มูลนิธิร่วมกตัญญู สำนักงานกล้วยน้ำไท จัดงานประเพณี เทกระจาด งานบุญใหญ่ประจำปี 2568

มูลนิธิร่วมกตัญญู สำนักงานกล้วยน้ำไท จัดงานประเพณี เทกระจาด งานบุญใหญ่ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ที่ มูลนิธิร่วมกตัญญู สำนักงานกล้วยน้ำไท ได้จัดงานประเพณี เทกระจาด ประจำปี 2568 โดยในพิธีทางจีน ให้กับทุกดวงวิณญาน จะเริ่มตั้งแต่ 10.09 น. โดยมีพี่บิณฑ์-เอกพัน บรรลือฤทธิ์ ร่วม ทำพิธีวิ่งธง หลังเสร็จพิธีทางจีน ในช่วงบ่ายเป็นการแจกทานงานประเพณี เทกระจาด ให้แก่ผู้ยากไร้ จำนวน 1,500 ชุด โดยมี ดร.รัตนา สมสกุลรุ่งเรือง ประธานฯ,หัวหน้า สมศักดิ์ ปาลวัฒน์ ผู้จัดการฯ และคณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมกับมอบเครื่องอุปโภคบริโภค

#ประเพณีเทกระจาดประจำปี2568 #มูลนิธิร่วมกตัญญู


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองสืบสวน ตม.3 หัวใจจิตอาสา! รีบช่วยประชาชนเจ็บจากอุบัติเหตุ

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองสืบสวน ตม.3 หัวใจจิตอาสา! รีบช่วยประชาชนเจ็บจากอุบัติ เหตุ

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด กองกำกับการสืบสวนสอบสวน บก.ตม.3 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวในพื้นที่รับผิดชอบ ได้พบประชาชนประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้รับบาดเจ็บ จึงรีบเข้าช่วยเหลือในทันที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการ ปฐม พยาบาลเบื้องต้น ใช้ชุดปฐมพยาบาลที่มีประจำตัวเพื่อดูแลบาดแผลให้แก่ผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้ง ประสานหน่วยกู้ภัยและตำรวจท้องที่ เข้าสนับสนุนเพื่อความปลอดภัยและความรวดเร็วในการช่วยเหลือต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ประกอบด้วย ร.ต.อ.มาตรา จิตรธนภัทร์ รอง สว. กก.สส.บก.ตม.3, ร.ต.อ.เมธาวัจน์ ธีระรัตน์สิริ รอง สว.กก.สส.บก.ตม.3, ร.ต.อ.กิตติ์ธนทัต อิทธิพัฒน์ปัญญา รอง สว.กก.สส.บก.ตม.3 และ ร.ต.อ.ฐิติยพงศ์ ธาตุศาสตร์ รอง สว.กก.สส. บก.ตม.3

การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง จิตสำนึกความเสียสละและความมุ่งมั่นในการเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งไม่เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการสืบสวนสอบสวน แต่ยังพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเป็นแบบอย่างที่ดีของตำรวจไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พรรคไทยชนะ (ทช) ทำบุญครบรอบ 4 ปี ก้าวสู่ปีที่ 5 อย่างมั่นคง ตอกย้ำ “พรรคการเมืองของประชาชน” เดินหน้านโยบายแก้หนี้-ลดความขัดแย้ง

พรรคไทยชนะ (ทช) ทำบุญครบรอบ 4 ปี ก้าวสู่ปีที่ 5 อย่างมั่นคง ตอกย้ำ “พรรค การเมืองของประชาชน” เดินหน้านโยบายแก้หนี้-ลดความขัดแย้ง

วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคไทยชนะ (ทช.) 149 ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ : พรรคไทยชนะ (ทช.) จัดพิธีทำบุญครบรอบ 4 ปี โดยมี นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย พ.ต.อ.(พิเศษ) ดิษพงศ์ โสมกุล รองหัวหน้าพรรค, นายโกศล หกสุวรรณ รองหัวหน้าพรรคฯ, นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการพรรคฯ, นายธนากร เศรษฐพินิจ รองเลขานุการพรรคฯ, นางสาวธัญนิตย์ ชื่นดวง นายทะเบียนพรรคฯ, ด.ต.เกษตร เสมอกิจ เหรัญญิกพรรคฯ, นายประสงค์ แก้ววิจิตร กรรมการบริหารพรรคฯ, นายวาธุสิทธิ์ สืบสุนทร กรรมการบริหารพรรคฯ และที่ปรึกษาพรรคฯ,สมาชิกพรรคฯ เข้าร่วมพิธีทางศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม อย่างพร้อมเพียงกัน เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ในการเป็น “พรรคของประชาชนตัวจริง”

โดยนายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันครบรอบ 4 ปี ของการก่อตั้ง พรรคไทยชนะ ในฐานะหัวหน้าพรรค ผมขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้พรรคของเราเติบโตอย่างมั่นคง การก่อตั้งพรรคเมื่อปี 2564 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ และวันนี้ พรรคไทยชนะสามารถก้าวข้ามข้อกำหนดของกฎหมายพรรคการเมืองได้ครบถ้วน มีสมาชิกเกิน 10,000 คนตามที่ กกต. กำหนด จึงถือว่าพรรคมีความสมบูรณ์พร้อมในฐานะ “พรรคการเมืองของประชาชน” อย่างแท้จริง

“เราจะเป็นพรรคที่ฟังเสียงประชาชนทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล และจะกำหนดเป็นนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาจริง ไม่ใช่พรรคของนายทุน แต่เป็นพรรคที่คนไทยทุกคนมีส่วนร่วม” นายจักรพงศ์ฯ กล่าว

นายจักรพงศ์ฯ หัวหน้าพรรคไทยชนะยังชูแนวทางการเมืองแบบ “สีขาว” ไม่สนับสนุนการทุจริต คอร์รัปชัน และผลักดันความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทย พร้อมประกาศว่านโยบายเร่งด่วนหากได้ร่วมรัฐบาลคือการ แก้ปัญหาหนี้สินประชาชน เกษตรกร และแรงงาน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากในวาระพิเศษวันนี้ซึ่งเป็นการเริ่มต้นก้าวสู่ปีที่ 5 พรรคไทยชนะ ได้ร่วมกันทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล พรรคไทยชนะ ยังเปิดรับคนรุ่นใหม่และประชาชนที่มีอุดมการณ์สะอาด เข้ามาเป็นผู้แทนของพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพื่อสร้าง “การเมืองคุณธรรม” ที่ขับเคลื่อนด้วยความดีและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน “ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี พรรคไทยชนะพร้อมเป็นพลังความหวังใหม่ของประชาชน” นายจักรพงศ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับงานทำบุญครบรอบ 4 ปี “ก้าวสู่ปีที่ 5 ” พรรคไทยชนะ (ทช) ในวันนี้ มีตัวแทนพรรค การเมืองนำกระเช้า และแจกันดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายชิงชัย มงคลธรรม หัวหน้าพรรคความหวังใหม่, นายบุญเลิศ สว่างกูล อดีต สส.แม่ฮ่องสอน, นายสมพร มูสิกะ เลขาธิการสภากรรมกรแห่งชาติ, นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่, พรรค ‘พร้อม’ นำโดย ดร.พิมไหมทอง ศักดิพัตโภคิน หัวหน้าพรรค, นายไพรัตน์ แสงสีดำ ผู้อำนวยการพรรค, นายณธาร ภูมิภาสภาคิน เหรัญญิกพรรค และพรรคประชากรไทย โดยนายคณิศร สมมะลวน

#พรรคไทยชนะ (ทช.) #พรรคของประชาชนตัวจริง #การเมืองคุณธรรม #การเมืองสีขาว


สุรเชษ ศิลานนท์ รายงาน

วช. สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมโดรน ณ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

วช. สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมโดรน ณ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี พัฒนาเป็นศูนย์ขยายผลทักษะด้านเทคโนโลยีสำหรับสถาบันการศึกษาในพื้นที่

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ เปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน ต้นแบบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) ประธานในพิธี พร้อมด้วย นายพุฒิเมธ พวงจันทึก ผู้อำนวยการโรงเรียนพิบูลมังสาหาร กล่าวขอบคุณ, นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวถึงที่มาการจัดตั้งศูนย์ฯ,ผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะผู้บริหาร (วช.) เข้าร่วมพิธี ณ โรงเรียนพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า (วช.) เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีโดรน ซึ่งได้นำมาใช้ประโยชน์ทั้งด้านเกษตรกรรม ทรัพยากร ธรรมชาติ การศึกษา และความมั่นคง โดยการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดรน ต้นแบบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหวังการพัฒนาทักษะของเยาวชนในสถาบันการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนในด้าน STEM และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งทางโรงเรียนพิบูลมังสาหารมีศักยภาพและความสามารถจากการแข่งขันและการได้รับรางวัลในระดับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จึงมีความเหมาะสมที่จะเป็นแหล่งศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบต่อยอดสู่การสร้างถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาทักษะ ให้กับพื้นที่

นายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ กล่าวว่า ศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมโดรนต้นแบบมีวัตถุประสงค์เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในด้านการใช้เทคโนโลยีโดรนและปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับได้ให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น โดรนสำหรับถ่ายภาพมุมสูง, ระบบ Flight Simulator และจัดตั้งหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับ การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาทักษะของเยาวชน พร้อมทั้งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

ทั้งนี้ (วช.) และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ พร้อมด้วยองค์กรภาคีเครือข่าย มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนไทยในด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านการจัดอบรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจำวันและเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับเยาวชนไทย ตลอดจนเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศในด้านความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การวิจัย และเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ร่วมกับ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และไทยพีบีเอส จัด “ประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 3” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทาน สร้างเวทีเยาวชนไทยบนความหลากหลายทางดนตรี

วช. ร่วมกับ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข และไทยพีบีเอส จัด “ประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 3” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราชทาน สร้างเวทีเยาวชนไทยบนความหลากหลายทางดนตรี

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข จัดประกวด “ประ ลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี ครั้งที่ 3 ประจำปี พ.ศ.2569” รอบชิงชนะเลิศ ชิงถ้วยพระราช ทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี รองศาสตรา จารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวต้อนรับผู้เข้าประกวด ณ อาคารโรงละครประเสริฐ ณ นคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวถึง การสนับสนุนโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นโครงการวิจัยดนตรีประจำชาติบนความแตกต่าง ความหลากหลาย และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นำเสนอการประลองวงดนตรียอดฝีมือเยาวชน โดยคนรุ่นใหม่และวิธีการนำเสนอแบบใหม่ เพื่อการสืบทอดบทเพลงประจำชาติ โดยได้แสดงการประลองร่วมกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า การจัดประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรีเป็นการสร้างพื้น ที่ใหม่ เป็นการสร้างโอกาส ในการสร้างสรรค์เพลงใหม่ ต่อยอดเพื่อรักษาภูมิปัญญาวัฒน ธรรมดนตรีของชาติ เป็นการสร้างสรรค์ปรากฎการณ์ใหม่ โดยใช้ความสามารถและศักยภาพความเป็นเลิศทางดนตรีของเยาวชน (วช.) ในฐานะหน่วยงานที่การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิจัยมีความพร้อมที่จะสนับสนุนงานวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์และสังคมไทยอย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประธานมูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข กล่าวว่า การจัดประกวดนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแข่งขันทางดนตรี แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการหล่อหลอมเยาว ชนไทยให้เติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพ ด้วยการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขท่าม กลางความหลากหลายทางดนตรี โดยการประลองวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรีปีนี้ ได้ดำเนินโครงการเป็นปีที่ 3 แล้ว ซึ่งมีวงยอดฝีมือเยาวชนดนตรีจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วม 40 วง และคัดเลือกเหลือตัวแทนจาก 4 ภาค (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้) เพื่อค้นหาวัฒนธรรมดนตรี บทเพลง เครื่องดนตรีที่มีความแตกต่าง ความหลากหลาย การอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวและมีความสุข พร้อมทั้งยังสืบทอดมรดกวัฒนธรรมดน ตรี ด้วยการนำเครื่องดนตรีและบทเพลง ที่มีความแตกต่างหลากหลายจากพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้อีกด้วย

การประกวดเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมี 4 วงเยาวชนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ร่วมประชันฝีมือกับวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตร้า นำโดย พันเอกพิเศษ ดร. ประทีป สุพรรณโรจน์ วาทยกรเอกของไทย พร้อมการแสดงบทเพลงพิเศษ ได้แก่ เพลงศรีอยุธยา เพลงชุมนุมเพลงภาคเหนือ (Northern Suite) และเพลงชุมนุมเผ่าไทย ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

โดยมีวงที่ได้รับรางวัลดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ วงทาลึง
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง ได้รับถ้วยจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ วงอินพัชรา
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ วง Four eye Woodwind Ensemble
  • รางวัลรองชนะเลิศอันดับสาม ได้แก่ วงล้านนาสมัย

ซึ่งถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และถ้วยรางวัลจะมอบภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 ต่อไป

ทั้งนี้ การประกวด “ประลองยอดฝีมือเยาวชนดนตรี” รอบชิงชนะเลิศครั้งนี้ สะท้อนถึงความสำคัญของโครงการวิจัยดนตรีประจำชาติ ที่ใช้ดนตรีเป็นพลังสร้างสรรค์ในการส่งเสริมเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพการบูรณางานวิจัยดนตรีประจำชาติกับการพัฒนาเยาวชน ภายใต้ความแตกต่าง ความหลากหลาย และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข อันเป็นบทบาทสำคัญของ (วช.) ในการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สภ.บางบัวทอง บช.ภ.1 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ยาบ้า 3,200,00 เม็ด

สภ.บางบัวทอง บช.ภ.1 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ยาบ้า 3,200,00 เม็ด

วันศุกร์ที่ 29 ส.ค.2568 เวลา 15.30 น. ณ บริเวณหน้าอาคารอเนกประสงค์ บช.ภ.1 : พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 พร้อมด้วย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี,พล.ต.ต.กิตต์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จ.นนทบุรี พร้อมคณะฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง บช.ภ.1 ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ยาบ้า 3,200,00 เม็ด

นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล จะเร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร ตั้งแต่ตัดต้นตอการผลิตและจำหน่ายด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน สกัดกั้น ควบคุมการลัก ลอบนำเข้า และตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด ปราบปราม ยึดทรัพย์ผู้ค้า และเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและเปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุม ชนปลอดยาเสพติด ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร./ประธานอนุกรรมการป้องกันปราบปรามการพักคอยยาเสพติดในพื้นที่ตอนในและสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ได้สั่งให้ตำรวจภูธรภาค 1 เร่งรัดทำการสืบสวนหาข่าวและ X ray พื้นที่ เพื่อปราบปรามทำลายแหล่งพักคอยและสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดที่ลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านตามแนวตะเข็บชายแดน เข้ามายังพื้นที่ตอนในเพื่อรอเตรียมส่งต่อให้กับลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ และให้ดำเนินการตามปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด อย่างจริงจัง

ในวันนี้ ขอแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ ซี่งเป็นผู้ลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยสามารถทำการจับกุมได้ในวันที่ 29 ส.ค.2568 มีรายละเอียดดังนี้

  • ตำรวจภูธรภาค 1 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ รอง ผบช.ภ.1,พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.ภ.1
  • ตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี โดย พล.ต.ต.กิตต์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จ.นนทบุรี,พ.ต.อ.จักริน พันธุ์ทอง รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี,พ.ต.อ.จักรพงศ์ นุชผดุง รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี,พ.ต.อ.ปิยวุฒิ แก้วมณี รอง ผบก.ภ.จ.นนทบุรี
  • ฝ่ายปกครองจังหวัดนนทบุรี โดย นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี,นายไพโรจน์ จึงธนาเจริญ นายอำเภอบางบัวทอง
  • ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.พฤฒ จำรูญศาสน์ ผกก.สภ.บางบัวทอง ปฏิบัติการ โดย พ.ต.ท.ชนาธิป พานทอง รอง ผกก.ป.สภ.บางบัวทอง, พ.ต.ท.สีน้ำ นิยมพลอย สว.ฯ ปฏิบัติหน้าที่เวร 70, พ.ต.ท.พิเชษฐ์ จันทร์พา สวป.สภ.บางบัวทอง, พ.ต.ท.ศิโรดม ศรีปัญญา สว.สส.สภ.บางบัวทอง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันปราบปรามฯ และฝ่ายสืบสวนฯ

พฤติการณ์กล่าวคือ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 เวลาประมาณ 00.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. บางบัวทอง ได้รับแจ้งจาก สายข่าวว่าจะมีการส่งมอบยาเสพติด บริเวณสะพานกลับรถถนนหมายเลข 9 ต.ละหาร อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยรถที่นำยาเสพติดมาส่ง เป็นรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นสปอร์ตไลต์เดอร์ สีเทา จึงได้บูรณาการประกอบกำลังงานป้องกันปราบปรามและงานสืบสวน วางแผนเฝ้าทำการจับกุม จนถึงเวลาประมาณ 05.40 น. ได้มีรถลักษณะตรงกับที่สายข่าวแจ้งมา

พบว่าจอดบริเวณใต้สะพานกลับรถถนนหมายเลข 9 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าทำ การตรวจสอบ โดยพบนายศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 48 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ผู้เป็นคนขับรถคันดังกล่าว และได้แจ้งวัตถุประสงค์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมให้ทราบ จึงได้ให้นายศักดิ์ฯ นำพาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบยาเสพติดให้โทษประเภท1 (ยาบ้า) 8 ถุงใหญ่ (สีดำ) ประมาณ 3,200,000 เม็ด

สอบถามนายศักดิ์ฯ เบื้องต้นให้การว่า ตนได้ทำงานรับจ้างอยู่ที่ จ.หนองคาย ต่อมาได้มีชายไม่ทราบชื่อสกุลจริง มาติดต่อจ้างให้ตน ขับรถกระบะคันดังกล่าวจาก จ.หนองคาย มาจอดที่บริเวณจุดกลับรถที่เกิดเหตุ โดยตนได้รับค่าจ้างค่าขนยาบ้า เป็นเงิน 20,000 บาท และตนพึ่งเคยทำครั้งนี้เป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวนายศักดิ์ฯ พร้อมของกลางยาบ้า มาดำเนินคดีที่ สภ.บางบัวทอง และจะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ตรวจสอบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หากพบว่ามีผู้ร่วมกระทำความผิดเพิ่มเติมจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 1 ใคร่ขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน หากพบบุคคล รถต้องสงสัย หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับ ยาเสพติด สามารถติดต่อให้ข้อมูลได้ที่สถานีตำรวจที่ท่านสะดวก หรือ สายด่วน 191 และ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำข้อมูลดังกล่าวไปสืบสวนขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดต่อไป

“ตำรวจภูธรภาค 1 เป็นหนึ่ง พึ่งได้ ทันสมัย ดูแลความปลอดภัย เพื่อประชาชน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองปลัดกระทรวงแรงงาน ผลักดันโครงการ INDE-REGIS ขยายเครือข่ายคุ้มครองแรงงานอิสระทั่วประเทศ ประจำปี 2568

รองปลัดกระทรวงแรงงาน ผลักดันโครงการ INDE-REGIS ขยายเครือข่ายคุ้มครองแรงงานอิสระทั่วประเทศ ประจำปี 2568

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการสัมมนาเพื่อขยายเครือข่ายแรงงานอิสระและส่งเสริมการขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน, นายเกริกไกร นาสมยนต์ ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าววัตถุประสงค์การจัดงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่า

ตามนโยบายหลักของ ท่านพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญในการผลักดันการคุ้มครองแรงงานอิสระ เนื่องจากแรงงานอิสระเป็นแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแรงงานในระบบ หรือแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการ ดังนั้นการกำหนดนโยบายหรือการบริหารจัดการแรงงานอิสระ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 21 ล้านคน หลากหลายกลุ่มอาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลและตัวตนของแรงงานอิสระ จึงเป็นที่มาของการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานอิสระ ภายใต้ชื่อ ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS รวมถึง ส่งเสริมให้แรงงานอิสระขึ้นทะเบียนในระบบฯ โดยใช้เครือข่ายแรงงานอิสระได้แก่ อาสาสมัครแรงงาน บัณฑิตแรงงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 81,143 คน ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง ในการประชา สัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อแรงงานอิสระได้ขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS โดยระบุตัวตน ระบุความต้องการเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านแรงงาน ระหว่างที่รอให้ (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ มีผลใช้บังคับ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และส่งต่อการให้ความช่วยเหลือตามภารกิจของหน่วยงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ การส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาอาชีพ พัฒนาทักษะฝีมือ ความปลอดภัยในการทำ งาน และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม และหากกฎหมายมีผลใช้บังคับ นอกจากแรงงานอิสระจะได้รับสิทธิ และการส่งเสริมข้างต้นแล้ว ยังจะได้รับสิทธิในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง การเข้าถึงกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการประกอบอาชีพและดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีประกันภัย การคุ้มครองสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ และมีพนักงานตรวจแรงงานอิสระ รับเรื่องร้องทุกร้องเรียนและไกล่เกลี่ยจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงานได้

“วันนี้ เรามีเป้าหมายการขยายเครือข่ายแรงงานอิสระ ไปยังประธาน/กรรมการชุมชน และผู้ประกอบอาชีพกลุ่มต่างๆ ที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มนี้ กระทรวงแรง งานได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร สมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet) และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้มีการเตรียมความพร้อมก่อนที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ 3 ประเด็น คือ

  1. การจัดทำระบบแพลตฟอร์ม ภายใต้ชื่อ ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS
  2. การประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ และเชิญชวนขึ้นทะเบียนในระบบ และ
  3. จัดทำกฎหมายลำดับรอง 31 ฉบับ ” นายสมาสภ์ฯ กล่าว

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังปี 2572“หมดสัมปทาน แต่ไม่หมดเรื่องวุ่น!”

หลายคนเฝ้ารอปี 2572 เพราะจะเป็นปีที่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เฉพาะเส้นทางหลัก)ระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC สิ้นสุดลงเสียที

แต่… หมดสัญญา ไม่ได้แปลว่าดราม่าจะจบ!

เนื่องจาก กทม. ได้ทำสัญญาจ้าง BTSC ให้เดินรถและบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) ทั้งเส้นทางหลักและส่วนต่อขยายยาวไปจนถึงปี 2585 (ขอย้ำว่าเป็นสัญญาจ้าง O&M ไม่ใช่สัญญาสัมปทาน)

1. Timeline สัญญา O&M

(1) เส้นทางหลัก (หมอชิต-อ่อนนุช และสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) ปี 2572–2585 เป็นเวลา 13 ปี

(2) ส่วนต่อขยายที่ 1 (อ่อนนุช-แบริ่ง และสะพานตากสิน-บางหว้า) ปี 2555–2585 เป็นเวลา 30 ปี

(3) ส่วนต่อขยายที่ 2 (แบริ่ง-สมุทรปราการ และหมอชิต-คูคต) ปี 2559–2585 เป็นเวลา 26 ปีสรุปง่ายๆ ได้ว่า… หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 BTSC ยังมีสิทธิ์ที่จะเดินรถต่อลากยาวไปอีก 13 ปีเต็ม!นี่คือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นหลังปี 2572… จะเปิดประมูลใหม่ก็ไม่ได้ เพราะติดสัญญาจ้าง BTSC

2. แล้ว กทม.ควรทำอย่างไร?

หาก กทม.สามารถชำระหนี้สินให้ BTSC ได้หมด ก็ไม่จำเป็นต้องขยายสัมปทานให้ BTSC กทม.มีทางเลือกในการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังหมดสัญญาสัมปทาน 2 ทางเลือก ดังนี้

(1) เจรจากับ BTSC ให้ยอมสละสิทธิ์การเดินรถตามสัญญา O&M ซึ่ง กทม.อาจจะต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียโอกาสให้ BTSC แล้วเปิดประมูลหาผู้เดินรถรายใหม่ แต่ทางเลือกนี้ กทม.ต้องคิดให้หนักว่า… ค่าจ้างผู้เดินรถรายใหม่จะถูกจริงไหม? และที่สำคัญ ถ้าจะเก็บค่าโดยสาร “20 บาทตลอดสาย” กทม.หรือรัฐบาล จะต้องควักเงินอุดหนุนเท่าไหร่?

(2) “ปล่อยยาว” ให้ BTSC เดินรถต่อไปจนถึงปี 2585 ตามสัญญาจ้าง O&M หลังจากนั้นค่อยเปิดประมูลใหม่อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐสามารถซื้อสัมปทานรถไฟฟ้าคืนได้ ก็เป็นภาระหน้าที่ของรัฐที่จะบริหารจัดการรถไฟฟ้าทั้งระบบ ทุกสายทุกสี รวมทั้งสายสีเขียวให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐ ซึ่งต้องติดตามดูว่ารัฐจะมอบหมายให้ กทม.กำกับดูแลรถไฟฟ้าสายใดบ้าง?

3. เหลือเวลาให้ กทม.เตรียมตัวไม่มาก!

ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน กทม.มีเวลาเตรียมตัวแค่เพียง 4 ปีเท่านั้น ดังนั้น กทม.จะต้องเร่งหาทางออก จะปล่อยให้การเดินรถ “หยุดชงัก” ไม่ได้

อย่าลืม! รถไฟฟ้าสายสีเขียวคือเส้นเลือดใหญ่ของคนกรุง ผู้โดยสารหลายแสนชีวิตต้องพึ่งทุกวัน ถ้าการเดินรถมีปัญหา รับรองว่า… รถจะติดอย่างสาหัสสากรรจ์แน่นอน!


ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์
อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

รองชัยวัฒน์ฯ ลงมือช่วยชาวบ้านนำหินคลุกกลบหลุมแก้ไขถนนชำรุด

รองนายก อบจ. โคราช นายชัยวัฒน์ ชู้กระโทก แก้ไขถนนพังที่เชื่อมต่อ 2 อำเภอ ครบุรี- โชคชัย ให้กลับมาใช้สัญจรเฉพาะหน้า นำหินคลุกกลบหลุมบ่อ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้เดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

นายชัยวัฒน์ ชู้กระโทก รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้รับข้อร้องเรียนจากชาวบ้านอำเภอครบุรี บริเวณเส้นทางบ้านใหม่ ตำบลครบุรีเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางบ้านสะแกกรอง ตำบลรุ่งอรุณรอยต่อกับอำเภอโชคชัย ได้เกิดการชำรุดเสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อชาวบ้านสัญจรโดยยากลำบาก อีกทั้งเส้นทางดังกล่าวมีจักยานยนต์และรถยนต์สัญจรอยู่เป็นจำนวนมากตลอดจนเส้นทางดังกล่าวใช้เป็นเส้นทางลัดไปยังโรงงานอุตสาหกรรม คารกิลและโรงงานซีพี

รองนากยกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมากล่าวต่อไปว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนทั้ง 2 อำเภอได้ใช้สัญจรอย่างสะดวกตนจึงได้นำหินคลุกกลยหลุมบ่อเพื่อเป็นการแก้ไขสถาณการณ์เฉพาะหน้าให้กับชาวบ้านที่สัญจรไปมาบนเส้นทางนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเสี่ยตั้ม เทิดพวษ์ เสี่ยแจ๊ค ภูมิจักร(ขนส่ง)ที่ได้ร่วมพัฒนาเส้นทางนี้จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


กันตินันท์ เรืองประโคน/รายงาน

ตำรวจสะเดาร่วมฝ่ายความมั่นคงสกัดจับชายชาวมาเลเซีย ลักลอบขนอาวุธปืนสงคราม และเครื่องกระสุน ซุกในรถเก๋งส่งมาเลเซีย

สะเดา/สงขลา – ตำรวจสะเดาร่วมฝ่ายความมั่นคงสกัดจับชายชาวมาเลเซีย ลักลอบขนอาวุธปืนสงครามและเครื่องกระสุนจำนวนมาก ซุกในรถเก๋งกำลังลักลอบส่งไปมาเลเซีย

วันนี้ (31ส.ค.68) ตำรวจสภ.สะเดา จ.สงขลา นำโดย พ.ต.อ. สุรจิต เพชรจอม ผกก.สภ.สะเดา ฝ่ายปกครองอำเภอสะเดา หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 5 ร้อย ร.5021 ร่วมกันแถลงข่าว จับกุมชายชาวมาเลเซีย ชื่อ นาย เย็บ ซุน อี(Mr.eap Soon Eie) อายุ 45 ปี พร้อมอาวุธปืนสงคราม, อาวุธปืนM16 จำนวน 2 กระบอก, กระสุนปืน ขนาด 5.56 มม. จำนวน 300 นัด, เครื่องกระสุนปืน ขนาด.45 มม. จำนวน 100 นัด, เครื่องกระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 50 นัด และซองกระสุนปืน ขนาด 5.56 จำนวน 7 ซอง ที่ซุกซ่อนมาในรถเก๋ง

โดยจับกุมได้บริเวณ ถนนกาญจนวานิชสะเดา-ด่านนอก หน้าป้อมสายตรวจบ้านด่านนอก หมู่7ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ขณะตำรวจสายตรวจได้ตั้งจุดสกัด(pop-up) เพื่อป้องกันเหตุเกี่ยวกับความมั่นคง อาชญากรรมและยาเสพติด และได้มีรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อkia สีขาว ขับผ่านมามีท่าทางพิรุธ และมีอาการตกใจผิดปกติ ตำรวจจึงได้ส่งสัญญาณให้หยุดรถเพื่อทำการตรวจค้น มีนาย เย็บ ซุนอีเป็นคนขับและพบอาวุธปืนเอ็ม16 พร้อมเครืองกระสุนซุกซ่อนอยู่ในรถเก๋งจึงควบคุมตัวเอาไว้

แต่จากการสอบถามในเบื้องต้น พบมีพฤติกรรมพูดจาวกไปวนมาคล้ายเพิ่งเสพสารเสพติดมา ถามไปถามมาก็ยอมรับว่าเสพยามาจริง และผลตรวจปัสสาวะก็เป็นบวก ส่วนอาวุธปืนให้การว่าเตรียมลักลอบพากลับเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้ว่าจ้างอีกทอดหนึ่ง โดยหลังจากนี้ทางชุดสืบสวนสภ.สะเดา ชุดสืบสวนภาค9 และชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา กำลังอยู่ระหว่างการขยายผลลงลึกในรายละเอียดว่าไปรับมาจากใครและมีใครเกี่ยวข้องบ้างเพื่อดำ เนินการตรวจค้นจับกุม แต่พบว่านายเย็บ ซุน อี คนนี้เคยเข้าออกไทยหลายครั้งแล้ว

เบื้องต้นได้แจ้งข้อหามีอาวุธ ปืนเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดให้โทษประเภท ๑(เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นผู้ขับขี่รถเสพยาเสพติดให้โทษประเภท (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย” ซึ่งทางหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในอำเภอสะเดา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ฝากเตือนประชาชนว่าหากพบเห็นการกระทำความผิด เช่นการขนอาวุธสงคราม ยาเสพติดให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยทันที


ภาพ/ข่าว อ้อม มณีรัตน์ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดสงขลา