ตะโกนลั่นชายแดน! ทั้งที่ยืนบนแผ่นดินไทย ใครคือผู้รุกราน?

ชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งรวมตัวกันประท้วงที่ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว อ้างว่าทหาร ไทยนำลวดหนามไปกั้นรุกล้ำในดินแดนของเขา จนเขาไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้

แต่ข้อเท็จจริงก็คือพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ดินแดนไทย” มาโดยตลอด มีหลักเขต มีแผนที่ และมีประวัติศาสตร์การครอบครองอย่างชัดเจน อีกทั้ง พื้นที่ที่ตั้งรั้วนั้น อยู่ในเขตไทย 100% และการติดตั้งรั้วลวดหนามถือเป็นแนวป้องกันสำคัญ ทั้งเพื่อสกัดการลักลอบข้ามแดน และเพื่อความปลอดภัยของผู้คนตามแนวชายแดน

ที่สำคัญ กลุ่มคนเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเคยลี้ภัยเข้ามาอาศัยในแผ่นดินไทยในยามเดือดร้อน แต่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายกลับไม่ยอมออกไป วันนี้กลับมายืนตะโกนใส่หน้าทหารไทยว่ารุกล้ำแผ่นดินเขมร

ถามหน่อยเถอะ… รุกล้ำยังไง ในเมื่อผืนแผ่นดินที่คุณยืนตะโกนอยู่ก็เป็นผืนแผ่นดินไทย?

นี่คือการ “เนรคุณ” ต่อแผ่นดินที่เคยช่วยเหลือพวกเขาอย่างแท้จริง

“หนองจานคือแผ่นดินไทย” ไม่ว่ากี่ปี ไม่ว่ากี่เหตุการณ์ ความจริงนี้ไม่เคยเปลี่ยน และจะไม่มีวันเปลี่ยน บ้านหนองจานตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว มีหลักเขต 46-47 เป็นพิกัดยืนยันอธิปไตยไทยมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการสำรวจร่วมกับฝรั่งเศสและกัมพูชา

ในช่วงสงครามเขมรแดง คลื่นผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจำนวนมากอพยพเข้ามาในฝั่งไทย ไทยเปิดค่ายรับผู้ลี้ภัยในพื้นที่ชายแดนหลายแห่งในปี 2522 ให้ทั้งที่พักพิง อาหาร น้ำ และยาเพื่อความอยู่รอด ไทยช่วยให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขนานนับสิบปี แต่หลังสงครามสงบ บางส่วนกลับบ้านไป บางส่วนกลับตั้งถิ่นฐานถาวรรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย

ด้วยเหตุนี้ การกล่าวหาว่าทหารไทยรุกล้ำจึงเป็นการบิดเบือนเพื่อสร้างกระแส

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมคนกลุ่มนี้จึงไม่รู้จักบุญคุณไทย ทั้งที่เคยลี้ภัยและได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี? ถ้าไม่รู้จักบุญคุณ ไม่เคารพประวัติศาสตร์ ไม่เคารพความจริง แล้วใครกันแน่คือผู้รุกราน?


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เตรียมพระราชทานเหรียญกล้าหาญ ให้ทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและให้ขวัญกำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยในแนวหน้า เตรียมพระราชทานเหรียญกล้าหาญ ให้ทหาร ตำรวจ ตำรวจตระเวนชายแดน และทหารพราน ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

#ทรงพระเจริญ#สืบสานรักษาต่อยอด#พระราชทานเหรียญกล้าหาญ#นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้


พระลาน

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย
“MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

วันนี้ (21 สิงหาคม 2568) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ(ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ. ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท

โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญ ชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลง ทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน
8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญา กรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย

เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำ ความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”


พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

ทบ. ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

ทบ. ส่งทหารเหล่าแพทย์ทีม M-MCATT ดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามชายแดน ประเมินสภาพจิตใจหลังการสู้รบ เสริมสร้างความพร้อมในทุกมิติ

ด้วยความห่วงใยสุขภาพของกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่สู้รบ โดยเฉพาะในกอง ทัพภาคที่ 2 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้มอบหมายให้กรมแพทย์ทหารบก และโรงพยาบาลทหารในพื้นที่ ส่งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือ M-MCATT (Military Mental Health Crisis Assessment and Treatment Team) ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพร่างกายและประเมินสภาพจิตใจของกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ ตั้งแต่หลังมีข้อตกลงหยุดยิงที่ผ่านมา เพื่อดูแลและคลายความกังวลใจ รวมทั้งประเมินอาการหรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังพล เพื่อให้สามารถแก้ไขและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

การดำเนินงานของทีม M-MCATT ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลกำลังพลด้านการแพทย์ของกองทัพบก ที่ครอบคลุมใน 3 ระยะหลักของการปฏิบัติการทางทหาร ได้แก่

  1. ระยะ Pre-deployment : การเตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่

ก่อนที่กำลังพลจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ ทีมสายแพทย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มจากการตรวจคัดกรองสุขภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน อีกทั้งยังมีการจัดเตรียมเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้หน่วยสามารถดูแลรักษาเบื้องต้นได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  1. ระยะ Deployment : การดูแลระหว่างปฏิบัติภารกิจ

หน้าที่ของทหารเหล่าแพทย์ยิ่งทวีความสำคัญ โดยมีการจัดตั้งหน่วยพยาบาลสนามและจุดบริการทางการแพทย์ใกล้พื้นที่ปฏิบัติการ รวมถึงการจัดทีมดูแลสุขภาพจิต (M-MCATT) ที่ทำหน้าที่ค้นหา เฝ้าระวัง และให้การช่วยเหลือกำลังพลที่เผชิญความเครียดหรือมีภาวะเสี่ยงทางจิตใจ มุ่งเน้นทั้งการสังเกตอาการ ประเมินความรุนแรง ให้คำปรึกษาและบำบัดเบื้องต้น ตลอดจนการส่งต่อเพื่อการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการตรวจรักษาอาการเจ็บป่วยทั่วไป การเฝ้าระวังโรคระบาด และการจัดระบบส่งกลับผู้บาดเจ็บในกรณีฉุกเฉิน เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลดการสูญเสียกำลังพล อีกทั้งยังมีภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและเสริมสร้างความมั่นคงจากภายใน

  1. ระยะ Post-deployment : การดูแลหลังเสร็จสิ้นภารกิจ

การดูแลกำลังพลยังคงดำเนินต่อ โดยเฉพาะในกรณีที่มีกำลังพลบาดเจ็บหรือสูญเสีย ทีม M-MCATT จะเข้าไปดูแลสภาพจิตใจทั้งผู้ป่วยและครอบครัว พร้อมทั้งมีการตรวจสุขภาพซ้ำเพื่อประเมินผลกระทบจากการอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และดำเนินการฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะเครียดหรือบาดแผลทางใจจากประสบการณ์ภารกิจที่ผ่านมา

สำหรับการทำงาน ทีม M-MCATT จะลงพื้นที่ประเมินกำลังพลในฐานปฏิบัติการต่างๆ โดยผลการประเมินแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเขียว (เสี่ยงต่ำ), กลุ่มเหลือง (เสี่ยงปานกลาง) และกลุ่มแดง (เสี่ยงสูง) ซึ่งหากพบกำลังพลอยู่ในกลุ่มแดง ทีมแพทย์จะส่งตัวเข้าสู่กระบวนการรักษาและเยียวยาสภาพจิตใจในทันที เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของกำลังพลให้กลับมาปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ กองทัพบกให้ความสำคัญกับการดูแลสภาพจิตใจของกำลังพลทุกระดับ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภารกิจ โดยทีม M-MCATT จะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลกำลังพลผู้เสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ด้วยความเข้มแข็งรอบด้านอย่างเต็มที่และดีที่สุด



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดกิจกรรม พิธีเปิด Lanna Wellness Trail:2025 ภายใต้กิจกรรมหลักที่ 3 : FIGHING & SPORT

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จัดกิจกรรม พิธีเปิด Lanna Wellness Trail:2025 ภายใต้กิจกรรมหลักที่ 3 : FIGHING & SPORT โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยว ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

วันอาทิตย์ ที่ 17 สิงหาคม 2568 เวลา 05:30 น. ณ สะพานขาวทาชมภู ต.ทาปลาดุก อ.แม่ ทา จ.ลำพูน นางศุกลรัตน์ จันทร์มณี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดลำพูนได้รับมอบหมายจาก ท่านวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Lanna wellness trail 2025 สนามที่ 3 ดอยขุนตาล จังหวัดลำพูน – จังหวัดลำปาง โดย นางเกศกนก เดชมา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดลำพูน กล่าวรายงานและวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

สำนักงานจังหวัดลำพูนกล่าวต้อนรับ นักวิ่งเทรล และนักท่องเที่ยวทุกท่าน ที่เดินทางมาร่วมกิจกรรม Lanna wellness trail 2025 ณ.สถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางธรรมชาติที่งดงามและท้าทายที่สุดของภูมิภาค การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการส่งเสริม สุขภาพและความแข็งแรงของผู้เข้าร่วมกิจกรรม แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนบน 1 ซึ่งมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นทั้งทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และ วิถีชีวิต ในพื้นที่ๆเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวขจี และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งล้วนแล้วแต่เอื้อต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และกิจกรรมกีฬาเชิงผจญภัยอย่าง “วิ่งเทรล” สนามวิ่งในครั้งนี้ได้รับการคัดสรรจากเส้นทางธรรมชาติที่สวยงาม ปลอดภัย และ ท้าทาย การจัดกิจกรรมดังกล่าว จะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเรียนรู้การท่องเที่ยวที่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Tourism) และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) และเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้นักวิ่งเทรล, นักท่องเที่ยวและ ประชาชนทั่วไปได้รู้จัก เข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวัฒนธรรมในชุมชน ทำให้เกิด การกระจายรายได้ในชุมชนต่อไปโดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้สนับสนุนทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้งานในครั้งนี้ เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ .

กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน มีความโดดเด่นทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 กิจกรรม Wellness Trail ภายใต้กิจกรรมหลักที่ 3 : FIGHING & SPORT โครงการส่งเสริมและพัฒนา Soft Power เพื่อเป็นต้นทุนพัฒนาต่อยอดการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ตามแผนปฏิบัติราชการกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนบน 1ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

การจัดกิจกรรม Lanna wellness trail 2025 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ

  • ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และกิจกรรมการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนบน 1 ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
  • เพื่อเสริมสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในพื้นที่กลุ่มจังหวัดอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
  • เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวทางเลือกของกลุ่มจังหวัด

กิจกรรมการวิ่งเทรลนับว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สร้างสรรค์ สามารถสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ได้อย่างเต็มที่ และยังเป็นการออกกำลังกายที่ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์.Lanna wellness trail เป็นการวิ่งผจญภัยในพื้นที่ธรรมชาติที่สวยงามในแต่ละพื้นที่ นักวิ่งจะได้ สัมผัสกับบรรยากาศในระหว่างทางในการวิ่งแต่ละเส้นทางในการวิ่งเทรล

โดยมีกำหนดจัดกิจกรรมทั้งสิ้น ๔ สนาม ประกอบด้วย

  • สนามที่ ๑ ผาหอบ จังหวัดลำปาง ในวันอาทิตย์ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ณ สำนักสงฆ์วนาธรรม (บ้านเกี่ยง) อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
  • สนามที่ ๒ ดอยนางเมาะ-ดอยงุ้ม จังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน ในวันอาทิตย์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ ณ โรงเรียนออนใต้วิทยา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทั้งสนามที่ ๑ และสนามที่ ๒ ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • สนามที่ 3 ดอยขุนตาล จังหวัดลำพูน ในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2568 ณ สะพานขาวทาชมภู ตำบลทาปลาดุก อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
  • ปิดท้ายสนามที่ 4 ดอยธง อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนบ้านน้ำฮู ตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

โดยรับสมัครผู้เข้าร่วมการวิ่งจากทั่วประเทศทั้งสิ้น 1,000 คน แบ่งเป็นสนามละ 250 คน และในครั้งนี้ เป็นสนามที่ 3 พื้นที่จังหวัดลำพูนเจ้าภาพโดยเชื่อมโยงกับจังหวัดลำปาง. โดยนักวิ่งและนักกีฬาทุกท่านจะได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจ และกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ พร้อมความทรงจำดี ๆ จากที่แห่งนี้.\

#LannaWellnessTrail:2025 #FIGHING&SPORT #โครงการส่งเสริมและพัฒนาSoftPower. #กทจ.#ลำพูน


นที มีเดช รายงาน

สวพส. เผยผลสำเร็จ “บ้านปางแดงใน” ชุมชนต้นแบบแห่งการพลิกฟื้นวิถีชีวิต

เชียงใหม่ – สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. เปิดเผยผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของชุมชน บ้านปางแดงใน อำเภอเชียงดาว ซึ่งได้เปลี่ยนผ่านจากปัญหาการเกษตรแบบเดิม สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยการผสมผสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ากับ องค์ความรู้โครงการหลวง อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของบ้านปางแดงในไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าองค์ความรู้โครงการหลวงสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้จริง โดยชุมชนแห่งนี้ได้นำภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมสีธรรมชาติของชนเผ่าดาราอั้ง มาสร้างสรรค์เป็นงานหัตถกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์อันงดงาม

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กล่าวว่า “สวพส. ได้เข้าไปส่งเสริมการจัดตั้ง กลุ่มหัตถกรรมย้อมสีธรรมชาติบ้านปางแดงใน ร่วมกับสตรีและผู้สูงอายุในชุมชน เพื่อสืบสานภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมสีธรรมชาติของชาวดาราอั้ง โดยมุ่งเน้นกระบวนการทำงานที่ครอบคลุมตั้งแต่การรวมกลุ่มและถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาผลิต ภัณฑ์ทั้งด้านลวดลาย คุณภาพ และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการตลาดทั้งในพื้นที่และผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสทางอาชีพและรายได้เสริม โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นการช่วยลดการพึ่งพารายได้จากการเกษตรเพียงด้านเดียว และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”

นอกจากงานหัตถกรรมแล้ว ชุมชนยังได้ปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมอย่างสิ้นเชิง จากการทำไร่เลื่อนลอยและใช้สารเคมี มาเป็นระบบเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบ้านปางแดงในเป็นแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น เมล่อน แตงกวาญี่ปุ่น ฟักทองบัตเตอร์นัท น้อยหน่า และไม้ดอก ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการดิน น้ำ และป่าอย่างเป็นระบบ

นางคอง เหง ฐานะชาวบ้านและประธานกลุ่มหัตถกรรมย้อมสีธรรมชาติบ้านปางแดงใน กล่าวว่า “เมื่อก่อนเราทอผ้าใช้กันเอง ไม่ได้คิดว่าจะขายได้ แต่พอทาง สวพส. เข้ามาช่วยอบรมเรื่องการย้อม การออกแบบ แล้วก็การขายออนไลน์ ตอนนี้เราก็มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ลูกหลานที่เรียนจบก็กลับมาช่วยงานที่บ้าน มันเป็นความภูมิใจ นอกจากนี้ยังได้นำวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างเปลือกไม้และใบไม้ที่หาได้ในป่ามาใช้ในการย้อมสี ซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาและคุณค่าทางวัฒนธรรมของเรา”

ปัจจุบัน ชุมชนบ้านปางแดงในสามารถสร้างรายได้จากงานหัตถกรรมได้กว่า 19 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังได้รับพระราชทานลายผ้า “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้งานฝีมือของชุมชนเป็นที่รู้จักและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า องค์ความรู้โครงการหลวง ได้ช่วยสร้างเครือข่ายสังคมเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนบนพื้นที่สูงโดยเฉพาะชุมชนบ้านปางแดงใน ให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง


นที มีเดช รายงาน

มทบ.37 โดย รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช ร่วมกับ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโปลิโอให้เด็กในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

มทบ.37 โดย รพ.ค่ายเม็งรายมหาราช ร่วมกับ รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโปลิโอให้เด็กในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

เชียงราย, วันที่ 19 สิงหาคม 2568 – มณฑลทหารบกที่ 37 โดยโรงพยาบาลค่ายเม็งรายมหาราช ร่วมกับโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอให้แก่เด็กนักเรียนและเด็กก่อนวัยเรียนในพื้นที่ค่ายเม็งรายมหาราช เพื่อยกระดับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้ปลอดภัยจากโรคร้าย

กิจกรรมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ โรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์บริบูรณ์ธนวัฒน์ ค่ายเม็งรายมหาราช โดยมีบุคลากรทางการแพทย์จากทั้งสองโรงพยาบาลร่วมกันดำเนินการหยอดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอให้แก่เด็กๆ จำนวนทั้งสิ้น 230 ราย บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใส่ใจจากทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

“การป้องกันโรคโปลิโอในเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโรคนี้สามารถก่อให้เกิดความพิการถาวรได้ การดำเนินงานร่วมกันในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองโรงพยาบาลในการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ และเป็นการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้แก่เด็กๆ ของเรา”

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างดี ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการสร้างภูมิคุ้มกันโรคโปลิโอให้แก่เด็กเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและสร้างสังคมที่เข้มแข็ง


ศูนย์ประชาสัมพันธ์ มณฑลทหารบกที่ 37

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมประธานสมาคมแม่บ้านฯ นำคณะ จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กเนื่องในวันสถาปนา กองทัพภาค3 ครบรอบ 123 ปี

แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อม ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบกสาขา กองทัพภาคที่ 3 นำคณะ จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน เนื่องในวัน สถาปนา กองทัพภาคที่ 3 ครบรอบ 123 ปี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก หญิง สุชาดา แจ่มสุวรรณ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 และคณะ จัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน โรงเรียนปัญญานุกูลพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เนื่องในโอกาสวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 โดยมี พลตรี ชายแดนทกฤษณสุวรรณ รองแม่ทัพภาคที่ 3, พลตรี วรเทพ บุญญะ รองแม่ทัพภาคที่ 3, ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 39 , คณะผู้บังคับบัญชา ข้าราชการ กองทัพภาคที่ 3 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเลี้ยงอาหารกลางวันและมอบสิ่งของที่จำเป็น ให้แก่เด็กนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ พร้อมดนตรีจากวงดุริยางค์มณฑลทหารบกที่ 39 เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสร้างขวัญกำลังใจ หนึ่งในภารกิจด้านจิตอาสา ที่กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยทหารกับชุมชน และตอกย้ำบทบาทของกองทัพบกในการสนับสนุนสังคมในทุกมิติ

โอกาสนี้ พระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีร่มเย็น ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้นำชุดขนม, ตุ๊กตา มอบให้แก่นักเรียน จำนวน 400 ชุด พร้อมมอบชุดรักษาพยาบาล ให้กับทางโรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ ไว้สำหรับดูแลน้องๆ ที่มีปัญญาทางด้านการพัฒนาสมอง รวมถึงได้ร่วมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เครื่องดื่มพร้อมไอครีม และร่วมชมกิจกรรมสันทนาการสร้างความสุขให้แก่เด็กนักเรียน ด้วย


นที มีเดช รายงาน

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ฯ ตรวจเยี่ยม ผู้เข้ารับการอบรม ณ ลานฝึกยุทธวิธี “ปราบไพรีอริศัตรุพ่าย” ตำรวจภูธรภาค 1

วันที่ 20 ส.ค. 68 เวลา 10.30 น. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช. ภ.1 นำโดย พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 เรื่อง โครงการฝึกอบรมสำหรับข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะ ของ ภ.1 ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2568

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1 ได้มาตรวจเยี่ยม ผู้เข้ารับการอบรมจาก ภ.จว.สมุทร ปราการ นนทบุรี ปทุมธานี โดยมี พ.ต.อ.สมภพ เชาว์ เพชรไพโรจน์ ผกก.ฝอ.3 บก.อก.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่เหตุการณ์ทั่วไปปกติ แนะแนวทางในการปฏิบัติงาน กำชับให้ปฏิบัติตามนโยบายของ ตร. และ ภ.1 โดยเคร่งครัด ณ ลานฝึกยุทธวิธี “ปราบไพรีอริศัตรุพ่าย” ตำรวจภูธรภาค 1


พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1

พล.ต.ต.ไพโรจน์ฯ เป็นวิทยากรบรรยาย “บทเรียนการปฏิบัติหน้าที่ชุมนุมสาธารณะ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568

วันนี้ (20 ส.ค.68) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ ภ.1 วิทยากรบรรยาย “บทเรียนการปฏิบัติหน้าที่ชุมนุมสาธารณะ” ตามโครงการฝึกทบทวนข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะของ ภ.1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ห้องประชุมอมรวิวัฒน์ ภ.1 ให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมทั้ง 3 กองร้อย (ภ.จว.สมุทร ปราการ, นนทบุรี และปทุมธานี ) จำนวน 510 นาย

โดยมี พล.ต.ต.สมบัติ หงษ์ทอง ผู้ทรงคุณวุฒิ รรท.รอง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี, พ.ต.อ.เขมพัทธ์ โพธิพิทักษ์ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี, พ.ต.อ.มนต์เสก ตระกูลพานิชย์ รอง ผบก.ภ.จว.สมุทร ปราการ, พ.ต.อ.สมภพ เชาว์เพชรไพโรจน์ ผกก.ฝอ.3 บก.อก., พ.ต.อ.ทองรชฎ เหรียญสุวงษ์ ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมรับฟังการบรรยาย


พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1