หนุ่มนักธุรกิจ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ร้องสอบบริษัท โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์

หนุ่มนักธุรกิจ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ร้องสอบบริษัท โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์

วันที่ 19 ส.ค.2568 เวลา 14.30 น. : นายธะเร ภูเขาทองคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งดินทางมาที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม และให้ตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม บริษัท ชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่ง

โดยนายธะเรฯ กล่าวว่า “บริษัทของตน ประกอบกิจการเกี่ยวกับการซื้อขายทรัพย์สินโรงงานทุกชนิดทั่วประเทศ ในช่วงปี 2567-2568 เราได้ไปซื้อทรัพย์สินของโรงงานดังกล่าว ซึ่งมีการเลิกกิจการไปหลายแห่ง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ เขาก็มีการเชิญให้ไปซื้อ ซึ่งเราก็ซื้อไปหลายที่เป็นวงเงินหลายสิบล้านบาท ในระยะเวลาปีกว่าๆ เราก็พบความผิดปกติที่ไม่เรียบ ร้อย ในช่วงแรกตนก็มองว่าไม่ใช่ปัญหาของตน ไปซื้อรับของแล้วก็จบกัน แต่ในช่วงหลังๆมีเรื่องอื่น ของความไม่ถูกหลักธรรมาภิบาลในเรื่องของการค้าขาย ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ซื้อหลายๆ ราย ซึ่งก็ไม่ได้มีตนเพียงรายเดียว ปรากฎว่าแต่ละรายเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ซึ่งมีมูลค่ารวมเป็นร้อยล้าน แบ่งเป็นจำพวกเหล็กเก่าเครื่องจักรเก่าและโกดังเก่า แต่ไม่มีใครกล้าเพราะอยากจะซื้อขายกันต่อและเกรงกลัวอิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้วย ซึ่งที่โดนกันจะมีประมาณ 4 ประเด็นคือ 1.อ้างของหาย, 2.หลอกใช้ฟรี, 3.หนีเปิดซอง และ 4.ดองเงินลูกค้า”

นายธะเรฯ กล่าวต่อว่า “ประเด็นแรก ตนมีการซื้อทรัพย์สินพวกเครื่องจักรเก่าจากโรงงานชุดแรกมาประมาณสิบล้านปรากฏว่าของมาไม่ครบ ซึ่งเครื่องจักรเก่าถ้าได้มาไม่ครบมันจะกลายเป็ฯเศษเหล็กทันที ซึ่งเราได้แจ้งเขาไปแล้วแต่เขาอ้างว่าคุณตกลงซื้อขายของชุดนี้ไปเรียบ ร้อยแล้ว ถ้าของที่คุณไปเจอใหม่คุณจะต้องจ่ายเงินเพิ่มซึ่งในความเป็นจริงเข้าบริษัทมันเป็นของชุดเดียวกันก็ควรจะต้องเอาให้เพราะมันเป็นของของในชุดเดียวกันมันเป็นอะไหล่ของเครื่องจักรเท่านั้นแต่ที่นี่เขาเรียกเงินเพิ่มครับ เราไม่จ่ายเขาก็ไม่ได้แล้ว ตรงนั้นผมก็ต้องเพิ่มเงินอีกเกือบขาดทุนเพราะว่าถ้าเกิดไม่อย่างนั้นเราก็ไม่สามารถที่จะประกอบเครื่องและส่งลูกค้าได้”

นายธะเรฯ ยังกล่าวอีกว่า “ประเด็นต่อมา เขาให้เราช่วยทำรายการให้เพราะโรงงานเขาเลิกหลายโรงงาน เขาทำรายการทรัพย์สินออกไม่ทันเวลาในการประเมินราคา เขาก็เลยบอกว่าขอให้เราไปทำรายการทรัพย์สิน ซึ่งเราจะต้องเดินทางไปตรวจเช็ก ไปเขียนสเป๊ค ไปทำรายละเอียดให้ ตรงนี้ใช้เวลาหลายวันกว่าจะหมด พอทำเสร็จแล้วก็ส่งให้เขา แล้วเขาบอกว่าเขาก็จะดิวกับเราแค่คนเดียวแล้วก็มาคุยกัน ถ้าเราทำเสร็จเขาให้เราทำใบเสนอราคาแล้วก็ทำไป แต่ปรากฏว่าว่าเขาเอารายการที่เราทำเสร็จไปให้ผู้ซื้อรายอื่น ทั้งๆที่เขาให้เราตรวจสอบทำ ให้หมดเลย และที่แย่คือเขาก็ขายที่ดินแปลงนี้โดยไม่บอกเรา มันเป็นการเสียมารยาทมากๆ ค่าใช้จ่ายในการไปทำการประเมิน มันก็ไม่ใช่น้อย พอเราทำหนังสือทวงถามก็ไม่มีการตอบกลับ”

นายธะเรฯ กล่าวเพิ่มว่า “ประเด็นที่ 3 หนีเปิดซองคือบริษัทเค้าจะมารายการสินค้าให้ยื่นทางอินเตอร์เน็ตซึ่งมีแค่ไม่กี่บริษัท เราก็ทำการเสนอราคายื่นไปทางอินเตอร์เน็ต แต่ปรากฏว่ามีบริษัทอื่นมายื่นประมูลกับทางบริษัทเรานำใบเสนอราคาที่เราเสนอไปนั้น มายื่นเสนอกลับมาที่บริษัทเรา ทำให้เราจับได้ว่ามีการนำราคาของซัพพลายเออร์ไปเสนอบริษัทผู้ซื้อรายอื่น เพื่อให้ได้ราคาที่สูงที่สุด ซึ่งเป็นการผิดจริยธรรมอย่างมาก เมื่อเราทำหนังสือสอบถามไป ทางบริษัทดังกล่าวก็อ้างว่าไม่รู้เรื่อง แม้กระทั่งมีคลิปหลักฐานไปให้เค้าดูเขาก็อ้างว่าไม่รู้เรื่อง อ้างว่าคงจะมีพนักงานคนอื่นแอบไปทำ”

นายธะเรฯ กล่าวต่อไปว่า “ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องดองเงินลูกค้า การประมูลตรงนี้เป็นจุดที่ทำให้ทางบริษัทเราจะได้ตัดสินใจดำเนินคดีกับผู้บริหารทั้งหมดเลย โดยเวลามีการทำหรือมีการดำเนินเรื่องอะไรก็แล้วแต่เขาจะให้ฝ่ายจัดซื้อดำเนินการ เขาจะให้ฝ่ายบัญชี เขาจะให้พนักงานอย่างเช่นผู้จัดการโรงงานเข้ามาคุยกับเรา ตัวกรรมการไม่เคยออกมา ทุกครั้งจะให้พนักงานแจ้งว่ากรรมการคนนั้นชื่อนี้ชื่อนี้ชื่อนี้มาแต่ละครั้งก็หมุนเวียนมาบอกว่าขอให้ทำแบบนั้น ขอให้ทำแบบนี้เราก็ได้ยินแล้วแต่เป็นเรื่องที่บริษัทอื่นก็ไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่าเราเป็นรายเดียวที่สู้ก็คือประมูลได้ ชนะการประมูลแล้ว จ่ายเงินบริษัทเก็บเงินไป 5.5 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว”

“เราก็เข้าที่หน้างานเพื่อเตรียมทำงานหรือต้องมีการจัดตั้งซึ่งก่อนที่จะไป เราต้องมีการเตรียมเรื่องคนเรื่องการวางแผนการขนส่ง และตอนนี้เลยมีค่าใช้จ่ายเยอะ พอหลังจากเราจ่ายเงินไปแล้วปรากฏว่าผ่านไป 4 วันเขาให้รปภ.มาเชิญทีมงานของบริษัทไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ไม่ว่าจะเป็นคนงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแล ลูกเขาบอกว่ามีกรรมการท่าน 2-3 คนที่นี้จะขอรีไรท์ราคาใหม่ ราคาใหม่มันหมายความว่าอะไรก็คือประมูลเสร็จไปแล้วปิดราคาและรับเงินไปแล้ว”

“ที่ตลกคือวันที่เราไปจ่ายเงิน เอกสารแล้วก็นัด แล้วก็ไปจ่ายเงินแต่พอไปถึงเขาบอกว่าเอกสารกรรมการยังไม่เซ็นเดี๋ยวจะให้ เราก็เชื่อจนถึงปัจจุบันเรามีแค่หลักฐานการโอนเงินเข้าบริษัท โดยในวันพรุ่งนี้เราก็ยังเดินหน้าต่อตกลงจะเอายังไง ขอนัดเข้าไปคุยบางทีเลื่อนไปอาทิตย์หน้า พอถึงวันก็เลื่อนไปอีก 5 วันกว่าจะได้เจอกันอีกเดือนนึงเรามีความรู้สึกว่าเขาไม่มีความตั้งใจที่จะรับผิดชอบ แล้วเราได้ยินมาว่าเรื่องที่เราไปประมูลมา แจ้งว่าเขาเอาไปหมุนประมูลอีกรอบนึง บริษัทเค้าได้เชิญผมไปตรวจ ไปเช็คราคา จุดนี้ตนยอมไม่ได้ พอผมทราบผมก็เลยไปลงบันทึกประจำวันไว้ สุดท้ายตนคุยกับเขาแล้วไม่มีความรับผิดชอบกรรมการใดๆลงมาเลย ตนก็เลยตัดสินใจเอาเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมคือในส่วนของเรื่องที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย”

นายธะเรฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “อีกประเด็นที่แปลกประหลาด ตนทำธุรกิจนี้มา 30 กว่าปี คือโรงงานเขาใหญ่โตมาก แต่ทำงานเหมือนโรงงานห้องแถว ผู้ประกอบการรายอื่นเจอเหมือนกันหมดเลย ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน ไม่ว่าจะวงเงินเท่าไหร่ ฝ่ายการเงินของเขาจะบอกว่า ให้แบ่งเงินเป็น 2 ก้อน สมมติว่า 10 ล้าน เขาให้เราแบ่งครึ่งออกมา 5 ล้าน ส่วนอีก 5 ล้านเขาให้เราถอนเป็นเงินสด แล้วก็เอาเงินสดนี้หิ้วไปให้ผู้บริหารของเขา ห้ามโอน ห้ามทำเช็ค เรามานึกก็คิดว่าเขาน่าจะมีเรื่องอะไรไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเรื่องของภาษีอย่างแน่นอน ซึ่งตนมองว่ามันแปลกประหลาดมาก


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สมุทรปราการ จัดโครงการ D.A.R.E. สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนห่างไกลยาเสพติด ประจำปี 2568

สมุทรปราการ จัดโครงการ D.A.R.E. สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนห่างไกลยาเสพติด ประ จำปี 2568

ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ จัดโครงการ D.A.R.E. ประจำปี 2568 (Drug Abuse Resistance Education) ณ ห้างอิมพีเรียล เวิล์ด สำโรง จ.สมุทรปราการ เพื่อให้ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดแก่เด็กนักเรียนในการปฏิเสธสิ่งเสพติด

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทร ปราการ และนายวรพร อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานร่วม พร้อมด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงานสำคัญ อาทิ กอ.รมน. จังหวัดสมุทรปรา การ, สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ, ปกครองจังหวัดสมุทรปราการ และศึกษาธิการจังหวัดสมุทรปราการ

ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการภัยจากยาเสพติดเเละภัยออนไลน์ในเยาวชน เเละพิธีมอบโล่รางวัลเกียรติคุณแก่ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูตำรวจแดร์ และนักเรียนที่ชนะการประ กวดวาดภาพและคลิปวีดีโอสั้นให้ความรู้เรื่องยาเสพติด รวมถึงการจัดกิจกรรมนันทนาการเพื่อเสริมทักษะชีวิตแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ กว่า 4,000 คน อาทิ การแสดงสุนัขตำรวจ, การสาธิตให้ความรู้เพิ่มทักษะการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินจากทางตำรวจภูธรจังหวัดสมุทราปราการ และการแสดงดนตรีสด สร้างความสุขแก่เด็กๆ

โครงการครั้งนี้ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดย พล.ต.ต.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ได้กล่าวย้ำถึงความตั้งใจที่จะดำเนินการโครงการดีๆ เช่นนี้เเละขอขอบคุณ นายวรพร อัศวเหม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ ที่ร่วมเล็งเห็นถึงความสำคัญของเยาวชนที่อาจตกเป็นกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ได้มีความรู้เเละทักษะการปฏิเสธสิ่งเสพติดเป็นภูมิคุ้มกันทางความคิด เเละร่วมสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเยาวชนในจังหวัดสมุทรปราการอย่างต่อเนื่องต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ราชยานยนต์ สมาคม ประกาศกิจกรรมแข่งขันรถยนต์ ประจำปี 2568 ส่งเสริมการท่องเที่ยว

ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย.ส.ท.) จัดงานแถลงข่าวใหญ่ ประกาศกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ภายใต้แนวคิด “Sport Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬาระดับโลก (World Sport Destination) โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมสนับสนุน

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ได้รับเกียรติจาก นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานพิธีแถลงข่าวการจัดกิจกรรมของราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา (ร.ย. ส.ท.) ประจำปี 2568 โดยมี นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา พร้อมด้วย นางพัชรินทร์ สิทธิพรรณโยธา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และแขกผู้มีเกียรติ ตลอดจนสื่อมวลชนร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประธานในพิธีแถลงข่าวฯ กล่าวว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีเป้าหมายสำคัญในการบูรณาการสองภาคส่วนหลัก คือ การท่องเที่ยวและการกีฬา ให้สามารถเกื้อหนุนกันและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้แนวคิด Sport Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมและความสนใจในระดับสากล การดำเนินกิจกรรมของราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา ประจำปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมทั้งกระจายรายได้สู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรมที่สร้างทั้งความสนุกสนาน ความปลอดภัย และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน ตนเชื่อมั่นว่าโครงการในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่จะส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น World Sport Destination อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการผลักดันเป้าหมายนี้ให้เป็นรูปธรรม และขอให้กิจกรรมครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยหันมาสนใจกีฬา การท่องเที่ยว และสุขภาพมากยิ่งขึ้น”

นายพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา กล่าวว่า “การจัดกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และส่งเสริมการท่องเที่ยวในมิติใหม่ที่เชื่อมโยงระหว่างกีฬาและวัฒนธรรมท้องถิ่น กิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย โดยมีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และกิจกรรมภาคสนาม เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้และความประทับใจในประเทศไทยในภาพรวม ราชยานยนต์สมาคมฯ มุ่งมั่นในการพัฒนาและยกระดับกิจกรรมแรลลี่ให้เป็นมาตรฐานสากล โดยเน้นเรื่องความปลอดภัย ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเป้าหมายการเป็น World Sport Destination ในอนาคต”

นางพัชรินทร์ สิทธิพรรณโยธา ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย กล่าวว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการของ ร.ย.ส.ท. ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) ที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในการออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจกรรมการแข่งขันรถยนต์ ประจำปีงบประมาณ 2568 จะช่วยกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังเมืองรองและชุมชนท้องถิ่น โดย ททท. จะสนับสนุนด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมลักษณะนี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีและแตกต่างให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกิจกรรมกีฬาเข้ากับวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความงดงามของท้องถิ่นไทยได้อย่างลงตัว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ ททท. ที่ต้องการยกระดับประเทศ ไทยสู่การเป็น World Sport Destination อย่างยั่งยืน”

งานแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬาและการท่องเที่ยว เข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคกีฬา และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในมิติใหม่ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวและกิจกรรมต่างๆ ได้ทาง
https://www.tat.or.th/th , https://www.facebook.com/thaitourismnews , https://www.raat.or.th/ , https://www.facebook.com/raat.or.th


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

แพทย์ทหารห่วงใย “โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)”

จากข้อมูล กระทรวงสาธารณสุข พบว่า โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) นับเป็นหนึ่งในอาการทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีความแตกต่างไปจากความวิตกกังวลแบบปกติทั่วไป โดยเป็นความรู้สึกที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน จะเป็นความกังวลที่มากกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงแค่การคิดมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต

สาเหตุของโรควิตกกังวล

  1. พันธุกรรม หรือพื้นฐานดั้งเดิม ถ้าพ่อแม่เป็นโรควิตกกังวล ลูกก็มีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลเช่นกัน หรือมีพื้นฐานที่ไม่กล้าแสดงอารมณ์ออกมาและการมีสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล
  2. สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู การเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่หรือคนใกล้ชิด การประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรควิตกกังวล

สำหรับ 6 โรควิตกกังวล ที่มักพบได้บ่อย ดังนี้.-

  1. โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder) คือเกิดความกังวลที่มากกว่าปกติในเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น การงาน ครอบครัว สุขภาพ ซึ่งผู้ป่วยยังสามารถระงับความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่หากผู้ป่วยมีอาการนานเกินกว่า 6 เดือน ไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ อาจทำให้เกิดความอ่อนเพลีย กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด และนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท
  2. โรคแพนิค (Panic Disorder) หรือโรคตื่นตระหนก คือเกิดความวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ ตื่นตระหนก กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือตาย มีอาการเจ็บป่วยนิดหน่อยก็กลับมีความกังวล เช่น กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ได้ป่วยทางกายแต่ป่วยทางจิตต่างหาก อาการโรควิตกกังวลเกินเหตุ อาจเกิดเป็นพักๆ ทำให้เหงื่อออก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ร้อนวูบวาบ แน่นหน้าอก วูบเหมือนจะเป็นลม อาการแบบนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่ภาวะอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ติดสารเสพติด เป็นต้น
  3. โรคกลัวสังคม (Social Phobia) คือความวิตกกังวลที่จะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าต้องถูกจ้องมอง ทำอะไรที่น่าอาย ต้องคอยหลบ รู้สึกประหม่า และมักคิดในแง่ลบว่าคนอื่นจะนินทาลับหลัง ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง เหงื่อออก คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ที่น่าสนใจ คือโรคนี้มักแอบแฝงอยู่ในตัวบุคคลที่ดูเป็นปกติสุขดี มองดูภายนอกร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงดี และไม่มีทีท่าว่าจะป่วยแต่อย่างใด สาเหตุของอาการนี้อาจเกิดจากการเลี้ยงดู ขาดทักษะการเข้าสังคม หรือเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม
  4. โรคกลัวแบบเฉพาะ (Phobia) คือความวิตกกังวลที่มากเกินไปในเรื่องบางเรื่อง บางสิ่งบางอย่างแบบเจาะจง เช่น กลัวเลือด กลัวที่แคบ กลัวรู กลัวสุนัข เป็นต้น แม้ว่าจะรู้สึกกลัวไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่สามารถห้ามความกลัวได้ พยายามจะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว ผู้ป่วยมักเกิดปฏิกิริยาทางกายขึ้นมาหากอยู่ในสถานการณ์จำเพาะเจาะจง เช่น ใจสั่น หน้ามืด มือ-เท้าเย็น อาจทำให้ใจสั่น หายใจลำบาก เหงื่อออก
  5. โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder) ความวิตกกังวลที่เกิดจากการคิดซ้ำไป ซ้ำมา ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบซ้ำๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลใจ แม้ว่าอาการแบบนี้จะไม่รุนแรง หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก แต่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปกับพฤติกรรมเหล่านั้นไม่น้อย ซึ่งอาการย้ำคิดย้ำทำแบบนี้กลับพบบ่อยในคนวัยทำงาน เช่น คิดว่าลืมล็อคประตูบ้านต้องเดินกลับไปดูว่าล็อคหรือยัง คิดว่าลืมปิดก๊อกน้ำ ต้องกลับไปเช็คอีกครั้ง เป็นต้น
  6. โรคเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ (Post-Traumatic Stress Disorder, PTSD) คืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังจากประสบกับเหตุการณ์อันเลวร้ายมาก เช่น เผชิญกับภาวะเฉียดตาย ภาวะภัยพิบัติตามธรรมชาติที่ร้ายแรง ถูกทำร้ายหรือเห็นคนใกล้ตัวตาย อาการเกิดขึ้นได้หลายอย่าง ตั้งแต่เงียบเฉย ขาดการตอบสนอง ตกใจง่าย หวาดกลัว กังวลในเรื่องเล็กน้อย คิดถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ และเกิดความกลัวและวิตกกังวลขึ้นมาใหม่เหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงหวาดกลัวสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 มีความห่วงใยต่อข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 และพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงได้มอบหมายให้โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อเฝ้าระวังโรควิตกกังวล ซึ่งหากพบว่าตนเอง หรือคนรอบข้าง มีอาการบ่งชี้, สงสัยว่าป่วย หรือมีความวิตกกังวล ส่งผลให้เจ้าตัวรู้สึกไม่สบายใจ หงุดหงิดใจ ตลอดจนเกิดความเครียดหลายๆ ครั้ง ซึ่งเข้าข่าย 6 โรคนี้ ขอให้ได้ไปพบแพทย์ เพื่อคัดกรอง วินิจฉัย และรักษาต่อไป จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


กอ.รมน.ภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ผนึกกำลังประชาชนต้านข่าวปลอม

ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย – กันพูชา ในขณะนี้ พบว่ามีกระบวนการผลิตข่าวปลอม (Fake News) เผยแพร่ข่าวสารอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงจำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก และเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีความห่วงใยประชาชน ที่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีนำข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อสร้างสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้ในสื่อโซเชียลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการกำ ชับให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของตนเอง และชี้แจงให้ประชาชนทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง หากพบกรณีจงใจสร้างความสับสนให้กับประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ในการนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ในฐานะหน่วยงานที่มีส่วนร่วมดำเนินการสื่อสารให้ความรู้, ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยใช้ในทุกช่องทางสื่อฯ ของกองอำนวยการรักษาความมั่น คงภายในภาค 3 และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัด เพื่อร่วมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม รวมถึงชี้แจงข้อมูลที่เป็นจริงและขอความร่วมมือประชาชนระมัดระวัง เลือกรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยให้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งต่อหรือแชร์ข้อมูล เพื่อช่วยลดปัญหา และไม่เป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก, สับสน ก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อประชาชนในสังคม โดยให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วน

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำ หรือมีเบาะแสเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ปลอมหรือเป็นความเท็จ อันเกิดจากการกระทำของบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานใด ขอความกรุณาแจ้งไปที่ สายด่วนความมั่นคง โทร.1374 หรือ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย รวมทั้งสามารถส่งข้อมูลโดยตรง ให้กับ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการรักษความมั่นคงภายในภาค 3 ผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 หรือแจ้งด้วยตนเอง ณ กองอำนวยการรักษาความมั่นภายในจังหวัด ซึ่งมีที่ตั้งในศาลากลางจังหวัดทุกแห่งใกล้บ้านท่าน เพื่อได้ประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ในกรณีที่ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 3/กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ทางหน่วยงานจะพิจารณาฟ้องร้องทั้งทางอาญาและทางแพ่งกับผู้กระทำผิดทุกราย และเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จะได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องต่อไป


ขอเชิญชวนร่วมส่งกำลังใจ การประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทย เพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 ระดับกองทัพบก

ขอเชิญชวนร่วมส่งกำลังใจ การประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทย เพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 ระดับกองทัพบก

ตามที่กองทัพบก ดำเนินการจัดการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัย ระดับมัธยมศึกษา “คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงไทยเพื่อแผ่นดิน” ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “สืบสาน บรรเลงรักษ์ พิทักษ์องค์ราชัน” ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่างๆ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีต่อประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ และสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนมีความสนใจศิลปวัฒนธรรมไทยและดนตรีไทย นั้น

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้ดำเนินการจัดการประกวดวงดนตรีสากลร่วมสมัยดังกล่าว ในรอบภูมิภาค โดยมีสถาบันการศึกษาในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ผ่านเข้ารอบระดับกองทัพภาค จำนวน 5 ทีม ประกอบด้วย

  1. โรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง
  2. โรงเรียนยุพราชวิยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
  3. โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์
  4. โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ และ
  5. วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย

เพื่อพิจารณาคัดเลือกวงดนตรีเป็นตัวแทน กองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมประกวดฯ รอบกองทัพบกต่อไป โดยแต่ละวงได้นำเสนอผลงานดนตรีที่ผสมผสาน เอกลักษณ์ความเป็นไทยเข้ากับแนวทางดนตรีสากลได้อย่างลงตัว สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน

สำหรับผลการประกวดระดับกองทัพภาค ได้แก่.-

  • ชนะเลิศ : โรงเรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ (เป็นตัวแทนกองทัพภาคที่ 3 เข้าร่วมการประกวดในรอบกองทัพบก)
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 1 : โรงเรียนวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 2 : โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
  • รองชนะเลิศอันดับที่ 3 : โรงเรียนแม่เมาะวิทยา จังหวัดลำปาง และ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จังหวัดอุตรดิตถ์

ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 จึงขอเชิญข้าราชการทหาร และครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ภาคเหนือ ร่วมส่งกำลังใจ และร่วมเชียร์ ให้วง L.K.P. ลูกพ่อขุนผาเมืองแบนด์ โรง เรียนหล่มเก่าพิทยาคม จังหวัดเพชรบูรณ์ ตัวแทนของลูกหลานกองทัพภาคที่ 3 ในการประ กวดระดับกองทัพบก เพื่อรับรางวัล “Popular Vote” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 21 ส.ค.68 ปิดเวลา 00.00 น. โดยการร่วมกันโหวตได้ที่แฟนเพจเฟ๊ซบุ๊ก คีตวัฒนศิลป์ บรรเลงเพื่อแผ่นดิน https://www.facebook.com/share/v/178xLGpKRo/?mibextid=wwXIfr


AIS จัดเต็ม ฟุตบอลไทยลีก นัดเปิดฤดูกาล ณ สนามราชบุรี สเตเดี้ยม

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม 2568  ที่ผ่านมา ณ สนามราชบุรี สเตเดียม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเปิดฤดูกาลการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ฤดูกาลใหม่ โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารเอไอเอส ผู้บริหารสโมสร และ เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ นักแสดงชื่อดัง ร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

การแข่งขันในนัดเปิดสนามเป็นการพบกันระหว่าง “ราชันมังกร” ราชบุรี เอฟซี เปิดบ้านรับการมาเยือนของ พลังกาญจน์ เอฟซี บรรยากาศภายในสนามเต็มไปด้วยความคึกคักและสูสีสุดท้ายจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 ทำให้ทั้งสองทีมต้องแบ่งคะแนนกันไปในนัดเปิดฤดูกาลนี้ โดยมี “น้องอุ่นใจ” มาสร้างสีสันและดูแลแฟนบอลอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยทีม AIS PLAY SPORTS ROOKIE ที่มาร่วมเชียร์และเชิญชวนให้คนไทยรับชมฟุตบอลไทยลีกฟรีผ่านแอปพลิเคชัน AIS PLAY

โดยทาง AIS ขอเชิญชวนแฟนบอลชาวไทยติดตามความมันส์ของการแข่งขันฟุตบอลไทยลีกฤดูกาลใหม่ได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมครบทุกการแข่งขันได้ฟรีทุกเครือข่าย ทั้งบนมือถือ, แท็บเล็ต, ทีวี และกล่อง AIS PLAYBOX ผ่านแอปพลิเคชัน AIS PLAY เท่านั้น


สายชล ราชบุรี รายงาน

ผู้ว่าฯ ราชบุรี พาเที่ยวชุมชนห้วยกระบอก แหล่งท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรม ของราชบุรี

ราชบุรี – ผู้ว่าฯ พาเที่ยวชุมชนห้วยกระบอก แหล่งท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรม ของราชบุรี

ในวันนี้ (19 ส.ค. 68) สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี ร่วมกับ เทศ บาลตำบลห้วยกระบอก และชุมชนบ้านห้วยกระบอก จัดโครงการส่งเสริมและประชา สัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดราชบุรี ในกิจกรรม “ผู้ว่าฯ พาเยือนชุมชน” โดยมีนางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานในการพาเที่ยวที่ชุมชนห้วยกระบอก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

สำหรับชุมชนหัวยกระบอกนั้นตั้งอยู่ที่ ต.กรับใหญ่ อ.บ้านโป่ง ซึ่งเป็นชุมชนชาวจีนแคะ หรือชาวฮากกา ที่มาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านห้วยกระบอกนี้ มาเป็นเวลานับร้อยปี มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ รวมไปถึงวัฒนธรรมของชาวจีนแคะโบราณเนื่องจากชาวจีนแคะที่มาตั้งรกรากที่ห้วยกระบอกเดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ในช่วงสมัยหนึ่งชุมชนแห่งนี้มีความเจริญและมีผู้คนสัญจรไปมามากมาย เพราะเป็นที่ชุมนุมของผู้คนถึงสามจังหวัด คือ จ.ราชบุรี กาญจนบุรี และ จ.นครปฐม ปัจจุบันวัฒนธรรมและความเจริญของชุมชน รวมถึงอาหารตำหรับจีนแคะดั้งเดิมแบบโบราณแท้ ๆ ยังคงมีให้เห็นอย่างเด่นชัด และสามารถพบเห็นบ้านไม้ใบราณของชาวจีนแคะจำนวนมากในชุมชน อันมีคุณค่าทางด้านสถาปัตยกรรมสะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมและอดีตที่รุ่งเรือง โดยมีร้านค้าหลายร้านที่ยังเปิดค้าขายมาจนถึงปัจจุบัน

ในส่วนของศาลเจ้าซั้มชั้นเกว็ดหวอง หรือศาลเจ้าพ่อสามภูเขา เป็นศาลเจ้าที่มีความสวยงาม มีความโดดเด่นทางด้านสถาปัตยกรรมแบบจีนและมีประวัติความเป็นมายาวนานเป็นที่เคารพสักการะศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ตามประวัติว่ากันว่า องค์เจ้าพ่อสามภูเขานั้นได้ถูกบรรพ บุรุษอัญเชิญมาจากประเทศจีนเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้กับชาวจีนแคะในสมัยนั้นจนถึงปัจจุบัน และช่วงเดือนมีนาคมของทุกปีจะมีงานศาลเจ้าชั้มชั้นเกว็ดหวอง หรืองานศาลเจ้าพ่อสามภู เขา เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวจีนแคะ โดยจะมีชาวบ้านนำสินค้าท้องถิ่น อาหารและขนมจีนแคะหากินยากมาขายตรงถนนในชุมชนมากมาย ซึ่งมีพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น นับเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและน่าสนใจ และที่นี่มีเมนูอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างคือ ขาหมูห้วยกระบอก และ”หว่องฟ้าผู้ปั้น” ขนมโบราณ ของชาวจีนแคะ มีให้ชิมหนึ่งเดียวในประเทศไทย

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ จะเป็นการแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนห้วยกระบอกเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี เพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้กลับมาเป็นที่นิยม ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดราชบุรี  เพื่อให้ชุมชนได้ถ่าย ทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ วิถีชีวิต วิถีชุมชน และความเชื่อท้องถิ่นให้กลายเป็นที่รู้จักในระดับจังหวัดและระดับประเทศ เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวและยกระดับการจัดงานและเทศกาล จากระดับท้องถิ่นสู่ระดับนานาชาติ ประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวให้ชุมชนเป็นที่รู้จักให้กว้างขวางยิ่งขึ้น


สายชล ราชบุรี รายงาน

นายอำเภอทับสะแก ร่วมพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568

ประจวบคีรีขันธ์ – นายอำเภอทับสะแกร่วมพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568

วันที่ 19 ส.ค.2568 ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำบลยั่งยืน ฯ หมู่ 1 บ้านไร่ใน ตำบลแสงอรุณ อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสิทธิพร คงหอม นายอำเภอทับสะแก เป็นประธานในพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธ ศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568

โดยมี พ.ต.อ.วีระพัฒน์ เกตุษา ผกก.สภ.ห้วยยาง, พ.ต.ท.สหธัญ กำบิลดีลิราช รอง ผกก.ป สภ.ห้วยยาง, พ.ต.ท.กฤษดา เหนี่ยวพึ่ง สวป.สภ.ห้วยยาง, พ.ต.ท.ทรงศักดิ์ รัศมีสว.อก.สภ. ห้วยยาง, น.ส.ณุกานดา จันทราภรณ์ สาธารณสุขอำเภอทับสะแก, นายสุรศิลป์ ยนปลัดยศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแสงอรุณ นายชาตรี วนิชวรสกุล ประธาน กต.ตร.สภ.ห้วยยาง
นายบุญช่วย โพธิ์ทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านไร่ใน, นายทิวา สุขอวบอ่อง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2
บ้านแสงทอง พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากทหารหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก เจ้าหน้า ที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง กต.ตร.สภ.ห้วยยาง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านอาสาสมัครสาธารณสุข ชุดปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประชาชนชุมชนบ้านไร่ใน
และบ้านแสงทอง พร้อมผู้กล้า

ร่วมพิธีปิดโครงการดำเนินงานตำบลยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568 พร้อมมอบป้ายคุ้มสีขาว สมุดประจำตัวผู้บำบัด แฟ้มข้อมูล พร้อมมอบพื้นที่ส่งต่อความยั่งยืนให้กับชุมชนบ้านไร่ในหมู่ 1 และบ้านแสงทอง หมู่ 2 ต.แสง อรุณ อ.ทับสะแก


ข่าว ณัฐธภพ พันสาย / จ.ประจวบคีรีขันธ์ 0649646443

รองผู้ว่าฯ โคราช เร่งฟื้นฟู ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพให้มีรายได้ ตามแผนนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด

รองผู้ว่าฯ โคราช เร่งฟื้นฟูผู้ผ่านการบำบัดยาเสพให้มีรายได้ ตามแผนนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด

เมื่อวันที่(19 ส.ค. 68 )นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีนำผู้ที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบ้านเหลื่อม จังหวัดนครราช สีมา ร่วมกิจกรรมโครงการบำนาญประชาชน ปลูกต้นไม้เป็นเงินออม ชีวิตใหม่เริ่มได้ทุกวัน ตามนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด ได้มีงานทำ มีรายได้ ต่อยอดอาชีพที่ได้รับการฝึกฝน จนสามารถหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวถือเป็นการนำ 2 นโยบาย หลักของผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ทั้งนโยบายบำนาญประชาชน ปลูกต้นไม้เป็นเงินออม และนโยบาย No Drugs No Dealers ผนึกกำลังชุมชนปลอดยาเสพติด มาต่อยอดเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูและฝึกอาชีพให้กับกับผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ เพื่อให้มีรายได้ ซึ่งไม่เพียงแต่การปลูกต้นไม้เพื่อเป็นรายได้

ทางจังหวัดนครราชสีมาได้มอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ดูแลผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติดทุกราย อย่างใกล้ชิด โดยวางแนวทางในการช่วยเหลือผู้ทั้งการฝึกฝนอาชีพและการได้รับการศึกษา เพื่อที่บุคคลเหล่านั้นจะสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีกต่อไป นายกิตติศักดิ์ กล่าว


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน