มทบ.37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมู (Check Dam) ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล จิตอาสาพระราชทาน สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมู (Check Dam) ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 สูงประมาณ 1 เมตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

มณฑลทหารบกที่ 37 จัดกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” นำโดย ร้อยตรี ณัฐพล บุญทับ หัวหน้าชุดปฏิบัติงานประสานการคุ้มครองป้องกันชุมชน สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง พร้อมด้วยกำลังพล “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2568 บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่และคนงานสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชเชียงราย ดำเนินการ

สร้างฝายชะลอน้ำแบบคอกหมู (Check Dam) ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 2 สูงประมาณ 1 เมตร เป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำที่ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ลดการกัดเซาะของดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่ เพื่อเป็นการบริหารจัดการน้ำจากธรรมชาติที่ทำให้พื้นที่มีน้ำใช้และให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ฝายชะลอน้ำแบบคอกหมู (Check Dam) มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน นอกจากนี้ยังช่วยลดการกัดเซาะของตลิ่งลำน้ำและลดผลกระทบจากน้ำท่วม ฝายแม้วหรือเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวรประเภทหนึ่ง ประเภทเดียวกับฝายคอกหมู โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น กิ่งไม้ ก้อนหิน เพื่อกั้นชะลอน้ำในลำธาร หรือทางน้ำเล็กๆ ให้ไหลช้าลง และขังอยู่ในพื้นที่นานพอที่จะพื้นที่รอบๆ จะได้ดูดซึมไปใช้ เป็นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่จะพัฒนาการเป็นป่าสมบูรณ์ขึ้นได้ ฝายแม้วยังอาจใช้เพื่อการทดน้ำ ให้มีระดับสูงพอที่จะดึงน้ำไปใช้ในคลองส่งน้ำได้ในฤดูแล้ง

ฝายชะลอน้ำสร้างขวางทางไหลของน้ำบนลำธารขนาดเล็กไว้ เพื่อชะลอการไหล ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของตลิ่ง เมื่อน้ำไหลช้าลง ก็มีน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้งช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดการตื้นเขินที่ปลายน้ำ ทำให้น้ำใสมีคุณภาพดีขึ้นช่วยให้ดินชุ่มชื้น ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต คืนพืชแก่เนินเขา/ภูเขาหัวโล้น ดินชื้น ป่าก็ชื้น กลายเป็นแนวกันไฟป่า การสร้างฝายแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ณ สถานีพัฒนาการเกษตรพื้นที่สูง ตามพระราชดำริ บ้านธารทอง หมู่ 11 ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

#จิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ #เพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน #น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น #พิทักษ์ราชัน ปกป้องประชา รักษาแผ่นดิน #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส


นที มีเดช รายงาน

นายก อบต.พระธาตุ อ.เชียงกลาง นำรถน้ำมาช่วยล้างถนนดินโคลนให้ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้

น่าน – นายก อบต.พระธาตุ อ.เชียงกลาง นำรถน้ำมาช่วยล้างถนนดินโคลนให้ชุมชนบ้านหัวเวียงใต้

นายสุรพล เธียรสูตร นายเทศมนตรีเมืองน่าน ได้ประสานขอให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน จากนายดนุพัฒน์ กันภัย นายก เทศบาลตำบลพระพุทธบาทเชียงคาน อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน นางอรพินทร์ อินทอง นายก องค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ 40 หมู่ 8 ตำบลพระธาตุ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน,นายสงวน ใจน้อยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเปือ 111 หมู่ 4 ตำบลเปือ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
มาช่วยล้างถนน ล้างดินโคลน 31 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

โดยชาวชุมบ้านหัวเวียงใต้ ค้อโอ้รัก ซอย 8 ถนนมหายศ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ได้รถน้ำจาก องค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ 40 หมู่ 8 ตำบลพระธาตุ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน, โดย นางอรพินทร์ อินทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ 40 หมู่ 8 ตำบลพระธาตุ อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน, เจ้าหน้าที่ประจำรถน้ำได้ 6,000 ลิตร เจ้าหน้าที่ 4 นาย ได้มาช่วยฉีดน้ำล้างทำความสะอาดถนนให้ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ 16 สิงหาคม 2568 โดยมีชาวชุมชนค้อโอ้รักออกมาช่วยกวาดน้ำให้ลงท่อระบายน้ำ แต่น้ำไม่สามารลงท่อได้ เพราะดินโคลนที่ไหลมากับมวลน้ำ จากพิษพายุ วิภา เมื่อคืนวันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2568 พามาด้วยแต่ไม่ยอมพาไปด้วย เอามาอุดท่อน้ำทิ้ง ถนนทั้ง 24 สาย ทิ้งภารหนักให้ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และเจ้าหน้าที่ดำเนินแก้ไขต่อไป

ชาวชุมชนค้อโอรัก บ้านหัวเวียงใต้ ฝากขอบ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน และ ลุงอู่ สุพจน์ รัตนอนันต์ สมาชิกสภาเทศบาลเมืองน่าน เขต 2 ที่ได้ประสานงาน นางอรพินทร์ อินทอง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพระธาตุ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำรถทั้ง 4 นาย ที่มาช่วยล้างถนน ดินโคลน ให้สะอาด


จ.ส.อ.สันติไฌญ จารุพิพัฒน์บุตร NATION TV-NAN

กรมทหารราบที่ 7 “ส่งความสุข สร้างรอยยิ้ม มอบบ้านหลังใหม่ให้ประชาชน

กรมทหารราบที่ 7 “ส่งความสุข สร้างรอยยิ้ม มอบบ้านหลังใหม่ให้ประชาชน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 ส.ค.68 และเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 ก.ค.68”

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พันเอก ยอดชาย พวงวรินทร์ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 7 มอบหมายให้ร้อยโท พิทักษ์ อินตาวงศ์ ผู้ช่วยนายทหารฝ่ายกิจการพลเรือนกรมทหารราบที่ 7 นำชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนกรมทหารราบที่ 7 เจ้าหน้าที่ทหารเสนารักษ์กรมทหารราบที่ 7 และกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน เป็นผู้แทนหน่วยฯ ร่วมกับ คณะสงฆ์ ตำบลอุโองค์, เทศบาลตำบลอุโมงค์, สมาคมพระเครื่องพระบูชาไทยจังหวัดลำพูน, นักเรียนแกนนำ ครู นักเรียน โรงเรียนอุโมงค์วิทยาคม, ผู้นำชุมชนและ ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ ส่งมอบบ้านให้กับนายวิฑูรย์ จักรคำมา บ้านเลขที่ 79 หมู่ 7 ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน พร้อมทั้งได้นำสิ่งอุปโภค บริโภค ผ้าห่มกันหนาว ยารักษาโรคไปมอบและ จนท.สร.ทำการตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้

โดยหน่วยได้จัดชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือนกรมทหารราบที่ 7 ชุดช่างจิตอาสา และกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับราษฎรจิตอาสาในพื้นที่ร่วมกันปรับปรุงซ่อมแซมมบ้านที่พักอาศัยให้อยู่ในสภาพที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. – 8 สิงหาคม 2568

ซึ่งราษฎรเจ้าของบ้านมีความปลาบปลื้มปิติ ยินดีซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ที่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ขอขอบคุณกองทัพบก ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง ที่ช่วยเหลือครอบครัวในครั้งนี้

#ชุดปฏิบัติการกิจการพลเรือน #ทหารเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาส #กรมทหารราบที่7


นที มีเดช รายงาน

แม่ทัพภาคที่ 3 อัญเชิญกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนียบัตร มอบให้ 11 ผู้ที่ได้รับรางวัล โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ‘เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ’

แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 อัญเชิญกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนียบัตร มอบให้ 11 ผู้ที่ได้รับรางวัล โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ‘เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ’

ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนียบัตร แก่ผู้ที่ได้รับรางวัล โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 นั้น

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นประธาน อัญเชิญมอบกระเช้าของขวัญพระราชทานและประกาศนียบัตร ให้แก่ผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ในพื้นที่ของ กองทัพภาคที่ 3/ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 จำนวน 11 รางวัล จากผู้ที่ส่งผลงานเข้าประกวดฯ ใน 17 จังหวัดภาคเหนือ ณ สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3 พลตรี ณรงค์ฤทธิ์ สนองคุณ เลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 และคณะผู้บังคับบัญชา กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมพิธี ฯ มี พันเอกประวิตรธรรมชาติผู้อำนวยการกองกิจการพลเรือนกองทัพภาคที่ 3 ผู้ช่วยเลขานุการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 เป็นผู้กล่าวรายงาน ฯ

โดย แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ทั้ง 11 ราย ซึ่งผลงานของทุกรางวัลถือเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในกิจกรรมงานของจิตอาสาทั้ง 3 ประเภท ให้ประชาชนได้รับทราบ ในพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันจะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคคลทั่วไป งานจิตอาสาพระราชทาน ถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย ในการน้อมนำพระบรมราโชบายมาปฏิบัติ เพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยการสืบสาน รักษา และต่อยอด ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อันส่งเสริมให้ประชาชน มีความรัก มีความสามัคคี มีจิตสาธาธารณะ รู้จักเสียสละ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ซึ่งทำให้เกิดความสงบสุขร่มเย็น ตลอดมา

ภายหลังการมอบประกาศนียบัตรพระราชทานให้แก่ ผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ได้พบปะพูดคุยกับผู้ที่เดินทางมารับรางวัลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเชิญชวนให้ร่วมกันทำความดีในโครงการจิตอาสาพระราชทาน อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ประกอบด้วย จิตอาสา 3 ประเภท คือ จิตอาสาพัฒนา จิตอาสาภัยพิบัติ และจิตอาสาเฉพาะกิจ ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ เครื่องมือสื่อสารที่มีความสำคัญ ที่จะทำให้กิจกรรมจิตอาสามีพัฒนาการ สร้างการรับรู้ในกิจกรรมให้เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้น และเปิดโอกาส ให้กลุ่มจิตอาสาที่มีใจรักการถ่ายภาพ ได้ใช้ทักษะ ด้านการถ่ายภาพและภาพเคลื่อนไหว ส่งผลงานของตนเอง เข้าร่วมประกวด โดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ดำเนินโครงการประกวดภาพถ่าย และคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา ประจำปี 2568 ”

โดยได้แบ่งออกเป็น การประกวด จำนวน 2 ประเภท ประเภทละ 2 รุ่น ได้แก่รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นประชาชนทั่วไป (อายุ 20 ปีขึ้นไป) โดยทรงพระราชทานรางวัลกระเช้าของขวัญพระราชทาน ประกอบด้วยมีรางวัลประเภทภาพถ่าย จำนวน 10 รางวัล และรางวัลประเภทวิดีโอ จำนวน 5 รางวัล รวมทั้งสิ้น 30 รางวัล ทั้งนี้ ในพื้นที่ 17 จังหวัด ภาคเหนือ มีผู้ได้รับรางวัล จำนวน 11 ราย

โดยมีแบ่งเป็นประเภทรางวัลดังนี้ / ภาพถ่ายรุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 20 ปี จำนวน 4 ราย ภาพถ่ายรุ่นประชาชนทั่วไป จำนวน 4 ราย คลิปวิดีโอสั้นรุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 20 ปี จำนวน 2 ราย และคลิปวิดีโอสั้นประชาชนทั่วไป จำนวน 1 ราย

ก่อน เดินทางกลับ ผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน โครงการประกวดภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้น “กิจกรรมจิตอาสา” ประจำปี 2568 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความรู้สึกและความภาคภูมิใจ ตลอดจนที่มาของผลงานภาพถ่ายและคลิปสั้น ในการส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ โดยมี พันโทเสรีทองคู่รองหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 พร้อมด้วย ร้อยโท ธนกฤต ชูเชิด จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 รุ่น 2/65 เป็นพิธีกรในการดำเนินพิธีฯ และสัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับรางวัลพระราชทานฯ ดังกล่าว


นที มีเดช รายงาน

ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และคณะ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสมาคม ฯ

ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และคณะ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพน้อยที่ 3

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พันเอกหญิง สุชาดา แจ่มสุวรรณ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 และคณะ ตรวจเยี่ยมกิจกรรมการดำเนินงานของ สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพน้อยที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี ทันตแพทย์หญิง วงศ์นภา ชื่นใจชน ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพน้อยที่ 3 พร้อมด้วยสมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพน้อยที่ 3 ร่วมให้การต้อนรับ

ทั้งนี้ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ได้รับฟังการบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน, ลงนามสมุดเยี่ยม พร้อมบันทึกภาพ ณ ห้องประชุม กองบัญชาการกองทัพน้อยที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ หลังจากนั้นยังได้มอบเงินให้กับกำลังพลของกองทัพน้อยที่ 3 ที่มีบุพการีที่พิการทุพพลภาพ จำนวน 4 ครอบครัว/มอบรถเข็น (วิลแชร์) ให้กับครอบครัวกำลังพลที่มีบุพการีที่พิการทุพพลภาพ จำนวน 1 ครอบครัว เพื่อเป็นการติดตามขับเคลื่อนโครงการของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม สอดคล้องตามนโยบายของนายกสมาคมแม่บ้านทหารบก

นอกจากนี้ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 ได้เป็นประธานเปิด “ระเบียงประวัติศาสตร์ ทน.๓” และเยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์แม่บ้านสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพน้อยที่ 3 ณ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา กองบัญชาการกองทัพน้อยที่ 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมอุดหนุนผลิตภัณฑ์แม่บ้านอีกหลายรายการ


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 และกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ ตรวจความพร้อมด้านบรรเทาสาธารณภัย เตรียมช่วยเหลือประชาชน ในห้วงวันหยุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 และ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ ตรวจความพร้อมด้านบรรเทาสาธารณภัย เตรียมช่วยเหลือประชาชน ในห้วงวันหยุด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 พันเอก บุรฉัตร ภูนาเมือง หัวหน้าฝ่ายกองกิจการพลเรือน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 เป็นประธาน ตรวจความพร้อมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมปฏิบัติหน้าที่ภายใน 1 ชั่วโมง ทั้งกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ อุทกภัยในพื้นที่ จังหวัดเชียงราย ในห้วงวันหยุด พร้อมทั้ง เน้นย้ำมาตรการรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ มีชุดปฏิบัติการเข้ารับการตรวจความพร้อม ประกอบด้วยกำลังพลของ โรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช, กองร้อยมณฑลทหารบกที่ 37, กองร้อยทหารสารวัตรมณฑลทหารบกที่ 37, แผนกยุทธโยธามณฑลทหารบกที่ 37 และ สำนักงานขนส่งมณฑลทหารบกที่ 37 รวมจำนวน 36 นาย และยานพาหนะ จำนวน 5 คัน ณ กองบัญชา การมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย

ขณะที่กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ ได้ทำการตรวจความพร้อมของหมวดเตรียมพร้อม กองร้อยช่วยเหลือประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพล, ยุทโธปกรณ์และยานพาหนะ ให้พร้อมในการออกปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือการช่วยเหลือประชาชนเมื่อได้รับการประสาน/ร้องขอ ณ ลานผู้กล้า หน้าอนุสาวรีย์ผู้เสียสละ ค่ายเม็งรายมหาราช ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย

ด้วยความพร้อมทั้งกำลังพล ยานพาหนะ และยุทโธปกรณ์ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 37 ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวเชียงราย พร้อมเผชิญทุกสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดนี้

กองทัพบกพร้อมช่วยเหลือ #เชียงรายปลอดภัย #วันหยุดอุ่นใจ


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติจังหวัดแพร่

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติจังหวัดแพร่ ล่าสุดน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลกระทบ 1 อำเภอ 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน 22 ครัวเรือน ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต น้ำป่าไหลหลากท่วมบ้านปากห้วยอ้อย–บ้านห้วยฮ่อม ร้อง กวาง บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรหลายแห่งได้รับผลกระทบ

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานกองพลทหารม้าที่ 1 จัดกำลังพลจิตอาสาภัยพิบัติจาก กองพันทหารม้าที่ 12 กองพลทหารม้าที่ 1 ช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยบริเวณเขตเทศบาลเมืองแพร่ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

ซึ่งตั้งแต่ เวลา 05.00 น. เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดแพร่ ส่งผลให้ลำน้ำสาขาเอ่อล้นตลิ่ง เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านปากห้วยอ้อย หมู่ที่ 5 และบ้านห้วยฮ่อม หมู่ที่ 13 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง ระดับน้ำบางจุดสูงกว่า 50 เซนติเมตร บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรหลายแห่งได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะข้าวโพด ชาวบ้านต้องเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

ขณะที่ นายนิกร พรมท้าว นายกเทศบาลตำบลบ้านเวียงเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 4 หลังคาเรือน และอยู่ระหว่างสำรวจความเสียหายทางการเกษตร เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือ พร้อมย้ำให้ประชาชนเฝ้าระวังปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมพื้นที่อพยพไว้ที่ศาลาวัดเพื่อความปลอดภัย ล่าสุดเวลา 10.30 น. ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังคงเร่งสำรวจและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญหาย

ด้าน นางสาวรำพู จันต๊ะปะตุ หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ รักษาราชการแทน หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแพร่เปิดเผยว่า สาเหตุการเกิดอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ภาคเหนือมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และมีฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

โดยสถานการณ์ เวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่จังหวัดแพร่ ทำให้น้ำป่าไหลหลาก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน และพื้นที่ทางการเกษตร เบื้องต้นได้รับผลกระทบ จำนวน 1 อำเภอ 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน 22 ครัวเรือน ทั้งนี้ ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ สำหรับพื้นที่ได้รับผลกระทบคือบ้านเวียง หมู่ 5 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง บ้านเรือน 22 หลัง พื้นที่ทางการเกษตร และเสาไฟฟ้าโค่นล้ม 1 ต้น การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น ทางองค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น สำรวจความเสียหายและดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบทางราชการต่อไป

โดยมีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือการปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ประสบอุทกภัย ประกอบด้วย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแพร่ , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาร้องกวาง , ที่ทำการปกครองอำเภอ , องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสาในพื้นที่


นที มีเดช รายงาน

กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ รณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% ต่อเนื่องเดือนที่ 2 ร่วมภาคีเครือข่ายตั้งจุดตรวจส่งเสริมความปลอดภัย

กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ รณรงค์สวมหมวกนิรภัย 100% ต่อเนื่องเดือนที่ 2 ร่วมภาคีเครือข่ายตั้งจุดตรวจส่งเสริมความปลอดภัย

วันศุกร์ที่15 สิงหาคม 25668 เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.เจน โสภา ผกก.กลุ่มงานจราจรฯ พร้อมด้วย รอง ผกก.ฯ, สว.ฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มงานจราจรฯ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์การสวมหมวกนิรภัย ตามโครงการ “ถนนปลอดภัย 100%” ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย การจัดขบวนรถจักรยานยนต์ติดป้ายประชาสัมพันธ์ และรถยนต์ติดตั้งเครื่องขยายเสียง เพื่อรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย บน ถ.ห้วยแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ บริษัทกลางผู้ประสบภัยจากรถ จ.เชียงใหม่, สอจร.เชียงใหม่ และ ปภ.เชียงใหม่ ในการตั้งจุดตรวจส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย 100% โดยผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ที่ไม่สวมหมวกนิรภัย เมื่อเข้าสู่จุดตรวจ หากพบการกระทำผิดครั้งแรก จะได้รับการว่ากล่าวตักเตือนจากตำรวจจราจร พร้อมรับการอบรมเกี่ยวกับความสำคัญของการสวมหมวกนิรภัยจาก สอจร.เชียงใหม่

ภายหลังการอบรม บริษัทกลางผู้ประสบภัยจากรถ จ.เชียงใหม่ ได้มอบหมวกนิรภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อให้ทุกคนสวมหมวกนิรภัย 100% ก่อนออกจากจุดตรวจ อันเป็นการเสริมสร้างวินัยและความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนอย่างยั่งยืน

ตำรวจจราจรเชียงใหม่ #ตำรวจเชียงใหม่ #สวมหมวกนิรภัย #CMPD


นที มีเดช รายงาน

ทบ.ต้อนรับ รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ด้านความมั่นคง ร่วมหารือในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ทบ.ต้อนรับ รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ด้านความมั่นคง ร่วมหารือในประเด็นสถาน การณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (15 ส.ค.68) ณ ห้อง จปร.ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ บก.ทบ.
พล.อ. ธงชัย รอดย้อย เสนาธิการทหารบก เป็นผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ ดร. แอนดรูว์ ไบเออร์ส ( Dr.Andrew Byers) รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการและหารือข้อราชการ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ห้วง 14-15 ส.ค.68 นี้

ในโอกาสนี้ เสนาธิการทหารบก ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อรอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ในการเข้ารับตำแหน่ง และได้หารือร่วมกันในหลายประเด็นโดยสรุป ดังนี้

  • ประเด็นด้านสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา : กองทัพบก ขอบคุณสหรัฐฯ ที่ให้การสนับ สนุนการเจรจาหยุดยิง ที่ผ่านมา กองทัพบกมีความพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะและพยายามให้เกิดข้อตกลงในการหารือผ่านการประชุมทวิภาคี GBC และ RBC ที่กำลังจะเกิดขึ้น นอก จากนี้มี 2 ประเด็นที่กองทัพบก มีความห่วงกังวล คือ กัมพูชายังคงมีการวางทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และการมีใช้อากาศยานไร้คนขับ (drone) ในการลาดตระเวนรุกล้ำอธิปไตยของไทย
  • ประเด็นการเผยแพร่ข่าวเท็จ (Fake news) ของกัมพูชา : กองทัพบกเห็นว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชน ซึ่งปัจจุบันการควบคุมเป็นไปได้ยากและเป็นการสร้างข้อจำกัดในการปฏิบัติงานของภาครัฐ ทั้งนี้ กองทัพบกเน้น ย้ำว่าการจัดตั้งกลุ่มคณะผู้สังเกต การณ์ชั่วคราว หรือ IOT (Interim Observer Team) เป็นการดำเนินการในส่วนของกองทัพ และอยู่ระหว่างการจัดตั้งกลุ่มคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT (ASEAN Observer Team) ซึ่งเป็นดำเนินการในส่วนของรัฐบาล เพื่อเป็นการช่วยลดระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ในขั้นต้น ซึ่งทางสหรัฐฯ นั้นมองว่าในเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันกัมพูชามีความได้เปรียบด้านสงครามข่าวสาร ซึ่งมีผลต่อมุมมองของประชาคมโลก ทั้งนี้การรายงานข้อมูลจาก IOT / AOT จะช่วยยืนยันข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้
  • ประเด็นกลไกการแก้ปัญหาระหว่างไทย – กัมพูชา : สหรัฐฯ เห็นด้วยกรณีข้อพิพาทระหว่างไทย – กัมพูชานั้น ควรใช้กลไกภายใต้กรอบอาเซียนในการหาข้อยุติความขัดแย้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กลไกของสหประชาชาติ (UN) สหรัฐฯ พร้อมให้การสนับิสนุนมาเลเซียและอาเซียน ในการแก้ไขความขัดแย้งภายใต้กลไกดังกล่าวอย่างเต็มที่

ในห้วงท้าย รอง ผช.รมว.กห.สหรัฐฯ ได้กล่าวถึงท่าทีและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และแสดงความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของชุด AOT (อาทิ การส่งกำลังบำรุง, ISR, การขนส่ง, การสื่อสาร และเครื่องมืออื่นๆ) เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานอีกด้วย ทั้งนี้ กองทัพบกยืนยันถึงการดำเนินการของไทยที่ผ่านมาเป็นไป เพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และเป็นไปเพื่อป้องกันตนเองอย่างเหมาะสมและ ได้สัดส่วนกับสถานการณ์ สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล ที่เกี่ยวข้อง



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

จับกุมได้แล้ว !! หนุ่มชาวเมียนมา ก่อเหตุใช้อาวุธมีดชิงทรัพย์สาวแฟนเก่า วัย 19 ปี ใช้รถจักรยานยนต์หลบหนี พร้อมเงินสด 4,000 บาท

จับกุมได้แล้ว !!! หนุ่มชาวเมียนมา ก่อเหตุใช้อาวุธมีดชิงทรัพย์สาวแฟนเก่า วัย 19 ปี
ใช้รถจักรยานยนต์หลบหนีพร้อมเงินสด 4,000 บาท

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 13 ส.ค.2568 เวลาประมาณ 14.30 น. ได้รับแจ้งจากทางศูนย์วิทยุนครเชียงใหม่ 191 ว่ามีเหตุชิงทรัพย์ บริเวณหอพัก เลขที่ 173/2 ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เจ้าหน้าที่สายตรวจและชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ ที่ห้องพักเลขที่ 430 พบผู้เสียหายชื่อ นางเย่นอู (Mrs”Yein Oo) อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ บริเวณศรีษะ และใบหน้า มีแผลมีดบาดบริเวณแขนซ้าย ถูกชายไม่ทราบชื่อทำร้าย และใช้มีดข่มขู่ หลบหนีพร้อมเงินสดไปจำนวน 4,000 บาท

หลังเกิดเหตุได้รายงาน พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้ทราบถึงเหตุดังกล่าว ซึ่งเป็นเหตุที่น่ากลัวต่อนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชนที่ทราบข่าวและพบเห็น ต้องเร่งรัดจับกุมดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเด็ดขาด

จึงได้เร่งรัดสั่งการ ให้ พ.ต.อ.ปรัชญา ทิศลา ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่, พ.ต.ท.ชุวาพล ชัยสาร รอง ผกก.สส.ฯ, พ.ต.ต.พูนศักดิ์ พักตร์ผ่องศรี สว.สส.ฯ, พ.ต.ต.วุฒิ ไกรทาหอม สว.สส.ฯ และชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และทำการติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

หลังจากชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ได้ทำการติดตามเส้นทางหลบหนีจากกล้องวงจรปิดและจากการสอบถามพยานโดยรอบ จนสามารถพบตัวคนร้ายและสถานที่หลบซ่อน ทราบชื่อคือนายซายหน่อ ไม่มีชื่อสกุล อายุ 22 ปี ที่อยู่ หมู่ 6 ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพื่อนำไปขออนุมัติหมายจับศาลจัง หวัดเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 14 ส.ค.68 เวลาประมาณ 18.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ได้ติดตามไปยังหอพักของผู้ก่อเหตุ และเข้าแสดงตัวพร้อมแสดงหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.1618/2568ลง วันที่ 14 สิงหาคม 2568และเข้าทำการจับกุมตัว นายชายหน่อฯ พร้อมด้วยของกลาง

  1. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda wave i สีดำแดงหมายเลขทะเบียน 3กญ 1805 เชียงใหม่ ที่ใช้หลบหนีหลังก่อเหตุ
  2. กระเป๋าเงินสีม่วง พร้อมเงินสดจำนวน 2,500 บาท
  3. ชุดเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุ

จากการสอบสวนนายชายหน่อฯ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยก่อนหน้านี้ ตนรู้จักและคบหากับนางเย่นอู (Mrs”Yein Oo) มาก่อนต่อมาได้เลิกรากันไป ต่างคนต่างมีคนใหม่ไปแล้ว แต่ด้วยตนรู้สึกคิดถึงแฟนเก่า จึงไปหา และขอมีเพศสัมพันธ์แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอมเพราะมีแฟนใหม่ไปแล้ว จึงได้ทำร้ายร่างกายฝ่ายหญิงเพราะโมโหและใช้อาวุธข่มขู่ และชิงเงินสดของฝ่ายหญิงหลบหนีไป

จนท.ตำรวจจึงได้ควบคุมตัวนายชายหน่อฯนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ในข้อหา
1.ชิงทรัพย์ผู้อื่นด้วยอาวุธ(มีด) และใช้กำลังเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
2.พกพาอาวุธ(มีด)ไปในที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร


นที มีเดช รายงาน