบลดและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการท่องเที่ยวทางทะเล โดยใช้แอปพลิเคชัน ZERO CARBON ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) คำนวณการปล่อยและกำหนดมาตรการลดในด้านการขนส่ง ที่พัก อาหาร และการจัดการของเสีย ทำให้คาร์บอนฟุตพริ้นท์ลดลงเหลือ 269.37 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อทริป พร้อมชดเชยผ่านการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งเป็น Nature-based Solutions สำคัญต่อการกักเก็บคาร์บอน โดยเส้นทางท่องเที่ยวที่นำเสนอครอบคลุมเกาะยักษ์เล็ก เกาะยักษ์ใหญ่ เกาะมะปริง ในหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด และพื้นที่ศักยภาพคาร์บอนสีน้ำเงิน (blue carbon) เช่น ป่าชายเลน รวมถึงกองหินใต้น้ำที่เป็นระบบนิเวศสำคัญต่อการสะสมคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการนี้สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Global Sustainable Tourism Council (GSTC) แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ของการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ผ่านแนวทางบูรณาการ “วัด–ลด–ชดเชย” และการประสานความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ

อาจารย์ ดร.วิชิน สืบปาละ ได้นำเสนอเทคนิคการฟื้นฟูปะการังด้วยวิธีการตัดชิ้นส่วนปะการังขนาดเล็ก (micro-fragmentation) และการเชื่อมต่อโคโลนี (colony fusion) เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ของปะการังให้เร็วขึ้น รวมทั้งใช้การเลือกพันธุ์ตามธรรมชาติเพื่อสร้างโคโลนีที่แข็งแรงทนต่อสภาวะเครียดสูง ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มเศรษฐกิจสีน้ำเงิน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โครงการวิจัยนี้ได้คัดเลือกปะการังจากแนวปะการังน้ำตื้นที่มีความทนทานต่ออุณหภูมิสูง ความเข้มแสงสูง และรังสี UV นำไปอนุบาลบนโดมคอนกรีตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากผลการติดตามพบว่าอัตราการรอดชีวิตสูงมากกว่า 80% ไม่มีการฟอกขาวหรือโรค และมีการลงเกาะของตัวอ่อนปะการังใหม่บนพื้นโครงสร้างรูปโดม โดยเทคนิคนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่นำ micro-fragmentation มาประยุกต์ใช้ ซึ่งนอกจากจะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังสร้างโอกาสให้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีบทบาทสนับสนุนการอนุรักษ์ในระยะยาวตามแนวทางการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงบวก หรือ Nature-Positive Tourism อีกด้วย

ผลงานวิจัยทั้ง 2 โครงการฯ ดังกล่าวดำเนินงานร่วมกับ รศ.ดร. มาฆมาส สุทธาชีพ,อาจารย์ ดร.สิทธิพร เพ็งสกุล,อาจารย์ ดร.วัลยา กลิ่นทอง และอาจารย์ ดร.เจริญมี แช่มช้อย กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส (สกสว.) ผศ.อนพัทย์ หนองคู มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นายนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง Trekking THAI/ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ในประเทศไทย Mr. Richard Peter,ผู้ประสานงาน Thailand TOGETHER Net Zero นักวิจัยจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ปีงบประมาณ 2566-2567 GSTC2025 ได้เชิญ คุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม ประธานมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืน จังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมเวทีเสวนา เรื่อง “การบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง (Sustainable Hospitality and Coastal Development)” และคุณนิพัทธ์พงษ์ ชวนชื่น ผู้ก่อตั้ง Trekking THAI และผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านการท่องเที่ยวสุทธิเป็นศูนย์ในประเทศ ไทย ในเวทีเสวนา เรื่อง “การพัฒนาและเสริมพลังบุคลากร (Workforce Development and Empowerment)”

สภาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council: GSTC) เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่กำหนดและบริหารมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก หรือ “GSTC Standards” ซึ่งครอบคลุมเกณฑ์สำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้จัดการแหล่งท่องเที่ยว (GSTC Destination Standard) โรงแรม (GSTC Hotel Standard) ผู้ประกอบการทัวร์ (GSTC Tour Operator Standard) การจัดประชุมและนิทรรศการ (GSTC MICE Standard) และสถานที่ท่องเที่ยว (GSTC Attraction Standard)

การประชุม GSTC ครั้งต่อไป คือ GSTC2026 จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 21–24 เมษายน 2569


สุรเชษฐ สิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารเตือน “เฝ้าระวัง โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงฤดูฝน”

แพทย์ทหารเตือน “เฝ้าระวัง โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงฤดูฝน”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วงฤดูฝน มักพบการระบาดของโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคติดเชื้อไวรัส RSV โรคไข้หวัดใหญ่ โรคโควิด 19 และโรคปอดอักเสบ ซึ่งเชื้อไวรัส RSV เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่มักพบการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กเล็กเป็นหลัก โดยเชื้อ RSV เป็นสาเหตุหลักของการเกิดปอดอักเสบรุนแรงในเด็กและผู้สูงอายุ

จากลักษณะทางระบาดวิทยาในช่วงปีที่ผ่านมา มักพบโรคติดเชื้อไวรัส RSV ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงเดียวกับฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ อาการและการติดต่อมีความคล้ายกัน ปัจจัยที่ทำให้การแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจาก เชื้อไวรัสจะมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้เป็นเวลานานหลายชั่วโมงโดยอาศัยอยู่ตามวัตถุต่างๆ และเชื้อแพร่กระจายได้ง่ายผ่านน้ำมูก น้ำลาย การไอ หรือจาม เช่นเดียวกับโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจอื่นๆ อาการของโรคเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ แต่หากพบอาการหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หรือหายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หายใจลำบาก หน้าอกบุ๋ม ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อยลง และในเด็กไม่เล่น ไม่ดูดนม ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จากโรคภัยดังกล่าว จึงขอให้พี่น้องประชาชน ใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่และโควิด 19 โดยล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ, เลี่ยงการนำมือที่ไม่สะอาดมาสัมผัสจมูก ปาก หรือตา, ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม, หมั่นเช็ดถูทำความสะอาดของเล่นเด็กเป็นประจำ โดยเฉพาะหลังพบเด็กป่วย และเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ หากป่วย ให้หยุดพักรักษาตัวที่บ้าน และสวมหน้ากากอนามัย หมั่นทำความสะอาดบ้านเพื่อลดเชื้อ, ดื่มน้ำมากๆ เนื่องจากน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลั่งไม่เหนียวจนเกินไป หากอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย ซึมลง รับประทานอาหารได้น้อย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชน ในยามวิกฤตทุกโอกาส