ผู้ว่าฯ พิษณุโลก นำคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ ตรวจเยี่ยม-มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นำคณะ ลงพื้นที่อำเภอวังทอง – อำเภอเนินมะปราง ติดตามสถานการณ์น้ำ ตรวจเยี่ยม-มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยนางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก/ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ พร้อมตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอวังทองและอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โดยมีหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนโครงการชลประทานพิษณุโลก นายอำเภอเนินมะปราง องค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและลงพื้นที่ฯ

ช่วงบ่าย เวลา 13.50 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกพร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอวังทอง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ตลาด 120 ปี วิถีชาววัง ริมแม่น้ำวังทอง และโรงเรียนบ้านสะเดา โดยได้พบปะประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวเกิดจากมวลน้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาเพชรบูรณ์เข้าสู่ลำน้ำเข็ก ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มเอ่อล้นตลิ่งในบางจุด ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร

ต่อมาเวลา 16.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกพร้อมคณะ เดินทางไปยังพื้นที่ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยที่อพยพมาพักอาศัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราววัดชมภู พร้อมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย จากนั้นได้ลงพื้นที่บ้านปลวกง่าม ตำบลชมพู เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เนินมะปรางครั้งนี้ สืบเนื่องจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่อ่อนกำลังลงจากพายุ “หนองฟ้า” ส่งผลให้มีฝนตกหนักต่อเนื่องระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2568 จนทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมขัง น้ำป่าไหลหลาก น้ำรอการระบาย และดินโคลนถล่ม

พร้อมกันนี้ พันตำรวจโท อำนาจ ดารา สารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเนินมะปราง /จิตอาสา 904 หลักสูตรพื้นฐาน ภาค 3 รุ่น 3/66 และจิตอาสาภัยพิบัติภาคประชาชนอำเภอเนินมะปราง ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากท่วมเส้นทางคมนาคมและที่อยู่อาศัยให้มาพักที่ศูนย์อพยพวัดชมภู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ประมาณ 22 ครัวเรือน ผู้ได้รับความเดือดร้อนประมาณ 25 คน มีผู้สูงอายุ อายุมากสุด 86 ปี เด็กสุด 20 เดือน มีผู้ป่วยติดเตียง 1 คน ณ วัดชมภู ตำบล ชมพู อำเภอ เนินมะปรางจังหวัดพิษณุโลก

อำเภอวังทอง ลำน้ำเข็ก หรือ แม่น้ำวังทอง ได้เพิ่มระดับขึ้นสูงเร็วมาก อำเภอวังทอง เฝ้าระวังทั้งจากสถานีวัดระดับน้ำที่บ้านวังนกแอ่น และ สถานีวัดระดับน้ำสะพานวังทอง ได้ประกาศยกธงแดง แจ้งเตือนประชาชนให้รับมือจากสถานการณ์แม่น้ำวังทองไหลล้นตลิ่ง โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจุดแรกจากแม่น้ำวังทองล้นตลิ่ง คือ หมู่ที่ 2 บ้านวังนกแอ่น อำเภอวังทอง น้ำได้ล้นตลิ่ง ไหลเข้าท่วมพื้นที่บริเวณวัดวังนกแอ่น และจุดนี้ มีบ้านประชาชนหนึ่งหลัง เป็นบ้านชั้นเดียว ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ น้ำได้เข้าท่วมจัวบ้านถึงครึ่งหลัง น้ำเริ่มท่วมช่วงกลางดึกที่ผ่านมา บางส่วนก็ยกสิ่งของขึ้นทัน เพราะมีประสบการณ์น้ำท่วมบ้านบ่อยครั้ง แต่ข้าวของภายในบ้านอีกจำนวนมาก ก็ไม่สามารถเก็บขึ้นที่สูงได้ทัน ต้องปล่อยถูกน้ำท่วมเสียหาย และบริเวณใกล้เคียงกันห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร ริมถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก ทางลงเขาวังนกแอ่น น้ำวังทองล้นตลิ่ง เข้ามาท่วมภายในบริเวณปั้มน้ำมัน PT ทั้งหมด ไม่สามารถใช้บริการได้ เจ้าหน้าที่ทางหลวงต้องนำป้ายสัญญาณเตือนมาตั้งไว้ริมถนน เนื่องจากเป็นเส้นทางลงเขาที่อันตราย

ส่วนที่ตำบลชัยนาม ตำบลวังทอง ที่รับน้ำถัดมาจากตำบลวังนกแอ่น น้ำเริ่มล้นตลิ่งเข้าท่วพื้นที่บ้านเรือนประชาชนริมแม่น้ำวังทองแล้ว ถนนทางเข้าหมู่บ้านทั้งหมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 ระดับน้ำได้ไหลข้ามถนน ชาวบ้านใช้โออาสนี้ ออกมาหาปลาที่พล้านมากับน้ำ ทั้งทอดแหและยกยอ ได้ปลาจำนวนมาก โดยน้ำจากแม่น้ำวังทองกำลังเริ่มล้นตลิ่งในช่วงบ่ายวันนี้ และคาดการณ์ว่า ในช่วงเย็นวันนี้ ระดับน้ำจะยกตัวสูงขึ้น ท่วมเส้นทางเข้าหมู่บ้าน รถจะไม่สามารถสัญจรผ่านได้

ส่วนที่ตลาด 120 ปี ในเขตเทศบาลวังทอง ตำบลวังทอง ได้เตรียมแผนรับมือแม่น้ำวังทองล้นตลิ่ง จัดเตรียมน้ำกระสอบทรายมากั้นริมมาน้ำวังทอง และอุดท่อระบายน้ำ ไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้ามาสู่ตลาด พร้อมทั้งมีชุดปฏิบัติการณ์ของกู้ภัย ชุดตอบโต้ภัยพิบัติ เตรียมกำลังพล อุปกรณ์เรือท้องแบน เตรียมพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ประสบเหตุน้ำท่วม ซึ่งในช่วงบ่ายวันนี้ แม้ว่าพายุหนองฟ้า จะสลายตัวเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมในเขตภาคเหนือตอนล่างไปแล้ว แต่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ยังคงมีฝนตกเป็นระยะ ๆ

และจากที่ฝนตกนานหลายชั่วโมงน้ำป่าลงมาพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเวลา 16.30 น. และมีรถนักท่องเที่ยวจมน้ำดับกลางถนน จำนวน 2 คัน ผู้นำชุมชน พร้อมชาวบ้านได้ช่วยกันลุยน้ำนำรถขึ้นมาไว้ที่ปลอดภัยไม่มีผู้ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกย้ำว่า จังหวัดร่วมกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้พี่น้องประชาชนเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง


นที มีเดช รายงาน

ศอ.จอส.พระราชทานภาค 3 ติดตามความคืบหน้าพายุหนองฟ้า..ถล่มเพชรบูรณ์!!

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามความคืบหน้าพายุหนองฟ้า.. ถล่มเพชรบูรณ์!! น้ำหนาว-หล่มเก่า ปริมาณฝนสะสมสูงสุดเกิน 100 มิลลิเมตร น้ำป่าทะลักแล้ว 3 อำเภอ เฉพาะหล่มเก่า หนักสุดในรอบ 5 ปี..มวลน้ำกำลังไหลลงหล่มสักต่อ

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานภาค 3 ติดตามสถานการณ์อุทกภัยและพายุฝนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดย กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ รายงานผลพวงพายุโซนร้อน ‘หนองฟ้า’ ทำให้ฝนตกต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนสะสมสูงสุดวัดได้ที่ ต.หลักด่าน อ.น้ำหนาว 148.5 มิลลิเมตร, ต.ศิลา อ.หล่ม เก่า131.5 มิลลิเมตร และ ต.หินฮาว อ.หล่มเก่า 113.5 มิลลิเมตร ทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ บ้านเรือนเสียหายรวม 52 หลังคาเรือน กระจายใน 3 อำเภอ 4 ตำบล 16 หมู่บ้าน หลายหมู่บ้านถูกตัดขาดจากเส้นทางโดยเฉพาะที่บ้านวังขอน บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำป่าสัก พบถนนถูกน้ำป่าท่วมสูง รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นอกจากนี้ยังมีน้ำป่าจากภูเขาฝั่ง จ.เลย ไหลลงสู่ลำน้ำสาขาแม่น้ำป่าสักล้นตลิ่งท่วม โดยเฉพาะ อ.หล่มเก่า ท่วมหนักในรอบ 5 ปี ประชาชน ต.ตาดกลอย และ ต.ศิลา ได้รับผลกระทบกว่า 500 ครัวเรือน น้ำท่วมสูงเฉลี่ย 50-80 เซนติเมตร บ้านหลายหลังจมอยู่ใต้น้ำ ถนนถูกน้ำกัดเซาะ

นายพรศักดิ์ กุลเกลี้ยง กำนันตำบลตาดกลอย กล่าวว่า มีบ้านเรือนถูกน้ำท่วมกว่า 200 หลัง คาเรือนใน 6 หมู่บ้าน น้ำไหลเชี่ยว กำลังไหลลงสู่เบื้องล่างคือ อ.หล่มสัก


นที มีเดช รายงาน

อิเกร์ กาซิยาส แนะนำแมตช์พรีเมียร์ลีกน่าดูประจำสัปดาห์ คอบอลห้ามพลาด!

อิเกร์ กาซิยาส ตำนานเรอัล มาดริด และแชมป์โลก 2010 ยังคงรับบทบาทแบรนด์แอมบาสเดอร์ของสื่อออนไลน์ดังตั้งแต่ปี 2022 พร้อมแนวคิด Play with FUN, be FUN ที่คอยแบ่งปันมุมมองฟุตบอลให้แฟนๆ ได้ติดตามอย่างสนุกทุกสัปดาห์

แมตช์ไฮไลท์ประจำสัปดาห์

  • ลิเวอร์พูล vs อาร์เซน่อล
    • บิ๊กแมตช์ที่แอนฟิลด์ สองทีมที่ฟอร์มร้อนแรง ชนะรวดในสองนัดแรก เจอกันแบบนี้รับประกันดุเดือดแน่นอน
  • แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด vs เบิร์นลี่ย์
    • “ปีศาจแดง” กำลังมองหาชัยชนะนัดแรกของซีซั่น เปิดโอลด์ แทรฟฟอร์ดต้อนรับน้องใหม่ไฟแรงที่เพิ่งเลื่อนชั้น
  • ลีดส์ ยูไนเต็ด vs นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
    • สาลิกาดงยังไม่ฟอร์มเข้าที่ เจอทีมพลังหนุ่มอย่างลีดส์ที่เล่นในบ้านได้ดุดัน ถือว่าน่าจับตาไม่แพ้เกมใหญ่
  • สเปอร์ส vs บอร์นมัธ
    • เกมนี้แฟนบอลน่าจะได้เห็นแท็คติกการบุกที่น่าตื่นเต้นจากทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะสเปอร์สที่เล่นในบ้าน

นอกจากนี้ ยังมีแมตช์ที่น่าติดตามเพิ่มเติม

  • เชลซี ปะทะ ฟูแล่ม — ดาร์บี้ลอนดอนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศมันส์ ๆ
  • ซันเดอร์แลนด์ เปิดบ้านพบ เบรนท์ฟอร์ด — ทีมแมวดำที่เพิ่งกลับมาโชว์ศักยภาพในพรีเมียร์ลีก
  • ไบรท์ตัน เจอ แมนฯ ซิตี้ — เกมที่แฟนบอลรอดูว่าเรือใบจะรักษามาตรฐานสูงได้แค่ไหน
  • น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ พบ เวสต์แฮม — ฟอเรสต์เล่นในบ้านทีไรมีทีเด็ดเสมอ
  • คริสตัล พาเลซ vs แอสตัน วิลล่า — สองทีมที่ชอบเล่นเกมรุกดวลกันตรง ๆ

แฟนๆ สามารถติดตามคอลัมน์ฟุตบอลจาก คาซิยาส และข่าวกีฬารายวันได้ที่ LINE ID: LiveYourDream และเพจ NUFC Thailand Fans (www.facebook.com / NUFCThailandFans) นอกจากจะได้อัปเดตทุกแมตช์สำคัญแล้ว แฟนบอลยังมีกิจกรรมสนุก ๆ และของรางวัลมากมายรออยู่ทุกสัปดาห์ตามสไตล์

#PlaywithFUNbeFUN


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

วช. ผลักดันแผนขับเคลื่อนงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การใช้ประโยชน์

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยา ศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) เป็นประธานในการประชุม และได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว, รศ. ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์,คณะที่ปรึกษา,ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วย ผู้บริหารจาก (วช.) และทีมนักวิจัย ณ ห้องทิวลิป โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผอ.วช.) กล่าวว่า การดำเนินงานแผนงาน “ศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” โดยมี รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ และคณะที่ปรึกษา ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อมที่ได้รับทุนวิจัยจาก (วช.) มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 ซึ่งรูปแบบการให้ทุนมีการปรับเปลี่ยนตามการปฏิรูประบบวิจัย จุดเปลี่ยนที่สำคัญเริ่มในปีงบประมาณ 2562 จึงมีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงโครงการในระยะก่อน โครงการปัจจุบัน และโครงการในอนาคต เพื่อนำไปขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์ต่อไป โดยการประเมินการใช้ประโยชน์ และความคุ้มค่าด้วยกลไกต่างๆ นั้น มีความสำคัญ (วช.) ภายใต้กระทรวง (อว.) ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม สามารถนำงานที่แล้วเสร็จจากทุนเดิมและจากทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์. (Strategic Fund : SF) ที่มีอยู่นำไปต่อยอดขยายผลสู่แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ (ววน.) ที่ริเริ่มในปีงบประมาณ 2568 ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเกิดจากการทำงานอย่างต่อเนื่องมาก่อน (วช.) จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนท่านนักวิจัย การดำเนินงานของศูนย์ฯ และงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.นภาวรรณ นพรัตนราภรณ์ ผู้อำนวยการแผนงานฯ กล่าวว่า ในนามของ “แผนงานศูนย์ขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสู่การนำไปใช้ประโยชน์” ศูนย์ได้ดำเนินการประเมินผลลัพธ์ และผลกระทบของโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้การสนับสนุนทุนจาก (วช.) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 รวมถึงการวิเคราะห์โอกาสตลอดจนการขับเคลื่อน การนำไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ สังคม ชุมชน พาณิชย์ และนโยบาย ในการประชุมครั้งนี้จะเป็นผลจากการประเมินโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุน ประจำปีงบประมาณ 2564

ถัดมาเป็น การนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ พร้อมตัวอย่างผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ “โครงการจากวิจัยสู่ธุรกิจ Start-up ในนาม บริษัท สยามโนวาส จำกัด (Siamnovas Company Ltd.)” นำเสนอโดย : ผศ.ดร.วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ ที่ปรึกษานวัตกรรม บริษัท สยามโนวาส จำกัด ซึ่งดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานับสิบปี ปัจจุบัน M.Zlex พัฒนาถึง version5 และขยับไปขอรับการสนับสนุนจาก BOI เพื่อขยายไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการช่วยลด PM2.5 และก๊าซมีเทน

“โครงการศึกษาเปรียบเทียบการให้น้ำแบบประหยัดสำหรับนาข้าว จังหวัดสุพรรณบุรี กรณีศึกษาสายพันธุ์ข้าว กข.41” นำเสนอโดย : นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าโครงการวิจัย สังกัดกรมชลประทาน ในการทำนาเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ย และก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันขยายผลร่วมกับกรมการข้าวโดยเฉพาะในปัจจุบันที่การลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

และ “แผนงานการย้ายปลูกหญ้าทะเลและนิเวศบริการของหญ้าทะเล นำเสนอโดย : รศ.ดร.จารุวรรณ มะยะกูล ผู้ร่วมโครงการวิจัย สังกัด มหาวิทยาสงขลานครินทร์ ที่นำผลงานไปดำเนินการขยายผลร่วมกับอาสาสมัครในพื้นที่เกาะลิบงซึ่งประสบปัญหาหญ้าทะเลลดลงอย่างรุนแรง รวมกับ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ

สุดท้ายเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แผนที่นำทางเพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Management Roadmap)” โดย ผศ.ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล เพื่อเป็นข้อเสนอให้กับหน่วยงานบริหารทุนและนักวิจัยในการผลักดันให้ผลงานวิจัยได้รับการสนับสนุนสร้างผลลัพธ์ และผลกระทบมากยิ่งขึ้น

และปิดท้ายด้วย ศ.อดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานกรรมการดำเนินงานสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม (วช.) กล่าวปิดการประชุมด้วยการให้กำลังใจนักวิจัย และผู้ทำงานในระบบวิจัยด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ต้อง การความทุ่มเทในการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รู้จริง เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมศุลกากร ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการล่าขบวนการลักลอบค้าโคเคน ชาวเวียดนาม

กรมศุลกากร ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการล่าขบวนการลักลอบค้าโคเคน ชาวเวียด นาม

กรมศุลกากรร่วม AITF เปิดปฏิบัติการล่าขบวนการลักลอบค้าโคเคน พบพัสดุเร่งด่วนขาเข้าระหว่างประเทศ ภายในเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน (Cocaine) น้ำหนัก 3 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท จึงขยายผลต่อ โดยนำส่งพัสดุไปยังที่อยู่ปลายทาง พบชาวไทยและชาวเวียดนามเป็นผู้รับ จึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมดำเนินคดีต่อไป

ซึ่งเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี นายพีรพงศ์ รำพึงจิตต์ ผู้อำนวยการส่วนปฏิบัติการข่าวและปราบปรามยาเสพติด 6 (ท่าอากาศยานและท่าเรือ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และผู้แทนจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการล่าขบวนการลักลอบค้าโคเคน ชาวเวียดนาม” พบยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน (Cocaine) น้ำหนัก 3 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ
10 ล้านบาท ณ ศูนย์แถลงข่าว ชั้น 2 กรมศุลกากร (คลองเตย)

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติดในทุกช่องทาง

ซึ่งเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 กรมศุลกากร โดยกองสืบสวนและปราบปราม และสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยสกัดกั้นยาเสพติดทางท่าอากาศยานนานาชาติ (Airport Interdiction Task Force : AITF) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ฝ่ายข่าว ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก และการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลการข่าว พบพัสดุเร่งด่วนขาเข้าระหว่างประเทศ ต้นทางประเทศสหรัฐอเมริกา สำแดงชนิดสินค้าเป็น “CIRCUIT WEL FIXTURE TOOLING PLATE” จำนวน 1 ชิ้น น้ำหนัก 21.800 กิโลกรัม ซึ่งมีความเสี่ยงในการลักลอบนำยาเสพติดให้โทษเข้ามาในราชอาณาจักร ผลการตรวจสอบ พบวัตถุต้องสงสัยลักษณะเป็นเกล็ดสีขาวขุ่นและมีกลิ่นฉุน ซุกซ่อนอยู่ในแม่พิมพ์โลหะ เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้นำตัวอย่าง มาตรวจสอบเบื้องต้นด้วยน้ำยาเคมี ONCB 052 Cobalt Thiocyanate Reagent พบว่าวัตถุดังกล่าวทำปฏิกิริยากับน้ำยาทดสอบจากใสไม่มีสี เปลี่ยนเป็นสีฟ้า จึงสันนิษฐานว่าวัตถุดังกล่าวเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 โคคาอีน (Cocaine) น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้มประมาณ 3,000 กรัม มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท

ต่อมาวันที่ 25 สิงหาคม 2568 กรมศุลกากรและหน่วยร่วม AITF ได้ร่วมกันวางแผน ติดตาม เพื่อขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิด โดยชุดปฏิบัติการได้วางกำลัง รวมทั้งอำพรางเพื่อดำเนินการส่งพัสดุไปยังที่อยู่ปลายทางย่านราชปรารภ จนกระทั่งวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ชุดปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาชายชาวไทย ซึ่งเป็นผู้มาแสดงตัวรับพัสดุตามที่อยู่หน้ากล่อง และขยายผลต่อเนื่อง นำไปสู่การจับกุมผู้ร่วมขบวนการอีก 1 ราย เป็นชายชาวเวียด นามได้ภายในวันเดียวกัน ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มีประวัติการลักลอบส่งออกพัสดุที่ซุกซ่อนยาเสพติดไปยังต่างประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะชายชาวเวียดนาม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาและพำนักอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจากการสืบสวนและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเครือข่ายชาวเวียดนามที่ลักลอบค้ายาเสพติดในประเทศไทย

ชุดปฏิบัติการจึงทำการจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐาน “ร่วมกันนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 โคคาอีน (Cocaine) มาในราชอาณาจักรและร่วมกันครอบครองยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 โคคาอีน (Cocaine) อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชา ชน” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด และเป็นความผิดตามมาตรา 244 มาตรา 252 ประกอบมาตรา 166 และมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560” และกระทำความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522

สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (ระหว่างงวันที่ 1 ตุลาคม 2567-27 สิงหาคม 2568) กรมศุลกากรจับกุมยาเสพติดรวมทั่วประเทศ ทั้งหมด 204 คดี มูลค่า 1,274.45 ล้านบาท
โฆษกกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มเติมว่า“การจับกุมในครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านการข่าวที่เกี่ยวข้อง กรมศุลกากรจะยังคงดำเนินการเชิงรุก เพื่อป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกยาเสพติด รวมถึงสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพื่อความปลอดภัยของสังคมและความมั่นคงของประเทศ”


ภาพ/ข่าว/เผยแพร่โดย : ส่วนสื่อสารองค์กร สลข.

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยานวิทย์ฯ

ไบโอเทค สวทช.-TSP และพันธมิตรภาคเอกชน จัดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่อุทยาน วิทย์ฯ “Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต”

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี : กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค-สวทช.) จัดงาน “Smart Agi Days 2025: นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชศักยภาพสูง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลากหลาย อาทิ การเสวนาเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Work shop) เช่น การสร้างสรรค์เมนูจากสมุนไพรพรีเมียมูลค่าสูง งานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้านการเกษตรและสมุนไพร เครื่องมือและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ กลุ่มเป้าหมายของงาน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต สมุนไพร ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพืชและสมุนไพร หน่วยงานรัฐและเอกชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้สนับสนุนการจัดงานตลอดจนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่งาน Smart Agri Days 2025 : นวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะเพื่ออนาคต” จัดขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีสำคัญที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ
ของผู้ประกอบการไทย ในการขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมให้ก้าวทันยุคสมัย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยและพืชเศรษฐกิจ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญ การเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือ ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน การนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) AI และหุ่นยนต์การเกษตรมาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง รวมทั้งที่สำคัญคือ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตจากฝีมือคนไทย

“ในนามหน่วยงานงานวิจัย ไบโอเทค (สวทช.) เชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปต่อยอดในธุรกิจได้อย่างสร้างสรรค์ การมีบทบาทร่วมกันในงานนี้ จะเป็นการผนึกกำลังที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนได้ ทั้งนี้ งาน Smart Agri Days 2025 ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานพันธมิตรอย่างยิ่งใหญ่ ในพื้นที่อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ซึ่งเป็นประชาคมวิจัยที่มีระบบนิเวศวิจัยที่ครบครัน หวังว่างานทั้ง 2 วันที่จัดขึ้น จะเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปใช้พัฒนาและยกระดับการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ภายในงานยังมีการจัดแสดง Tech Hi-light: หุ่นยนต์อัจฉริยะเพื่อการเกษตร “PhenoRobot” ฟีโน-โรบอท หุ่นยนต์สำหรับวิเคราะห์ลักษณะทางฟีโนไทป์ของพืช และ “Herbotron” หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวสมุนไพรในโรงเรือน การแสดงและจำหน่ายสินค้าด้านการเกษตรอัจฉริยะ และผลิตผลด้านการเกษตร บริการให้คำปรึกษาด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งเวทีพบปะเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจที่ครบวงจร

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28-29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00–16.00 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ณ ลานกิจกรรม (Event Square) ชั้น 2 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

BCH เปิดตัว “โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี” รีแบรนด์เต็มรูปแบบ

BCH เปิดตัว “โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี” รีแบรนด์เต็มรูปแบบ เสริมศักย ภาพธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน รับเทรนด์สุขภาพโตต่อเนื่อง

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดตัว โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Celebrating the Beginning of Our First Year” หลังการรีแบรนด์จาก โรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ที่เปิดให้บริการมากว่า 10 ปี เพื่อยกระดับมาตรฐานและรองรับความต้องการด้านการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH เปิดเผยว่า การรีแบรนด์ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี จาก โรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ที่เปิดให้บริการมากว่า 10 ปี นี่ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหรือโลโก้ใหม่ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่จะทำให้โรงพยาบาลแห่งนี้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการแพทย์ของจังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง

ตลอดระยะเวลา 10 ปี BCH ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง และได้เพิ่มงบประมาณเพื่อขยายพื้นที่ บริการ และเครื่องมือแพทย์ทันสมัย รวมถึงการเสริมทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลในเครือเกษมราษฎร์ และรองรับตลาดบริการสุขภาพไทยคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยและความต้องการบริการทางการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) โดยโรงพยาบาลพร้อมให้บริการทั้งผู้ป่วยเงินสดและผู้ใช้สิทธิประกันสุขภาพ สร้างฐานรายได้ที่กระจายตัว ลดความเสี่ยงจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

การรีแบรนด์ครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ของ BCH ที่ต้องการขยายการเข้าถึงในระดับภูมิภาค เพื่อตอบโจทย์การแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโรงพยาบาลเอกชน รวมถึง Medical Tourism ด้วยศักยภาพเครือข่ายกว่า 15 สาขาทั่วประเทศ BCH มีโอกาสใช้ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี เป็นหนึ่งในฐานสนับสนุนบริการสุขภาพสำหรับผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และผู้ป่วยจีนที่เข้ามาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์ของ BCH คือ Synergy เครือข่าย ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลในเครือทั้ง World Medical, Kasemrad International และโรงพยาบาลการุญเวช ซึ่งเสริมให้ BCH มีความแข็งแกร่งในเชิงภูมิ ศาสตร์และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอีกด้วย

โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี มีเครืองมือทางการแพทย์ ตลอดจนทีมแพทย์และบุคลา กรทางการแพทย์ที่พร้อมให้การดูแล ทั้งโรคทั่วไปและโรคซับซ้อน และมุ่งมั่นที่จะให้บริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุม อาทิ ศูนย์โรคเฉพาะทาง เช่น กุมารเวช จักษุ กระดูก ศัลยกรรม เป็นต้น ศูนย์ตรวจสุขภาพ และศูนย์ฉุกเฉินและอุบัติเหตุ 24 ชั่วโมง

ศ.ดร.นพ.เฉลิมฯ กล่าวสรุปว่า “การเปิดตัวโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี โดยบุคลากรทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ยังคงยึดมั่นในพันธกิจ “ดูแลใกล้ชิด สนิทเหมือนญาติ” โดยมุ่งมั่นที่จะให้การดูแลรักษาผู้ป่วยทุกท่านด้วยความเอาใจใส่ ดุจญาติมิตร เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียงให้มีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ปทุมธานี ได้ที่ FB : https://www.facebook.com/profile.php?id=100068082110286 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02 529 4533


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

เที่ยวไทยอุ่นใจได้ ททท. เร่งเสริมความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย

เที่ยวไทยอุ่นใจได้ ททท. เร่งเสริมความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย เปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” พร้อมยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยวทุกย่างก้าว เตรียมนำร่องประเมินโรงแรมที่พัก เริ่มภายในกันยายน นี้

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง เตรียมยกระดับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผ่าน 4 เกณฑ์ประเมินหลัก ประกอบด้วย มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่ว ไป การชำระเงิน การสื่อสารภาษาต่างประเทศ การเดินทางเข้าถึงและเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ โดยจะเริ่มนำร่องโครงการกับผู้ประกอบการกลุ่มโรงแรมที่พัก ตราสัญลักษณ์นี้จะเป็นเครื่องหมายแห่งความเชื่อมั่น ช่วยให้นักท่องเที่ยวเลือกใช้บริการได้อย่างมั่นใจ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยอย่างอุ่นใจและประทับใจในทุกมิติ โดยจะเริ่มให้ผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมขอรับตราสัญลักษณ์ฯ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 นี้

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลไทยตระหนักดีว่า “ความปลอดภัย” คือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และถือเป็นนโยบายลำดับแรกที่รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ยังคงมีฐานตลาดขนาดใหญ่ ทั้งนี้ เพื่อเสริมความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งจะมาช่วยสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยว และสะท้อนถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในใจของนักท่องเที่ยว

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ (ททท.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนสู่การท่องเที่ยวคุณภาพนั้นเป็นหัวใจสำคัญที่ (ททท.) ยึดถือมาโดยตลอด โดยปัจจุบัน “ความปลอดภัย” กลายเป็นปัจจัยลำดับต้นในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่นิยมท่องเที่ยวอย่างอิสระ (FIT) ประกอบกับสัดส่วนของกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้หญิงและกลุ่มครอบครัวที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งความคาดหวังจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพในตลาดหลัก อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปที่ต่างให้ความสำคัญต่อมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม มีระบบ และเชื่อถือได้ ดังนั้น การยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ ฟื้นฟูภาพลักษณ์ และเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ตลอดจนยืนยันความมั่นใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว

เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่มี “คุณภาพ และความเชื่อมั่นในบริการ” ที่เป็นรูปธรรม และสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ททท.จึงผลักดันตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ให้เป็นตราสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่น โดยจะนำร่องในสถานประกอบการโรงแรม ที่พัก ช่วงเดือนกันยายน 2568 ก่อนขยายสู่สถานประกอบการอื่นๆ อาทิ ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า

สำหรับการจัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวและเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ประกอบด้วย เวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี (ททท.) พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการปกครอง, กรมการท่องเที่ยว, กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, กรมการขนส่งทางบก และแกร็บประเทศไทย ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการบริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบ การณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการในเดือนกันยายนนี้ บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และจะเผยแพร่รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่

  1. มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย
  2. มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay
  3. การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ
  4. ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย รวมถึงข้อมูลของสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ในรูปแบบ QR Code ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ดร.แก้ว แถลงข่าว จัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของ กต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์

ดร.แก้ว แถลงข่าว “จัดคอนเสิร์ตการกุศล เพื่อกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ของ กต. ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์“

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30 น. : ดร.ปรเมศร์ ชัยพัชรกุลพงษ์ ประธาน กต.ตร. สภ. รัตนาธิเบศร์ พร้อมคณะกต.ตร. และคณะที่ปรึกษากต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์ จัดแถลงกิจกรรมคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล โดยศิลปิน “ใหม่ เจริญปุระ” ซึ่งจัดขึ้นในวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 เวลา 19.00-21.00 น. ณ เวสต์เกตฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต

โดย กต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้แต่งตั้งคณะทำงานที่ปรึกษาทั้งหมด 17 ท่าน เพื่อช่วยประชา สัมพันธ์และจำหน่ายบัตรเข้าชมคอนเสิร์ตการกุศล ซึ่งในการออกประชาสัมพันธ์ คณะที่ปรึก ษา ทุกท่านจะต้องมีบัตรประจำตัวที่ลงนามโดยประธาน กต.ตร.ติดแสดงชัดเจนตลอดเวลา เพื่อป้องกันความสับสนและป้องกันการแอบอ้างที่ไม่ถูกต้อง ให้ประชาชนรับทราบโดยทั่วกัน

หากมีข้อสงสัยประการใดๆ โทรศัพย์สอบถามได้ที่ กต.ตร.สภ.รัตนาธิเบศร์ เบอร์โทร 02-5883782 และ 085-7675252 หัวหน้าคณะทำงานประชาสัมพันธ์


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

EEC จับมือ ‘เอเชียคลีน’ ชูนิคมต้นแบบ! สร้างสมดุล ศก.-สิ่งแวดล้อม ดัน ‘ชุมชน’ เติบโตไปพร้อมกัน

EEC ลงนามความร่วมมือกับ “เอเชีย คลีน อินดัสเตรียล เอสเตท” (ACIE) เดินหน้าพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ให้เป็นต้นแบบนิคมฯ สะอาดและยั่งยืน ชูจุดแข็งความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร พร้อมสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบเพื่อดึงดูดการลงทุน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ยกระดับ “ชุมชน” ให้เติบโตไปพร้อมกัน สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ บริษัท เอเชีย คลีน อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด (ACIE) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมในเขต EEC ให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางอุตสาหกรรม การสร้างรายได้ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ความร่วมมือครั้งนี้ ครอบคลุมการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน การยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเอง และก้าวเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากความร่วมมือทางสังคมและเศรษฐกิจแล้ว พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชียคลีน ยังมีจุดแข็งด้านการลงทุนที่โดดเด่น โดยผ่านการอนุมัติรายงาน EIA แล้วอย่างสมบูรณ์ นักลงทุนสามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดได้โดยตรง อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์จาก BOI และ EEC ที่ครอบคลุมทั้งมาตรการทางภาษีและสิทธิพิเศษด้านการลงทุนพื้นที่ดังกล่าวยังมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำสำรองความจุมากกว่า 5 ล้านลูกบาศก์เมตร สถานีไฟฟ้าย่อยจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ระบบถนนและไฟส่องสว่าง ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบสื่อสารดิจิทัล รวมถึงทำเลที่ตั้งที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าเรือน้ำลึก และแหล่งวัตถุดิบสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น นักลงทุนยังจะได้รับบริการอำนวยความสะดวกจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งด้านการประสานงานการอนุมัติ และการจัดทำ Work Permit ที่ไม่ซับซ้อน พร้อมด้วยบริการ “Smart Care” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนโดยเฉพาะ ทำให้การลงทุนในพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย คลีน อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด กล่าวว่า บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงพันธกิจที่เราจะเดินหน้าควบคู่ไปกับการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เอเชียคลีนภูมิใจที่ได้สืบสานเจตนารมณ์ของโครงการ บ้านแห่งความสุข ซึ่งริเริ่มขึ้นเพื่อให้การพัฒนาอุตสาหกรรม เดินไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนรอบข้าง เราจะทำให้แนวคิดการแบ่งปันและการอยู่ร่วมกันนี้กลายเป็นพลังที่ขยายผลได้จริง ทั้งต่อชุมชน เศรษฐกิจ และนักลงทุนที่เข้ามาร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน “เพราะเราเชื่อมั่นว่า การแบ่งปันนั้นไปได้ไกลกว่าที่คิด” ด้วยความร่วมมือจาก EEC และศักยภาพเชิงโครงสร้างที่ครบถ้วน ACIE จึงพร้อมก้าวสู่การเป็นโมเดลนิคมอุตสาหกรรมสะอาดแห่งภูมิภาค ที่ไม่เพียงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างรากฐานการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน