เชียงใหม่ เปิดศูนย์สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์และการระดมทรัพยากร เตรียมรับสถานการณ์ “พายุคาจิกิ”

รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เรียกประชุมส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดศูนย์สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์และการระดมทรัพยากร เตรียมความพร้อมรับมือ “พายุคาจิกิ” ย้ำทุกหน่วยให้ติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนทุกเมื่อตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ห้องปฏิบัติการ POC ชั้น 3 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประชุมร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายจิตอาสาภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดศูนย์สนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์และการระดมทรัพยากร ภายใต้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดเชียงใหม่ กรณีอุทกภัย น้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ปี 2568 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ “ พายุไต้ฝุ่นคาจิกิ ”

โดยในที่ประชุมวันนี้ นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่/รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานจังหวัดเชียงใหม่ ได้ซักซ้อมขั้นตอนการทำงานของแต่ละหน่วยงาน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์ การวางแผนจัดเตรียมทรัพยากรที่จำเป็นก่อนเกิดเหตุ อาทิ อาหาร ยา น้ำดื่ม อุปกรณ์สื่อสาร เพื่อให้แต่ละหน่วยงานมีความพร้อมในการเช้าช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่เกิดสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับให้เร่งอพยพเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี และสัตว์เลี้ยงไปยังศูนย์พักพิงที่จัดเตรียมไว้โดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ อสม. เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ในช่วงหลังการเกิดอุกภัย ให้ระดมทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือหรือระงับเหตุการณ์โดยเร็ว เพื่อลดความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด และจัดทีมเข้าซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งสาธารณูปโภคที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงการเก็บขยะมูลฝอย กระสอบทราย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคด้วย


นที มีเดช รายงาน

ผบ.ทบ. ประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง กล่าวน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์

ผบ.ทบ. ประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรง กล่าวน้อมสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทยในสถานการณ์ชายแดน พร้อมขอบคุณทุกหน่วยที่ร่วมภารกิจความมั่นคงเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

วันนี้ (25 ส.ค.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ครั้งที่ 11/2568 โดยมี พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุม ซึ่งวาระก่อนการประชุม ผู้บัญชาการทหารบกได้กระทำพิธีรวม 4 พิธี ได้แก่

  • พิธีรับมอบโล่รางวัลในฐานะที่กองทัพบกเป็นหน่วยที่มีการใช้งาน Thai MOOC โดดเด่น จากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
  • พิธีมอบใบประกาศให้กับหน่วยที่มีผลการดำเนินโครงการพลทหารออนไลน์และสมัครใจเลื่อนปลดประจำการ
  • พิธีมอบโล่รางวัลให้กับหน่วยที่ชนะเลิศการแข่งขันการฝึกทางทหารประกอบดนตรีราชวัลลภเริงระบำ และ
  • พิธีมอบโล่รางวัลการฝึกเป็นหน่วยของกองพันทหารปืนใหญ่ ซึ่งผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวชื่นชมทุกส่วนที่ได้ร่วมแสดงผลงานและนำชื่อเสียงมาสู่กองทัพบก โดยขอให้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในลักษณะนี้ต่อไป

จากนั้นกรมฝ่ายเสนาธิการและหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก ได้ชี้แจงข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ที่ประชุมได้รับทราบ ซึ่งกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานว่ายังคงมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของโดรนและการเพิ่มเติมกำลังของฝั่งกัมพูชารวมถึงพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่เขตไทย ซึ่งแสดงถึงเจตนาในการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันกรมแพทย์ทหารบกได้ราย งานถึงแนวทางการบริการทางการแพทย์ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งตลอดระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุ ได้มีการจัดนายทหารเสนารักษ์ลงพื้นที่ ดูแลสุขภาพกำลังพลในทุกมิติ และล่าสุดได้จัดทีม M-MCATT เข้าประเมินและคัดกรองสภาพจิตใจของกำลังพล เพื่อคลายความกังวลใจและนำกำลังพลที่เจ็บป่วยเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาต่อไปและในส่วนของกำลังพลที่บาดเจ็บและสูญเสียอวัยวะจากการสู้รบได้รับพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานขาเทียมให้กับกำลังพลทั้ง 5 ราย ซึ่งกองทัพบกจะเร่งดำเนินการเพื่อให้กำลังพลกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

สำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ โดยเฉพาะในพื้น ที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมกิจการพลเรือนทหารบกได้รายงานถึงการ เตรียมความพร้อมของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันได้เฝ้าติดตามสถาน การณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมนำกำลังพลและเครื่องมือเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนร่วมกับส่วนราช การในพื้นที่ในทันที จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่สภาวะปกติ

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า “ในนามของข้าราชการกองทัพบก ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ได้พระราชทานความช่วยเหลือ ให้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ชายแดน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทรงมีความห่วงใยและเมตตาต่อพสกนิกรไทยทุกภาคส่วน” ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณทุกหน่วยที่ได้ร่วมปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ด้วยความเสียสละและอดทน ซึ่งไม่เพียงแค่หน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 เท่านั้น แต่ยังมีหน่วยกองทัพภาคที่ 3 และหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกอื่นๆ ที่ร่วมสนับสนุนในภารกิจ รวมทั้งกรมแพทย์ทหารบกที่ได้ดูแลสุขภาพกำลังพลแบบองค์รวม ตลอดจนการปฏิบัติของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ที่ได้ผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน ในการเฝ้าระวังภัยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เช่น การเฝ้าระวังโดรน และมาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ตอนใน

ขณะที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณกองทัพภาคที่ 4 ที่ได้ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยให้กับประชาชน จากกลุ่มผู้ก่อเหตุความรุนแรง นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวขอบคุณกำลังพลที่ช่วยเหลือประชาชนจากอุทกภัย โดยขอให้เตรียมความพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือในทุกระยะของสถานการณ์ซึ่งในทุกภารกิจข้างต้นนี้ล้วนมีความสำคัญที่ถือเป็นภัยคุกคามต่อประเทศและต้องเร่งคลี่คลายในทันที

และในช่วงท้าย ผู้บัญชาการทหารบก ได้กำชับให้ผู้บังคับหน่วยกำกับดูแลใส่ใจกำลังพล ชี้แจงทำความเข้าใจรวมทั้งรับฟังปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพล อันจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติในทุกภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ



ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

มทภ.2 รับมอบโดรนและแอนตี้โดรน จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เสริมศักยภาพภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

มทภ.2 รับมอบโดรนและแอนตี้โดรนจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เสริมศักยภาพภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

วันนี้ (25 ส.ค.68) เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก รับมอบระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ จำนวน 15 ชุด มูลค่า 32,100,000 บาท, อากาศยานไร้คนขับ สำหรับสำรวจและบรรทุกสัมภาระจำนวน 41 ชุด มูลค่า 14,477,100 บาท และอากาศยานไร้คนขับสำหรับลาดตระเวณ 20 ชุด มูลค่า 13,910,000 บาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่า 60,487,100 บาท

โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย คุณสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิฯ และอ.คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมูลนิธิ ฯ เป็นผู้แทนมอบ ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ร่วมสมทบทุนในโครงการผลิตโดรนชนิดพิเศษต่างๆ ผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อลดการสูญเสียของทหารหาญในการลาดตระเวน และเพิ่มแสนยานุภาพโจมตีและป้องกันตัว จากการรุกล้ำพื้นที่ผืนแผ่นดินไทย ซึ่งทางมูลนิธิฯได้ดำเนินกาาจัดหาโดรนและแอนตี้โดรนมาอย่างต่อเนื่อง จากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมเป็นเงินกว่า 93 ล้านบาท

นอกจากนี้ คุณจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้แทนคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ได้มอบหลวงปู่ทวดจากห้องพระบ้านพระอาทิตย์ รวมทั้งมอบพระนารายณ์ทรงสุบรรณ รุ่นพิทักษ์แผ่นดิน ซึ่งทางคุณสนธิและคุณจิตตนาถได้ร่วมจัดสร้างขึ้น เพื่อมอบให้พี่น้องคนไทยที่ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 และทางคณะ อ.ปานเทพ ได้มอบยาดมศรีเทพ จำนวน 2,500 หลอด มูลค่า 100,000 บาท ตลอดจนภาคเอกชนต่างๆ ร่วมสนับสนุน อาทิ สายรัดห้ามเลือด (ทูนิเก้) จำนวน 183 ชิ้น, ผ้าใบขนาดใหญ่ 20 ผืน, แป้งดินสอพองสูตรเย็น 400 ซอง และยาหม่องน้ำมันเขียวจากกลุ่มจงรักษ์แผ่นดิน, มอบเสื้อยืดคอกลม 250 ตัว จากบริษัท โบลิน ยูนิฟอร์ม จำกัด, เต็นท์ขนาดใหญ่ จากคุณสุธรรม – คุณกุลฤดี จันทร์แจ่มจรัส, มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม, ปลากระป๋อง, ถุงยังชีพ จากสมาคมรามัญญะรัฎฐะ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณ อ.ปานเทพและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมทั้งพี่น้องประขาชนคนไทยที่เสียสละระดมทุนในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือทหารในพื้นที่ ให้มีความปลอด ภัย ในการป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย พร้อมให้ความสำคัญและส่งเสริมการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ซอฟต์แวร์เหล่านี้จากฝีมือคนไทย ทั้งนี้จะรีบนำไปมอบให้กองกำลังสุรนารี ดำเนินการวาง แผนแจกจ่ายการใช้งานตามเหมาะสม และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม และไม่ประมาทในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เนื่องจากเหตุการณ์ในปัจจุบันยังต้องเฝ้าระวังอยู่ทั้งสองฝ่าย ในห้วงก่อนการเจรจาตามขั้นตอนต่อไป



แผนกแถลงข่าว
กองประชาสัมพันธ์
สำนักงานเลขานุการกองทัพบก

รพ.ค่ายกาวิละ ดำเนินโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” สร้างความมั่นคงทางอาหารและความสามัคคีในหน่วยงาน

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ดำเนินโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” สร้างความมั่นคงทางอาหารและความสามัคคีในหน่วยงาน

โรงพยาบาลค่ายกาวิละ มณฑลทหารบกที่ 33 ดำเนินโครงการ “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาปรับใช้ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และเสริมสร้างความสามัคคีในหน่วยงาน

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 โดยใช้พื้นที่ว่างของโรงพยาบาลจัดทำแปลงผักสวนครัว ปลูกพืชผักหลากหลายชนิด เช่น มะเขือ พริก ผักเชียงดา กระเพรา โหระพา ตำลึง รวมถึงสมุนไพรพื้นบ้าน เพื่อเป็นตัวอย่างแปลงเกษตรอินทรีย์ และเป็นแหล่งอาหารปลอดสารพิษสำหรับกำลังพล ครอบครัว และประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โรงพยาบาลมีบรรยากาศร่มรื่น สร้างความสดชื่นให้กับผู้ป่วย ช่วยบำบัดฟื้นฟูทั้งกายและใจ ลดความเครียดและเสริมสุขภาวะด้านจิตใจ

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคม 2568 โรงพยาบาลค่ายกาวิละได้รับคำแนะนำด้านการปรับปรุงภูมิทัศน์จาก ม.ร.ว.เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และ พล.อ.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมทั้งได้รับมอบ “เมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน” จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ เป็นผู้สนับสนุนพันธุ์พืชพระราชทานฯ มอบให้กับ หมวดพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลค่ายกาวิละ เพื่อนำไปเพาะปลูกในโครงการอย่างต่อเนื่อง

กำลังพลและครอบครัวได้ร่วมแรงร่วมใจดูแลแปลงผักอย่างต่อเนื่อง เมื่อผลผลิตเจริญเติบโตพร้อมเก็บเกี่ยว ก็ได้นำไปประกอบอาหาร แจกจ่ายให้ประชาชนผู้มารับบริการ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ครอบครัวและชุมชนรอบข้างเข้ามามีส่วนร่วมในการเก็บผลผลิตไปใช้ในครัวเรือน การได้บริโภคผักที่ปลูกเองไม่เพียงช่วยลดค่าใช้จ่าย แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจในความพึ่งพาตนเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้หันมาปลูกผักสวนครัวเพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กิจกรรมดูแลแปลงผักยังเป็นเวทีสร้างความสามัคคีในหน่วยงาน ผ่านการแบ่งหน้าที่ ดูแลร่วมกัน และแบ่งปันผลผลิตแก่ครอบครัวกำลังพลและประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลค่ายกาวิละ ในการส่งเสริมวัฒนธรรมการบริโภคที่ปลอดภัย ยั่งยืน และการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทรในชุมชน


นที มีเดช รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ ผบ.ตร. เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2568 : มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายณัฐวัตร ก้อนทอง หัวหน้าแผนกกฎหมายและคดีฯ พร้อมด้วย นายอร่ามฤทธิ์ โกไศยกานนท์ เจ้าหน้าที่แผนกสื่อสารองค์กร (ไทย) / ผู้ประสานงานสื่อมวลชน มูลนิธิฯ ให้การต้อนรับ พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พิทักษ์1) พร้อมด้วย พลตำรวจตรี วสันต์ เตชะอัครเกษม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (น.2),พลตำรวจตรี วิชัย แดงประดับ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. และ ช่วยราชการกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (ที่ปรึกษามูลนิธิฯ) และ พันตำรวจเอก อภิเชษฐ์ ทรัพย์ส่งเสริม (ผู้กำกับการ สน.พลับพลาไชย 1) เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 โดยมี พนักงาน และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมให้การต้อนรับ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต #แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการสืบสานพระราชปณิธานหน่วยแพทย์อาสาและพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จังหวัดเชียงใหม่

องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการสืบสานพระราชปณิธานหน่วยแพทย์อาสาและพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิโครงการหลวง ณ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ณ ศาลาอเนกประสงค์บ้านม่อนเงาะ ต.เมืองก๋าย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เลขาธิการ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสืบสานพระราชปณิธานหน่วยแพทย์อาสาและพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งได้น้อมนำแนวทางการดำเนินงานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการหลวงตามแนวทางพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ห่างไกล ให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นพร้อมอัญเชิญพระราชกระแสความห่วงใย และความปรารถนาดี มายังประชาชนทุกคนในพื้นที่

กิจกรรมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิโครงการหลวง กับมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ หน่วยทันตกรรมพระราชทาน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ กรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลสวนปรุง โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

ในการนี้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้กล่าวต้อนรับประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมกิจกรรม และคณบดี คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวรายงานถึงกิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ที่ได้ดำเนินงานร่วมกับ มูลนิธิโครงการหลวงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ถึงปัจจุบัน เพื่อบริการตรวจสุขภาพอนามัย บริการทันตกรรม ตัดผม ตัดเล็บ กำจัดเหา ตรวจรักษาโรคทั่วไป คัดกรองมะเร็งเต้านม แพทย์แผนจีน ตรวจวัดสายตา ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และตรวจเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง โดยพื้นที่ปฏิบัติงานจะเป็นพื้นที่ห่างไกล และทุรกันดาร ซึ่งการออกปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ครั้งนี้ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ อาจารย์ ข้าราชการและจิตอาสา จำนวน 48 คน มีประชาชนเข้ารับบริการกว่า 180 คน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 390 มีผู้ได้รับบริการถึงปัจจุบันมากกว่า 190,000 คน

จากนั้นองคมนตรีได้มอบสิ่งของแก่เกษตรกรในพื้นที่ จำนวน 95 ครัวเรือน และมอบขนม แก่เด็กนักเรียน จำนวน 100 ชุด และได้กล่าวให้โอวาทแก่เกษตรกร และเด็กนักเรียน หลังจากนั้นได้ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแก่คณะแพทย์ พยาบาล จิตอาสา และผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา พร้อมทั้งพบปะพูดคุยกับนักเรียน เกษตรกรสมาชิกโครงการหลวง และประชาชนในพื้นที่


นที มีเดช รายงาน

สตช. เสริมทักษะงานประชาสัมพันธ์ ทีมโฆษกหน่วยตำรวจทั่วประเทศ สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสริมทักษะงานประชาสัมพันธ์ทีมโฆษกหน่วยตำรวจทั่วประเทศ สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ

วันนี้ (24 สิงหาคม 2568) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า มนโยบาย 15 ข้อของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เน้นย้ำเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ข้อที่ 2 เปลี่ยนแนวคิด ค่านิยม และกรอบความคิด (MINDSET) ให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชา ชน, ข้อที่ 9 นโยบายเชิงรุกด้านการข่าว และข้อที่ 14 ฝึกอบรม ทบทวน พัฒนาทักษะ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ โดยให้ทุกหน่วยมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกด้านภายในองค์กรตำรวจ ให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชน สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา โดยหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัม ฤทธิ์ คือการให้ทุกหน่วยโดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่โฆษกหน่วย ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าถึงพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเข้าอันดีระหว่างกัน

ทีมโฆษก ตร.ร่วมกับกองสารนิเทศ นำโดย โฆษก ตร., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1/รองโฆษก ตร. และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษก ตร. พร้อมทีมโฆษก ตร. และทีมงานกองสารนิเทศ ขับเคลื่อนนโยบายและข้อเน้นย้ำของ ผบ.ตร. จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ” ระหว่างวันที่ 21 – 23 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 12 และห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลา กรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีโฆษกหน่วยและทีมประชาสัมพันธ์หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการจำนวน 74 นาย

ทั้งนี้ ในการสัมมนามีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถและมากประสบการณ์ร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในมิติใหม่ร่วมกัน ได้แก่ ทีมโฆษก ตร. หัวข้อ “การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” , พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หัวข้อ “กฎหมาย PDPA สำหรับตำรวจและงานประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.หญิง ศศิญา ธรรมกถิกานนท์ อาจารย์ (สบ4) กลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา หัวข้อ “การใช้ AI สร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หัวข้อ “ถอดสูตร CIB สร้างแบรนด์ สร้างศรัทธา”, คุณปวีณมัย บ่ายคล้อย และ คุณจันทรพร กุลโชติ หัวข้อ “เทคนิคการให้สัมภาษณ์ การสื่อสารในภาวะวิกฤต และ Media Landscape”, คุณเปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์ หัวข้อ “สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ Think Outside The Box”, คุณธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักงาน Yhe Standard และ คุณธัญญธร สารสิทธิ์ บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม และรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 33 ร่วมเสวนา “สื่อสาร ตรงใจ ตรงโจทย์”

โฆษก ตร. กล่าวว่า การจัดโครงการเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond” นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นเวทีในการพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของทีมโฆษกหน่วยให้มีความชัดเจน ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และแนวทางการประชาสัมพันธ์ขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และภาพลักษณ์ของหน่วยงานเป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ สร้างความเข้าใจที่ดีแก่ประชาชนและกลุ่มเป้าหมาย


นที มีเดช รายงาน

จเรตำรวจแห่งชาติ ประชุมผู้แทน 3 ประเทศ สหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น-อินเดีย จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม IAC ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 3 ประเทศ สหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น-อินเดีย จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม IAC ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

วันนี้ (23 สิงหาคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชา การ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) เปิดเผยว่า การปฏิบัติการของวอร์รูม IAC มีการบูรณาการร่วมเป็นศูนย์นานาชาติเพื่อแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานจากประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับ Secret Service FBI และ HSI สหรัฐอเมริกา โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าร่วม 5 ท่านได้แก่ Benjamin Chervenak ผู้ช่วยทูตฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Secret Service, Sam Cloud เลขาผู้ช่วยทูตฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Secret Service, Paul Vanderwulp เจ้าหน้าที่พิเศษ Secret Service, Brian Anderson ผู้ช่วยทูตฝ่ายภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ HSI และ Rachel Cartwright เจ้าหน้าที่พิเศษ FBI เพื่อหารือและอัปเดตสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรม Online และร่วมมือสกัดกั้นขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขัน ทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค. และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวอร์รูม IAC สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มีการประชุมร่วมกับผู้แทนรัฐสภาสหรัฐอเมริกา โดยมี พล.ต.ต. พงษ์สยามฯ, พ.ต.อ.ณรงค์ เทศวิบูลย์ รองผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์, พ.ต.อ.ธีรนนท์ แมนมงคล ผู้กำกับการกลุ่มงานต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี, พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้หารือเกี่ยวกับการดำเนินงานของวอร์รูม IAC รวมทั้งการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และชุดปราบปรามการล่วงละเมิดต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต ที่ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็นผู้อำนวยการ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เกี่ยวกับความร่วมมือไทย-สหรัฐอเมริกาในการบังคับใช้กฎหมายในด้านดังกล่าว ก่อนเยี่ยมชมและดูงานวอร์รูม IAC และศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมประชุมกับผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น โดยมี ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่น ได้แก่ Mr. Akira KITAMOTO ผู้กำกับการฝ่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ Mr.Kei IKEDA ผู้กำกับการฝ่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ Mr.Tomoki KANDA และ Mr.Shoji MIURA รองผู้กำกับการฝ่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และ Ms. Yukari FUKINO ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมประชุมผ่านช่องทางออนไลน์ และ Mr.Naoto Watanabe และ Mr.Yoshinori NARASAKI ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าร่วมประชุม ณ วอร์รูม IAC

ต่อจากนั้นได้ประชุมกับศูนย์ประสานงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอินเดีย (Indian Cybercrime Coordination Centre (I4C)) โดยมี Ms.Roopa ผู้ตรวจราชการ และ Mr.Sanjay Kumar รองผู้บังคับการ ศูนย์ I4C, ⁠Mr.Dhruv Mittal ผู้แทนกระทรวงต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมผ่านช่องทางออนไลน์ และ Mr.Muthu Ramachandran อัครราชทูตที่ปรึกษาประจำสถานเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศ ไทย เข้าร่วมประชุม ณ วอร์รูม IAC โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การ และพฤติการณ์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้ในการฉ้อโกงออนไลน์รูปแบบใหม่ รวมถึงข้อมูลบุคคลสัญชาติญี่ปุ่นและอินเดียที่มีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมา แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลอกลวงคนต่างชาติไปทำงานผิดกฎหมายยังประเทศที่สาม ทำให้การสืบสวนจับกุมมีความยากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ ทางการไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย ได้ประสานงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และความเชี่ยวชาญร่วมกัน เพื่อติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด โดยทางการญี่ปุ่นและอินเดียมีความพร้อม และได้ให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างประเทศ ผ่านทาง “วอร์รูม IAC”

การสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศนี้ เกิดขึ้นเพื่อกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประชาคมโลก ที่จะไม่ยอมให้อาชญากรใช้พรม แดนเป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมอย่างเด็ดขาด นอกจากการปราบปรามแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้กับประชาชนไทย รวมไปจนถึงชาวต่างชาติให้รู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพออนไลน์ เพื่อลดโอกาสที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง อันจะเป็นฐานรากที่สำคัญในการสร้างปราการป้องกันการขยายตัวของอาชญกรเหล่านี้ต่อไป


นที มีเดช รายงาน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มทบ.38 ตรวจความพร้อมชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย รับมือพายุ “คาจิกิ (KAJIKI)” ขั้นสูงสุด

“ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 ตรวจความพร้อมชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย รับมือพายุ “คาจิกิ (KAJIKI)” ขั้นสูงสุด ”

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 เวลา 18.00 น. พลตรี บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 /ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 /ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 38 พร้อมด้วย ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่ จังหวัดน่าน ส่วนราชการ ภาคีเครือข่ายด้านบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสาปฏิบัติ นำชุดปฏิบัติการบรรเทาสาธารณภัย จิตอาสาภัยพิบัติ ชุดแพทย์เดินเท้า กว่า 60 ชุดปฏิบัติการ และยุทโธปกรณ์ในการช่วยเหลือประชาชน ตรวจความพร้อมเจ้าหน้าที่และยุทโธปกรณ์ ต่างๆ ทั้งทางบกและทางน้ำ ณ หน้าค่ายสุริยพงษ์ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

นอกจากนี้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 38 ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยทหารด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางน้ำ ได้แก่ กรมการทหารช่าง, เรือยางติดเครื่องยนต์ 2 ลำ พร้อมพลประจำเรือ, เรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ 3 ลำ พร้อมพลประจำเรือ, กองพลพัฒนาที่ 3, รถยนต์บรรทุกพร้อมเรือยนต์กู้ภัย 2 ลำ พร้อมพลประจำเรือ, เรือเจ็ตสกี 2 ลำ พร้อมพลประจำเรือ

ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือนอิทธิพลของพายุโซนร้อน “คาจิกิ” ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุไต้ฝุ่น และคาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรง ต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดน่าน อาจทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ เพื่อเตรียมการเข้า ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ภารกิจครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในการรับมืออุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ “คาจิกิ” ในห้วงวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2568 นี้ ขอให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ ความอดทน และความระมัดระวัง โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ตลอดเวลา ตั้งแต่ระยะเตรียมการ ระยะประสบภัยและระยะฟื้นฟู การปฏิบัติการต้องอาศัยร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การตรวจความพร้อมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจในแผนการปฏิบัติร่วมกัน ซักซ้อมการบูรณาการกำลังพล และเพิ่มศักยภาพด้านยุทโธปกรณ์ให้สามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทันต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 38 มุ่งมั่นใน การเตรียมกำลังพลเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ และเครื่องมือที่หน่วยมีอยู่ ให้เกิดความพร้อมในการรับมือ กับสถานการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการปฏิบัติภารกิจ การบรรเทาสาธารณภัยในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ ให้ได้รับความปลอดภัย และยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน ในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้เกิดความมั่นใจว่า หากเกิดภัยพิบัติขึ้น จะมีหน่วยงานของทางราชการ ในพื้นที่จังหวัดน่าน เข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที


นที มีเดช รายงาน

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

เปิดตัว Elephant Forest Phitsanulok “จากปางสู่ป่า” ต้นแบบปางช้างสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) ต่อยอดความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 75 ปี ร่วมกับ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์และพันธมิตรทุกภาคส่วน เปิดตัว “Elephant Forest Phitsanulok” ต้นแบบปางช้างที่เป็นมิตรอย่างสมบูรณ์ แห่งแรกในภาคเหนือตอนล่าง และหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวอย่างมีจริยธรรม สร้างมุมมองใหม่เพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทยและก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพช้างไทยสู่สากล

วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ Elephant Forest Phitsanulok จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่องาน “จากปางสู่ป่า : เรียนรู้และเปลี่ยนผ่านสู่ช้างเป็นมิตร” โดยมีนายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดงาน พร้อมแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ กรมปศุสัตว์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, อินเทรพิด ทราเวล (Intrepid Travel), บริษัทท่องเที่ยวระดับโลกที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน และผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศสวีเดน ผู้ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ ตลอดจน คุณกัญจนา ศิลปอาชา ผู้มีบทบาทสำคัญด้านการอนุรักษ์ช้างไทย มาร่วมเป็นสักขีพยานในการยกระดับการท่องเที่ยวที่เคารพสวัสดิภาพช้างและสัตว์อย่างแท้จริง

Elephant Forest Phitsanulok มีจุดเริ่มต้นจากวิสัยทัศน์และความเมตตาของ คุณประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ที่ได้ซื้อโรงแรมทรัพย์ไพรวัลย์ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางผืนป่ากว่า 900 ไร่ และได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของช้างที่ถูกใช้งานหนัก ครอบครัวจึงตัดสินใจก่อตั้งมูลนิธิเพื่อดูแลช้างที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมอบ “บ้าน” ที่ปลอดภัยและใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของช้าง หลังจากสั่งสมประสบการณ์และเรียนรู้การดูแลช้าง ครอบครัวศิริวิริยะกุลได้ค่อยๆ ปรับกิจกรรมจากการขี่และป้อนอาหารช้าง ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ควรจะเป็น พร้อมกันนี้ครอบครัวยังรักษาผืนป่า ดูแลต้นไม้ เพื่อให้ช้างทุกตัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างต่อเนื่อง

จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์เข้าร่วมโครง การพรุ่งนี้ที่ดีกว่า ของช้าง (Build Back Better) ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก โดยได้รับทุนพัฒนาแปลงพืชอาหารยั่งยืน พร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ลดการพึ่งพาอาหารจากภายนอก ความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยแก้วิกฤต แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนา “Elephant Forest Phitsanulok” ให้เป็นปางช้างที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ และเป็น “ปางช้างที่เป็นมิตรกับช้าง” อย่างแท้จริง

คุณศิรอาภา ศิริวิริยะกุล ผู้อำนวยการมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของครอบครัวศิริวิริยะกุล กล่าวถึงการทำงานร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกว่า “สิ่งหนึ่งที่มูลนิธิฯ เห็นตรงกับองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคือการทำปางช้างเป็นสถานที่ที่เป็นมิตรกับช้าง (Elephant Friendly) ให้เป็นจริง เราต้องการให้ปางช้างอื่นๆ เห็นว่ามีการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สามารถส่งเสริมให้สวัสดิภาพช้าง ควาญช้างดีขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันปางก็ยังสามารถมีรายได้อย่างยั่งยืน เราได้รับการสนับสนุนทั้งเงินทุนและองค์ความรู้ เช่น การลดระยะเวลาการใช้โซ่ให้สั้นลง ให้ช้างได้ใช้เวลาเดินอย่างอิสระมากขึ้น และปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดูแลช้างให้สอดคล้องกับพฤติกรรมธรรมชาติของช้างมากขึ้น จากเดิมที่กังวลว่าจะทำได้จริงหรือไม่ เมื่อเห็นตัวอย่างจากปางอื่นๆ และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการได้พบกับบริษัททัวร์ ที่ทำงานร่วมกับองค์กร ทำให้เรามั่นใจว่าการทำแบบนี้ทำให้สวัสดิภาพของช้างดีขึ้นจริงและเราจะมีรายได้เพียงพอสำหรับบริหารจัดการ ดูแลควาญ และดูแลช้างได้ในระยะยาว”

ปัจจุบัน Elephant Forest Phitsanulok เป็นบ้านของช้างเพศเมีย 5 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่เคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากจากการลากไม้และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่นี่ช้างทุกตัวได้รับการฟื้นฟูทั้งกายและใจ ที่สำคัญช้างได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็น “ศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับช้างสำหรับคนไทย” เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ในการอยู่ร่วมกับสัตว์ด้วยความเคารพ โดยเน้นแนวคิดจาก “พาช้างมาให้คนดู” สู่ “พาคนไปดูช้างในป่า” การเปลี่ยนผ่านยังครอบคลุมถึง การปรับอุปกรณ์โซ่ที่ใช้ผูกช้างเวลากลางคืน จากโซ่โลหะ เปลี่ยนเป็นโซ่น้ำหนักเบา การสร้างคอกล้อมรั้วที่ปลอดภัยสำหรับใช้เวลาพัก จัดกิจกรรมเสริมอุปกรณ์ Enrichment กระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ การฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนดูแลช้างสูงอายุให้พักในโรงเรือนและทำอาหารเฉพาะที่ย่อยง่ายและช่วยระบบขับถ่าย ที่สำคัญยังยกระดับคุณภาพชีวิตของควาญช้าง ปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมบังคับ” เป็น “ผู้ดูแล” ที่ทำงานร่วมกับช้างด้วยความเคารพและเข้าใจ เพื่อลดความเครียดของทั้งสองฝ่าย

คุณทริเซีย โครสดอล (Tricia Croasdell) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าวว่า “ประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านของช้างเอเชียมายาวนาน จึงเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกใฝ่ฝันอยากมาเยือน การเปลี่ยนผ่านของ Elephant Forest Phitsanulok ไม่เพียงคืนชีวิตอิสระให้ช้าง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวที่มีจริยธรรมและมีความหมาย พร้อมสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนจากการทำงานโดยไม่ต้องบังคับช้าง ในวาระครบรอบ 75 ปีขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เรามองว่านี่คือ ก้าวสำคัญ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้การท่องเที่ยวทั่วโลกก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติ”

คุณโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่าทุกปางต่างรักช้างและอยากให้ช้างมีชีวิตที่ดี สิ่งที่เราทำคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า การดูแลที่ดีต่อทั้งช้างและควาญ สามารถเดินคู่ไปกับรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนได้จริง ปัจจุบันองค์กรฯ มีเครือข่ายปางช้างที่เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรแล้วกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ และภายในปลายปีนี้จะมีเพิ่มอีก 2 แห่ง ความก้าวหน้านี้ ตอกย้ำว่าการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์คือเส้นทางสู่อนาคตการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศไทย อนาคตที่เคารพต่อสัตว์และธรรมชาติ”

คุณไมค์ สจ๊วต ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท อินเทรพิด ทราเวล จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปมาก นักท่องเที่ยวจะคำนึงถึงเสมอว่าในการท่องเที่ยวแต่ละครั้งของพวกเขาจะสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อและพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นเอเจนซี่ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่เราจะเลือกมาเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวนั้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประ กอบการควรคำนึงถึงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสวัสดิภาพสัตว์ด้วย ซึ่งแนวทางขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกมุ่งเน้นการยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และศูนย์การเรียนรู้เอเลแฟนท์ ฟอเรสต์ พิษณุโลก ตรงกับแนวทางกับบริษัท อินเทรพิดมีความยินดีที่จะทำงานร่วมกับองค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก และพร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย”

ผู้สนใจเยี่ยมชมปางชางที่เป็นมิตรต่อช้าง สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://elephantforestphitsanulok.com/th/ และ Facebook: องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก

ElephantForestPhitsanulok #WorldAnimalProtechtion #ElephantFrieldly

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อตัวแทนฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท SASI PR Consultant
คุณศศิธร กนิษฐ์โรจน์ โทร.092-784-4565 Email : sasipr9@gmail.com

เกี่ยวกับองค์กร องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก : องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับโลกมีสำนักงาน 14 แห่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยซึ่งได้มีการดำเนินการเพื่อปกป้องสัตว์จากความทุกข์ทรมาน มาเป็นเวลา 75 ปีโดยมุ่งเน้นการยกระดับ สวัสดิภาพสัตว์ และยุติการทุกข์ทรมาน และการทารุณกรรมสัตว์อย่างถาวร โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ที่ผ่านมาองค์กรฯ ได้ดำเนินกิจกรรมผ่านโครงการต่างๆ ในประเทศไทย อาทิ โครงการส่งเสริมระบบอาหารอย่างยั่งยืน โดยยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ฟาร์ม การยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต ช้างไทยให้ดีขึ้นและเพื่อให้สัตว์ป่าทุกตัวได้มีโอกาสที่จะมีชีวิตอย่างมีอิสระตามธรรมชาติโดยตระหนักถึงความสำคัญ ของคุณภาพชีวิตสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพชีวิตมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมอย่างเกื้อกูลกัน

เกี่ยวกับมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์:
ศูนย์การเรียนรู้ช้างทรัพย์ไพรวัลย์ได้ช่วยเหลือช้างแรงงานและช้างที่สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จากการทำงานหนัก ให้กลับคืนสู่วิถีธรรมชาติภายในป่าอุดมสมบูรณ์กว่า 900 ไร่ของทรัพย์ไพรวัลย์รีสอร์ท โดยได้มีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและการดูแลช้างให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตตามธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เช่น ยกเลิกการขี่ช้างสำหรับนักท่องเที่ยว และเปลี่ยนแนวคิดจาก “พาช้างมาให้คนดู” เป็น “พาคนไปดูช้างในป่า”

ปัจจุบันมีช้างเพศเมีย 5 เชือก อายุ 40-60 กว่าปี โดยเป็นช้างรุ่นที่ 2 ที่ได้มาฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ณ ศูนย์ฯ นี้ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพฤติกรรมที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนเพียงครึ่งปีแรก รวมถึงช้างชราซึ่งสัตว์แพทย์เคยให้ความเห็นว่าไม่น่าอยู่รอดได้เกิน 6 เดือน แต่ก็ได้รับการดูแลจนสุขภาพสมบูรณ์และเปลี่ยนนิสัยเป็นช้างอ่อนโยนได้เกือบ 5 ปีแล้ว ทางรีสอร์ทได้มีการจัดตั้งมูลนิธิช้างฯ โดยได้รับเงินสนับสนุนตั้งต้นจากครอบครัวเจ้าของและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อวัตถุประสงค์ให้มูลนิธิฯ สามารถดูแลช้างได้อย่างยั่งยืน และมีแนวคิดในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อช้างและสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างความตระหนักรู้เรื่องช้างแก่ประชาชนทั่วไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน