แพทย์ทหารเตือน “ระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โดนกัดครั้งเดียว อาจป่วยยาวเป็นเดือน”

แพทย์ทหารเตือน “ระวังโรคไข้ปวดข้อยุงลาย โดนกัดครั้งเดียว อาจป่วยยาวเป็นเดือน”

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้บางพื้นที่มีแหล่งน้ำขัง นำมาซึ่งแหล่งพันธุ์ของลูกน้ำยุงลาย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคติดต่อนำโดยแมลงได้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย

โรคไข้ปวดข้อยุงลาย เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya Virus) ที่มียุงลายเป็น พาหะนําโรค พบได้ทุกกลุ่มอายุ มีอาการ คล้ายไข้เลือดออก แต่ต่างกันที่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกนอกเส้นเลือด จึงไม่พบผู้ป่วยอาการรุนแรงมาก จนถึงการช็อก ข้อเพิ่มเติม ไวรัสติดต่อจากคนสู่คนได้โดยมียุงลายเป็นพาหะ เมื่อยุงลายตัวเมียกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้สูง ซึ่งเป็นระยะที่มีไวรัสอยู่ใน กระแสเลือด เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาไปกัดคนอื่นก็จะแพร่เชื้อไปยังคนที่ถูกกัด ทำให้คนนั้นเกิดอาการของโรคได้ ทั้งนี้การระบาดของ โรคดังกล่าว หากพบผู้ป่วย 1 รายในพื้นที่ แสดงว่าในพื้นที่นั้น จะมีผู้ที่ติดเชื้ออีกประมาณ 10 ราย ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง หรือไม่แสดงอาการ ลักษณะอาการที่เด่นชัดคือ มีไข้ ออกผื่นและจะมีอาการปวดข้อ ข้อบวมแดง อักเสบและเจ็บ เริ่มจากบริเวณข้อมือ ข้อเท้า และข้อต่อ แขนขา อาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อด้วยอาการปวดข้อจะพบได้หลายๆ ข้อ เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ อาการจะรุนแรงมากจนบางครั้งขยับข้อไม่ได้ และจะหายภายใน 1-12 สัปดาห์ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อเกิดขึ้นได้อีก ภายใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา และบางรายอาการปวดข้อจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรือเป็นปี อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยสุดคืออาการปวดข้อเรื้อรังซึ่งจะส่งผลระทบต่อผู้ป่วยทําให้ไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้

ในการนี้ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 และคณะแพทย์ทหาร มีความห่วงใยข้าราชการทหาร ในสังกัดกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จากโรคภัยดังกล่าว จึงขอให้พี่น้องประชาชน น ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ร่วมกันกําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเน้นใช้ มาตรการ “3 เก็บ” ได้แก่ 1) เก็บบ้าน ให้สะอาด โปร่ง โล่ง ไม่ให้เป็นที่เกาะพักของยุง 2) เก็บขยะเศษภาชนะรอบบ้าน ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3) เก็บนํ้า สํารวจภาชนะใส่นํ้า ต้องปิดฝาให้มิดชิด ป้องกันยุงลายไปวางไข่ เพื่อป้องกันโรคที่มียุงลายเป็นพาหะ รวมทั้งการกําจัดและควบคุมยุงตัวแก่ เช่น การพ่นสารเคมีกําจัดยุงลาย หรือใช้สเปรย์กระป๋องฉีดในมุมมืดของห้องนอน ห้องนั่งเล่น และห้องครัว การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ทายากันยุง กําจัดยุงโดยใช้ไม้ช็อตไฟฟ้า จุดสมุนไพรหรือยาจุดไล่ยุง หรือใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่วนในกรณีที่มีอาการป่วย ควรป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยเฉพาะช่วงเวลากลางวัน เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น สําหรับผู้ที่มีประวัติถูกยุงลายกัด หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง หากพบว่ามีอาการป่วยด้วยไข้สูงเฉียบพลัน ผื่นขึ้นตามร่างกาย ตาแดง ปวดข้อเล็กๆ หลายตําแหน่ง ให้รีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาโดยเร็ว

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือทราบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพภาคที่ 3 โดย โรงพยาบาลทหารทั้ง 10 แห่งในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตทุกโอกาส


ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ “โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7” เพื่อพี่น้องประชาชน

ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ “โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7” เพื่อพี่น้องประชา ชน

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณให้หน่วยทหารที่จัดตั้งโครงการพระราชดำริ โครงการทหารพันธุ์ดี ผลิตสารชีวภัณฑ์ใช้เอง ภาคละ 1 แห่ง ในการนี้ กองทัพภาคที่ 3 โดย กองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงได้ดำเนินการโครงการผลิตสารชีวภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา นั้น

สำหรับ “ชีวภัณฑ์” คือสารชีวภาพที่ใช้ในการเกษตร เช่น จุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุ ป้องกันศัตรูพืช หรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวด ล้อม และลดการใช้สารเคมี โดยมีประโยชน์ ดังนี้ 1) ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน 2) ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 3) ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และ 4) สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้ โครงการผลิตสารชีวภัณฑ์ “โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7” ประสบความสำเร็จในการผลิตชีวภัณฑ์ เพื่อใช้ในโครงการทหารพันธุ์ดี จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์ โครงการทหารพันธุ์ดี กองพลทหารราบที่ 7” ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ ให้หน่วยงานอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาและต่อยอด รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ความมั่งคงของชุมชน และความมั่นคงของชาติต่อไป

ซึ่งโครงการฯ สามารถประสบความสำเร็จในการผลิตชีวภัณฑ์ ดังนี้.-

  1. บิวเวอเรีย (BCC 2660) รากำจัดแมลงศัตรูพืช “บิวเวอเรีย บาเซียนา” เป็นราเขียวที่สามารถโจมตีแมลงได้หลายชนิด โดยเฉพาะแมลงศัตรูพืชประเภท หนอนผีเสื้อและ หนอนด้วง ลดจำนวนแมลงศัตรูพืชอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค ไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยาของแมลงในระยะยาว
  2. เมตาไรเซียม (BCC 4849) “ราเขียว” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ราเมตาไรเซียม” เป็นราแมลงสายพันธุ์หนึ่งที่นำมาใช้ในทางเกษตรอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับ ราบิวเวอเรีย บาเซียนา สามารถเข้าทำลายแมลง ได้หลายชนิด เหมาะกับการควบคุมแมลงประเภท “ปากดูด” เช่น เพลี้ย และแมลงปากแข็งอื่นๆ
  3. ไตรโคเดอร์มา (TBRC 4734) เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกโดยทีมนักวิจัย เทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ จากศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกัน และควบคุมเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคพืชหลายชนิด เช่น โรครากเน่าโคนเน่า, ใบไหม้ใบจุด และแอนแทรคโนส กลไกการทำงาน บริโภคเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคพืชเป็นอาหาร แข่งขันแย่งพื้นที่และสร้างสารปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการเจริญของเชื้อโรค และกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชด้วยการผลิตฮอร์โมนออกซิน

จึงขอเรียนให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 3 มีความพร้อมที่จะสนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางทหาร รวมทั้งบูรณาการศักยภาพทางการทหารในทุกๆ ด้านของกองทัพบก เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตลอดไป


123 ปี กองทัพภาคที่ 3 สร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อประเทศชาติ และประชาชน

123 ปี กองทัพภาคที่ 3 สร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อประเทศชาติ และประชาชน

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชาวเงี้ยวได้รวมตัวเป็นกบฏก่อการจลาจล ใช้อาวุธปืนบุกเข้ายึดเมืองแพร่ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พลโท เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี เป็นแม่ทัพใหญ่ ยกกองทัพจากกรุงเทพฯ และเมืองราชบุรี และอีกส่วนหนึ่งเกณฑ์กองทัพจากเมืองพิษณุโลก เมืองพิชัย ขึ้นไปปราบกบฏเงี้ยว หลังจากปราบปรามได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วจึงยกทัพกลับ โดยให้กำลังทหารบางส่วนตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองอุตรดิตถ์ เพื่อรักษาความสงบในลักษณะกองรักษาด่านรบ ส่วนทหารอีกส่วนหนึ่งเดินทางกลับเมืองพิษณุโลก และเข้าตั้งค่ายพัก ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เมื่อ 20 สิงหาคม 2445 นับว่าเป็นต้นกำเนิดของ หน่วยทหารในภาคเหนือ โดยได้มีการพัฒนาตามลำดับจนกลายเป็น กองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ตราบจนทุกวันนี้

เกียรติประวัติของหน่วย

1.สงครามอินโดจีน เมื่อปี พ.ศ.2483 ราชการสนามกรณีพิพาทกับอินโดจีนของฝรั่งเศส โดยได้ส่งกำลัง 5 กองพันทหารราบ เข้ายึดพื้นที่ดินแดนแคว้น หลวงพระบาง ฝั่งขวาแม่น้ำโขง คิดเป็นพื้นที่ 30,000 ตารางกิโลเมตร ไว้ได้

2.สงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อปี พ.ศ.2484 นำกำลังรุกเข้ายึดพื้นที่ในเขตสหไทยเดิม ซึ่งแม้จะประสบกับความยากลำบากของภูมิประเทศและลมฟ้าอากาศ ตลอดจนการต้านทานของข้าศึกเพียงใด ทหารกองทัพพายัพ (จัดจากกองทัพภาคที่ 3) ก็สามารถยึดพื้นที่เมืองพะยาค, เมืองเชียงตุง และแม่น้ำหลวย ได้เป็นผลสำเร็จ นับว่าการปฏิบัติการครั้งนั้นได้ผลดีเกินคาด สมความมุ่งหมายของประเทศชาติ

3.การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ.2510 กองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้เริ่มต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นครั้งแรกที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ต่อมาได้ขยายการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวางในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดตาก กองทัพภาคที่ 3 ได้ผนึกกำลัง ทหาร ตำรวจ พลเรือน ในการป้องกัน และ ปราบปรามผู้ก่อ การร้ายคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมาถึง ปี 2525 เป็นเวลาถึง 16 ปี การสู้รบเป็นไปอย่างยืดเยื้อยาวนาน นอกเหนือจากใช้กำลังรบของกองทัพภาคที่ 3 ที่มีศักยภาพ และอุดมการณ์ที่มั่นคงแล้ว ยังดำเนินการด้านจิตวิทยาช่วยเหลือประชาชนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนความคิดประชาชนให้หันมาสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล

การรบที่สำคัญของกองทัพภาคที่ 3 ได้แก่ ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก ในพื้นที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และยุทธการสุริยพงษ์ 1 พื้นที่รอยต่อ จังหวัดพะเยา-จังหวัดน่าน โดยได้ใช้ยุทธวิธีเคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศเข้ายึดทำลายฐานที่มั่นแข็งแรงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็วทำให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ต้องพ่ายแพ้ และส่งผลให้ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในเขตงานนี้ต้องยอมมอบกายใจ และอาวุธต่อเจ้าหน้าที่ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย จนสถานการณ์สงบสุขถึงปัจจุบัน ความภาคภูมิใจของทหาร กองทัพภาคที่ 3 อีกประการหนึ่งคือการได้ทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบรมจักรีวงศ์ ในการดำเนินการโครงการพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ ล้วนเป็นการพัฒนาประเทศชาติอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พึ่งพาตนเองได้

นอกจากนี้ยังได้มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ อาทิ ปัญหาตามแนวชายแดน, ปัญหาชนกลุ่มน้อย, การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า, ปัญหายาเสพติด, การพัฒนาประเทศ และช่วยเหลือประชาชนล้วนเป็นภารกิจอันสำคัญยิ่งของกองทัพภาคที่ 3 ที่ได้รับมอบตามกรอบของกฎหมายเพื่อให้เกิดความมั่นคงของชาติในทุกมิติสืบไป ตลอดระยะเวลา 123 ปี กองทัพภาคที่ 3 พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย และพร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติในทุกมิติ โดยขอให้พี่น้องประชาชนส่งข้อมูลโดยตรง ให้กับ พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ผ่านระบบ Applications Line ชื่อ “สายตรงแม่ทัพภาคที่ 3” ID Line : ISOC3 เพื่อรับทราบข้อมูล และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความมั่นคงให้สังคมไทยสืบไป


หนุ่มออกไปตัดไม้ทำฟืน ไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง ถึงกับเป็นลม

เพชรบูรณ์ – หนุ่มออกไปตัดไม้ทำฟืนเผาถ่าน เพื่อนบ้านโทรแจ้งว่าไฟไหม้บ้าน เจ้ากลับมาเจอ ถึงกับเป็นลมต้องหามส่งโรงพยาบาล

เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ขณะที่ ร.ต.ท. ณภัทร เครือดี ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวร สภ.ชนแดน ได้รับแจ้งว่ามีเหตุไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง เหตุเกิดบริเวณหมู่บ้านแสนสมบูรณ์ เลขที่ 104/1หมู่ที่ 29 ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน ซึ่งเป็นบ้านของนายวีระพงษ์ หล่ายพันธุ์ อายุประมาณ 40 ปี จากนั้นจึงประสานรถน้ำดับเพลิงเพื่อระงับเหตุ และ กู้ภัย ในพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก และ รุดตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูง เมื่อไปถึง พบเพลิงกำลังไหม้อย่างรุนแรง รถดับเพลิงของ อบต. ชนแดน และ อบต. พุทธบาท จึงเร่งระดมฉีดน้ำใส่บ้านเพื่อควบคุมเพลิงที่กำลังลุกไหม้ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงไว้ได้

จากตรวจสอบบ้านหลังดังกล่าว พบว่าถูกเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหลัง รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ ต่าง ๆ และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นเวฟ ไหม้เสียหาย จากการตรวจสอบบริเวณรอบบ้านพบว่า ห่างจากบ้านไปประมาณ 20 เมตร มีเตาเผาถ่าน และกองไม้ อยู่ทางด้านหลังบ้าน ก็ถูกไฟไหม้เช่นกัน

เบื้องต้นทราบว่า ปกติแล้วเจ้าของบ้านอาศัยอยู่บ้านเพียงลำพัง ขณะเกิดเหตุ เจ้าของบ้าน ได้ออกไปทำงานนอกบ้านเพื่อไปตัดฟืนมาเผาถ่านเป็นกิจวัตรประจำวัน เพื่อนบ้านได้โทรแจ้งว่าบ้านถูกไฟไหม้ เจ้าตัวจึงรีบกลับมาดูพบไฟไหม้ทั้งหลัง จึงเกิดอาการช็อกเป็นลมล้มฟุบเจ้าหน้าที่กู้ภัย จึงเร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลชนแดน ซึ่งสาเหตุของการเพลิงไหม้ คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่ จากกองวิทยาการพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจสอบให้แน่ชัดอีกครั้ง

จากการสอบถามนายชัญญา ประธรรมตี อายุ 25 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์คนแรก เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ ออกไปซื้อของด้านนอกแล้วสังเกตเห็นกลุ่มควันจำนวนมากพวยพุ่งขึ้นด้านบนจึงได้ขับรถจักรยานยนต์เข้าไปดูบ้านหลังดังกล่าวพบว่าไฟกำลังไหม้อย่างรุนแรงจากทางด้านหลังบริเวณยุ้งเก็บของ หลังบ้าน ซึ่งมีกระสอบถ่านวางเรียงอยู่ จึงได้แจ้งให้ญาติประสานขอรถน้ำดับเพลิงเข้าระงับเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าว


เดชา มลามาตย์ เพชรบูรณ์

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเชิญร่วมงานแสดงเทคโนโลยีเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปทางการเกษตรแห่งปี !

กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมร่วมกับ สถาบันอุตสาห กรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานแสดงเทคโนโลยีเกษตรและเครื่องจักรแปรรูปทางการเกษตรแห่งปี!

วันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 08:30 – 16:00 น. AgriTech & Agro-Processing Machinery Fair 2025 ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 6 อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ไฮไลต์ภายในงาน ชมเทคโนโลยีและเครื่องจักรเกษตรรุ่นใหม่ล่าสุด เสวนาเจาะลึกอนาคตเกษตรไทยยุคเปลี่ยนผ่าน แนวทางสู่ “ เกษตรอัจฉริยะ” ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

พิเศษ! เข้าชมงาน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมสิทธิ์ลุ้นรับ เครื่องจักรแปรรูปสุดพรีเมียม ภายในงาน

ลงทะเบียนล่วงหน้า ผ่าน QR Code หรือลิ้งก์ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.cloud.microsoft/r/u9nZwJYrtk

ห้ามพลาด! แล้วพบกันวันที่ 9 กันยายนนี้!


ทิศทางและอนาคตการค้าชายแดน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

“ทิศทางและอนาคตการค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน” แม้มีสถานการณ์ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่เราก็มีการส่งออกเกือบ 900 ล้านบาท

25 ส.ค.68 เวลา 09.00 น. นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน เปิดเสวนา “ ทิศทางและอนาคตการค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมี นางณหฤทัย หอมชื่น หัวหน้าสำนักงานจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดขึ้น ณ โรงแรมอิมพิเรียลธารา แม่ฮ่องสอน รีสอร์ท จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการชายแดน ด้านความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570 ) วิเคราะห์สถามการณ์ปัจจุบัน ปัญหา และศักยภาพของการค้าชายแดนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดโอกาสให้ภาครัฐและเอกชนแลกเปลี่ยนมุมมองทิศทางและอนาคตการค้าชายแดน รวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการพัฒนาเชิงพื้นที่ในการผลักดันการค้าชายแดน โดยได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการบริหารส่วนกลาง หัวหน้าส่วนราชการบริหารส่วนภูมิภาค หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วน และผู้แทนภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคม ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 100 คน เข้าร่วมเสวนา พร้อมกับได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับ “แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการชายแดนด้านความมั่นคง (พ.ศ.ศ. 2566-2570 )” และร่วมเสวนากับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในพื้นที่ในหัวข้อเกี่ยวกับ “ทิศทางและอนาคต การค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน”

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ใกล้เคียงกับในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา ยังทำการค้าขายกันได้อย่างต่อเนื่อง ในการเสวนา”ทิศทางและอนาคตการค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน” ดังกล่าว เพื่อมาฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน เพื่อจะได้วางแนวทางในอนาคตทิศทางการค้าชายแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้มีประสิทธิภาคและประสิทธิผลได้มากขึ้น เพื่อจะช่วยกันผลักดันรายได้ให้เกิดขึ้นในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้นนอกจากรายได้ด้านการบริการและการท่องเที่ยว ส่วนการเปิดด่านการค้าถาวรนั้นมีหลายปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยกันสนับสนุนทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านเมียนมา เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ได้กำหนด ทิศทางการพัฒนาการค้าชายแดนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศไว้ในกรอบที่ชัดเจนเน้นการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น “ศูนย์กลางเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และให้ความสำคัญกับการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน (Border & Cross-Border Trade) โดยทิศทางการพัฒนาการค้าชายแดนในแผนฯ ฉบับที่ 13 มุ่งเน้นการยกระดับการค้าชาย แดน และการค้าผ่านแดน ผ่านการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน กับประเทศเพื่อนบ้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน นับเป็นจังหวัดที่มียุทธศาสตร์ที่ตั้งที่สำคัญในการเชื่อมต่อกับประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นแหล่งวัตถุดิบหลักของอาเชียน/เมียนมา และเชื่อมต่อไปยังประเทศนอกอาเซียน และจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพรมแดนติดต่อกับเมียนมายาวถึง 483 กิโลเมตร ติดต่อกับเมียนมามากถึง 3 รัฐ คือ รัฐฉาน รัฐคะยา และรัฐกะเหรี่ยง โดยทุกอำเภอมีพรมแดนติดต่อกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งเป็นจุดแข็ง ความได้เปรียบในการพัฒนาและเข้าถึงประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาอย่างแท้จริง ซึ่งในปัจจุบัน จังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการค้าขายผ่านจุดผ่อนปรนการค้า จำนวน 5 แห่ง จุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมือง จุดผ่อนปรมการค้าบ้านน้ำเพียงดิน ต.ผาบ่อง อ.เมือง จุดผ่อนปรนการค้าบ้านแม่สามแลบ ต.แม่ลามแลบ อ.สบเมย จุดผ่อนปรนการค้าบ้านเสาหิน ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง และ จุดผ่อนปรนการค้าบ้านห้วยต้นนุ่น ต.แม่เงา อ.ขุนยวม

นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวต่อไปว่า แต่ปัจจุบัน จังหวัดแม่ ฮ่องสอน ยังไม่มีจุดผ่านแดนถาวร เพื่อทำการค้าอย่างเต็มรูปแบบได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริม และผลักดันให้มีจุดผ่านแดนถารขึ้นในในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งปัจจุบัน ได้ผลักดันให้มีการยกระดับจุดผ่อนปรนการค้า บ้านห้วยต้นนุ่น เป็นจุดผ่านแดนถาวร แต่ยังไม่ได้เกิดผลเป็นรูปธรรมประกอบกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้จัดทำแผนปฏิบัติกนการบริหารจัดการชายแดนด้านความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการชายแดน โดยกระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายหน่วยงานรับผิดขอบหลักตามแนวทางที่ 4 เตรียมความพร้อมในการยกระดับจุดผ่านแดนมีเป้าหมายเพื่อศึกษาพื้นที่ในแต่ละจังหวัดชายแดนที่มีความเหมาะสมในการยกระดับเป็นจุดผ่านแดนเภทต่าง ๆ และเตรียมความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณจุดผ่านแดน กระทรวงมหาดไทย จึงได้ให้จังหวัดชายแดน จำนวน 28 จังหวัด ที่ได้มีการศึกษาพื้นที่ ที่มีศักยภาพ/มีความเหมาะสมในการเปิด/ยกระดับเป็นจุดผ่านแดนประเภทต่าง ๆ ให้ดำเนินการจัดการประชุมหารือร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหารือ เรื่อง การเปิด/ยกระดับจุดผ่านแดนประเภทต่าง ๆ ในพื้นที่ ที่จังหวัดได้พิจารณาว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ และมีความเหมาะสม และจัดกิจกรรม/การแพร่ประชาสัมพันธ์แผนปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการชายแดนด้านความมั่นคง (พ.ศ. 2566 – 2570 ) เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้แก่ส่วนราชการ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน

นายเอกวุฒิ ชุมวรฐายี พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า สถานการณ์การค้าชายแดนแม่ฮ่องสอนปีนี้คึกคักขึ้น เนื่องจากตั้งแต่มีปัญหาการปิดด่านเชียงแสน จ.เชียงราย ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายส่งรถเก่าใช้แล้วจากการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นและมาส่งออกช่องทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ทำให้การค้าชายแดนปีนี้ยอดส่งออกเกือบ 900 ล้านบาท ส่วนสินค้านำเข้าก็ยังคงเดิมจำพวแร่พวงที่นำเข้าและนำผ่านไปยังประเทศจีนมูลค่าก็ไม่มาก และไม่กี่วันที่ผ่านมา มีข่าวการปิดด่านแม่สาย เชียงราย แม่สอด จ.ตาก ซึ่งมีทหารเมียนมามาตรวจการนำเข้าในประเทศเมียนมา แต่แม่ฮ่องสอนไม่ได้รับผลกระทบ ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศเมียนมา แต่ถ้ามีการเลือกตั้งในเมียนมาในช่วงต้นมีเดือน มกราคม ต้องคอยติดตาม การค้าชายแดนแม่ฮ่องสอนจะอยู่ที่สถานการณ์ต่างประเทศเป็นหลัก เพราะเราเป็นจุดผ่อนปรนไม่ได้เป็นจุดผ่านแดนถาวร


นที มีเดช รายงาน

“เตรียมความพร้อมจัดงานประเพณีสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2568” เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงาน ระหว่างวันที่ 1 – 7 กันยายน 2568 นี้

“เตรียมความพร้อมจัดงานประเพณีสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2568” เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงาน ระหว่างวันที่ 1 – 7 กันยายน 2568 นี้

วันนี้ (วันที่ 25 สิงหาคม 2568) เวลา 14.00 น. ที่ ห้องประชุมจามเทวี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดลำพูน นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในการประชุม ร่วมกับ ส่วนราชการทั้งภาครัฐภาคเอกชน ภาคีเครือข่าย ชุมชนในพื้นที่อำเภอเมืองลำพูน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเตรียมความพร้อมและชี้แจงแนวทางการจัดกิจกรรมงานประเพณีสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก และร่วมเป็นเจ้าภาพต้นสลากย้อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งจะกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 7 กันยายน 2568 ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน และในการประชุมในวันนี้ เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในด้านต่างๆ อาทิ การอำนวยความสะดวกในเส้นทาง พิธีการต่าง และกิจกรรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา และเพื่อเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น ให้คงอยู่ สืบไป

“ประเพณีสลากย้อม เมืองลำพูน” เกิดจากความร่วมมือของจังหวัดลำพูน องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ททท. สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน เทศบาลลำพูน วัดพระธาตุหริภุญชัย และพี่น้องชาวลำพูน นับเป็นงานประเพณีที่มีความเป็นมาและสร้างเสน่ห์ให้กับชุมชนเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับ กิจกรรมที่งดงามยิ่งใหญ่ อลังการ ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2568 นี้ มีดังนี้
สลากย้อมเมืองลำพูน ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย เริ่มวันที่ 1-7 กันยายน 2568

  • วันที่ 1 กันยายน 2568 ชมการประกวดต้นสลากย้อม สูง 12 เมตร เป็นการประกวดการสร้างสลากย้อมที่สมบูรณ์ มีคติความเชื่อในเรื่องศาสนาและความงดงามของการสร้างสลากย้อมที่เน้นความสวยงาม ประณีต บรรจง แต่ทรงคุณค่า ลงตัวในทรวดทรงและการใช้วัสดุท้องถิ่นมาเป็นองค์ประกอบ
  • วันที่ 1-6 กันยายน มีการแสดง แสงสี ชุดแต้มสลากด้วยแสงสี ทุกวัน เริ่มเวลา 19.00 น. และในวันที่ 6 กันยายน 2568 มีพิธีเปิดงานสลากย้อม เมืองลำพูน มีการแสดง ขบวนแห่สลากย้อมภาคกลางคืน ประกอบแสง สีเสียง เวลา 19.00 น. ณ บริเวณหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย
  • วันที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น. ชมขบวนแห่ต้นสลากย้อม สูง 8 เมตร และสูง 4 เมตร เริ่ม 09.00 น. จากถนนอินทยงยศ หน้าศาลากลางหลังเก่า ผ่านถนนอ้อมเมืองในสู่วัดพระธาตุหริภุญชัย เวลา 14.00 น.พิธีถวายทานต้นสลากย้อม เป็นอันเสร็จพิธี

จึงขอเชิญชวนคณะศรัทธาประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานประเพณีสลากย้อมหนึ่งเดียวในโลก ประจำปี 2568 ตามวันเวลาดังกล่าว


นที มีเดช รายงาน

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความ วาระปี 2568-2571

วันที่ 24 ส.ค.2568 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนพหลโยธิน ได้มีการเลือกตั้งนายกและกรรมการสภาทนายความ วาระปี 2568-2571 แทนนายกและกรรมการสภาทนาย ความชุดเดิมที่จะหมดวาระในวันที่ 14 ก.ย.2568 โดยในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายกสภาทนายความจำนวน 10 คน

ล่าสุดวันนี้ (25 ส.ค.2568) เมื่อเวลา 06.58 น. ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจาก 162 หน่วยเลือกตั้ง ปรากฏว่า ดร. ธนพล คงเจี้ยง มีคะแนนอันดับ 1 โดยมีคะแนน 8,700 คะแนน
ขณะที่อันดับ 2 ดร.วิเชียร ชุบไธสง ผู้สมัครหมายเลข 3 และนายกสภาทนายความคนปัจจุบันได้คะแนน 7,372 คะแนน และอันดับ 3 ว่าที่ ร.ต. ดร.ถวัลย์ รุยาพร ได้คะแนน 3,382 คะแนน

สำหรับกรรมการส่วนกลาง 13 อันดับแรกเป็นของคณะ ดร. ธนพล คงเจี้ยง ทั้งหมด ประกอบด้วย
1.นายชัยวัฒน์ บุญเกื้อ
2.ดร.ชัยชีพ ชโลปถัมภ์
3.นายสฤษดิ์ เจียมกมล
4.นายสัมศักดิ์ อัจจิกุล
5.ดร.พีรภัทร ฝอยทอง
6.นายวิชาญ ทองรัก
7.น.ส.เกศศิริ เรืองกาญจนเศรษฐ์
8.ดร.ธีระวุฒิ วชิรมโนวาทย์
9.นายชัยวัฒน์ ศรีคชา
10.นายจิระพันธ์ ยานะเรือง
11.นายวิสุทธิ์ พุฒพวง
12.นายณรงค์รัฐ ภูติรถยา
13.นายเจษฎา ปิยะสุวรรณวานิช

กรรมการของแต่ละภูมิภาค เป็นของคณะ ดร. ธนพล คงเจี้ยง ทั้งหมด ประกอบด้วย
1.นายฉัตรประพล แย้มเพริศศรี
2.นายสรัลชา ศรีชลวัฒนา
3.นายเชี่ยวชาญ ศิริศักดิ์เสนา
4.นายจิรศักดิ์ เอี่ยมดิลก
5.นายศักดา ศิลประสิทธิ์
6.นางนภัสสร พิมพ์พืช
7.นายโรจนินทร์ ศิรรัฐเมธากรณ์
8.นายทรงยศ ยอดดนตรี
9.นายรณภพ วัตตะสิงห์


นที มีเดช รายงาน

ทบ. ต้อนรับประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง พัฒนากองทัพผ่านการฝึกศึกษา สร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ทบ. ต้อนรับประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ สานความร่วมมือด้านความมั่นคง พัฒนากองทัพผ่านการฝึกศึกษา สร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

กองทัพบกสานสัมพันธ์กับมิตรประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด วันนี้ (25 สิงหาคม 2568) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ พลอากาศเอก แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะ เสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศ ไทยอย่างเป็นทางการ และเข้าเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารบกเพื่อแนะนำตัวและหารือข้อราชการ ณ ห้อง จปร. ชั้น 2 อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ ภายในกองบัญชา การกองทัพบก

ในการหารือข้อราชการ ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวแสดงความขอบคุณและชื่นชมความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทย – สหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนาน ผ่านการประสานงานของผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารสหรัฐฯประจำประเทศไทยและจัสเเมกไทย ทั้งนี้กองทัพบกยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค โดยประธานคณะเสนาธิการร่วม กองทัพสหรัฐฯ กล่าวว่าในปัจจุบันภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีความเป็นพลวัตและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งที่ได้มีพันธมิตรสำคัญอย่างกองทัพบก นอกจากนี้ พลอากาศเอก แดน เคน ได้แสดงความเสียใจกับกำลังพลและประชาชนไทยที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์การสู้รบระหว่างไทย – กัมพูชา พร้อมกล่าวชื่นชมความเป็นนักรบของทหารไทย โดยกล่าวว่าที่ผ่านมาได้รับทราบและติดตามความก้าวหน้าด้านความร่วมมือที่สำคัญระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพบกไทยผ่านผู้บัญชาการกองกำลังทางบก ภาคพื้นอินโด – แปซิ ฟิก และผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ซึ่งทั้งสองท่านได้ฝากความระลึกถึงผู้บัญชาการทหารบกมา ณ โอกาสนี้

นอกจากนี้ได้กล่าวขอบคุณกองทัพไทยที่ได้จัดการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิค ประจำปี 2568 (Chiefs of Defense Conference 2025 – CHODs 2025) ซึ่งท่านและนายทหารประทวนอาวุโสที่ปรึกษาเป็นผู้แทนที่มียศสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ในการเข้าร่วมประชุมนี้

ในช่วงท้ายของการสนทนา ผู้บัญชาการทหารบกได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกไทย-สหรัฐฯที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของภูมิภาคอินโด-แปซิ ฟิก ผ่านการฝึกศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการฝึกร่วม/ผสม ภายใต้รหัสต่างๆ อาทิ Hanuman Guardian, JPMRC อีกทั้งได้ชื่นชมการฝึกร่วม/ผสม ภายใต้รหัส Cobra Gold 25 ที่สะท้อนถึงความร่วมมือในการพัฒนาขีดความสามารถและบูรณาการเทคโนโลยีทางทหารในการปฏิบัติการหลายมิติ


ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพบก โดยทีมโฆษกกองทัพบก

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 รับคณะนร. รร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 5 รุ่นที่ 73 ศึกษาดูงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3

เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 รับคณะนักเรียน โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ชั้นปีที่ 5 รุ่นที่ 73 ศึกษาดูงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 พร้อมกองฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ พันเอก ชัยณรงค์ แก้วประสิทธิ์ ผู้อำนวยการกองส่วนวิชาทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผู้บังคับบัญชาและนัก เรียนนายร้อย ชั้นปีที่ 5 รุ่นที่ 73 เนื่องในโอกาสเดินทางมาศึกษาดูงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 โดยเข้าสักสาระพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทหาร กองทัพภาคที่ 3 และรับฟังการบรรยายสรุปภารกิจของกองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของหน่วยทหารในด้านการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและการปฏิบัติราชการในอนาคต ห้องประชุมคชรัตน์ 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

นับเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายทหารนักเรียนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษากับทหารรุ่นพี่ และการเรียนรู้หน่วยและภูมิประเทศจริง เป็นการพัฒนาศักยภาพของว่าที่นายทหารสัญญาบัตรที่จะก้าวเข้าสู่การปฏิบัติหน้าที่เพื่อรับใช้ประเทศชาติ ต่อไป


นที มีเดช รายงาน